<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปภ. เผยยังมี 13 จังหวัด  ระทมสถานการณ์อุทกภัย  โดยอิทธิพลพายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 ต.ค.64 เวลา 09.30 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยในภาพรวม 13 จังหวัด โดยอิทธิพลพายุ &amp;ldquo;คมปาซุ&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 15 &amp;ndash; 17 ต.ค. 64 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก 5 จังหวัด &amp;nbsp;7 อำเภอ 22 ตำบล 59 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,698 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 2 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 3 จังหวัด (ลพบุรี ปราจีนบุรี และนครนายก) ขณะที่อิทธิพลพายุ&amp;ldquo;ไลออนร็อก&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 8 &amp;ndash; 14 ต.ค. 64 &amp;nbsp; ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 9 จังหวัด 20 อำเภอ 90 ตำบล 416 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,931 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 7 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 2 จังหวัด (จันทบุรี และตราด) ส่วนอิทธิพลพายุ &amp;ldquo;เตี้ยนหมู่&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. &amp;ndash; 7 ต.ค. 64 ทำให้เกิดอุทกภัย รวม 33 จังหวัด รวม 225 อำเภอ 1,201 ตำบล 8,218 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 333,367 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 14 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 24 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 9 จังหวัด (ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา ลพบุรี &amp;nbsp;สุพรรณบุรี &amp;nbsp;สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี) ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากอิทธิพลพายุ &amp;ldquo;คมปาซุ&amp;rdquo; ซึ่งได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความอากาศต่ำ และร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 15 -17 ต.ค. 64 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ ลพบุรี ปราจีนบุรี และนครนายก รวม 7 อำเภอ 22 ตำบล 59 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,698 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 2 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 3 จังหวัด 5 อำเภอ 14 ตำบล 38 หมู่บ้าน 1,848 ครัวเรือน ดังนี้ ลพบุรี น้ำไหลหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสระโบสถ์ และอำเภอโคกสำโรง ระดับน้ำลดลง ปราจีนบุรี น้ำป่าไหลหลากและน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอประจันตคาม ระดับน้ำลดลง นครนายก น้ำจากคลองสันทรีย์เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมอำเภอปากพลี ระดับน้ำลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่อิทธิพลพายุ &amp;ldquo;ไลออนร็อก&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 8 - 14 ต.ค. 64 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง เลย เพชรบูรณ์ ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร และระนอง รวม 20 อำเภอ 90 ตำบล &amp;nbsp; 416 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,931 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 7 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 2 จังหวัด &amp;nbsp; &amp;nbsp;7 อำเภอ 23 ตำบล 109 หมู่บ้าน 3,317 ครัวเรือน ดังนี้ จันทบุรี น้ำท่วมขังในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเขาคิชฌกูฎ อำเภอมะขาม อำเภอขลุง อำเภอเมืองจันทบุรี และอำเภอแหลมสิงห์ ระดับน้ำลดลง ตราด น้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตราด และอำเภอเขาสมิง ระดับน้ำลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของผลกระทบจากพายุ &amp;ldquo;เตี้ยนหมู่&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. &amp;ndash; 7 ต.ค. 64 ทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยรวม 33 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร เลย ขอนแก่น มหาสารคาม ชัยภูมิ ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนครปฐม รวม 225 อำเภอ 1,201 ตำบล 8,218 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 333,367 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 14 ราย (ลพบุรี 11 ราย เพชรบูรณ์ 2 ราย ชัยนาท 1 ราย) ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 24 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 9 จังหวัด รวม 40 อำเภอ 285 ตำบล 1,570 หมู่บ้าน 83,047 ครัวเรือน ดังนี้ ขอนแก่น น้ำท่วมขังในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโคกโพธิ์ชัย อำเภอชนบท อำเภอพระยืน อำเภอมัญจาคีรี อำเภอบ้านแฮด อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอเมืองขอนแก่น ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับน้ำลดลง มหาสารคาม มวลน้ำจากจังหวัดขอนแก่นไหลเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอเมืองมหาสารคาม ระดับน้ำทรงตัวนครราชสีมา น้ำท่วมขังในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโนนสูง อำเภอพิมาย อำเภอคง อำเภอประทาย อำเภอชุมพวง และอำเภอเมืองยาง ระดับน้ำลดลง ลพบุรี น้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองลพบุรี และอำเภอบ้านหมี่ ระดับน้ำลดลง สุพรรณบุรี ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางปลาม้า และอำเภอสองพี่น้อง ระดับน้ำลดลง สิงห์บุรี น้ำท่วมขังในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภออินทร์บุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี และอำเภอพรหมบุรี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ประมาณ 15-25 ซม. บางพื้นที่ประชาชนเริ่มกลับเข้าทำความสะอาดที่พักแล้ว อ่างทอง ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอไชโย อำเภอป่าโมก อำเภอวิเศษชัยชาญ และอำเภอสามโก้ ระดับน้ำลดลง พระนครศรีอยุธยา น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางไทร อำเภอบางปะอิน อำเภอมหาราช อำเภอนครหลวง อำเภอบางปะหัน และอำเภอบางซ้าย ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย คลองโผงเผง และคลองบางบาล ซึ่งอยู่นอกคันกั้นน้ำ ระดับน้ำลดลง ปทุมธานี น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในพื้นที่ริมน้ำ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคกปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่นอกคันกั้นน้ำ ระดับน้ำลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลายในหลายพื้นที่ แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ อยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ฯ สำหรับประชาชนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &amp;ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&amp;rdquo; โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119965</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปภ., สถานการณ์อุทกภัย, อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_6162a5dfcd4b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 16:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลประทาน ลงพื้นที่ ติดตามความก้าวหน้างานสำรวจ ออกแบบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก จังหวัดชัยนาท (เพิ่มเติม)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้ นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน&amp;nbsp; พร้อมคณะผู้บริหาร นำสื่อมวลชน ติดตามความก้าวหน้างานสำรวจ ออกแบบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก จังหวัดชัยนาท (เพิ่มเติม) และลงพื้นที่ประตูระบายน้ำช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เกิดอุทกภัยขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กรมชลประทานจึงได้จัดทำแผนบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผน โดยมีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ซึ่งโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก เป็น 1 ใน 9 แผนงาน เป็นงานปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก&amp;nbsp; หากโครงการนี้แล้วเสร็จจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุมน้ำเจ้าพระยาในภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำได้ โดยสามารถตัดยอดน้ำหลากที่ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้สูงถึง 800 ลบ.ม. / วินาที &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;สำหรับ แนวทางการขยาย/ปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก ประกอบด้วย (1) คลองส่งน้ำดาดคอนกรีต ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;คลองส่งน้ำอนุศาสนนันท์&amp;rdquo; เป็นคลองขุดใหม่แนวคลองขนานไปกับคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก ส่งน้ำโดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity) ต้นคลองรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ซึ่งเป็นอาคารรับน้ำปากคลองตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท รับน้ำได้สูงสุด 120 ลบ.ม/วินาที ขนาดคลองส่งน้ำจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ตามปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่โครงการชลประทาน 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง (2) คลองระบายน้ำหลาก ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;คลองระบายชัยนาท-ป่าสัก&amp;rdquo; ขุดขยายคลองชัยนาท-ป่าสักเดิม ให้ชิดเขตคลองฝั่งซ้าย เพื่อเพิ่มความจุคลองให้สามารถระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่แม่น้ำป่าสักได้สูงสุด 930 ลบ.ม./วินาที มีอาคารรับน้ำปากคลองจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำปากคลองระบายชัยนาท-ป่าสักตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งในคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก จะมีอาคารบังคับน้ำ 4 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ผ่านมาได้มีการดำเนิน งานสำรวจ ออกแบบ ระยะที่ 1 แล้วเสร็จไปแล้วในปี พ.ศ. 2562 รวมระยะทาง 46.500 กิโลเมตร ส่วนการดำเนินงานในระยะที่ 2 ประกอบด้วย 1. งานสำรวจ ออกแบบ คลองส่งน้ำอนุศาสนนันท์&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ท้ายประตูระบายน้ำช่องแค จังหวัดนครสวรรค์&amp;nbsp; (กม.46+602) ถึงท้ายประตูระบายน้ำเริงราง จังหวัดสระบุรี (กม.120+732) รวมระยะทางประมาณ 74.13 กม.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. งานสำรวจ ออกแบบ คลองระบายชัยนาท-ป่าสัก เริ่มตั้งแต่ กม.46+500 อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จนถึงแม่น้ำป่าสัก ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี กม.134+365 รวมระยะทางประมาณ 87.86 กม. โดยขุดขยายคลองชัยนาท-ป่าสักเดิม จนถึงเขตคลองทางฝั่งซ้าย พร้อมออกแบบถนนเลียบคลองทั้งสองฝั่ง โดยคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก จะทำหน้าที่ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาจากปตร.ปากคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก (กม.0+370) ด้วยอัตราการระบายน้ำสูงสุด 930 ลบ.ม./วินาที ไปถึง กม.126+879 ซึ่งเป็นจุดแยกการระบายน้ำ ปริมาณน้ำส่วนหนึ่งจะระบายผ่านคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก 800 ลบ.