<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอหนุนอุตสาหกรรมการแพทย์เต็มสูบดันไทยสู่เมดิเคิลฮับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 ธ.ค. 2563 นางสาวดวงใจ &amp;nbsp;อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมชมบริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด และบริษัท แนบโซลูท จำกัด เป็นบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอ ว่า เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ทั้งยังเป็นกิจการที่สร้างฐานความรู้ให้แก่สังคมไทยโดยหลังจากนี้บีโอไอมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการแพทย์ และยา (เมดิเคิล ฮับ) ซึ่งครอบคลุมถึงด้านเครื่องมือแพทย์ และการบริการ ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์เฉพาะทาง ซึ่งหลังจากนี้อาจจะต้องมีการไปเพิ่มเงื่อนไขในแต่ละประเภทให้ครอบคลุมมากขึ้นเพื่อให้เกิดการสนับสนุนการดึงดูดการลงทุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางสาวดวงใจ กล่าวถึงบริษัท ใบยาฯ ว่าเป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการส่งเสริมการงทุนจากบีโอไอในกิจการเทคโนโลยีชีวภาพ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตที่ใช้เซลล์พืช เงินลงทุน 3.94 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยเป็นโครงการผลิตโปรตีนตัดแต่งจากการใช้ใบยาสูบ เพื่อเป็นแหล่งผลิตโปรตีนแบบชั่วคราว ถือเป็นรายแรกในประเทศไทยที่ใช้ใบยาสูบในการเพาะเลี้ยงโปรตีน ตัดแต่งที่มียีนเป้าหมาย จากนั้นจึงสกัดโปรตีนที่ได้ ออกจากใบของต้นยาสูบ และทำให้บริสุทธิ์ เพื่อจำหน่ายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ บริษัท แนบโซลูท จำกัด เป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน ได้รับส่งเสริมในกิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เงินลงทุน 3.46 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการให้บริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ 2 เรื่อง คือ 1.การทดสอบประสิทธิภาพของชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ในการป้องกันเชื้อไวรัส โดยวิธีทดสอบการทะลุผ่านของเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถทำการทดสอบได้ทั้งในรูปแบบตัวอย่างผ้าของชุด PPE หรือทดสอบทั้งชุด PPE และ2.การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง ยา สารสกัด และสารออกฤทธิ์ เป็นต้น โดยใช้เทคนิคเซลล์เพาะเลี้ยง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นางสาวสุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่าล่าสุดบริษัทได้ใช้โปรตีนที่สกัดได้จากใบยาสูบ เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความคืบหน้าล่าสุดคือได้พัฒนาวัคซีนดังกล่าวและเตรียมทดสอบใช้กับมนุษย์ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในกลางปี 2564 และถ้าได้ผลจะถือว่าเป็นวัคซีนของคนไทย 100% และจะสามารถกระจายให้ใช้ได้กับคนไทยในประเทศภายในช่วงปลายปี 64 หรือต้นปี 65 ซึ่งคาดว่าราคาที่ตั้งไว้ไม่น่าจะเกิดเกณฑ์ที่ผู้ผลิตหลายเจ้ากำหนด หรือประมาณ 500 บาทต่อ 1 โดส หรือต่ำกว่านั้น เนื่องจากวัตถุดิบของบริษัททำมาจากพืช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมลงทุนพัฒนาพื้นที่เพื่อขยายกำลังการผลิตวัคซีนดังกล่าว โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 2 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งปัจจุบันกำลังกาพันธมิตรในการร่วมมืออยู่ โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่รวบรวมการวิจัยและพัฒนาแล้ว ทั้งนี้บริษัทเตรียมดำเนินการพัฒนายารักษาโรคโควิด-19 เพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับวัคซีน โดยปัจจุบันต้องรอสัตว์ทดลองที่สั่งจากต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาทดลองยาตัวดังกล่าว คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงปีหน้าเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของกิจการเทคโนโลยีชีวภาพนี้ ตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนก.ย. 2563 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้ว จำนวน 51 โครงการ เงินลงทุน 25,449 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 20 โครงการ สำหรับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์นั้น ตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนก.ย. 2563 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,918 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 10 โครงการ &amp;nbsp;ซึ่งยังถือว่าไม่มากนัก แต่เราจะโตไปพร้อมกัน และบีโอไอพร้อมสนับสนุน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตามคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์นับรวม ทุกประเภทกิจการที่อยู่ภายใต้หมวดนี้ จากสถิติตั้งแต่ปี 2561 ถึงเดือนก.ย. 2563 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 129 โครงการ เงินลงทุนรวม 30,887 ล้านบาท จากสถิติที่ผ่านมาในอดีตจะพบว่า กิจการในกลุ่มการแพทย์ มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเฉลี่ยปีละ 30 กว่าโครงการ แต่มียอดพุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 60 โครงการภายในระยะเวลา 9 เดือนของปี 2563 นี้ ซึ่งเป็นผลพวงจากสถานการณ์โควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85690</URL_LINK>
                <HASHTAG>บีโอไอ, อุตสาหกรรมการแพทย์, เมดิคัลฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f08da9a88a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63077</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 09:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไออนุมัติลดภาษีอุตฯการแพทย์เพิ่ม3ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 เมษายน 2563 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บอร์ดได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนอย่างรวดเร็วสนองต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยประกอบด้วย 1.มาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมทางการแพทย์เพื่อรับมือกับ โควิด-19 โดยให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งปกติจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมถึงโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมระหว่างวันที่ 1 ม.ค. &amp;ndash; 30 มิ.ย. 2563 และต้องเริ่มผลิตและมีรายได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2563 ทั้งนี้ จะต้องจำหน่ายและหรือบริจาคภายในประเทศอย่างน้อย 50% ของปริมาณที่ผลิตได้ในปี 2563-2564 2.มาตรการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสายการผลิตเดิมเพื่อผลิตเครื่องมือแพทย์หรือชิ้นส่วน รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร โดยต้องนำเข้าภายในปี 2563 และยื่นขอแก้ไขโครงการภายในเดือนก.ย. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ กล่าวว่าการส่งเสริมการลงทุนช่วง 3 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-มี.ค.) โดยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 378 โครงการ เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีจำนวน 368 โครงการ ขณะที่มีมูลค่าการลงทุนรวม 71,380 ล้านบาท ลดลง 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่า 128,460 ล้านบาท เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลางและขนาดเล็ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63077</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, อุตสาหกรรมการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dd7613d853.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
