<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>21784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/11/2018 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2018 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BOI เพิ่ม 3 สาขารับสิทธิ์สมาร์ทวีซ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บีโอไอแจงรายละเอียด สมาร์ทวีซ่า หลัง ครม. ไฟเขียวปรับคุณสมบัติ เพิ่ม 3 สาขาที่มีสิทธิได้รับ พร้อมจับมือ ตม. เปิดช่องทางพิเศษอำนวยความสะดวกเข้าออกประเทศ ลดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ คุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และเงินได้ขั้นต่ำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2561 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์สำหรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษหรือ สมาร์ทวีซ่า โดยรายละเอียดของการปรับปรุง ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. การเพิ่มประเภทกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย อีก 3 ประเภท ได้แก่ การบริการด้านการระงับข้อพิพาททางเลือก , การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เพิ่มสิทธิและประโยชน์ สำหรับผู้ถือสมาร์ทวีซ่า โดยครม.ได้มอบให้สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เปิดช่องทางพิเศษ เพื่อให้ผู้ถือสมาร์ทวีซ่าสามารถใช้บริการเข้าออกราชอาณาจักรได้ ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศทุกแห่งที่มีบริการช่องทางพิเศษ และ 3.ปรับปรุงคุณสมบัติ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับผู้ที่จะใช้สิทธิสมาร์ทวีซ่าทุกประเภท อาทิ ลดหลักเกณฑ์รายได้ของผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงและผู้บริหารระดับสูง จากเดิมกำหนดเกณฑ์เงินเดือนต้องไม่น้อยกว่า 200,000 บาทต่อเดือน เปลี่ยนเป็นใช้เกณฑ์เงินรายได้ เพื่อให้ครอบคลุมรายได้ที่มาจากค่าตอบแทนพิเศษและโบนัส เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับผู้เชี่ยวชาญได้ปรับลดอัตราเงินได้ขั้นต่ำเป็น 100,000 บาทต่อเดือน และ 50,000 บาทต่อเดือน สำหรับในกรณีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติในบริษัทสตาร์ทอัพและผู้เชี่ยวชาญเกษียณอายุ เพื่อให้สามารถแข่งขันในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น&amp;quot;นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกิจการเงินร่วมลงทุนในประเทศ ยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์สำหรับนักลงทุน และกลุ่มสตาร์ทอัพ อาทิ การลดเกณฑ์มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำสำหรับนักลงทุน จากเดิมต้องลงทุนโดยตรงในนามบุคคลไม่ต่ำกว่า20 ล้านบาท ได้ปรับให้สามารถลงทุนผ่านกิจการเงินร่วมลงทุนได้ รวมถึงกรณีลงทุนในวิสาหกิจเริ่มต้นหรือโครงการบ่มเพาะหรือโครงการเร่งการเติบโต กำหนดให้มีมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บีโอไอได้รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงแนวทางการให้บริการสมาร์ทวีซ่าให้สามารถตอบสนองนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง นักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสตาร์ทอัพต่างชาติ ให้เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนโยบายประเทศไทย 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21784</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, สมาร์ทวีซ่า, อุตสาหกรรมเป้าหมาย, เพิ่มสิทธิผู้ถือบัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a842c57d8bf7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14904</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 16:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NCH เทงบเพิ่มกำลังผลิต หวังรับเอส-เคิร์ฟในอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;เอ็นซีเอช&amp;rdquo; เตรียมงบลงทุน 3 ปี กว่า 640 ล้านบาท ขยายโรงงานเพิ่มกำลังผลิตรองรับลูกค้ากลุ่มเอส-เคิร์ฟในพื้นที่อีอีซีเป็น 100% พร้อมลุยตั้งไลน์ผลิตน้ำมันหล่อลื่นส่งไทยเป็นฮับใน 5 ปีส่งออกอาเซียน หวังรายได้โต 20% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค. 2561 - นายร้อด &amp;nbsp;เอเรลยาโน ผู้จัดการใหญ่ ประจำประเทศไทย บริษัท เอ็นซีเอช (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่การให้บริการ ด้านผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการบำรุงรักษาเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เปิดเผยว่าบริษัทได้เตรียมงบลงทุนภายในช่วง 3 ปีข้างหน้าไว้กว่า 640 ล้านบาท เพื่อขยายสำนักงานและโรงงานในประเทศไทย โดยเป็นพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชลบุรีที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เพื่อตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้าใหม่ ในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 70% และจะมีการให้บริการกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในปี 2561 เป็น 85% และคาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 100% จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย(เอส-เคิร์ฟ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปีนี้ บริษัทเตรียมเงินลงทุน 32 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นในประเทศไทย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีข้างหน้า ลดการนำเข้าจากเดิม 100% และภายใน 5 ปีข้างหน้าจะพัฒนาให้ไทยเป็นฮับและส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย อาทิ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น โดยจากการเพิ่มกำลังการผลิตและดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องบริษัทตั้งเป้าจะเติบโตกว่า 20% ต่อปี จากเดิมที่ปีก่อนทำรายได้ในประเทศไทยได้ 200 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาของปีงบ 2562 (พ.ค.-ก.ค.2561) บริษัทมีรายได้เติบโตแล้ว 5% จากกลุ่มบริการบำรุงรักษา กลุ่มผลิตภัณฑ์หล่อลื่น กลุ่มดูแลระบบน้ำและบำบัดน้ำเสีย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14904</URL_LINK>
                <HASHTAG>อุตสาหกรรมเป้าหมาย, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี), เอส-เคิร์ฟ, เอ็นซีเอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b69680f199ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