ม./วินาที ไหลลงแม่น้ำป่าสักหน้าเขื่อนพระรามหกแห่งใหม่ ตำบลเริงราง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี และปริมาณน้ำอีกส่วนหนึ่งจะระบายผ่าน ปตร.ปากคลองชัยนาท-ป่าสัก (เดิม) (กม.0+286) ด้วยอัตราการระบาย 130 ลบ.ม./วินาที เข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก (เดิม) ไหลลงแม่น้ำป่าสักเหนือเขื่อนพระรามหก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พร้อมทั้งออกแบบอาคารประกอบต่าง ๆ รวม 76 แห่ง ประกอบด้วย อาคารบังคับน้ำในคลองส่งน้ำอนุศาสนนันท์ อาคารบังคับน้ำในคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก สถานีสูบน้ำ อาคารรับน้ำป่า อาคารระบายน้ำ อาคารเชื่อมคลอง ตลอดจนท่อประปาหมู่บ้าน เป็นต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ทั้งสองคลองมีสะพานรถยนต์ 33 แห่ง และรถไฟ 1 แห่ง ข้ามคลองส่งน้ำอนุศาสนนันท์ และคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก&amp;quot; นายเฉลิมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากอุทกภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน&amp;nbsp; เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน รวมทั้งสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภค-บริโภค อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน/ผู้ประกอบการ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและจ้างงานในท้องถิ่น ซึ่งหลังจากสำรวจ-ออกแบบโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะได้การนำเสนอโครงการ ต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในลำดับต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119067</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, จังหวัดชัยนาท, นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์, ลงพื้นที่, อุทกภัย, โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615eb6993dddd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.เฝ้าระวังอุทกภัย 24 ชม. ลุยจัดรถ Mobile Service ช่วยพาหนะเสียบนทางหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต.ค. 2564 นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มีความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม จึงได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้เร่งช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างเต็มกำลัง&amp;nbsp; พร้อมทั้งให้ติดตามเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและทันท่วงที และให้รายงานผลการดำเนินงานมายังกระทรวงฯ รับทราบทุกวันและประชาสัมพันธ์การดำเนินการไปยังสื่อมวลชนและประชาชนให้รับทราบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักร สะพานเบลีย์ และจัดเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกปลอดภัยให้กับประชาชนตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อีกทั้งช่วงนี้ยังอยู่ในฤดูฝนจึงกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้เตรียมพร้อมและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ กรณีน้ำท่วมสูงได้ติดตั้งป้ายเตือน ป้ายแนะนำเส้นทาง หลักนำทาง ไฟกะพริบ จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ วางแท่งแบริเออร์ เรียงกระสอบทราย และกำแพงดินเพื่อชะลอน้ำ กรณีถนนหรือสะพานขาด/ชำรุด ได้เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์เชื่อมทาง และกรณีดินไหล่เขาข้างทาง Slide ได้นำเครื่องจักรเขาเกลี่ยดินออกเพื่อให้ประชาชนสัญจรได้สะดวก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้ตั้งจุดให้บริการประชาชน จัดรถ Mobile Service&amp;nbsp; ช่วยเหลือประชาชนกรณีรถเสียบนทางหลวง&amp;nbsp; ช่วยขนย้ายประชาชนและสิ่งของไปยังพื้นที่ปลอดภัย จัดรถบรรทุกไว้บริการรับส่งประชาชนในพื้นที่ประสบภัย แจกจ่ายอาหารเครื่องอุปโภคบริโภค และช่วยล้างทำความสะอาดเก็บกวาดบ้านเรือนเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนในพื้นที่น้ำลดน้ำ และได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกรณีเกิดภัยพิบัติให้ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสนับสนุนเครื่องมือเครื่องจักร ยานพาหนะ กรณีมีการร้องขอจากหน่วยงานอื่นๆ หรือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ประจำวันที่ 3&amp;nbsp; ตุลาคม 2564&amp;nbsp; เวลา 13.30 น. พบทางหลวงถูกน้ำท่วม/ดินสไลด์ และสะพานชำรุด จำนวน 14 จังหวัด 39 สายทาง&amp;nbsp; รวม 66&amp;nbsp; แห่ง&amp;nbsp; การจราจรผ่านได้ 37 แห่ง ผ่านไม่ได้ 29 แห่งโดยทางหลวงในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 14 จังหวัด ได้แก่ 1 จ.ชัยภูมิ &amp;nbsp; 2จ.ขอนแก่น &amp;nbsp; 3จ.นครราชสีมา&amp;nbsp;4จ.นนทบุรี&amp;nbsp; 5จ.สระบุรี&amp;nbsp; 6จ.อ่างทอง&amp;nbsp; 7จ.สุโขทัย&amp;nbsp; 8จ.ลพบุรี&amp;nbsp; 9จ.กำแพงเพชร &amp;nbsp; 10 จ.พระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp; 11จ.สุพรรณบุรี&amp;nbsp; 12จ.นครสวรรค์ 13จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; 14จ.ตาก การจราจรผ่านไม่ได้&amp;nbsp; 29 แห่ง&amp;nbsp; ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จ.ขอนแก่น (การจราจรผ่านไม่ได้ 1 แห่ง) ได้แก่ ทล. 2065 พล &amp;ndash; ลำชี ช่วง กม.ที่ 33+000 &amp;ndash; 34+500 ระดับน้ำสูง 10 ซม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. จ.นนทบุรี (การจราจรผ่านไม่ได้ 2 แห่ง)ได้แก่ ทล. 302 สะพานพระนั่งเกล้า-ต่างระดับบางใหญ่ ช่วง กม.ที่ 16+950&amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 20-25 ซม. ใช้จุดกลับรถต่างระดับ บางใหญ่ที่ กม.18+500 แทนแทน. ทล. 302 สะพานพระนั่งเกล้า-ต่างระดับบางใหญ่ ช่วง กม.ที่ 17+000&amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 15-20 ซม. ใช้จุดกลับรถใต้สะพานคลองบางไผ่ที่ กม.16+600 ทดแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. จ.สระบุรี (การจราจรผ่านไม่ได้&amp;nbsp; 2 แห่ง) ได้แก่ ทล.1 หนองแค-หินกอง ช่วง กม.ที่ 85+143&amp;nbsp; (ทางลอดใต้สะพานระพีพัฒน์ทั้ง 2 ฝั่ง) ระดับน้ำสูง 40 ซม. ทล.3020&amp;nbsp; พระพุทธบาท-หนองโดน ช่วง กม.7+301 (คอสะพานหนองโดนถูกน้ำกัดเซาะชำรุด การจราจรผ่านไม่ได้ ปิดการใช้สะพานทั้งสองฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. จ.อ่างทอง (การจราจรผ่านไม่ได้ 5 แห่ง) ได้แก่ทล.33 นาคู-ป่าโมก ช่วง กม.ที่ 36+000 &amp;ndash; 36+200 (จุดกลับรถใต้สะพานฝั่งป่าโมก) ระดับน้ำสูง 40 ซม. ทล.32 นครหลวง-อ่างทอง ช่วง กม.33+200 จุดกลับรถใต้ท่อ Box Cul.(วัดค่าย) ระดับน้ำสูง 60 ซม. ทล.32&amp;nbsp; นครหลวง-อ่างทอง ช่วง กม.ที่ 32+607 (จุดกลับรถคลองกะท่อ) &amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 150 ซม. เส้นหลักผ่านได้ จุดกลับรถผ่านไม่ได้. ทล. 32 นครหลวง-อ่างทอง ช่วง กม.ที่ 39+843 (จุดกลับรถวัดดอกไม้)&amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 55 ซม. เส้นหลักผ่านได้ จุดกลับรถผ่านไม่ได้ ทล.32 นครหลวง-อ่างทอง ช่วง กม.ที่ 43+719 (จุดกลับรถหลวงปู่ทวด๗ ระดับน้ำสูง 65 ซม.เส้นหลักผ่านได้&amp;nbsp; จุดกลับรถผ่านไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. จ.ลพบุรี&amp;nbsp; (การจราจรผ่านไม่ได้ 5 แห่ง) ได้แก่ ทล.1 แยกโรงพยาบาลอานันทมหิดล-โคกสำโรง ช่วง กม.ที่ 168+228-169+328&amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 50 ซม.&amp;nbsp; ทางเลี่ยง จ.ลพบุรี เลี้ยวที่ กม.170 เข้าวัดหนองคู ทล. 205 คลองห้วยไผ่-เทศบาลลำนารายณ์ ช่วง กม.ที่ 68+000 &amp;ndash; กม.71+000 ระดับน้ำสูง 5 ซม. เดินทางไปลพบุรี ใช้ ทล.2&amp;nbsp; หรือ ทล.21 แทน ทล. 2243 บัวชุม &amp;ndash; สี่แยกบัวชุม ช่วง กม.ที่ 0+800 -2+500 ระดับน้ำสูง 50 ซม. ทล. 3019&amp;nbsp; สามแยกโคกกระเทียม-สถานีรถไฟโคกกระเทียม ช่วง กม.ที่ 1+750-กม.1+825 ระดับน้ำสูง 50 ซม. ทางเลี่ยงใช้ทางท้องถิ่นแทน ทล.3024&amp;nbsp; บ้านหมี่-เขาช่องลม ช่วง กม.ที่ 5+600-กม.7+300&amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 150 ซม. ทางเลี่ยงใช้ทางท้องถิ่นแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. จ.กำแพงเพชร&amp;nbsp; (การจราจรผ่านไม่ได้ 7 แห่ง) ได้แก่ทล. 1 ตอน โนนปอแดง &amp;ndash; ปากดง ช่วง กม.ที่ 419+036 (จุดกลับรถคลองพะยอม) ระดับน้ำสูง 120 ซม. ทล. 1 ตอน โนนปอแดง &amp;ndash; ปากดง ช่วง กม.ที่ 432+030 (จุดกลับรถคลองสุวรรณ) ระดับน้ำสูง 70 ซม. ทล. 1 ตอน โนนปอแดง &amp;ndash; ปากดง ช่วง กม.ที่ 431+701 (จุดกลับรถคลองสุวรรณ) ระดับน้ำสูง 70 ซม. ทล.1117 ตอน คลองแม่ลาย-อุ้มผาง ช่วง กม.ที่ 432+030 ดินสไลด์ ทล.1117 ตอน คลองแม่ลาย-อุ้มผาง ช่วง กม.ที่ 87+415 ดินสไลด์&amp;nbsp; ทล.1117 ตอน คลองแม่ลาย-อุ้มผาง ช่วง กม.ที่ 83+220 ดินสไลด์ ทล.1117 ตอน คลองแม่ลาย-อุ้มผาง ช่วง กม.ที่ 89+100 ดินสไลด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. จ.พระนครศรีอยุธยา (การจราจรผ่านไม่ได้ 3 แห่งได้แก่ ทล. 347 บางกระสั้น&amp;ndash;บางปะหัน ช่วง กม.ที่ 40+860 (จุดกลับรถใต้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา) ระดับน้ำสูง 40 ซม. ทล 3263 อยุธยา&amp;ndash;ไผ่กองดิน ช่วง กม.ที่ 10+940 (จุดกลับรถใต้สะพานสีกุก) ระดับน้ำสูง 160 ซม. ใช้ทางกลับรถข้างหน้าแทน. ทล 3263 อยุธยา&amp;ndash;ไผ่กองดิน ช่วง กม.ที่ 11+100 (จุดกลับรถใต้สะพานสีกุก) ระดับน้ำสูง 150 ซม. ใช้ทางกลับรถข้างหน้าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. จ.สุพรรณบุรี (การจราจรผ่านไม่ได้ 2 แห่ง) ได้แก่ทล. 33 สุพรรณบุรี - นาคู ช่วง กม.ที่ 9+886 (สะพานคลองทับน้ำ) ระดับน้ำสูง 55 ซม. ทล. 340 สาลี - สุพรรณบุรี กม.ที่ 59+674 (สะพานศาลเจ้าแม่ทับทิม)&amp;nbsp; ระดับน้ำสูง 100 ซม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. จ.นครสวรรค์&amp;nbsp; (การจราจรผ่านไม่ได้ 1 แห่ง) ได้แก่ทล. 1 บ้านหว้า &amp;ndash; วังไผ่&amp;nbsp; ช่วง กม.ที่ 339+600 ใต้สะพานเดชาติวงศ์ ระดับน้ำสูง 105 ซม. ใช้ทางกลับรถข้างหน้าแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. จ.ตาก (การจราจรผ่านไม่ได้ 1 แห่ง) ได้แก่ ทล. 1175 ห้วยส้มป๋อย &amp;ndash; เจดีย์ยุทธหัตถี ช่วง กม.ที่ 55+300 คันทางทรุดตัว&amp;nbsp; ใช้ทางเลี่ยง ทล.12 แทนเดินทางไป อ.บ้านตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางหลวงเดินทางด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่คาดว่าจะเกิดความสุ่มเสี่ยง พร้อมขอให้ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และหากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ และสายด่วนกรมทางหลวง 1586&amp;nbsp; (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) และสามารถติดตามการรายงานสถานการณ์สภาพเส้นทางได้ที่ทวิตเตอร์กรมทางหลวง @prdoh1&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118642</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, ช่วยเหลือประชาชน, อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_6159867314e77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 19:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 19:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯ องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานบรรเทาเดือดร้อนผู้ประสบภัยน้ำท่วมสุโขทัย-ตาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.64 - เวลา 08.38 น.พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ไปประชุมและติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์ ทั้งนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายในการป้องกันและแก้ไขการเกิดภัยธรรมชาติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวในที่ประชุมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์ ณ ห้องประชุมโรงเรียนวัดไทยชุมพล อำเภอเมืองสุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี &amp;nbsp;ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,500 ถุง ไปมอบแก่ตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย ณ หอประชุมโรงเรียนวัดไทยชุมพล อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย &amp;nbsp;เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี &amp;nbsp;ไปกล่าวแก่ตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย และครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยและได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ให้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลปากแคว อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย จำนวน 5 ครอบครัว ตลอดจนพูดคุยให้กำลังใจ ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุโขทัย แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ 86 ตำบล 843 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน &amp;quot;เตี้ยนหมู่&amp;quot; และร่องลมมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลให้อ่างเก็บน้ำและลุ่มน้ำสาขาต่างๆ&amp;nbsp;มีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก ประกอบกับ อ่างเก็บน้ำแม่รำพึง อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย และอ่างเก็บน้ำแม่มอก ในพื้นที่อำเภอเถิน มีน้ำเก็บเต็มปริมาตรความจุ และล้นอาคารระบายน้ำ ส่งผลต่อประชาชนที่อยู่ท้ายน้ำและในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก และล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่อำเภอต่างๆของจังหวัดสุโขทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายใน 9 อำเภอ 62 ตำบล 330 หมู่บ้าน &amp;nbsp;อาทิ อำเภอเมืองสุโขทัย จำนวน 1,500 ครัวเรือน&amp;nbsp;อำเภอคีรีมาศ จำนวน 800 ครัวเรือน อำเภอบ้านด่านลานหอย จำนวน 300 ครัวเรือน อำเภอทุ่งเสลี่ยม จำนวน 300 ครัวเรือน อำเภอกงไกรลาศ จำนวน 300 ครัวเรือน และอำเภอสวรรคโลก จำนวน 300 ครัวเรือน&amp;nbsp;ราษฎรได้รับความเดือนร้อนและผลกระทบ 7,392 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อจากนั้น เวลา &amp;nbsp;11.15 น.พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และคณะ เดินทางไปประชุมและติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตาก&amp;nbsp;โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์ ทั้งนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายในการป้องกันและแก้ไขการเกิดภัยธรรมชาติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวในที่ประชุมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์&amp;nbsp;ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก เสร็จแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี &amp;nbsp;ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ฯ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 2,000 ถุง ไปมอบแก่ตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย กับมอบเงินสงเคราะห์ในการศพ แก่ครอบครัวราษฎรผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองตาก &amp;nbsp;จังหวัดตาก &amp;nbsp;เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น &amp;nbsp;และเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัยและผู้ที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp;และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวแก่ตัวแทนราษฎรที่ประสบอุทกภัย และครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยและได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ให้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญ
ถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลไม้งาม อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก จำนวน 5 ครอบครัว ตลอดจนพูดคุยให้กำลังใจ ราษฎรต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดตาก&amp;nbsp;แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ 63 ตำบล 493 หมู่บ้าน ได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน &amp;quot;เตี้ยนหมู่&amp;quot; และร่องลมมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอต่างๆของจังหวัดตาก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านตาก และอำเภอเมืองตาก ทำให้น้ำฝนสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง น้ำไหลหลากเอ่อล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎรและถนนสายพหลโยธินช่วงหลักกิโลเมตร ที่ 522-532 ฝั่งขาล่อง และช่วงหลักกิโลเมตร ที่ 525-526 หน้าโรงเรียนผดุงปัญญาตาก ก่อนถึงสี่แยกทางหลวงตาก ฝั่งขาเข้า ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในการเดินทางขึ้น-ลงไปสู่จังหวัดภาคเหนือและจังหวัดใกล้เคียง จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน สะพาน ได้รับความเสียหายใน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตาก อำเภอบ้านตาก อำเภอวังเจ้า อำเภอแม่สอด &amp;nbsp;อำเภอแม่ระมาด อำเภอพบพระ&amp;nbsp;และอำเภออุ้มผาง รวม 32 ตำบล 100 หมู่บ้าน&amp;nbsp;ราษฎรเสียชีวิต 2 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว เหลือในบางพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ได้กำชับให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp;เอกชน องค์กร&amp;nbsp;มูลนิธิ และจิตอาสาพระราชทาน&amp;nbsp;เร่งระดมให้ความช่วยเหลือเป็นการเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน กับเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือ เครื่องจักร สำหรับเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันการณ์ พร้อมทั้งให้เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118141</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตาก, ถุงพระราชทาน, น้ำท่วมพิษณุโลก, น้ำท่วมสุโขทัย, พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ, พายุเตี้ยนหมู่, องคมนตรี, อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_615307563f87d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอุตุเตือนฝนยังหนัก 10จังหวัดจมบาดาลต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมอุตุฯ แจ้งฝนตกหนัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เหนือ-อีสาน-ใต้-กทม.