<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากม้งภูชี้ฟ้าถึงชาวเลอันดามัน สิทธิชุมชนของคนพื้นเมือง...การต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด !!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวม้งประชุมแก้ไขปัญหาที่ดินที่ภูชี้ฟ้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มากกว่า&amp;nbsp; 50 กลุ่ม&amp;nbsp; รวมประชากรประมาณ 6 ล้านคน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กะเหรี่ยง&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; เย้า&amp;nbsp; อาข่า&amp;nbsp; ขมุ&amp;nbsp; ลัวะ ฯลฯ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนดอยทางภาคเหนือ&amp;nbsp; ขณะที่ทางภาคใต้มี &amp;lsquo;มานิ&amp;rsquo; (ซาไก) อาศัยอยู่ในแถบป่าเขา&amp;nbsp; และชาวเลที่อาศัยอยู่ตามเกาะและชายฝั่งทะเลอันดามัน&amp;nbsp; กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีวิถีชีวิต&amp;nbsp; ความเป็นอยู่&amp;nbsp; และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ&amp;nbsp; การดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและเผ่าพันธุ์&amp;nbsp; ขณะที่ปัญหาสำคัญของพวกเขาคือ &amp;lsquo;ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;rsquo; ที่กำลังถูกขับไล่&amp;nbsp; รุกราน&amp;nbsp; จากอำนาจรัฐและกลุ่มทุน..!!&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; นโยบายการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; จ.เชียงราย &amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่&amp;nbsp; จะทำให้ชาวม้งและประชาชนที่อยู่ในแนวเขตอุทยานฯ ได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 20,000 ครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ชาวเลอันดามัน&amp;nbsp; ถูกเอกชน&amp;nbsp; นายทุน&amp;nbsp; ฟ้องร้องขับไล่ให้ออกจากที่ดินที่พวกเขาเคยอยู่อาศัยมาก่อน&amp;nbsp; รวม 27 คดี&amp;nbsp; มีชาวเลถูกฟ้องแล้ว 133 ราย...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(รอยประทับพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว&amp;nbsp; รัชกาลที่ 9 ที่ดอยผาหม่น&amp;nbsp; ปัจจุบันเก็บรักษาที่ค่ายเม็งรายฯ จ.เชียงราย )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำนานการต่อสู้ของม้งภูชี้ฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชนชาติม้ง&amp;nbsp; มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีน&amp;nbsp; จากสงครามและความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์&amp;nbsp; ทำให้ชาวม้งส่วนหนึ่งอพยพข้ามมาอาศัยอยู่ในดินแดนลาวและประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 100 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ฝิ่น&amp;nbsp; ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงหมู&amp;nbsp; และไก่&amp;nbsp; งานประเพณีสำคัญของชาวม้ง&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;งานกินปีใหม่&amp;rsquo; โดยถือเอาวันสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปีเป็นวันฉลองปีใหม่ แต่ละหมู่บ้านจะมีวันกินปีใหม่ไม่ตรงกัน เพราะการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้นไม่พร้อมกัน&amp;nbsp; แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการไหว้ผีบรรพบุรุษ&amp;nbsp; การกินเลี้ยง&amp;nbsp; การละเล่นต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวม้งในประเทศไทยตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่บนดอยสูงในหลายจังหวัด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เชียงราย&amp;nbsp; พะเยา&amp;nbsp; น่าน&amp;nbsp; เชียงใหม่&amp;nbsp; ตาก&amp;nbsp; พิษณุโลก&amp;nbsp; เพชรบูรณ์&amp;nbsp; เลย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ในจังหวัดเชียงรายชาวม้งส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บริเวณดอยยาวและดอยผาหม่น&amp;nbsp; (ภูชี้ฟ้าซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังเป็นส่วนหนึ่งของดอยผาหม่น) อยู่ติดชายแดนลาว-ไทย&amp;nbsp; ด้าน อ.เชียงของ&amp;nbsp; จ.เชียงราย&amp;nbsp; ทอดยาวไปถึงดอยผาจิ&amp;nbsp; จ.