<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อลังการ..ช้างป่า-กระทิง รวมตัวออกหากินในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หลังปิดเพราะโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&amp;#39;ความอลังการจากการรวมตัว...ช้างป่าและกระทิงรวมตัวกันออกหากินในทุ่งหญ้าเป็นจำนวนมาก&amp;#39;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เพจประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผย ความอลังการจากการรวมตัว...ช้างป่าและกระทิงรวมตัวกันออกหากินในทุ่งหญ้าเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการขนานนามว่า KUIBURI SAFARI เมืองไทย และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่นิยมชมสัตว์ป่า ประเภทช้าง และกระทิง ทุกวันนี้ผืนป่ากุยบุรีที่มีความอุดมสมบูรณ์ แปลงหญ้าแต่ยอดอ่อนเขียวขจี ต้นไม้แตกใบใหม่ ให้สัตว์ป่าได้กินเป็นอาหาร ทำให้ทุกวันพบปริมาณสัตว์ป่าทั้งช้างและกระทิงกลับมาหาหินตามแปลงหญ้าและจุดชมสัตว์ป่าต่างๆเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีจะมีการจัดเก็บข้อมูลในทุกวันเพื่อนำไปสู่การวางแผนการบริหารจัดการด้านการอนุรักษ์รวมถึงการท่องเที่ยวในพื้นที่อีกด้วย....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2564 เป็นต้นมา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อุทยานแห่งชาติกุยบุรีจึงได้มีการประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมทุกแห่งในพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ นักท่องเที่ยวสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เพจ : อุทยานแห่งชาติกุยบุรี - Kui Buri National Park.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113314</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทิง, ช้าง, อุทยานแห่งชาติกุยบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_611871ddc2d78.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยื้อ!ช้างป่ากุยบุรีถูกยิงบาดเจ็บล้มแล้วหลังสัตวแพทย์รักษาเกือบเดือน​ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค.64-นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์​ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี​ เปิดเผยว่า​ ได้รับรายงานจาก น.ส.สุพร พลพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี สัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ,สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย ที่เข้าประเมินอาการช้างป่าบาดเจ็บและวางแผนการรักษา เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรีและทีมสัตวแพทย์ลงความเห็นว่าให้เคลื่อนย้ายช้างป่าไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรีเพื่อทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง​ เพื่อความสะดวกในการดูแลช้างตัวดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 10.48 น. ทีมสัตวแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายช้างป่าเบื้องต้นพบว่าช้างป่ามีอาการท้องอืด​ จึงทำการให้น้ำเกลือ, ยาแก้ท้องอืด , ลดปวด, ลดอักเสบ กระทั่งเวลา 14.30 น.จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายช้างด้วยรถบรรทุกมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี แต่ช้างมีอาการหัวใจหยุดเต้น ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่เข้าทำการช่วยเหลือทันที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้​ จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 (ค่ายพระมงกุฏเกล้า) ต.ห้วยทราย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ นำโดย ร.ต.อ.ยงยุทธ โชติชนะเสรี ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ดำเนินการตรวจหาวัตถุด้วยเครื่องสแกนโลหะตามตัวช้าง พบโลหะทั้งหมด 25 จุด