และปริมณฑล&amp;quot;&amp;nbsp; เตือน ปชช.ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก &amp;quot;ปภ.&amp;quot; สรุปผลกระทบ &amp;quot;เตี้ยนหมู่&amp;quot; เกิดอุทกภัย 14 จว. 55 อำเภอจมบาดาล เดือดร้อน 13,930 ครัวเรือน ดีขึ้นแล้ว 4 จว. เหลืออีก 10 จว.ระดับน้ำยังสูง&amp;nbsp; &amp;quot;บขส.&amp;quot; แจ้งหยุดเดินรถหลายเส้นทาง &amp;quot;ทร.&amp;quot; นำเรือเร่งผลักดันน้ำคลองสาขาออกเจ้าพระยาเตรียมรับมวลน้ำเหนือ &amp;quot;บิ๊กปั๊ด&amp;quot; สั่ง ตร.ดูแลบ้าน ปชช.หวั่นขโมยลักทรัพย์สินซ้ำเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ก.ย. กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในระยะนี้ไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคกลาง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียง ใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้&amp;nbsp; และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลพายุเตี้ยนหมู่ ตั้งแต่วันที่ 23-26 ก.ย. เกิดอุทกภัยใน 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง&amp;nbsp; ตาก สุโขทัย พิจิตร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา รวม 55 อำเภอ 178 ตำบล 839 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผล กระทบ 13,930 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 4 จังหวัด (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก) ยังคงมีสถานการณ์ 10 จังหวัด ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจ ความเสียหายและให้การช่วยเหลือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสถานการณ์ 10 จังหวัดนั้น จ.สุโขทัย เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสำโรง อำเภอสวรรคโลก อำเภอเมืองสุโขทัย อำเภอศรีนคร อำเภอคีรีมาศ อำเภอทุ่งเสลี่ยม อำเภอกงไกรลาศ อำเภอบ้านด่านลานหอย และอำเภอศรีสัชนาลัย ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสำโรง อำเภอคีรีมาศ และอำเภอเมืองสุโขทัย โดยระดับน้ำเพิ่มขึ้น จ.พิจิตร ปัจจุบันยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบึง นาราง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอโพทะเล อำเภอสามง่าม และอำเภอดงเจริญ ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร ระดับน้ำทรงตัว ชัยภูมิ เกิดฝนตกหนักและลำน้ำชีเอ่อเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอจัตุรัส อำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอเนินสง่า และอำเภอบ้านเขว้า ปัจจุบันระดับน้ำเพิ่มขึ้น
จว.พื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมขัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.นครราชสีมา เกิดฝนตกหนัก น้ำล้นอ่างเก็บน้ำเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอด่านขุนทด อำเภอสูงเนิน อำเภอโนนสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอพิมาย รวม 9 ตำบล 21 หมู่บ้าน ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว จ.ขอนแก่น เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอโคกโพธิ์ไชย และอำเภอมัญจาคีรี ปัจจุบันยังคงมีน้ำ ท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับน้ำทรงตัว จ.อุบลราชธานี เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมขังในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี และอำเภอวารินชำราบ ปัจจุบันอำเภอเมืองอุบลราชธานี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับ น้ำทรงตัว จ.นครสวรรค์ เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่ 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอลาดยาว อำเภอหนองบัว อำเภอชุมแสง อำเภอเมืองนครสวรรค์ อำเภอชุมตาบง อำเภอแม่วงก์ อำเภอแม่เปิน อำเภอตาคลี อำเภอพยุหะคีรี และอำเภอไพศาลี รวม 21 ตำบล 73 หมู่บ้าน ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ ระดับน้ำทรงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ชัยนาท ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอมโนรมย์&amp;nbsp; อำเภอวัดสิงห์ อำเภอเนินขาม และอำเภอหันคา รวม 6 ตำบล 23 หมู่บ้าน ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว จ.สิงห์บุรี เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภออินทร์บุรี รวม 2 ตำบล 2 หมู่บ้าน ปัจจุบัน ระดับน้ำทรงตัว จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา และอำเภอบางบาล รวม 25 ตำบล 134 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ซึ่งอยู่นอกคันกั้นน้ำ ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปภ.ระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ อยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ ซึ่ง ปภ.ได้ประสานจังหวัด องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสัญลักข์ ปัญวัฒนลิขิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวถึงการเดินรถในพื้นที่น้ำท่วมว่า ได้สั่งกำชับไปยังทุกฝ่าย โดยเฉพาะนายสถานีเดินรถในส่วนภูมิภาคให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วงเช้าวันที่ 26 ก.