<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเครื่องมือแพทย์บูม  สอท.ฟุ้งไทยฐานผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย. 2564 นายอดิศร อาภาสุทธิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนวาเมดิค จำกัด และ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) &amp;nbsp; เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความต้องการทางด้านการแพทย์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของกลุ่มวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ เช่น ถุงมือการแพทย์ เลนส์แว่นตา ไซริงค์ ชุดสายน้ำเกลือ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตมากกว่า 800 ราย ในขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการส่งเสริมของภาครัฐ ที่ได้ผลักดันผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และการสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ของไทยให้นำผลงานเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์มากขึ้น ประกอบกับการมีจุดแข็งจากพื้นฐานอุตสาหกรรมเชื่อมโยงทั้งการผลิตรถยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม ระบบออโตเมชั่นต่างๆ ซึ่งคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถยกระดับเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์ รองผู้อำนวยการด้านวิชาการและนวัตกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) กล่าวว่า ทีเซลส์ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ในประเทศ ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตยา ชีววัตถุ สารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ เครื่องสำอาง อาหารเสริม เครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์นั้นมีอัตราการขยายตัวถึง 10% ต่อปี โดยปัจจุบันระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติและ AI Medical ได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาททั้งต่อการรักษา การบริการทางการแพทย์ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทีเซลล์จึงจัดงานโครงการประกวดหุ่นยนต์ทางการแพทย์ i-MEDBOT Innovation Contest 2021 ขึ้นโดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนผลงานของนวัตกรรมไทยให้สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและส่งเสริมให้ก้าวสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกวดในครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข และ ประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;เพื่อต่อยอดนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ยุค Next Normal อย่างมีศักยภาพ ซึ่งในครั้งนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดมากกว่า 20 ทีมจาก ทั่วประเทศทั้งวงการแพทย์ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคเอกชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท และผลงานอื่นๆ ที่ได้รับรางวัล รวมถึงผลงานที่ผ่านเข้ารอบ ทาง ทีเซลส์ จะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม นำไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรม รองรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และสุขภาพของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นายชัยรัตน์ กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนาวุฒิ ศรีนิรัตน์ จากทีม The Matrix ผู้ชนะเลิศประเภทหุ่นยนต์และซอฟต์แวร์เพื่อรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;จากผลงาน Matrix UVC disinfection robot กล่าวว่า &amp;ldquo;Matrix UVC disinfection robot เป็นหุ่นยนต์สำหรับฆ่าเชื้อในอากาศโดยใช้รังสี UVC ที่ผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานของ CE MARK &amp;nbsp;หุ่นยนต์ทำงานด้วยการตั้งค่า GPS เพื่อเคลื่อนที่ไปยังจุดที่กำหนด และจะปล่อยรังสีออกมาเพื่อกำจัดเชื้อโควิด-19 ได้ใน 64 วินาที และลำแสงจะถูกปิดทันทีหากมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในบริเวณที่หุ่นยนต์กำลังทำงาน ซึ่งผลงานนี้ได้ผลิตและจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออกไปที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในอนาคตได้วางแผนในการหาตัวแทนจำหน่าย และใช้โมเดลในการเคลื่อนที่อัตโนมัติของหุ่นยนต์ต่อยอดการผลิตหุ่นยนต์ส่งอาหาร หรือหุ่นยนต์ส่งของต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115762</URL_LINK>
                <HASHTAG>สอท., อุตสาหกรรม, เครื่องมือแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_61358cf288277.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาดาวเด่นปี 64 จาก“วิกฤตโควิด”สู่“โอกาสทางธุรกิจ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าที่ผ่านมา &amp;ldquo;รัฐบาล&amp;rdquo; จะพยายามออกมาตรการตั้งแต่เบาไปจนหนัก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในหลายระลอก ก็เหมือนว่ายังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็นมากนัก โดยเฉพาะการระบาดระลอกปัจจุบัน เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ในขณะนี้เรียกว่ายังอยู่ใน &amp;ldquo;ขั้นวิกฤต&amp;rdquo; จากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ยังอยู่ในระดับ&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;หมื่นคนต่อวัน สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบและกดดันทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ สร้างความวิตกกังวลและบั่นทอนความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กระทรวงการคลัง&amp;nbsp;เองก็ยอมรับว่า การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตา ทำให้ภาพรวมและแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยพลิกกลับมาเป็นภาพโทนอ่อนตัวลงมากขึ้น หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มการติดเชื้อที่สูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;และเร่งตัวขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.2564&amp;nbsp;ส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด และนั่นเองเป็นเหตุผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลงไปค่อนข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความหวัง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทย ยังขึ้นอยู่กับ&amp;nbsp;การฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ และลดอัตราการเสียชีวิต ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติ ประชาชนสามารถกลับมาทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่ภาคธุรกิจก็สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้ อีกทั้งยังสามารถเตรียมตัวเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการประเมินว่าหากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;คลี่คลายลงได้ภายในสิ้นปีนี้ ก็อาจจะมีโอกาสที่ได้เห็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทย&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;กลับมาขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งที่ระดับ&amp;nbsp;4-5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา&amp;nbsp;(BAY) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;อย่างมาก ภาคธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน เพราะมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จากภาครัฐ เริ่มจากการปิดการท่องเที่ยว ตามด้วยมาตรการล็อกดาวน์ และปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทชั่วคราว ทำให้ต้องปิดโรงงาน และส่งผลกระทบต่อซัพลายเชนการผลิต และกิจกรรมการค้าต่างๆ ผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้ถูกส่งต่อไปยังภาคการบริโภคของประชาชนในท้ายที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด มีรายได้ลดลงค่อนข้างมากถึง&amp;nbsp;30-50%&amp;nbsp;นั่นคือ ภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจการบิน โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมสันทนาการที่ต้องแบกรับผลกระทบมายาวนานกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี ขณะเดียวกันก็ยังมีอุตสาหกรรมบางส่วนที่มีความแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบน้อย เช่น อาหาร และโทรคมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นภาพของหลากหลายผู้ประกอบการ ในหลากหลายภาคธุรกิจต่างก็เร่งปรับตัว เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่ยังคงยืดเยื้อ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของภาครัฐ&amp;nbsp;เพื่อรักษาและประคองสถานะของธุรกิจให้ยังคงไปจนผ่านพ้นช่วงของการระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นเพราะวิธีการ วิธีคิด และแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ อาจไม่สามารถตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่มีปัจจัยเรื่องโควิด-19&amp;nbsp;และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดมากดดัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ ท้ายที่สุดจะส่งผลให้การใช้ชีวิตของประชาชนตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาด ไปจนถึงช่วงหลังที่การแพร่ระบาดคลี่คลายไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปแทบจะสิ้นเชิง จากการก้าวสู่การใช้ชีวิตแบบวิถีปกติใหม่&amp;nbsp;(New Normal)&amp;nbsp;สู่การใช้ชีวิตแบบวิถีปกติถัดไป&amp;nbsp;(Next Normal)&amp;nbsp;ผู้คนจะเคยชิน หรือถูกทำให้ชินกับการใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้จึงกลายมาเป็น &amp;ldquo;โจทย์สำคัญ&amp;rdquo; สำหรับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ ให้ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว ประยุกต์วิธีการในการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ต่างปรับตัวเป็นจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่หันมาขายสินค้าแบบออนไลน์ มีการบริการในรูปแบบออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็ต้องยอมรับว่า อาจจะมีผู้ประกอบการในหลายภาคธุรกิจจะยังไม่พร้อม หรือมีหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรในช่วงนี้ได้มากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในภาวะวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp;ระบาดก็มีให้เห็นเป็นดาวเด่นอยู่พอสมควร&amp;nbsp;โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;ldquo;วรสินี เศรษฐบุตร&amp;rdquo; ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้&amp;nbsp;ได้เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ &amp;ldquo;3 ธุรกิจดาวรุ่ง&amp;rdquo; ในยุคโควิด-19&amp;nbsp;ที่น่าจับตามอง ได้แก่&amp;nbsp;ธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ด้านการถอดรหัสพันธุกรรม&amp;nbsp;(จีโนมิกส์)&amp;nbsp;เป็นการรักษาเจาะลึกถึงระดับยีน ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและหลากหลายของมนุษย์ โดยเฉพาะการยกระดับใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ด้านสำคัญ คือ การรักษาแบบเฉพาะบุคคล การคาดการณ์ การวินิจฉัย และการออกแบบการรักษา ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่าทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เพราะธุรกิจนี้ได้กลายมาเป็นความหวังใหม่ในด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชากรกว่าพันล้านคนให้มีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกธุรกิจที่เรียกว่ารุ่งเรืองไม่แพ้กัน คือ&amp;nbsp;&amp;ldquo;เกมออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;เรียกว่าเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากเกิดการพัฒนาของสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความนิยมของการเล่นเกมผ่านมือถือเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนสามารถจัดแข่งขันเป็นกีฬาสากล&amp;nbsp;(E-Sport)&amp;nbsp;ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนเทียบเท่า&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;ของจีดีพีไทยเลยทีเดียว โดยปัจจุบันกลุ่ม&amp;nbsp;E-Sport&amp;nbsp;สามารถเล่นได้ผ่าน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;อุปกรณ์หลัก คือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องคอนโซล และโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ คือ ตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีรูปแบบรายได้ที่น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกธุรกิจดาวรุ่งคือ &amp;ldquo;หุ้นวัฏจักร&amp;rdquo; ที่ราคาเคลื่อนไหวตามทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน เป็นต้น&amp;nbsp;โดยประเทศที่เศรษฐกิจมีความผันผวนต่อวัฏจักรเศรษฐกิจมาก เช่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็มักจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มที่พัฒนาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่&amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงพาณิชย์&amp;rdquo;&amp;nbsp;ได้ออกมาฉายภาพ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ธุรกิจสุดโดดเด่นน่าจับตามองในปีนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตในยุค&amp;nbsp;New Normal&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Next Normal&amp;nbsp;นั่นคือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขอนามัย และธุรกิจเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกว่า&amp;nbsp;2.2&amp;nbsp;ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล&amp;rdquo; รมช.พาณิชย์&amp;nbsp;ระบุว่า ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;การดำเนินชีวิตของผู้คนและการประกอบธุรกิจได้ก้าวไปอีกขั้นจากวิถีปกติใหม่&amp;nbsp;(New Normal)&amp;nbsp;เป็นวิถีปกติถัดไป&amp;nbsp;(Next Normal)&amp;nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ และถือว่าเป็นธุรกิจดาวเด่นที่น่าจับตามองในปีนี้ โดยได้ทำการวิเคราะห์จากข้อมูลทางธุรกิจของกรม ตั้งแต่สถิติจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ จำนวนธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ สถานที่ตั้ง งบการเงิน ผลประกอบธุรกิจ และข้อมูลทางธุรกิจและเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกรม ร่วมกับความสอดคล้องจากข้อมูลและผลการศึกษาจากหน่วยงานวิจัยด้านธุรกิจอื่นๆ เช่น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พบว่า&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ธุรกิจดาวเด่นที่น่าสนใจในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;1.ธุรกิจการค้าออนไลน์&amp;nbsp;(อีคอมเมิร์ซ) 2.ธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์&amp;nbsp;3.ธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์&amp;nbsp;4.ธุรกิจรับ-ส่งเอกสารและสิ่งของ&amp;nbsp;5.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp;7.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม&amp;nbsp;8.ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์&amp;nbsp;9.ธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ธุรกิจขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์&amp;nbsp;10.ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม&amp;nbsp;Software&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Application 11.ธุรกิจการเงิน&amp;nbsp;Fintech&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;e-Payment&amp;nbsp;สุดท้าย&amp;nbsp;12.คือธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เช่น ร้านสะดวกซัก เครื่องเติมเงิน และเครื่องเติมน้ำ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากจำแนกกลุ่มธุรกิจ จะพบว่า กลุ่มธุรกิจด้านการค้าและการตลาดออนไลน์ ได้แก่ ธุรกิจการค้าออนไลน์ ธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์ และธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์นั้น มีการเติบโตที่สอดคล้องและเกื้อหนุนกับพฤติกรรมของผู้ริโภคในปัจจุบันที่มีการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการจัดตั้งธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่ในปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่&amp;nbsp;310&amp;nbsp;ราย เพิ่มเป็น&amp;nbsp;798&amp;nbsp;รายในปี&amp;nbsp;2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจด้านขนส่ง