ผลการผ่าชันสูตร โดยใช้เครื่องสแกนโลหะ พบกระสุนปืนลูกซอง เบอร์12 (ลูก9) จำนวน 40 เม็ด ลูกกระสุนปืน ขนาด .22 จำนวน 2 เม็ด และลูกปลาย จำนวน 1 เม็ด พบกระสุนในจุดสำคัญบริเวณใต้เบ้าตา 2 ลูก​ ซึ่งเป็นเหตุทำให้ตาขวามีอาการอักเสบมองไม่เห็นมีลักษณะเป็นฝ้าขาว ส่วนขาหน้าด้านซ้าย พบกระสุนในกระดูก 3 เม็ด มีหนองในข้อกระดูกจำนวนมาก พบกระสุนทะลุซี่โครง ซี่ที่ 7 และ ซี่ที่ 9 จำนวน 2 เม็ด และกระสุนอีก 38 เม็ด กระจายอยู่ทั่วบริเวณงวง ใต้รักแร้ และลำตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสภาพอวัยวะภายใน พบปอดมีอาการอักเสบบวมแดง ไตบวมสีซีด ตับซีด มีจุดเลือดออก และมีรอยแผลเป็น หัวใจพบจุดเลือดออก ผนังทางเดินอาหารหลุดลอก พบจุดเลือดออกอักเสบแดงและแผลหลุมในกระเพาะอาหาร ขาหน้าขวาบวมแดง พบหนองด้านใน สันนิษฐานสาเหตุการตายเกิดจากสภาพที่พบดังกล่าวทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว ซึ่งสัมพันธ์กับผลค่าโลหิตวิทยา ที่ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่า มีค่าเม็ดเลือดแดง ค่าเม็ดเลือดขาว ค่าตับ และค่าไตผิดปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้ช้างป่าตาย เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันทำพิธีก่อนฝังกลบซากช้างตามหลักวิชาการ
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89363</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช้าง, ช้างล้ม, อุทยานแห่งชาติกุยบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210110/image_big_5ffabc65aa260.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35440</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เที่ยวกุยบุรี ตามรอยพ่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านพี่โรจน์ จุดท่องเที่ยวบ้านพุบอน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ความต้องการออกไปท่องเที่ยวนั้น แต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป บ้างก็เพื่ออยากออกไปหาธรรมชาติ ภูเขา ทะเล สายหมอก หรือได้ไปทำบุญ กราบพระวัดดังในต่างจังหวัด หรือใครชอบผาดโผนหน่อยก็ไปเดินป่า ปีนเขา ชมนกชมไม้ ยลแสงพระอาทิตย์ ในทริปนี้ถือว่าเป็นทริปพิเศษที่ได้มากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และภาคีเครือข่าย ในการจัดงานบูรณาการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านพุบอน, หมู่บ้านย่านซื่อ, หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหาดขาม&amp;nbsp;อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเป็นการท่องเที่ยวตามศาสตร์พระราชา ในรูปแบบ &amp;ldquo;เอามื้อถือแรงสามัคคี เที่ยวทำดีตามรอยพ่อ&amp;rdquo; เรียนรู้วิถีการทำเกษตรและการท่องเที่ยวโดยชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พี่โรจน์เจ้าบ้าน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คณะของเราเดินทางมาถึงที่บ้านนายวิโรจน์ สูงยิ่ง หรือพี่โรจน์ ที่ลาออกจากงานในเมืองกรุงมาทำท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในพื้นที่บ้านพุบอน อำเภอกุยบุรี ช่วงเที่ยงแดดที่นี่ร้อนไม่แพ้กรุงเทพฯ เลย แต่ดีกว่าตรงที่มีลมธรรมชาติพัดมาให้คลายร้อนได้บ้าง ด้านหน้าแค่ข้ามฟากถนนก็ได้เห็นวิวสวยๆ ก็อ่างเก็บน้ำยางชุม พี่โรจน์เจ้าบ้านได้มาพูดคุยกับเราว่า ที่กุยบุรีมีผืนป่าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงให้อนุรักษ์ช้าง ป่า และคนให้อยู่ร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านในละแวกนี้ได้ทำท่องเที่ยว นำเสนอของดีของหมู่บ้าน แต่เมื่อก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ทำเกษตรปลูกสับปะรดโดยใช้สารเคมี เพราะต้องส่งให้โรงงาน แต่ดินเริ่มมีปัญหา จึงได้นำแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการปลูกหญ้าแฝกมาพัฒนาในการทำเกษตร และทำควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วิวอ่างเก็บน้ำยางชุม หน้าบ้านพี่โรจน์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พี่โรจน์บอกอีกว่า ที่นี่ก็มีแต่โฮมสเตย์ที่เป็นบ้านตัวเองนี่แหละ และกำลังจะทำเพิ่มอีกหลังด้วย