<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 16:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039; ดันไทยฮับนวัตกรรมอาหารอนาคตภูมิภาคอาเซียน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2564 &amp;nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่องันที่ 7 ก.ย. 2564 มีมติรับทราบความคืบหน้าแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารระยะ ที่ 1 (พ.ศ. 2562-2570) กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะแกนหลักที่ได้รับมอบหมายให้บูรณาการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตแห่งอาเซียน ผ่านมาตรการ &amp;ldquo;4 สร้าง&amp;rdquo; ได้แก่ 1.สร้างนักรบอุตสาหกรรมอาหารพันธุ์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเร่งพัฒนายกระดับผู้ประกอบการ/สถานประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน ผ่านการอบรมและให้คำปรึกษาเชิงลึกทั้งในด้านการเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ถ่ายทอดความรู้เชิงธุรกิจและการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการมีองค์ความรู้ เสริมสร้างทักษะ รวม 899 กิจการ/8,512 ราย/43 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรวมถึงการพัฒนาฉลากและบรรจุภัณฑ์อาหารให้มีมูลค่าเพิ่มสูงเชิงพาณิชย์ รวม 224 ผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.สร้างนวัตกรรมอาหารอนาคต ภายใต้โครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้มีการจัดทำแล็ปอาหารแห่งอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง และผู้เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารโดยมีระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูล รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่เป็นนวัตกรรมหรือมีการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพหรือมีผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงออกสู่ตลาด จำนวน 15 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.สร้างโอกาสทางธุรกิจยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญ - เมสเซ่ ประเทศเยอรมนี ร่วมจัดงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้ชื่องาน THAIFEX &amp;ndash; ANUGA ASIA 2020 โดยจัดให้มีการเจรจาซื้อขายแบบออฟไลน์ควบคู่ออนไลน์ จำนวนทั้งสิ้น 708 บริษัท และ 4.สร้างปัจจัยพื้นฐานเพื่อเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยได้รับความร่วมมือจากหลาย ๆ หน่วยงาน ทั้งการจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอาหาร การทำโครงการการจัดการผลิตอ้อยแปลงใหญ่เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย และบริการยกระดับความปลอดภัยในการผลิตอาหารที่ฆ่าเชื้อด้วยความร้อน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวเสริมว่า ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลง แต่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทยกลับมีโอกาสโดยมีทิศทางการผลิตที่ขยายตัวขึ้นสะท้อนจากตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและการส่งออก ซึ่งประเทศไทยนับว่ามีความได้เปรียบในด้านการผลิตอาหารแปรรูปเนื่องจากมีวัตถุดิบในประเทศ สำหรับการดำเนินการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการอาหารฯ โดยในปี 2564 คาดว่าการส่งออกอาหารแปรรูปจะมีมูลค่ากว่า 1.05 ล้านล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจไทย กระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ถึง 9.50 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามระยะต่อไป สศอ. จะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ โดยผ่านคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ในการกำกับการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆ โดยจะเน้น กระบวนการผลิตอาหารจะต้องมีความปลอดภัยในทุกขั้นตอน รวมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI/Automation ในอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มมากขึ้น เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาหารอนาคตแห่งอาเซียนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116570</URL_LINK>
