<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 11:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนธ.ค.วูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีความเชื่อมั่นฯเดือนธ.ค. ปรับตัวลดลง เหตุกังวลการขึ้นดอกเบี้ยและเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ขณะที่อาหาร แฟชั่น ยานยนต์ ยอดขายพุ่ง

23 ธ.ค.62- นายสุพันธ์ มงคลสุธีประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธ.ค.61อยู่ที่ 93.2ปรับตัวลดลงจากเดือนพ.ย.61 ที่อยู่ระดับ 93.9&amp;nbsp; เนื่องจากผู้ประกอบการได้เร่งผลิตสินค้าไปแล้วในเดือนพ.ย. เพื่อชดเชยในเดือนธ.ค.ที่มีวันทำงานน้อยและมีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะSMEs นอกจากนี้ผู้ประกอบการส่งออกมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าของไทย

อย่างไรก็ตาม พบว่าการจัดกิจกรรมกระตุ้นการขายของผู้ประกอบการ ได้ส่งผลดีต่อยอดคำสั่งซื้อและยอดขายในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น และกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 105.9 ลดลงจาก 107.4 ในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของสงครามการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยให้ชะลอตัวลง ขณะเดียวกันราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อต้นทุนประกอบการในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทางส.อ.ท. ได้มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐประกอบด้วยเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการใช้สกุลเงินบาท เพื่อการค้าระหว่างประเทศกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างกัน ,เสนอให้ภาครัฐหามาตรการเยียวยารายการสินค้าที่เสียดุลการค้าอย่างมากกับประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27299</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ส.อ.ท., อุตสากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c47e6734bf09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2018 23:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2018 08:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี’เนื้อหอม’ นักลงทุนรอกม.ที่ชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีนักลงทุนที่มีความสนใจจะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จำนวนมาก อาทิ นักลงทุนจากไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่นที่มีความสนใจมาก เพราะไทยเป็นฐานการลงทุนและการผลิตหลักของนักลงทุนญี่ปุ่นในอาเซียน โดยการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น น่าจะส่งผลให้นักลงทุนทยอยตัดสินใจลงทุนได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ (เม.ย.-มิ.ย.61) เนื่องจากขณะนี้นักลงทุนยังรอ พ.ร.บ.อีอีซี ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในพื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนให้ความสนใจมากเพราะมีความพร้อมด้านพื้นที่ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็กำลังลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการลงทุนของภาคเอกชนที่ทยอยเข้ามา และในอนาคตหากอีอีซีประสบความสำเร็จเชื่อว่าจะผลักดันให้จีดีพีของประเทศขยายตัวได้ถึง 5%&amp;rdquo;นายเจน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเอกชนหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งล่าสุดรับแจ้งว่าบริษัทมาสด้าได้ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)แล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ค่ายบีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่อีวี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อุตสาหกรรมอากาศยาน สายการบินแอร์เอเชียเตรียมลงนามความร่วมมือกับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.)เพื่อลงทุนในโครงการพัฒนาธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน(เอ็มอาร์โอ) ส่วนบริษัท ซาบ ผู้ผลิตเครื่องบินรบและพาณิชย์จากสวีเดน ก็สนใจลงทุนในอีอีซี ซึ่งได้มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัล เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือกับอาลีบาบาถึงความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่อีอีซี คาดว่าทางอาลีบาบาจะประกาศพื้นที่ลงทุนช่วง 1-2 เดือนจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ปี 2561 นี้ จะมีบริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยเตรียมลงทุนด้านหุ่นยนต์รวมประมาณ 12,000 ล้านบาท อาทิ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) และมีบริษัทจากจีนสนใจลงทุน นอกจากนี้นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจลงทุนเช่นกัน อาทิ ฮิราตะ กำลังหารืออยู่ รวมทั้งเดนโซ่ ที่นำระบบเข้ามาช่วยเหลืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของไทยและอยู่ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยน้ำไท และฮิตาชิ ที่ลงทุนด้านศูนย์รวมข้อมูล(บิ๊กดาต้า)ในอีอีซี เพื่อให้บริการหน่วยงานรัฐและเอกชนในพื้นที่ นอกจากนี้อุตสาหกรรมการแพทย์ อุตสาหกรรมไบโออีโคโนมี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4946</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุน, พรบ.อีอีซี, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก, อีอีซี, อุตสากรรม, เจน  นำชัยศิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180313/image_big_5aa7f7de0c39c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