พะเยา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณปี 2506 &amp;nbsp;เป็นต้นมา&amp;nbsp; พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ส่งผู้ปฏิบัติงานมาทำงานมวลชนในพื้นที่ดอยยาวและดอยผาหม่น&amp;nbsp; ขณะเดียวกันการปกครองของอำนาจรัฐในท้องถิ่นในสมัยนั้น &amp;nbsp;มีการกดขี่ข่มเหง&amp;nbsp; และเก็บภาษีชาวม้งอย่างไม่เป็นธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; บันทึกของชมรมชาวม้งแห่งประเทศไทยระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 &amp;nbsp;มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับกำนัน...... กำนันตำบลยางฮอม &amp;nbsp;อำเภอเทิง &amp;nbsp;ได้จับกุมและควบคุมตัวราษฎรม้งที่บ้านห้วยชมพู &amp;nbsp;ดอยพญาพิภักดิ์ &amp;nbsp;ข้อหาบุกรุกป่า &amp;nbsp;และเรียกสินบนไถ่ตัว 30 &amp;nbsp;หมัน (เงิน 1 หมันประมาณ 30 บาท) &amp;nbsp;ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรวบรวมเงินได้ทั้งหมด 300 บาท (10 หมัน) &amp;nbsp;นำไปไถ่ตัว &amp;nbsp;และกำหนดให้ชำระส่วนที่เหลือภายในวันที่ 8 &amp;nbsp;พฤษภาคมเดือนเดียวกัน....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 8 &amp;nbsp;พฤษภาคม &amp;nbsp;นาย........... นายอำเภอเทิงได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ &amp;nbsp;ตำรวจ&amp;nbsp; ตชด. ทหาร &amp;nbsp;และกำนัน &amp;nbsp;เข้ามาในพื้นที่เพื่อรับชำระเงินส่วนที่เหลือ คือ 20 หมัน &amp;nbsp;หากไม่ชำระให้ปราบปรามพื้นที่ตามนโยบาย&amp;nbsp; 3 เรียบ &amp;nbsp;คือ 1.ฆ่าเรียบ &amp;nbsp;2.ทำลายเรียบ &amp;nbsp;3.เผาเรียบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเจ้าหน้าที่มาถึงได้ทำการได้ปิดล้อมหมู่บ้านห้วยชมพู&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรวจค้นบ้านของนายจื้อ &amp;nbsp;ได้ยึดห่วงคอเงินแท้ 2 วง &amp;nbsp;และได้ลวนลามลูกสะใภ้ &amp;nbsp;ลูกสะใภ้กลัวจึงวิ่งหนีเข้าไปในป่า&amp;nbsp; และมีเจ้าหน้าที่ 2 นายวิ่งไล่ตาม &amp;nbsp;เป็นสถานการณ์ที่ชาวม้ง สุดจะทนได้ &amp;nbsp;ทำให้มีการโต้ตอบด้วยการยิงเจ้าหน้าที่ที่ไล่ตาม &amp;nbsp;เสียชีวิตทันที 1 นาย &amp;nbsp;เป็นเหตุของเสียงปืนแตกที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อตกลงหลังสิ้นเสียงปืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเหตุการณ์ปะทะในครั้งนั้นแล้ว&amp;nbsp; ชาวม้งที่กลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจึงอพยพครอบครัวเข้าไปอยู่อาศัยในฝั่งลาวซึ่งมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเคลื่อนไหวอยู่&amp;nbsp; และภายหลังเหตุการณ์ 14&amp;nbsp; ตุลาคม 2516&amp;nbsp; และ 6 ตุลาคม 2519&amp;nbsp; นักศึกษา&amp;nbsp; ประชาชน&amp;nbsp; ผู้นำกรรมกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ได้หลบหนีการสังหาร&amp;nbsp; จับกุม&amp;nbsp; จากฝ่ายอำนาจรัฐเข้าไปต่อสู้ร่วมกับ พคท.ที่มีการเคลื่อนไหวในเขตป่าเขาทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่พื้นที่ดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น ตลอดจนดอยผาจิ&amp;nbsp; ซึ่งอยู่ติดชายแดนลาว&amp;nbsp; ถือเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญแห่งหนึ่งของ พคท.ในภาคเหนือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่ตั้งของโรงเรียนการเมืองการทหาร&amp;nbsp; มีกองกำลังติดอาวุธของ พคท.ที่ประกอบไปด้วย&amp;nbsp; ชาวม้ง&amp;nbsp; นักศึกษา&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำการสู้รบกับฝ่ายรัฐมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; บาดเจ็บล้มตายกันทุกฝ่าย&amp;nbsp; จนกระทั่งสถานการณ์สงครามและการเมืองในระดับสากลเปลี่ยนไป&amp;nbsp; ประเทศจีนและลาวยุติการสนับสนุน พคท.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนเมษายน&amp;nbsp; 2523 &amp;nbsp;รัฐบาลพลเอกเปรม&amp;nbsp; ติณสูลานนท์&amp;nbsp; ได้ออกคำสั่งที่ 66/2523&amp;nbsp; เพื่อยุติสงครามประชาชน&amp;nbsp; มีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เคยเข้าร่วมกับ พคท.ทั่วประเทศ&amp;nbsp; หลังจากนั้นในปี 2524-2525&amp;nbsp; ชาวม้งในเขตดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; และผาจิ&amp;nbsp; ประมาณ 1,600 คนจึงทยอยวางอาวุธ&amp;nbsp; และกลายมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ผรท.&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทูลสวัสดิ์ &amp;nbsp;ยอดมณีบรรพต หรือ &amp;lsquo;หมอแดง&amp;rsquo; &amp;nbsp;อดีตหมอชาวม้งวัย 69 ปี&amp;nbsp; ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำ พคท.ในเขตภูชี้ฟ้า &amp;nbsp;อ.เทิง&amp;nbsp; จ.เชียงราย &amp;nbsp;และได้เจรจาหยุดยิงกับฝ่ายทหารในเดือนตุลาคม&amp;nbsp; 2524 &amp;nbsp;บอกว่า&amp;nbsp; การเจรจาในครั้งนั้นมีพันธะสัญญาลูกผู้ชาย 6 ข้อหลักกับฝ่ายทหารซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;1.รัฐต้องรับรองความปลอดภัยผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทุกคน&amp;nbsp; 2.