                <HASHTAG>สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสอ.มั่นใจอุตฯอาหารปี64โตสดใสมูลค่าทะลุ 1.1ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 2564 - นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) เปิดเผยว่า จากสถาการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายสาขา แต่อุตสาหกรรมอาหารยังได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว โดยจะเห็นได้จากรายงานของสถาบันอาหาร ได้รายงานว่าในปี 2563 อุตสาหกรรมอาหารของไทยในช่วง 11 เดือน อยู่ที่ 981,430 ล้านบาท หดตัวลดลงจากปี 62 ที่ 7.39% แต่แนวโน้มในปี 2564 นี้ มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอาหารจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 12% และจะมีมูลค่าราว 1.08 -1.10 ล้านล้านบาท เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการเลือกสินค้าอาหาร หรือวัตถุดิบ เพื่อมาประกอบอาหารเองเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราเล็งเห็นถึงโอกาส และความสำคัญของการขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มให้สามารถเดินหน้าต่อได้ ภายใต้สถานการณ์ของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ จึงเร่งออกมาตรการและแนวทางการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยเร็วในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการขยายช่องทาง และเพิ่มโอกาสทางการตลาด เพื่อเพิ่มช่องทางการขายให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง ผ่านเวทีการแสดงสินค้านานาชาติในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงในงานแสดงสินค้าอาหาร 2564 หรือ THAIFEX-ANUGA ASIA 2021&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการจัดงานเกิดจากการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมกับหอการค้าไทย โดยกสอ.ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด Driving the next normal ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม &amp;quot;สู่วิถีใหม่&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมอาหารเติบโตได้อย่างต่อเนื่องภายในปี 2564 จึงได้สนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารที่มีศักยภาพและความพร้อมเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จำนวน 20 ราย เข้าร่วมในงานครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าการสนับสนุนในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะผู้ซื้อชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมงานกว่า 1,230 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104113</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.), ณัฐพล รังสิตพล, ปี2564, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60acab6755047.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2020 09:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2020 09:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะเร่งเครื่องดันอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์-หุ่นยนต์เต็มสูบ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานประจำปี OIE Forum ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ว่าแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทยหลังจากนี้ ได้แก่ มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศและท้องถิ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต &amp;nbsp;ที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งเสริมการผลิตและส่งออกสินค้าศักยภาพที่สร้างสายการผลิตและมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในประเทศ รวมทั้งเร่งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ มีศักยภาพต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มศักยภาพของภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานในกระทรวง เดินหน้าผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญเหล่านี้ เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสและขับเคลื่อนให้เกิดผลโดยเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพในสาขาที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมอาหาร อีกทั้งเร่งผลักดันมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมในสาขาอื่น ๆ เพื่อขยายผลการพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างครอบคลุมเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับเมกะโปรเจกต์ เช่น อุตสาหกรรมระบบราง เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ในสนามบินและท่าเรือ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคบริการ เช่น การท่องเที่ยว ก่อสร้าง และธุรกิจดิจิทัล&amp;rdquo; นายสุริยะกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติ, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หุ่นยนต์, อุตสาหกรรมชีวภาพ, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc06ac2b1f7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2019 