ย. ได้รับแจ้งจากสถานีเดินรถหล่มสัก และสถานีเดินรถเพชรบูรณ์ว่าเส้นทางช่วงพุขาม-พุเตย ทั้งขาขึ้นและขาล่องน้ำท่วมสูงรถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ จึงต้องหยุดวิ่งให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ-หล่มสัก (เที่ยวไป-กลับ) จำนวน 4 เที่ยวชั่วคราว และให้ผู้โดยสารที่จองตั๋วล่วงหน้าไว้แล้วสามารถเลื่อนการเดินทางหรือคืนตั๋วโดยสารได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทางสถานีเดินรถสุโขทัย ได้รายงานว่าระดับน้ำในจังหวัดสุโขทัย และเส้นทางเข้า-ออกสถานีขนส่งฯ มีน้ำท่วมสูง รถโดยสารไม่สามารถเข้าใช้สถานีขนส่งฯ ได้ จึงให้รถโดยสารสายอุตรดิตถ์ สาย 100 ใช้เส้นทาง นครสวรรค์-พิษณุโลก-อำเภอกงไกรลาศ-สุโขทัยแทน และให้รับ-ส่งผู้โดยสารที่บริเวณหน้าปั๊ม ปตท. ใกล้แยกบางแก้ว (แยกโตโยต้า) เป็นการชั่วคราว จนกว่าระดับน้ำจะลดลงเป็นปกติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานีเดินรถชัยภูมิได้รายงานว่าระดับน้ำในจังหวัดชัยภูมิและเส้นทางเดินรถโดยสารสายที่ 5 และสายที่ 29 มีระดับน้ำท่วมสูง ช่วงหนองบัวโคก-จัตุรัส ทล.201 รถโดยสารไม่สามารถวิ่งผ่านได้ จึงให้รถโดยสารสายกรุงเทพฯ-หนองบัวลำภู และกรุงเทพฯ-เชียงคาน ใช้เส้นทาง ทล.202 ผ่านอำเภอสีดา เข้าจังหวัดชัยภูมิแทนเป็นการชั่วคราว จนกว่าระดับน้ำจะลดลงเป็นปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ได้กำชับให้พนักงานขับรถ เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่และเช็กสภาพความพร้อมของรถโดยสารก่อนออกเดินทาง หากพบเส้นทางใดมีน้ำท่วมไม่สามารถสัญจรได้ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาทันที&amp;quot; กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส.กล่าว
ระบายเจ้าพระยารับน้ำเหนือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ชัยภูมิ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขื่อนลำคันฉู ต.โคกเพชรพัฒนา อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ได้ทยอยปล่อยน้ำจากเขื่อน ส่งผลให้โรงพยาบาลบำเหน็จณรงค์น้ำท่วมทันทีถึงหลังคา รถฉุกเฉิน อาคารบ้านเรือนหลายตำบลท่วมจมบาดาล ถนนทุกเส้นทางผ่าน อ.บำเหน็จณรงค์ถูกตัดขาด รถยนต์ทุกประเภทเข้า-ออกไม่ได้แล้วตั้งแต่ช่วงค่ำ ชาวบ้านต่างเร่งขนสิ่งของขึ้นที่สูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.อ.อัศมัย นรินรัตน์ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจผลักดันน้ำของกองทัพเรือ พร้อมกำลังพลสังกัดกรมอู่ทหารเรือ พระจุลจอมเกล้า ได้ลำเลียงเรือผลักดันน้ำจำนวน 20 ลำ เข้าประจำการตามคลองต่างๆ ซึ่งจุดระบายน้ำที่สำคัญรวม 5 จุด ได้แก่ คลอง 4 ต.บางปลา, คลองสุวรรณภูมิ หน้าสนามบินสุวรรณภูมิ ต.บางโฉลง, คลองกิ่งแก้ว คลองขุด ตำบลบางพลีใหญ่ และคลองสำโรง โดยจะทำการผลักดันน้ำวันละ 16-20 ชั่วโมงต่อวัน รองรับปริมาณน้ำที่จะระบายลงมาจากหลายจังหวัดทั้งอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร และพายุ ซึ่งภารกิจผลักดันน้ำจะสามารถเพิ่มการไหลเวียนของมวลน้ำไปยังประตูระบายน้ำได้เร็วขึ้น โดยเรือผลักดันน้ำจะทำงาน 16-20 ชั่วโมงต่อวัน โดยทาง อบต.บางพลีใหญ่ ได้สนับสนุนน้ำมันดีเซลวันละ 1,000 ลิตรในภารกิจผลักดันน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อัศมัยกล่าวว่า หลังจากที่ได้รับการประสานจากนายอำเภอบางพลี ทางกองทัพเรือได้นำเรือผลักดันน้ำจำนวน 26 ลำเข้ามาทำการผลักดันน้ำตามคลองสายหลักในการระบายน้ำในเขตอำเภอบางพลี ซึ่งในการดำเนินการในครั้งนี้ต้องมีการร่วมกันพิจารณาหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอำเภอบางพลี และหน่วยงานท้องถิ่นและชลประทาน เพราะว่าหน้าที่เราคือมาให้การสนับสนุนการเร่งระบายน้ำ เพราะฉะนั้นผู้นำท้องถิ่นจะรู้ดีว่าจุดไหนมีน้ำท่วมขังนาน และเราก็จะไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องระบายน้ำ เพราะทำการวางจุดเรือผลักดันน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.หญิงศิริกุล กฤตพิทยบูรณ์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เร่งให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมจัดชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพื่อตรวจตราบ้านเรือนประชาชน ป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่จะเข้ามาฉวยโอกาสก่อเหตุซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ได้กำชับให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ ยานพาหนะต่างๆ เพื่อรองรับภารกิจอย่างเร่งด่วน รวมถึงประชาสัมพันธ์การติดต่อขอรับความช่วยเหลือการสอบถามเส้นทางการจราจรให้ประชาชนได้รับทราบ ทั้งนี้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการสอบถามเส้นทางการจราจร สามารถโทรศัพท์สอบถามมายังสายด่วน 191,&amp;nbsp; สายด่วน 1193 หรือสายด่วน 1599&amp;nbsp; ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117942</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุ, น้ำท่วม, ฝนตกหนัก, พายุเตี้ยนหมู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทกภัย, เตี้ยนหมู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210926/image_big_61506917b07fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พายุฝนถล่มท่วม14จังหวัด เดือดร้อน15,629ครัวเรือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 64 - เมื่อเวลา 09.30 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานในช่วงวันที่ 16 - 20 ก.ย. 64 เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร ชัยภูมิ เลย นครราชสีมา ปราจีนบุรี จันทบุรี พระนครศรีอยุธยา และนครศรีธรรมราช รวม 43 อำเภอ 124 ตำบล 568 หมู่บ้าน 3 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,629 ครัวเรือน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 4 จังหวัด ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงานจากอิทธิพลร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 64 จนถึงปัจจุบัน (20 ก.