แต่ออกแบบเป็นห้องไว้ให้นักท่องเที่ยวได้นอน ได้ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น กินผลไม้ในสวน และก็มีกิจกรรมเรียนทำเกษตร ตอนนี้อยู่ระหว่างกำลังจะปรับพื้นที่ให้เหมาะสม และสามารถปั่นจักรยานรอบอ่างเก็บน้ำยางชุม หรือเหมารถไปชมช้างกับกระทิง เดินป่าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี หรือใครอยากจะล่องเรือตกปลา ช้อนกุ้ง งมหอยในอ่างเก็บน้ำ ก็มีให้เลือกได้ตามสะดวกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อาหารท้องถิ่น อร่อยถูกปาก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; กลิ่นหอมจากในครัวเรียกน้ำย่อยในกระเพาะได้อย่างดี เราพักเบรกด้วยการตั้งวงทานข้าวเที่ยงฝีมือชาวบ้าน อาหารที่ทำมาจากวัตถุดิบในท้องถิ่นมีปลาทอดที่ได้จากเขื่อนตัวขนาดใหญ่ทีเดียว ต้มจืดหน่อไม้ ใบเหลียงผัดไข่ ผัดวุ้นเส้น แกงไก่บ้าน ตบท้ายด้วยลอดช่องน้ำกะทิ อิ่มแปล้กันถ้วนหน้า พร้อมลุยกันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(แปลงสับปะรดเกษตรที่กำลังมีการปรับเปลี่ยน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เริ่มจากการศึกษาการปรับเปลี่ยนแปลงปลูกสับปะรดของพี่โรจน์ในลักษณะเป็นขั้นบันได และทำเป็นช่องทางให้น้ำไหลผ่าน ซึ่งตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างมากนัก แต่ในอีก 2-3 เดือนก็น่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของแปลงปลูกได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อุทยานแห่งชาติกุยบุรี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราเดินทางต่อไปที่บ้านรวมไทย เพื่อเตรียมตัวไปดูช้างกับกระทิงที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีโดยรถกระบะของชาวบ้าน ให้ข้อมูลนิดหนึ่งว่า อย่ามุ่งตรงไปที่อุทยานเลยทีเดียว แต่ควรลองแวะชมทุ่งเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่ของอุทยานฯ ที่เปิดให้ชาวบ้านนำสัตว์มากินหญ้าได้ หญ้าที่นี่ยังเป็นชนิดพันธุ์แพงโกล่าและลูซี่ ที่นำไปให้พระเศวตสุรคชาธาร ช้างคู่พระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วัว-แพะกลางทุ่งหญ้าสีเขียว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สองข้างทางที่ไปดูช้างมีความร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ริมถนนที่ทอดยาวกว่า 2 กิโลเมตร สีเขียวของหญ้าและภูเขาทำให้เจ้าวัวและแพะสีขาวดูโดดเด่น มองพวกมันกินหญ้าเพลินๆ แต่พอมันเห็นพวกเราแล้วน่าจะไม่ปลื้ม พากันเดินหนีหลบหลีกไปหามุมส่วนตัวกันใหญ่เชียว นักท่องเที่ยวแวะเข้ามาถ่ายรูปได้นะ ช่วงที่ชาวบ้านนำสัตว์ออกมาเลี้ยงก็ประมาณ 07.00-17.00 น. จะได้ภาพสวยเหมือนอยู่ต่างประเทศเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กระทิงในมุมไกลๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงเวลาต้องไปต่อเพราะเดี๋ยวช้างกับกระทิงจะหนีซะก่อน จากจุดด้านหน้าทางเข้าตรงอุทยานฯ ระยะทางที่นั่งรถกว่า 7&amp;nbsp;กิโลเมตร ชมป่าข้างทางไปพลางๆ แต่หากเห็นว่าทำไมต้นไม้ที่นี่ล้มเยอะจังก็มาจากฝีมือของช้างและพายุตามธรรมชาติ เป็นสัญญาณที่ดีว่ายังมีช้างอาศัยอยู่ในอุทยานนี้แน่นอน ที่อุทยานฯ มีช้างป่าราวๆ 200 เชือก กระทิงราวๆ 150 ตัว แม้แดดจะร้อนแต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่เหมารถเพื่อมาดูช้างป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ช้างป่ากำลังกินหญ้ากลางหุบเขา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พอมาถึงจุดแรกเราได้เห็นช้างคู่หนึ่งที่เพิ่งจะเล่นโคลนเสร็จ มากิน แทะเล็มหญ้าอยู่กลางหุบเขา มองไกลๆ พวกมันช่างดูตัวน้อย แต่พี่คนขับรถบอกว่าตัวมันใหญ่มากนะ เราได้ยืนดูอยู่ในจุดที่กำหนด เข้าไปใกล้มากก็อาจจะอันตรายเกิน และทางที่ดีเงียบๆ ด้วยจะดีกว่า พวกมันจะได้อยู่ให้ดูนานๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(จุดชมวิวมุมสูงที่จะได้เห็นช้างและกระทิง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ยังไม่หนำใจ เราเดินทางต่อไปยังจุดที่สอง จุดนี้เป็นมุมสูงกว่าจุดแรก ใกล้ชิดช้างสุดๆ แต่เราเข้าใกล้มันมากไม่ได้ ใครเอากล้องส่องทางไกลมาจะดีมากจะได้เห็นกระทิงที่อยู่บนเขาอีกลูกหนึ่งด้วย ถึงจะไม่ได้เห็นในจุดนี้ แต่ในระหว่างทางกลับเหมือนเจ้าป่าเจ้าเขาจะเห็นใจ เราได้เห็นช้างแบบใกล้ชิด มันกำลังกินหญ้า สะบัดหูไปมาแบบสบายอารมณ์ ทุกคนแม้แต่ชาวบ้านที่ขับรถก็รออย่างใจจดจ่อ เพื่อไม่ให้เข้าใกล้มันมากเกินไป เพราะเราอาจจะทำให้มันหงุดหงิดได้ จึงต้องใช้เวลาพอสมควรในการรอให้มันเดินข้ามถนนเข้าป่าไปเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขับมาได้อีกสักพักก็เจอกระทิงถึง 2&amp;nbsp;ตัว กำลังสำราญกับการหาอาหารกิน เลยได้เห็นเขาสีเหลืองทองและลำตัวสีดำตัวใหญ่ ไกด์บอกว่ามันมีน้ำหนักถึง 900&amp;nbsp;กิโลกรัม-1&amp;nbsp;ตัน แต่เสียดายมันขี้อายไปหน่อย เลยได้เห็นแต่ลำตัว เขาและก้นมันแทน แต่ถ้ามีโอกาสได้กลับมาอีกก็อยากจะสบตามองหน้ามันชัดๆ เหมือนกัน&amp;nbsp;ที่นี่เขามีข้อห้ามในการเข้าชมด้วยนะ คือ เสื้อผ้าให้สวมใส่สีสันไม่ฉูดฉาดเพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ และไม่ทิ้งขยะ เพราะสัตว์อาจจะกินและเป็นอันตรายกับพวกมันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตอไม้จันทน์หอมที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนกลับ ปิดท้ายทริปด้วยการเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ป่าที่นี่เป็นป่าดิบแล้ง แต่มาเดินในช่วงเช้าก็จะไม่ร้อนมากนัก จุดมุ่งหมายในการมาเดินป่ากว่า 2 กิโลเมตรครั้งนี้ของเราคือ การได้ชมตอไม้จันทน์หอมที่ได้นำไปใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะถือได้ว่าเป็นไม้มงคลชั้นสูง ซึ่งไม้จันทน์หอมของที่นี่ได้นำไปใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ละจุดก็อยู่ไกลกันพอสมควร แต่หากเดินชมไปเรื่อยๆ จะพบว่าป่าไม้ของที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์ ปรากฏร่องรอยของช้างป่าให้เห็น ได้ยินเสียงนกร้องตามทางแพล็บเดียวก็ถึงทางออกแล้ว การมาเที่ยวครั้งนี้แม้จะต่างออกไปแต่ก็ได้สัมผัสถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อคนไทย ที่คงน้อยกว่าภาพที่เราได้เห็นในทริปนี้ ใครสนใจมาเที่ยวตามรอยพ่อก็สามารถติดต่อมาได้ที่ นางสาวศิลปาญ มั่นธนกิจ หรือพี่จิ๊บ คณะทำงานด้านการท่องเที่ยว กลุ่มท่องเที่ยวตามศาสตร์พระราชา โทร. 08-6918-9897 ที่อาจจะได้ครบทุกรสชาติกว่านี้แน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35440</URL_LINK>
                <HASHTAG>ททท., อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, ไม้จันทน์หอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190509/image_big_5cd41def000e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30316</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดงาน“มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว” ท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ประจวบคีรีขันธ์เป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันธรรมดา เพราะมีความพร้อมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติต่างๆ มีความสะดวกสบายเรื่องโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต ร้านอาหาร รวมทั้งมีสินค้าพื้นเมือง แหล่งช็อปปิ้ง และกิจกรรมท่องเที่ยวที่จัดขึ้นหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ล่าสุด นางสาวโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยนายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดจัดงาน &amp;ldquo;ท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าว และงานกาชาดประจำปี 2562&amp;rdquo; เป็นครั้งที่ 10 บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ หน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และชายทะเลอ่าวประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2562 