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แข่งปรุงและแกะสลักอาหารระดับนานาชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อุตสาหกรรมอาหารนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองและมีศักยภาพในการเติบโตเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้มีร้านค้า ธุรกิจอาหารเกิดขึ้นมากมาย และมีการแข่งขันสูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอาหารต้องมีการปรับตัว นอกจากเรื่องรสชาติแล้ว คุณภาพ เรื่องราว หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตาของอาหาร ยังมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และกิจกรรม &amp;ldquo;การแข่งขันปรุงอาหารและแกะสลักระดับนานาชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2562&amp;rdquo; หรือ Wandee International Culinary Competition (WICC 2019) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดขึ้นโดย วิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี ร่วมกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 11-12 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สนับสนุนสร้างเชฟรุ่นใหม่ๆ ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยทั้งนักเรียน นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและประกาศนียบัตรวิชาชีพ อายุ 13-18 ปี และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและมหาวิทยาลัย อายุ 19-25 ปี ที่รักการทำอาหาร และอยากพัฒนาทักษะการปรุงอาหารและงานฝีมือให้สู่ระดับสากล ได้รับโอกาสพัฒนา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้เข้าร่วมแข่งขัน และกรรมการผู้ตัดสินระดับนานาชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขัน 132 คน จาก 20 สถาบัน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ และสำหรับความพิเศษของการแข่งขันในครั้งนี้ได้มีกรรมการตัดสินซึ่งมาจากอุตสาหกรรมอาหารอย่างแท้จริง โดยเป็นกรรมการจากสมาคมเชฟแห่งประเทศ สมาคม BLACK HAT CHEF ของโลก สมาคม Australian International Technical Chef และ Executive Chefs จากโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย รวม 20 ท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.วิชุดา ณ สงขลา ศรียาภัย ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี เปิดเผยว่า วิทยาลัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของอาชีพด้านอาหาร ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารของโลก จะเห็นว่าความต้องการบริโภคอาหารของโลกเพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรด้านอาหารเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการแข่งขันปรุงอาหารและแกะสลักระดับนานาชาติขึ้น ภายใต้การรับรองของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อตอบสนองนโยบายและแนวปฏิบัติที่ต้องการส่งเสริมและการพัฒนาคนเป็นหลัก กิจกรรมในครั้งนี้เปรียบเหมือนกับเวทีการแข่งขัน ซึ่งก็คือห้องเรียนปฏิบัติที่มีความตื่นเต้นและกดดันมากขึ้น ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับคือการพัฒนาตนเอง โดยนำความรู้มาปฏิบัติ ซึ่งมีเกณฑ์การตัดสินที่มีมาตรฐานสูงระดับโลก เพื่อให้ส่งผลที่ดีในการแข่งขัน สร้างวินัยการทำงานที่เป็นระเบียบ ตระหนักถึงหลักสุขาภิบาลอาหารและความปลอดภัยในการทำงาน และยังได้พบปะกับเชฟผู้มีประสบการณ์ระดับนานาชาติกว่า 20 ท่าน และทุกท่านมีเจตนารมณ์ที่จะสร้างเยาวชนรุ่นหลังให้เป็นบุคลากรรุ่นใหม่ ที่มีทักษะอาชีพที่อุตสาหกรรมอาหารต้องการในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน George Hill Black Hat Chef ผู้มีประสบการณ์ด้านอาหารมากว่า 60 ปีจากประเทศออสเตรเลีย เจ้าของธุรกิจ George กำกับดูแลและเป็นประธานในการแข่งขันทำอาหารทั้งในออสเตรเลียและต่างประเทศ กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมอาหารมีบุคลากรน้อยมากเมื่อเทียบกับด้านอื่นๆ ขณะที่ความต้องการในอุตสาหกรรมกลับมากขึ้นทุกๆ ปี ฉะนั้นจะเห็นว่าอาชีพเชฟยังคงเป็นอาชีพที่มั่นคง ผู้ที่เรียนด้านนี้นับว่าโชคดีและจะต้องหมั่นฝึกฝน เพื่อให้ตนเองมีทักษะความสามารถในการทำงานที่ดีเยี่ยมเหมือนกับเป็นมืออาชีพ ผลที่ตามมาจะทำให้เป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรม และจะเห็นว่าการแข่งขันในครั้งนี้เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในอนาคต ผู้ที่จะเป็นเชฟที่ดีต้องรู้พื้นฐานก่อนเลยคือ นอกจากเรื่องรสชาติของอาหารที่ปรุงแล้ว จะต้องใส่ใจในเรื่องของขั้นตอนอื่นๆ ด้วย เช่น การเตรียมประกอบอาหาร การเตรียมวัตถุดิบ การจัดวาง ฯลฯ ก็เป็นหัวใจสำคัญ และในอนาคตผู้ที่อยู่ในแวดวงอาหารจะได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงที่มาจากเทคโนโลยี ฉะนั้นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตด้วย และหวังว่าทุกคนจะเติบโตในอุตสาหกรรมอาหารอย่างมั่นคง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;อาหารอาเซียนร่วมสมัย ผลงานชนะเลิศของนพวิชญ์ แก้วเกตุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแข่งขันที่ผ่านมาแบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ 1.