โลจิสติกส์ และบรรจุภัณฑ์ เช่น ธุรกิจรับ-ส่งเอกสารและสิ่งของ ธุรกิจขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลดีจากพฤติกรรมการบริโภคในการซื้อและขายสินค้าทางออนไลน์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ สุขอนามัยและการแพทย์ เช่น ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ และธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและขายสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลดีจากพฤติกรรมของคนในสังคมที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและการแพทย์มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกกลุ่มธุรกิจอย่าง ธุรกิจด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม&amp;nbsp;Software&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Application&amp;nbsp;ธุรกิจ&amp;nbsp;Fintech&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;e-Payment&amp;nbsp;ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เครื่องซักผ้า เครื่องเติมเงินและเครื่องเติมน้ำ จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ตอบสนองต่อการบริโภคในสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกและพัฒนาการให้บริการต่างๆ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ โดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สังเกตจากแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;การประกอบธุรกิจของภาคธุรกิจจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นและเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น โดยต้องพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;และผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการที่กำลังจะลงทุนประกอบธุรกิจ และกำลังมองหาธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่ง&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ธุรกิจดังกล่าวข้างต้นนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่นอกจากกระแสธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมแล้ว ความชื่นชอบและความถนัดก็เป็นอีกคุณสมบัติที่ต้องคำนึง เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงต้องมีความรอบคอบให้มากที่สุด&amp;rdquo; วีรศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนคำถามที่ว่า หลังสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะทำธุรกิจอะไรดี เพราะคงมีหลายคนที่ว่างงาน หลายคนที่กำลังหางานทำ และหลายคนที่กำลังคิดว่าจะปรับตัวในการทำธุรกิจอะไรเพื่อความมั่นคงในอนาคต เรื่องนี้ &amp;ldquo;ธนาคารกรุงศรีอยุธยา&amp;nbsp;(BAY)&amp;rdquo;&amp;nbsp;มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก โดยธุรกิจที่น่าสนใจคือ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจเพื่อสุขภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp;เทรนด์ธุรกิจหลังโควิด-19&amp;nbsp;ที่จะมาแน่ๆ คือ เทรนด์สุขภาพ ซึ่งหลายคนคงนึกถึงธุรกิจอาหารเสริมเป็นส่วนใหญ่ และมองว่าต้องใช้เงินลงทุนเยอะ แต่อีกธุรกิจเพื่อสุขภาพ อย่าง &amp;ldquo;ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ&amp;rdquo; ที่สามารถทำได้ไม่ยาก และไม่ต้องมีเงินตั้งต้นเพื่อลงทุนมากมายนัก โดยอาจจะเริ่มจากการขายในกลุ่มเพื่อน หรือคนใกล้ตัวก่อน เพื่อทำการปรับสูตรให้เหมาะสมและลงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกธุรกิจที่น่าสนใจ คือ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจการศึกษาออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;เพราะยุคนี้ทุกคนต้องการพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน เพื่อให้มีความสามารถเพิ่มเติมไปต่อยอดในการทำงานต่างๆ ได้ อีกทั้งผู้คนยังคงมีแนวโน้มที่จะอยู่บ้านกันมากกว่าการออกไปเรียนที่สถาบัน ดังนั้นหากมีแค่คอมพิวเตอร์และไมโครโฟนก็อาจจะสามารถเริ่มทำการสอนได้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกธุรกิจที่เรียกว่ามาแรงสุดๆ คงหนีไม่พ้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือค้าปลีกออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;และมีสัญญาณว่าจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเริ่มหันมาค้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาจจะเลือกสินค้าที่เรามีความรู้และสนใจในตัวสินค้านั้นๆ ส่วนช่องทางการขายที่แนะนำคือ&amp;nbsp;Instagram, Facebook, Amazon, Shopee&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Lazada&amp;nbsp;เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีกออนไลน์, ทิสโก้, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์, ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, วรสินี เศรษฐบุตร, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล, สมประวิณ มันประเสริฐ, อุตสาหกรรม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c8cb5b9b3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกก.ค.โตแรง 2.2หมื่นล.ดอลลาร์ 7เดือนเกินเป้า4เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พณ.เผยส่งออก ก.