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าของดีประจวบคีรีขันธ์ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และจัดหารายได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของจังหวัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงแสง สี เสียง และการแสดงโขน ตลอดวันจัดงาน, &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นิทรรศการของส่วนราชการต่างๆ ภายใต้แนวคิด เมืองสามอ่าวจาก 9 เล่าสู่ 10, การออกร้านกาชาดการกุศล, ประกวดนางงามประจวบคีรีขันธ์, แข่งขันมวยไทย, ตะกร้อลอดบ่วง, จำหน่ายสินค้าโอท็อปของดีประจวบคีรีขันธ์, กิจกรรมปั่นจักรยานส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองสามอ่าว ชมความสวยงามของชายทะเลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามในระหว่างทาง อาทิ โบสถ์ไม้สัก วัดอ่าวน้อย วนอุทยานเขาตาม่องล่าย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตามรอยพ่อหลวงพิชิตเขาช่องกระจก เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจได้เดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขาช่องกระจก เมื่อปี พ.ศ.2501 ผ่านบันได 396 ขึ้นถึงยอดเขา ความสูงจากระดับน้ำทะเล 245 เมตร โดยทางจังหวัดจะมีการประดับตกแต่งไฟเขาช่องกระจกช่วงกลางคืนอย่างสวยงาม ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ตลอดทั้งวันบริเวณทางขึ้นเขาช่องกระจก ในช่วงวันเสาร์และอาทิตย์เริ่มเปิดลงทะเบียนเวลา 06.30 น. สำหรับวันอื่นๆ เริ่มเปิดลงทะเบียน เวลา 07.30 น. และพิเศษเมื่อร่วมกิจกรรมพิชิตเขาช่องกระจกในช่วงการจัดงานฯ จะได้รับประกาศนียบัตรที่เป็นที่ระลึกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถัดมาคือ กิจกรรมพิชิตเขาล้อมหมวก แหล่งท่องเที่ยวที่ถือได้ว่าเป็น Unseen แห่งหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และของประเทศไทย ในปัจจุบันการพิชิตเขาล้อมหมวกกำหนดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวขึ้นเขาได้ช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น ซึ่งในแต่ละช่วงได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก สำหรับงานนี้ จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมพิชิตเขาล้อมหมวกได้ทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยังมีกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือ ล่องเรือสปีดยอชต์ชมพระอาทิตย์ตกที่อ่าวประจวบคีรีขันธ์ โดยผู้ประกอบการสามอ่าวปริ้นท์เซสทัวร์ ได้นำเรือมาเปิดบริการล่องเรือชมความงามของสามอ่าวในช่วงพระอาทิตย์ตก ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00-19.00 น. ทุกวันในช่วงการจัดงาน โดยมีค่าบริการเป็นกรณีพิเศษในช่วงงานเที่ยวละ 300 บาท จากราคาปกติ 500 บาท สามารถจองบัตรได้ตั้งแต่วันนี้ ที่สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 0-3261-1543 และที่ผู้ประกอบการสามอ่าวปริ๊นท์เซสทัวร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 08-2244-6919&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากเดินทางมาเที่ยวงานดังกล่าวแล้ว เมืองประจวบคีรีขันธ์ยังมีอุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวเอาไว้มากมายให้เลือกตามความชอบ อาทิ &amp;ldquo;อุทยานแห่งชาติหาดวนกร&amp;rdquo; มีชายหาดอันลือชื่อของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ทอดตัวเป็นแนวยาวลงไปในทะเล ทิวทัศน์เงียบสงบ ลักษณะหาดทรายขาวสะอาด บนฝั่งมีทิวสนทะเลและสนประดิพัทธ์เป็นแนวขนานกับทะเล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อุทยานแห่งชาติน้ำตกห้วยยาง&amp;rdquo; นอกจากจะได้สัมผัสความสมบูรณ์ของป่าไม้ที่มีพื้นที่อยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี และวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลที่มีพื้นที่ติดชายทะเลฝั่งอ่าวไทยแล้ว ยังขึ้นชื่อว่ามีน้ำตกสวยงามหลายแห่งให้เดินเข้าไปชมอย่างเพลิดเพลิน โดยเฉพาะน้ำตกห้วยยาง น้ำตกขนาดใหญ่มีทั้งหมด 7 ชั้น