อาหารไทยชาววัง 2.อาหารอาเซียนร่วมสมัย 3.อาหารริมทางพร้อมบรรจุภัณฑ์ 4.แกะสลักผักผลไม้แบบฟรีสไตล์ 5.อาหารตะวันออกผสมผสานอาหารตะวันตกแบบฟรีสไตล์ และ 6.การแข่งขันทำซูชิ เป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่า นายสิวานันท์ ศรีทัน นักศึกษาคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นผู้ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและมหาวิทยาลัย พร้อมด้วยรางวัลชนะเลิศชนะเลิศเหรียญทองประเภทแกะสลักผักผลไม้แบบฟรีสไตล์ และรางวัลอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดีเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสิวานันท์ เผยถึงผลงานว่า งานแกะสลักเป็นงานที่ให้ความสนใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.4 จนถึงตอนนี้ตนอายุ 19 ปีแล้ว ก็ยังมีความชอบในการแกะสลักอยู่ และพยายามฝึกฝนมาเรื่อยๆ เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่มีใครมาสอน ส่วนใหญ่ก็เรียนรู้จากอินเทอร์เน็ต โดยงานฝีมือแกะสลักที่ตนร่วมแข่งครั้งนี้ ได้แกะสลักผักผลไม้นานาชนิด ทั้งมะละกอ ฟักทอง แตงโม แคนตาลูป หัวไช้เท้า พริก เป็นต้น ส่วนลวดลายที่ใช้ในงานจะเป็นลายไทย เช่น ลายรักเร่ ลายผีเสื้อ ฯลฯ เป็นลายที่คนในแวดวงจะรู้จักกันดี และยังได้นำลวดลายใหม่ๆ มาประยุกต์ใส่ในการแกะสลักครั้งนี้ ซึ่งเป็นลายที่ดูแล้วออกแนวตะวันตก เอามาผสานกับลายไทยที่มีอยู่แล้ว เกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัว และมีการนำเอกลักษณ์แบบไทยๆ มาจัดวางผลไม้ให้ดูสวยเด่น ด้วยการเอาเครื่องเบญจรงค์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบบไทยๆ มาประดับตกแต่งให้ดูกลมกลืนกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;&amp;nbsp; การแข่งขันครั้งนี้ค่อนข้างกดดัน ด้วยเวลาอันจำกัดแค่สองสามชั่วโมงเท่านั้น เพราะงานแกะสลักเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความประณีตบรรจง จะเร่งรีบไม่ได้ แต่ก็ผ่านมาได้และไม่คิดว่าจะได้รางวัลชนะเลิศ พร้อมรางวัลใหญ่ถ้วยพระราชทาน ถือเป็นรางวัลใหญ่ครั้งแรกในชีวิต เป็นความภาคภูมิใจและรู้สึกดีที่เราเลือกจะให้ความสำคัญในงานแกะสลัก เพราะช่วยให้เราได้ฝึกสมาธิ ทั้งยังอนุรักษ์ความเป็นไทย เพราะตอนนี้ใครต่างก็มองข้ามงานแกะสลัก ซึ่งเป็นศิลปะโบร่ำโบราณ แต่ผมมองว่าก็เป็นงานสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารเช่นกัน ยิ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้น้อย ค่าตอบแทนในการทำงานในอนาคตจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;เมนูอาหารสุดสร้างสรรค์ฝีมือเยาวชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับนายนพวิชญ์ แก้วเกตุ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี ก็ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานระดับมัธยมศึกษาและประกาศนียบัตรวิชาชีพ เช่นกัน และยังเป็นผู้ชนะได้เหรียญทองจากการประกวดอาหารประเภทอาเซียนร่วมสมัย กล่าวถึงความรู้สึกว่า เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ท้าทายความสามารถ อาหารอาเซียนร่วมสมัยเป็นอาหารที่มีความน่าสนใจมากในสมัยนี้ เพราะคนให้ความสำคัญกับอาหารท้องถิ่นต่างๆ อยู่แล้ว โดยตนได้เลือกนำเมนูข้าวหมกอินเดีย กุ้งทอดซอสผัดเปรี้ยวหวาน เนื้อย่างกับแกงเผ็ดลิ้นจี่ แล้วก็ผัดผักรวมมาแข่งขัน ซึ่งเป็นอาหารที่น่าจะรับประทานไม่ยาก ส่วนสูตรของอาหารได้มาจากการศึกษาจากหลายๆ แหล่งข้อมูล ทั้งหนังสือ อินเทอร์เน็ต และนำมาจัดวางให้รูปร่างหน้าตาของอาหารมีความร่วมสมัยมากขึ้น เพราะเมนูอาหารเหล่านี้เป็นเมนูดั้งเดิม สิ่งที่คิดคือต้องทำให้ดูร่วมสมัย เพราะเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ใช้เวลาในการฝึกซ้อมสูตรเด็ดของอาหารประมาณสามสัปดาห์ เมนูเหล่านี้ไม่ได้หาเรียนง่ายๆ ในห้องเรียน อาศัยประสบการณ์และก็การเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่คิดว่าจะได้รางวัลใหญ่ด้วย เพราะฝีมือของแต่ละคนที่ร่วมแข่งค่อนข้างเก่งกันทุกคน แต่เมื่อได้รับรางวัลมาแล้วอนาคตก็จะปรับปรุงและเรียนรู้เรื่องอาหารให้มากขึ้น และจะเป็นเชฟคนที่มีความสามารถในอนาคต&amp;quot; นพวิชญ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29628</URL_LINK>