ค.64 ยังโตแรง ทำได้มูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ บวกตัวเลข 2 หลัก 20.27% ได้รับผลดีจากการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และตลาดส่งออก ส่งผลยอดรวม 7 เดือน มูลค่า 154,985.48 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.20% ขยายตัวเกินเป้าแล้ว 4 เท่า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ค.2564 มีมูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.27% ยังเป็นการขยายตัวด้วยตัวเลข 2 หลัก และถ้าไม่รวมสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ จะขยายตัวถึง 25.38% และคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 708,651.66 ล้านบาท และส่งออกรวม 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 154,985.48 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.20% หรือคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 4,726,197.35 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การนำเข้ามีมูลค่า 22,467.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 45.94% และยอดรวม 7 เดือน มีมูลค่า 152,362.86 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.73% เกินดุลการค้า 2,622.62 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยที่ทำให้การส่งออกขยายตัว มาจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเดือน ก.ค.2564 เพิ่ม 24.3% เป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัวได้ดีประกอบด้วย ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 80.2% ขยายตัว 4 เดือนต่อเนื่อง และยังขยายตัวดีในตลาดสำคัญเกือบทุกตลาด เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซียและเนเธอร์แลนด์ ยางพารา เพิ่ม 121.2% ขยายตัว 10 เดือนต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 62% ขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องในตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน สหรัฐ 4.อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 17.3% ขยายตัว 23 เดือนต่อเนื่อง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 51.7% ขยายตัว 14 เดือนต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เพิ่ม 8.4% ขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 18% ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน สินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ เพิ่ม 39.2% ขยายตัว 9 เดือนติดต่อกัน ผลิตภัณฑ์ยางพารา เพิ่ม 16% ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน สินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมัน เช่น เม็ดพลาสติก ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 59% ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน อัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 43.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพิ่ม 19.3% ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน เหล็กเพิ่ม 59.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนตลาดขยายตัวดีเกือบทุกตลาดสำคัญ ยกเว้นตลาดเดียวคือออสเตรเลีย เพราะตัวเลขติดลบ จากการส่งออกอัญมณี เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้าได้ลดลง แต่รถยนต์ยังเพิ่ม 44.8% ยางพารา เพิ่ม 26.8% โดยตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐ เพิ่ม 22.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน, &amp;nbsp; จีน เพิ่ม 41% ต่อเนื่อง 8 เดือน, ญี่ปุ่น เพิ่ม 23.3% ต่อเนื่อง 9 เดือน, อาเซียน เพิ่ม 26.9% ต่อเนื่อง 3 เดือน, ยุโรป เพิ่ม 20.9% ต่อเนื่อง 6 เดือน, อินเดียขอขีดเส้นใต้ ขยายตัวดีมาก เป็นอนาคตของการส่งออกไทย เพิ่ม 75.3% ต่อเนื่อง 6 เดือน และตลาดใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เพิ่ม 93.5% ต่อเนื่อง 6 เดือน, รัสเซียและ CIS เพิ่ม 53% ต่อเนื่อง 4 เดือน ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีอนาคตของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ตัวเลขเดือน ก.ค.ยังคงเป็นบวกได้ ได้รับผลดีจากแผนการทำงานของ กรอ.พาณิชย์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนที่จับมือร่วมกันเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การฟื้นตัวของคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป รวมทั้งจีน ตัวเลข PMI หรือ Global Manufacturing ซึ่งเรียกว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของโลก มีตัวเลขที่เกินกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดย ก.ค.2564 อยู่ที่ 55.4 ทำให้โอกาสการซื้อขายกับสินค้ากับหลายประเทศในโลกเพิ่มขึ้น เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก และราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูง เมื่อน้ำมันดิบราคาสูง ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ส่งออกได้ราคาดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มการส่งออก เห็นว่าการระบาดของโควิด-19 อาจจะมีผลกระทบได้ โดยเฉพาะเดือน ส.ค.-ก.ย.2564 เป็นต้นไป ที่เริ่มเห็นแล้ว เช่น ผลไม้ หรือโรงงานผลิตเพื่อส่งออกบางแห่งที่ต้องปิดตัว ทำให้ไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง และสถานการณ์โควิดในเพื่อนบ้าน ที่ไทยต้องส่งออกต่อเนื่องเริ่มมีการติดขัด เช่น การส่งออกผลไม้จากไทย ผ่าน สปป.ลาว ไปเวียดนาม และเข้าจีน ก็มีปัญหาบางช่วงเวลา ต้องไปแก้หน้างานหลายครั้ง หรือมาเลเซีย ก็อยู่ในสถานการณ์เคร่งครัด ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำยางดิบ ทำให้กระทบราคา เพราะมาเลเซียเป็นตลาดใหญ่ แต่ยางก้อนถ้วยยังดี ดีกว่าราคาประกันรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าผลักดันการส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนหลัง ตั้งแต่ ก.