ย. 64 เวลา 06.00 น.) ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง ตาก สุโขทัย เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร ชัยภูมิ เลย นครราชสีมา ปราจีนบุรี จันทบุรี พระนครศรีอยุธยา และนครศรีธรรมราช รวม 43 อำเภอ 124 ตำบล 568 หมู่บ้าน 3 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,629 ครัวเรือน ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 4 จังหวัด ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิจิตร ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมืองพิจิตร อำเภอสากเหล็ก อำเภอบึงนาราง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอวชิรบารมี อำเภอโพทะเล และอำเภอสามง่าม ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร และอยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชัยภูมิ น้ำในลำน้ำชีเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอจัตุรัส อำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอเนินสง่า และอำเภอบ้านเขว้า รวม 8 ตำบล ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และอยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นครราชสีมา น้ำล้นอ่างเก็บน้ำจากฝนตกหนักเข้าท่วมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอด่านขุนทด อำเภอสูงเนิน อำเภอโนนสูง และอำเภอโชคชัย รวม 8 ตำบล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเร่งระบายน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระนครศรีอยุธยา น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา และอำเภอบางบาล รวม 15 ตำบล ปัจจุบันมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองโผงเผงที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง ฯ สำหรับประชาชนสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ &amp;ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784&amp;rdquo; โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117247</URL_LINK>
                <HASHTAG>14จังหวัด, น้ำท่วม, ปภ., อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_6147fd754ce40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116840</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 21:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 21:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ มอบ รมช.สันติ เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมเพชรบูรณ์  เร่งหน่วยงานระดมช่วยเหลือ 11 ตำบล จัดถุงยังชีพถึงมือปชช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี มอบ รมช.สันติ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วม อ.หล่มสัก จ.เพชรบรูณ์ หลังฝนตกต่อเนื่อง พร้อมนำสารและถุงยังชีพจาก นายกฯ ส่งความห่วงใย มอบกำลังใจให้ประชาชน และเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน ร่วมแก้ปัญหาน้ำเอ่อล้นท่วม กว่า 2,000 ครัวเรือน ใน 11 ตำบล อำเภอหล่มสัก และเขตเทศบาล&amp;nbsp; กำชับหน่วยงานท้องถิ่นเข้าช่วยเหลือจัดทำแผนเร่งระบายน้ำ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์&amp;nbsp; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจผู้ประสบภัยในพื้นที่ ต.ตาลเดี่ยว&amp;nbsp; อ.หล่มสัก จ.เพชรบรูณ์ พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็น จำนวน 1,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน หลังจากเกิดภาวะน้ำท่วมขัง ในหลายพื้นที่ของอำเภอ จากปริมาณฝนที่ตกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง&amp;nbsp; 9 -11 กันยายน&amp;nbsp; ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้บ้านเรือนได้รับผลกระทบจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำป่าสัก เป็นผลทำให้ปริมาณน้ำเอ่อล้นในพื้นที่วงกว้าง&amp;nbsp; การสัญจรของประชาชนเป็นไปอย่างยากลำบาก มีผลต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ครั้งนี้ โดยนำสารจากท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งต่อขวัญและกำลังใจในการต่อสู้กับความยากลำบากที่เกิดขึ้นในช่วงที่วิกฤตมามอบให้กับประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนและอาสาสมัครในการปฎิบัติหน้าที่ในการดูแลประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลพร้อมเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในอนาคต โดยการเสนอผ่านหน่วยงานระดับจังหวัด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการได้รับรายงานสถานการณ์อุทุกภัยในพื้นที่อำเภอหล่มสัก พบว่ามีประชาชนกว่า 2,000 ครัวเรือน จาก 11 ตำบล 62 หมู่บ้าน รวมเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก&amp;nbsp; 11 ชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่โดยรวมได้เริ่มลดระดับ เนื่องจากทางจังหวัดได้มีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งอัตราการไหลของน้ำให้เร็วน้ำ เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบภัยให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตามทางจังหวัดได้มีแผนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในอนาคต เพื่อเป็นการสร้างทางระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116840</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, จ.เพชรบรูณ์, ถุงยังชีพ, นายกรัฐมนตรี, นายสันติ พร้อมพัฒน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รมช.สันติ, สถานการณ์น้ำท่วม, ส่งความห่วงใย มอบกำลังใจให้ประชาชน, อำเภอหล่มสัก, อุทกภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141fc7a7dae4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