รัฐต้องพิจารณาให้สัญชาติไทยให้ทุกคน&amp;nbsp; 3.รัฐต้องพัฒนาเส้นทางคมนาคมเข้าทุกพื้นที่ของทุกหมู่บ้านที่ ผรท.อาศัยอยู่&amp;nbsp; 4.รัฐต้องจัดสรรที่ดินทำกินให้กับ ผรท. (ครอบครัวละ 15 ไร่) และห้ามมิให้ใช้กฎหมายอย่างเดิมมาจัดการซ้ำรอยอีก&amp;nbsp; 5.รัฐต้องส่งเสริมด้านการศึกษา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างโรงเรียนให้ทุกๆ หมู่บ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้บุตรหลานเข้าโรงเรียนและศึกษาต่อในเมืองได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 6.รัฐต้องส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสถานีอนามัย &amp;nbsp;และสร้างกองทุนยาให้แก่หมู่บ้านของ ผรท.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;หลังการเจรจาหยุดยิง เจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งฝ่ายปกครอง ได้ปฏิบัติตามสัญญาต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ในปลายเดือนธันวาคม มีการนำชาวม้งไปออกบัตรประจำตัวชั่วคราวที่กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า&amp;nbsp; ในเดือนมกราคม 2525 &amp;nbsp;สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) เริ่มสร้างถนนเข้าสู่พื้นที่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;และต่อมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน &amp;nbsp;ผู้บังคับบัญชากองพันทหารในพื้นที่ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์&amp;nbsp; พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยดอยยาว-ดอยผาหม่น&amp;nbsp; และทหาร&amp;nbsp; ที่ดอยยาว&amp;nbsp; บ้านพญาพิภักดิ์ &amp;nbsp;อ.เทิง&amp;nbsp; จ.เชียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ณ ที่นี้&amp;nbsp; พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับรอยพระบาทของพระองค์ไว้ &amp;nbsp;เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสุขร่มเย็นและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย &amp;nbsp;หลังจากนั้นกองทัพภาคที่ 3 ได้ประกาศให้พื้นที่ดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; เป็นพื้นที่พัฒนาเพื่อความมั่นคงตามแนวชายแดนนับแต่นั้นเป็นต้นมา...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;lsquo;นโยบายทวงคืนผืนป่า&amp;rsquo; รอยร้าวที่ยอดดอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันชาวม้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดอยยาวและดอยผาหม่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีจำนวน 31 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 10,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; ข้าวไร่&amp;nbsp; หอมดอก&amp;nbsp; ถั่วแขก&amp;nbsp; กะหล่ำปลี&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ยางพารา&amp;nbsp; เลี้ยงหมู&amp;nbsp; วัว&amp;nbsp; ไก่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; มีที่ดินทำกินครอบครัวหนึ่งไม่เกิน 10 ไร่&amp;nbsp; นอกจากนี้ชาวม้งที่พอจะมีทุนรอนก็จะสร้างที่พักในลักษณะเป็นเกสต์เฮ้าส์หรือบ้านพักบริเวณทางขึ้นภูชี้ฟ้าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทูลสวัสดิ์ หรือ &amp;lsquo;หมอแดง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; หลังจากยุติการสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลแล้ว&amp;nbsp; ชาวม้งบนดอยยาวและผาหม่นต่างก็หากินอย่างสงบสุขมานานเกือบ 20 ปี&amp;nbsp; จนถึงปี 2543&amp;nbsp; มีเหตการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้น&amp;nbsp; เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้บุกจับชาวบ้านที่ทำกินอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง ทำให้ชาวม้งต้องทวงถามสัญญาที่เคยทำไว้กับฝ่ายทหาร ต่อมาได้มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักพระราชวังมาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ&amp;nbsp; โดยมีกองทัพภาคที่ 3 &amp;nbsp;กรมป่าไม้ &amp;nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เจรจาร่วมกับตัวแทนชาวม้ง&amp;nbsp; ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไป&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;indent&quot; style=&quot;margin-top:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ในปี 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช.&amp;nbsp; ได้ออกคำสั่งที่ 64/2557 &amp;nbsp;ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทําลายทรัพยากรป่าไม้ (ทั่วประเทศ) โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก &amp;nbsp;ยึดถือครอบครอง &amp;nbsp;ทำลาย &amp;nbsp;หรือกระทำด้วยประการใดๆ &amp;nbsp;อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่า&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ดำเนินนโยบาย &amp;ldquo;ทวงคืนผืนป่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ต่อมาในวันที่ 17 มิถุนายน 2557&amp;nbsp; คสช.ได้ออกคำสั่งเพิ่มเติมที่ 66/2557&amp;nbsp; โดยมีสาระสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าวเพิ่มเติม&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การดําเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ &amp;nbsp;ผู้ที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; และผู้ไร้ที่ดินทํากิน &amp;nbsp;ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ &amp;nbsp;ก่อนคําสั่งนี้มีผลบังคับใช้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;หมอแดง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าพื้นที่ดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; จะไม่ต้องเผชิญกับนโยบายทวงคืนผืนป่าโดยตรง&amp;nbsp; แต่สิ่งที่ชาวบ้านหวั่นวิตกก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเตรียมประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า&amp;rdquo; ภายในปี 2562 &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายทวงคืนผืนป่านั่นเอง&amp;nbsp; และอาจจะมีผลกระทบหนักกว่า&amp;nbsp; เพราะจากข้อมูลที่ชาวบ้านรับรู้มาก็คือ&amp;nbsp; จะมีพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ประมาณ 200,000&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครอบคลุมพื้นที่ดอยยาว &amp;nbsp;ดอยผาหม่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4 อำเภอ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เชียงของ &amp;nbsp;เวียงแก่น&amp;nbsp; เทิง&amp;nbsp; และขุนตาล &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในพื้นที่ 8 ตำบล&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ปอ&amp;nbsp; หล่ายงาว&amp;nbsp; ตับเต่า&amp;nbsp; บุญเรือง&amp;nbsp; ศรีดอนชัย&amp;nbsp; ต้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยางฮอม &amp;nbsp;และป่าตาล&amp;nbsp; ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ทั้งบนดอยและที่ราบประมาณ&amp;nbsp; 20,000 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรเกือบ 100,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ชาวบ้านกลัวว่าหากมีการประกาศเขตอุทยานฯ แล้ว&amp;nbsp; จะทำให้เกิดผลกระทบหลายด้าน&amp;nbsp; ตามข้อห้ามใน พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทำมาหากิน&amp;nbsp; ห้ามเก็บของป่า&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; ฟืน&amp;nbsp; นำวัวไปเลี้ยงไม่ได้&amp;nbsp; หรือห้ามปลูกสร้างบ้านเรือน&amp;nbsp; รีสอร์ทจะถูกรื้อเหมือนที่เขาค้อ&amp;nbsp; การจัดเก็บค่ารถยนต์ที่ผ่านเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อุทยานฯ ภูหินร่องกล้า&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก &amp;nbsp;เก็บรถยนต์ชาวบ้านที่ผ่านทางคันละ 20 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ชาวบ้านก็แย่อยู่แล้ว&amp;nbsp; เพราะที่ดินทำกินที่รัฐจะให้หลังหยุดยิงครอบครัวละ 15&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ก็ได้ไม่ถึง&amp;nbsp; เพราะที่ดินมีไม่พอ&amp;nbsp; และยังไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; ปีที่แล้วรัฐบาลก็ห้ามปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; ไม่ให้พ่อค้ามารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกบนดอย&amp;nbsp; คนหนุ่มคนสาวที่ไม่มีรายได้ก็ต้องเข้าไปเมือง&amp;nbsp; หรือไปทำงานรับจ้างในเชียงใหม่&amp;nbsp; เหลือแต่คนแก่เฝ้าบ้านเลี้ยงเด็ก&amp;nbsp; ครอบครัวก็ไม่มีความสุข&amp;nbsp; ต่างคนต่างดิ้นรนทำมาหากิน&amp;nbsp; ผมก็หวังว่าอย่าให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้มาขับไล่ประชาชนอีกเลย&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก&amp;rdquo;&amp;nbsp; อดีตสหาย พคท. บอกความรู้สึกแทนชาวม้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ภูชี้ฟ้า ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในดอยผาหม่น&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสถานะเป็นวนอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; ประกาศเป็นเขตวนอุทยานฯ ในปี 2541&amp;nbsp; มีพื้นที่ประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2,500 &amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในพื้นที่ ต.