ค.2564 มีกิจกรรมที่จะดำเนินการไม่น้อยกว่า 130 กิจกรรม ทั้งการส่งเสริมการส่งออกในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งได้ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 แล้ว โดยเป้าทั้งปีตั้งไว้ที่ 4% จะพยายามทำให้เกิน เพราะวันนี้ทำได้ 16.2% ถือว่าทำได้เกินเป้าไปแล้ว 4 เท่า และจะร่วมมือกับภาคเอกชนเดินหน้าและทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดส่งออก, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รองนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตสาหกรรม, เกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5a2426c974.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯเข้มวางมาตรการป้องกัน PM2.5 และ มลพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการรายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5)&amp;nbsp;มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก รัฐบาลที่ได้บูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไว้ทั้ง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และภาคเกษตรอุตสาหกรรม ทั้งมาตรการเร่งด่วนและมาตรการระยะยาว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของมาตรการเร่งด่วนในภาคอุตสาหกรรม ให้ตรวจสอบ เฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายกับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะโรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ หรือแหล่งกำเนิดความร้อน และอุปกรณ์การเผาไหม้ในพื้นที่ กทม. และจังหวัดปริมณฑล พร้อมกับขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบ ควบคุมระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับแผนการผลิตและขอความร่วมมือให้มีการติดตั้งระบบตรวจสอบ การระบายมลพิษอากาศแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง และเชื่อมโยงข้อมูลมายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตรการในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ &amp;nbsp;ได้จัดทำมาตรการจูงใจเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า ที่ประกาศใช้แล้ว&amp;nbsp;37&amp;nbsp;มาตรฐาน จากทั้งหมด&amp;nbsp;63&amp;nbsp;มาตรฐาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ เพื่อรองรับการทดสอบรถยนต์หรือชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในส่วนราชการ ส่งเสริมการลงทุนเพื่อให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และรถบัสไฟฟ้า ภายในประเทศ และการกำหนดอัตราค่าไฟคงที่ทุกช่วงเวลาสำหรับการชาร์ตยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งจัดทำแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีมาตรการในภาคเกษตรอุตสาหกรรม ด้วยการกำหนดนโยบายลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ : อ้อยสด เป็นร้อยละ&amp;nbsp;20:80&amp;nbsp;ในฤดูการผลิตปี&amp;nbsp;2563/2564&amp;nbsp;โดยมีมาตรการกำหนดราคาอ้อยสดกับราคาอ้อยไฟไหม้ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยไฟไหม้หันกลับมาตัดอ้อยสด จัดซื้อรถสางใบอ้อย เพื่อให้ชาวไร่อ้อยรายเล็กได้ยืมไปใช้ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร โดยโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรปีงบประมาณ&amp;nbsp;2562-2564&amp;nbsp;วงเงินปีละ&amp;nbsp;2,000&amp;nbsp;ล้านบาท รวมระยะเวลา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปี เป็นจำนวน&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;ล้านบาท ตั้งเป้าเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำ และการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย จัดซื้อรถตัดอ้อย รถคีบอ้อย รถแทรกเตอร์ รถบรรทุกอ้อย และเครื่องจักรกลการเกษตรอื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89886</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ปัญหาฝุ่นPM2.5, อุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f19845cd76a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2020 19:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2020 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวประมงภูเก็ตค้านสร้างโรงงานอู่ต่อเรือชี้ก่อมลพิษกระทบระบบนิเวศ-ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.ค.63- นายสมยศ วงศ์บุญยกุล นายกสมาคมชาวประมงภูเก็ต และสมาชิกรวมตัวกันประมาณ100คน ยื่นหนังสือ แก่ นายพิเชษฐ์ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เรื่อง คัดค้านการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ณ ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมยศ กล่าวว่า จากการที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต ติดประกาศเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการพิจารณาเกี่ยวกับโรงงานจำพวกที่ 3 โดยจะพิจารณาคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทมาร์ซัน จำกัด(มหาชน) ตั้งอยู่ ณ ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต &amp;nbsp;หมู่ที่ 1 ถนนศรีสุทัศน์ ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ประกอบกิจการ ต่อและซ่อมแซมเรือ &amp;nbsp;โดยบุคคลใดจะให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวขอให้แจ้งสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ตทราบภายในวันที่ 10 ก.