จุดเด่นอยู่ที่ชั้นที่ 4 ที่มีจุดชมวิวสวยมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลถึงท้องทะเลอ่าวไทย และชั้นที่ 5 มีสายน้ำไหลลงมาจากหน้าผาหินสูงกว่า 15 เมตร มีความสวยงามมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถัดมาคือ &amp;ldquo;อุทยานแห่งชาติกุยบุรี&amp;rdquo; ตื่นตากับการเฝ้าชมอากัปกิริยาของฝูงช้างป่าและกระทิง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีชื่อเสียงมานาน โดยการชมต้องอยู่ในบริเวณจุดชมสัตว์ป่า ที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมให้เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใครที่อยากศึกษาธรรมชาติต้องลองเดินป่าไปตามเส้นทางตอไม้จันทน์หอม เรียนรู้เรื่องราวของไม้จันทน์หอม ที่นำไปใช้ในการสร้างพระโกศงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เส้นทางสายนี้มีระยะทางประมาณ 300 เมตร ใช้เวลาเดินศึกษาราวๆ ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอุทยานแห่งชาติกุยบุรีนี้ เป็นอุทยานที่มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ อำเภอปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด อำเภอกุยบุรี และอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ มีสภาพเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่รวมถึงพันธุ์ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิดท้ายด้วย&amp;nbsp; &amp;quot;ถ้ำพระยานคร&amp;quot; อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จุดเด่นของถ้ำแห่งนี้ คือ &amp;quot;พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์&amp;quot; เป็นพลับพลาแบบจตุรมุข สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 คราวเสด็จประพาสเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2433 เป็นฝีพระหัตถ์ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ ทรงสร้างขึ้นในกรุงเทพฯ แล้วส่งมาประกอบทีหลัง โดยให้พระยาชลยุทธโยธินเป็นนายงานก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงยกช่อฟ้าด้วยพระองค์เอง ที่กำแพงหินด้านขวามีพระปรมาภิไธยย่อในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 เป็นตัวหนังสือใหญ่สีขาวสะดุดตา พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ นับเป็นจุดเด่นของถ้ำพระยานคร และเป็นตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อาทิ &amp;ldquo;จุดชมวิวเขาแดง&amp;rdquo; สามารถชมทัศนียภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือขอบฟ้ายามเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่หากอยากชมความงามของพระอาทิตย์ตก ก็แนะนำว่าควรนั่งเรือ &amp;ldquo;ล่องคลองเขาแดง&amp;rdquo; ที่จะพาไปชมดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้อย่างน่าประทับใจ และสุดท้ายต้องไปชม &amp;ldquo;ทุ่งสามร้อยยอด&amp;rdquo; ที่อุดมไปด้วยพืชพรรณ สัตว์นานาชนิด และยังเป็นแหล่งดูนกสำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมของงาน &amp;ldquo;ท่องเที่ยวประจวบคีรีขันธ์ มหัศจรรย์เมืองสามอ่าวฯ&amp;nbsp; ได้ที่สำนักงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 0-3260-3991-4, สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทร. 0-3260-2019, 0-3255-0149 ในวันและเวลาราชการ&amp;nbsp; และ ททท.สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 0-3251-3885, 0-3251-3871 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Fan Page : TAT PRACHUAP&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สรณะ รายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30316</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดชมวิวเขาแดง, ถ้ำพระยานคร, ททท., ประจวบคีรีขันธ์, พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์, อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, เมืองสามอ่าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190302/image_big_5c7a8e8d84c6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แคมป์ยกครัวทัวร์ธรรมชาติ&#039; กิจกรรมสอนลูกรู้รักสัตว์ป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท มุนดิฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย &amp;ldquo;วราวรรณ จันทรสมบูรณ์&amp;rdquo; ร่วมกับห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส นำโดย &amp;ldquo;อิศรพันธุ์ ยรรยง&amp;rdquo; จัดกิจกรรม &amp;ldquo;แคมป์ยกครัว ทัวร์ธรรมชาติกับพี่ติ๊ก&amp;rdquo; พา 15 ครอบครัวผู้โชคดีร่วมผจญภัย 3 วัน 2 คืน ส่งเสริมให้ครอบครัวได้ทำกิจกรรมใกล้ชิดธรรมชาติร่วมกัน พร้อมทั้งร่วมกันสร้างโป่งเทียม, ฝายดิน และฝายน้ำ ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
วราวรรณ จันทรสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท มุนดิฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กิจกรรม &amp;ldquo;แคมป์ยกครัว ทัวร์ธรรมชาติกับพี่ติ๊ก&amp;rdquo; ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบใกล้ชิดธรรมชาติให้กับทุกคนในครอบครัว สร้างภูมิต้านทานที่ดีให้กับเด็กทั้งร่างกายและจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วราวรรณ จันทรสมบูรณ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทางด้าน &amp;ldquo;จิรติ มอทิพย์&amp;rdquo; หัวหน้าฝ่ายจัดการท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้เล่าถึงการสร้างฝายและโป่งเทียมว่า &amp;ldquo;ฝายจะช่วยชะลอน้ำที่จะมีประโยชน์ต่อผืนป่ากุยบุรี ช่วยกั้นน้ำไว้ให้น้ำไหลช้าลง คงความชุ่มชื้นของผืนดินไว้ ส่วนโป่งเทียมมีประโยชน์ต่อสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์กินพืชทุกชนิดจะต้องมากินดินโป่ง ซึ่งโป่งธรรมชาติมีน้อย ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะเกิดสักหนึ่งโป่ง แต่จำนวนสัตว์ป่ามีมากขึ้น โดยเฉพาะช้างป่า เราจึงต้องเพิ่มจำนวนโป่งเทียม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินโดยการมาร่วมกันทำโป่งเทียมและฝายในพื้นที่อุทยานครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ &amp;ldquo;ทิศา เฮงตระกูลสิน&amp;rdquo; บอกว่า &amp;ldquo;ในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติก็จะมีสอดแทรกในบทเรียนของลูกในลักษณะการทำโครงงานส่งคุณครู เช่น เป็นจิตอาสาดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลสัตว์พิการ เป็นต้น แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้พาลูกเข้ามาศึกษาธรรมชาติกันถึงในป่า ซึ่งเป็นห้องเรียนที่กว้างใหญ่ ทำให้เรารู้ว่าลูกเราก็อดทนเหมือนกัน เพราะเราต้องเดินเข้าป่าระยะทางร่วม 4 กิโลเมตร ซึ่งเขาก็เดินกันไหว แต่ลูกเป็นสายลุย ไม่กลัวตัวเลอะอยู่แล้ว เพราะเราก็แค่อาบน้ำให้สะอาด และด้วยความที่ลูกมีผิวแพ้ง่าย ครีมอาบน้ำที่เลือกใช้จึงต้องปราศจากสารตกค้างที่อาจทำร้ายผิวเด็ก&amp;rdquo;
&amp;ldquo;จริยา ศรีโรจนภิญโญ&amp;rdquo; บอกว่า ลูกๆ ยังไม่เคยรู้จักกับโป่งและฝายมาก่อน การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นการเปิดโลกแห่งความรู้ให้เด็กๆ ให้เขาได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติแบบนี้ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีโอกาสพามาเข้าป่าศึกษาเส้นทางธรรมชาติในลักษณะนี้ แต่เรื่องแนวทางการอนุรักษ์ก็จะปลูกฝังและสอนลูกสาวทั้งสองคนมาตลอดว่า สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำระหว่างการทำกิจกรรม และต้องให้ล้างมือหลังทำกิจกรรมทุกอย่าง เราปลูกฝังให้ลูกรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5928</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ฝายดิน, ฝายน้ำ, วราวรรณ จันทรสมบูรณ์, สตรี, อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, โป่งเทียม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5aba38a56183b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