                <HASHTAG>Wandee International Culinary Competition, การแข่งขันปรุงอาหารและแกะสลักระดับนานาชาติ, ดร.วิชุดา ณ สงขลา ศรียาภัย, นสพ.ไทยโพสต์, วิทยาลัยเทคโนโลยีครัววันดี, อุตสาหกรรมอาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190220/image_big_5c6d5c1fe854d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ได้รับผลบวกจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สนธิรัตน์&amp;quot;ถกเอกชนกลุ่มอาหารรับมือสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ยันไทยได้รับผลกระทบเชิงบวก สั่งให้แต่ละกลุ่มทำตัวเลขที่เพิ่มขึ้นให้ชัด ก่อนนำมาประเมินเป้าส่งออกปีนี้ใหม่ คาดโตสูงกว่าเป้าเดิม 8% แน่นอน เผยหากสงครามการค้าไม่กระทบ มีแววได้เห็นตัวเลขโต 2 หลักด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มอาหารแช่เยือกแข็ง กลุ่มทูน่า กลุ่มสุกร กลุ่มอาหารสำเร็จรูป วานนี้ (16 ก.ค.) ว่า ได้มีการประเมินสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเอกชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกไทยมากกว่าผลกระทบทางลบ และได้ขอให้ภาคเอกชนในกลุ่มเหล่านี้ช่วยประเมินผลกระทบทางด้านบวกเป็นตัวเลขในเชิงมูลค่าการส่งออกของแต่ละกลุ่มที่เพิ่มขึ้นและรายงานกลับเข้ามาในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาปรับเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปี 2561 อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดเป้าส่งออกชัดเจน แต่เชื่อว่าเติบโตสูงกว่า 8% แน่นอน และหากสงครามการค้าไม่มีผลกระทบก็อาจจะขยายตัวได้ถึงตัวเลข 2 หลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ยังไม่ประกาศเป้าส่งออกอย่างเป็นทางการ เพราะปีนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะเรื่องสงครามการค้า มีการออกมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งกระทรวงฯ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าตัวเลขการส่งออกจะโตเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8% แน่นอน แต่ขอดูปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน แต่ก็อยากให้ตัวเลขขยายตัวได้มากที่สุด&amp;quot;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับผลการหารือ กลุ่มอาหาร ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบ และเชื่อว่าจะสามารถนำเข้าแหล่งวัตถุดิบอาหารทะเลมาได้ในราคาที่ถูกลง โดยเฉพาะวัตถุดิบปลาที่จะมีราคาถูกลง สมาคมไก่มองว่าจะสามารถส่งออกไก่ไปยังตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น จากการที่จีนออกมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ ซึ่งได้สั่งการให้มีการเร่งขยายโรงงาน เพื่อรองรับการทดแทนในส่วนนี้ รวมทั้งผลไม้ด้วย ขณะที่หมู เชื่อว่า จะสามารถส่งออกหมูไปยังตลาดจีนได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากการที่จีนตั้งกำแพงภาษีสินค้าหมูจากสหรัฐฯ และกลุ่มอาหารสำเร็จรูป แม้จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรง เพราะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม โดยเกรงว่าราคาเหล็กที่ใช้ทำกระป๋องจะแพงขึ้น แต่จากการติดตามขณะนี้ ยังไม่กระทบราคาเหล็กที่ใช้ทำกระป๋องเท่าไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พบว่า มีเพียงกลุ่มเดียวที่น่าห่วง คือ สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ที่เกรงว่าสงครามการค้าจะทำให้ปลาน้ำจืดทะลักเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ซึ่งได้สั่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว
นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในวันที่ 3 ส.ค.2561 กรมฯ จะประชุมร่วมกับภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ส.ร.ท.) เพื่อประเมินผลกระทบของสงครามการค้า และสถานการณ์ส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อนำมาประเมินตัวเลขการส่งออกภาพรวมทั้งปี 2561 อีกครั้ง โดยจะนำมารวมกับตัวเลขที่ได้ให้ทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลก ส่งตัวเลขของตลาดที่รับผิดชอบ เพื่อนำมาสรุปผลร่วมกัน ก่อนประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยอมรับว่าเรื่องสงครามการค้าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ขณะนี้ได้รับข่าวดีจากทูตพาณิชย์ และผู้แทนการค้ากิตติมศักดิ์ของไทยที่อยู่ในประเทศต่างๆ ว่า มีผู้ประกอบการจากทั้งของสหรัฐฯ และจีน สนใจสอบถามการเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ทั้ง 2 ประเทศใช้มาตรการทางภาษีระหว่างกัน ทำให้เชื่อว่าในอนาคตจะมีการลงทุนจากทั้ง 2 ประเทศขยายเข้ามาในไทยเพิ่มมากขึ้น&amp;quot;นางจันทิรากล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13546</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สงครามการค้า, อุตสาหกรรมอาหาร, เป้าส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0567fc39144.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