ค.2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากประกาศดังกล่าว นำไปติดประกาศไว้ที่ ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต มีชาวประมงพบเห็นและไม่เห็นด้วยให้มาตั้งโรงงานฯ ในสถานที่แห่งนี้ จึงรวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต &amp;nbsp;ด้วยเหตุผลคือ โครงการพัฒนาที่ดินขององค์การสะพานปลา อนุญาตให้บริษัทมาร์ซัน จำกัด(มหาชน) ดำเนินกิจการอุตสาหกรรมต่อเรือเหล็กซ่อมเรือเหล็กขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ในพื้นที่ อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือประมงและชุมชน 150เมตร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมยศ ระบุว่า หากมีการตั้งโรงงานฯนี้ จะก่อให้เกิดมลพิษ ทางอากาศ ฝุ่นละอองจำนวนมาก &amp;nbsp;มลพิษทางน้ำ เกิดการปนเปื้อนมลพิษทางน้ำไหลลงคลองท่าจีนที่เป็นคลองหลักในการสัญจรของเรือประมง และมลพิษทางเสียงดังรำคาญมีผลต่อชุมชนทั้งหมด รวมทั้ง กระทบป่าชายเลนโดยรอบจะมีผลต่อการประกอบอาชีพชาวประมงเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;การจะอนุญาตให้ประกอบกิจการต่อและซ่อมแซมเรือดังกล่าว องค์การสะพานปลา มีนโยบายผิดพลาด แทนที่จะส่งเสริมการประมงและตลาดสัตว์น้ำ &amp;nbsp;โดยเฉพาะ เน้นสุขอนามัย ท่าเทียบเรือประมง แต่กลับอนุญาตให้ดำเนินกิจการต่อและซ่อมแซมเรือ ของ บ.มาร์ซันจำกัด(มหาชน) เน้นเรือเหล็กเป็นหลัก กิจการนี้ต้องเข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรมโดยเฉพาะไม่ใช่มาอยู่รวมกับอุตสาหกรรมการเกษตรอาหารเพื่อการบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;#39;ที่ผ่านมา ทางหน่วยงานรัฐ ทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้รอบนอก ไม่เข้ามาทำในท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต และมาติดประกาศในจุดที่ถ้าไม่สังเกตไม่เห็น โชคดีที่ชาวประมงพบเห็นประกาศจึงนัดรวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านกับรองผวจ.ภูเก็ต ซึ่ง อุตสาหกรรมหนักขนาดนี้ไม่ควรมาตั้งในเขตท่าเทียบเรือประมงภูเก็ตกระทบกันทั้งหมด ในท่าเทียบเรือประมงและข้างเคียงมีคานเรือ 3 แห่งแล้ว จะมาสร้างโรงงานอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ใช้พื้นที่ 66ไร่ จะกระทบทั้งหมดที่อยู่ในท่าเทียบเรือประมงและบริเวณโดยรอบ ทั้งที่ป่าชายเลน ที่อยู่อาศัยของลิงแสม เดือดร้อนกันหมด &amp;nbsp;ควรพัฒนาเป็นตลาดปลาเพื่อส่งเสริมท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชน &amp;nbsp;แบบOTOP ภูเก็ต &amp;nbsp;ให้นักท่องเที่ยวมาแวะซื้อเพื่อยกระดับสินค้าประมง น่าจะดีกว่าสร้างโรงงานอู่ต่อเรือขนาดใหญ่&amp;#39; นายสมยศ &amp;nbsp;ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมยศ ระบุด้วยว่า สมาคมชาวประมงภูเก็ตในฐานะตัวแทนของชาวประมงที่อยู่ในบริเวณท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต และแพปลาเอกชน ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ทางเสียง &amp;nbsp;และ ทางน้ำ จากกิจกรรมการต่อและซ่อมแซมเรือจึงขอคัดค้านการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของบริษัทมาร์ซันจำกัด(มหาชน) เพื่อดำเนินกิจการต่อและซ่อมแซมเรือในพื้นที่ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ตโดยเด็ดขาด &amp;nbsp;และจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้ชาวประมง ผู้ประกอบการประมงได้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืน และไม่ถูกรบกวนหรือทำลาบจากกิจการที่จะเกิดขึ้นหากได้รับการอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดถูเก็ต รับหนังสือและระบุว่าจะพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70584</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวประมงภูเก็ต, ระบบนิเวศป่าชายเลน, สมาคมชาวประมงภูเก็ต, อุตสาหกรรม, โรงงานอู่ต่อเรือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200705/image_big_5f01c64aa35f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2019 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอดดัชนีเชื่อมั่นเอกชนต่ำสุดในรอบ 17 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.โอดดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ชี้กำลังซื้อชะลอตัว ปัจจัยภายนอกทั้งค่าเงิน-เทรดวอร์กระทบแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย. 2562 - นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนต.ค.2562 อยู่ที่ระดับ 91.2 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 92.1 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2561 เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลกำลังซื้อในส่วนภูมิภาคที่ยังชะลอตัว และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ประสบปัญหาด้านการเงิน หลังจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐยังคงยืดเยื้อ และการแข็งค่าของเงินบาที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันที่ 27 พ.ย.นี้ ภาคเอกชนมีกำหนดการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประชุมเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมาตรการที่ธปท.ใช้ดูแลค่าเงินบาทอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ธปท.ทำใช้ไม่ได้ เพราะอยู่ในอำนาจของธปท.ทำได้อยู่แล้ว แต่เอกชนอยากบอกว่าสิ่งที่เราอยากได้อาจนอกเหนือเกินขอบเขตของธปท. เช่น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงมาตรการเปิดเสรีให้นำส่งเงินออกนอกประเทศที่ธปท.ดำเนินการอยู่ คนยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนรับรู้และเข้าใจมากขึ้น และอื่นๆ ที่ต้องทำเวิร์คชอปว่าจะทำอย่างไร เชื่อว่าจะช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในระดับหนึ่ง&amp;ldquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50728</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่น, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สุพันธุ์ มงคงสุธี, อุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd4f24345c5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48149</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2019 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2019 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เฉลิมชัย&#039;ลงนามแจ้งมติแบน3สารเคมีให้คกก.วัตถุอันตรายแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ต.ค. 62 &amp;ndash; นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ได้ลงนามหนังสือแจ้งมติคณะทำงาน 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ให้สารเคมี 3 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซต ปรับจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในหนังสือระบุว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาความเห็นเรื่องนี้ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันและหาวิธีดำเนินการได้ โดยมอบหมายนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน คณะทำงานได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางและลงมติอย่างเปิดเผยจนได้ผลสรุปดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือแจ้งมติคณะทำงานข้างต้นให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อปรับสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยด่วน ซึ่งจะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครอง ดังนั้น จากนี้ไปขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งจะประชุมวันที่ 22 ตุลาคม ว่าจะบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมหรือไม่ และจะมีมติอย่างไร กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติพร้อมทำตามมติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้กำลังเร่งเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตร โดยสั่งการอธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้ดำเนินตามนโยบายส่งเสริมการผลิตพืชปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งเพื่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานของกระทรวงฯ จะเข้าไปให้ความรู้ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และประสานหาตลาดรองรับผลผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ได้ประชุมเพื่อมีมติใหม่ กระทรวงเกษตรฯ ยังคงต้องปฏิบัติตามมติเดิมในการจำกัดการใช้ โดยวันที่ 20 ตุลาคม 2562 ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับ จะมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การครอบครองวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต สาระสำคัญ คือ ผู้ขายต้องการผ่านอบรมตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและต้องเข้าอบรมทุก ๆ 3 ปี ต้องใช้เครื่องวัตถุอันตรายดังกล่าวกับพืชและพื้นที่ตามที่แสดงหลักฐานการซื้อขาย ผู้ที่มีไว้ในครอบครองจะต้องจัดให้มีบุคลากรเฉพาะในการขายวัตถุอันตราย ต้องแยกออกจากวัตถุอันตรายอื่น ๆ และมีป้ายแสดงข้อความว่า &amp;ldquo;วัตถุอันตรายที่จำกัดการใช้&amp;rdquo; อย่างชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉบับที่ 2 เรื่อง การจำกัดการใช้ การกำหนดฉลากและภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับไกลโฟเซตที่ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ ในกรณีอยู่นอกพื้นที่ข้างต้น ให้ใช้เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ส่วนผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าวัตถุอันตรายเกี่ยวกับไกลโฟเซต ต้องแสดงข้อความในฉลากว่า เป็นวัตถุอันตรายและระดับความเป็นพิษเพื่อประโยชน์ในการควบคุม ป้องกัน บรรเทา หรือระงับอันตรายที่จะเกิดแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม ฉบับที่ 3 กำหนดให้ใช้คลอร์ไพริฟอสในไม้ผลเฉพาะเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น ฉบับที่ 4 เกี่ยวกับพาราควอต โดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อกำหนดการใช้อื่น ๆ เช่นเดียวกับไกลโฟเซต และฉบับที่ 5 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แก่&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้มีอานาจตรวจสอบการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ตามมาตรา 54 (1) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายเฉลิมชัย ย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจำกัดการใช้ดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติใหม่อย่างไร ก็พร้อมปฏิบัติตาม ในระหว่างนี้ยินดีรับฟังข้อมูลรอบด้านจากทุกฝ่าย ซึ่งวันที่ 21 ตุลาคมจะมีกลุ่มเกษตรกรที่คัดค้านการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเข้าพบ โดยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดทั้งต่อเกษตรกรและประชาชนผู้บริโภคทั้งประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48149</URL_LINK>
                <HASHTAG>คกก.วัตถุอันตราย, รมว.เกษตรและสหกรณ์, ลงนามแจ้งมติ, อุตสาหกรรม, เฉลิมชัย ศรีอ่อน, แบน3สารเคมี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c063f440c661.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