ปอ&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.เวียงแก่น &amp;nbsp;จ.เชียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;lsquo;ยุทธศาสตร์ภูชี้ฟ้า&amp;rsquo; ข้อเสนอจากประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;การเตรียมการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกระทรวงทรัพยฯ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเดินสำรวจและรังวัดพื้นที่ในตำบลต่างๆ บ้างแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่บางพื้นที่ถูกชาวบ้านและแกนนำคัดค้านการสำรวจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ตำบลปอ&amp;nbsp; อ.เวียงแก่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ช่วงปลายเดือนเมษายน 2561 ทวีศักดิ์ &amp;nbsp;ยอดมณีบรรพต กำนันตำบลปอ (ประธานชมรมชาวม้งแห่งประเทศไทย) &amp;nbsp;ปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจพื้นที่&amp;nbsp; ต่อมาไม่กี่วันกำนันทวีศักดิ์ถูกลอบสังหาร (วันที่ 24 เมษายน) ภรรยาและลูกสาวเสียชีวิต&amp;nbsp; กำนันบาดเจ็บสาหัส&amp;nbsp; ชาวม้งส่วนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่าสาเหตุที่ถูกยิงอาจเกี่ยวข้องกับการคัดค้านการประกาศเขตอุทยานฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้แกนนำชาวม้งในเขตดอยยาวและดอยผาหม่นได้เตรียมจัดทำข้อเสนอในการจัดการป่าไม้โดยชุมชน&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนช่วยกันดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; โดยไม่ต้องประกาศเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; เนื่องจากชุมชนชาวม้งต่างๆ ได้มีการรวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายเกษตรกรดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;rsquo;&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2548 &amp;nbsp;เพื่อให้มีองค์กรนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ในปี 2551 &amp;nbsp;มีการประกาศใช้ &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ.2551&amp;rsquo;&amp;nbsp; (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ พ.ร.บ.ฉบับนี้) เพื่อสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ ในชุมชนร่วมกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; มีหน้าที่ในการเป็นเวทีนำเสนอปัญหาและแนวทางการแก้ไข&amp;nbsp; เสนอต่อหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp; รวมทั้งเสนอผ่านที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติ &amp;nbsp;เพื่อสรุปปัญหาของประชาชนในจังหวัดต่างๆ&amp;nbsp; และเสนอแนะแนวทางการแก้ไข&amp;nbsp; เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-2.3pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดังนั้นเครือข่ายเกษตรกรดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; จึงรวบรวมกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในพื้นที่จัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลปอ&amp;rsquo; (อ.เวียงแก่น) &amp;nbsp;และ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลตับเต่า&amp;rsquo; (อ.เทิง)&amp;nbsp; ขึ้นมาเพื่อให้มีสถานะทางกฎหมาย&amp;nbsp; มี พ.ร.บ.รองรับ&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นกลุ่มหรือองค์กรเถื่อนตามที่เจ้าหน้าที่มักกล่าวอ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ประนอม&amp;nbsp; เชิมชัยภูมิ&amp;nbsp; ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงราย&amp;nbsp; ในฐานะที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;จากปัญหาเรื่องที่ดินที่ไม่มีความมั่นคงในเขตดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของชาวบ้าน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ดังกล่าวจึงมียุทธศาสตร์ร่วมกัน คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การผลักดันสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;โดยที่ผ่านมาได้มีการทำงานในระดับพื้นที่&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ประวัติชุมชน&amp;nbsp; ข้อมูลครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ชุมชน&amp;nbsp; โดยใช้ระบบ GIS หรือระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาจัดทำแผนที่ชุมชน&amp;nbsp; เพื่อกันพื้นที่ทำกินออกจากแนวเขตป่าให้ชัดเจน&amp;nbsp; และนำข้อมูลของชุมชนมาตรวจสอบหรือพิสูจน์กับข้อมูลของเจ้าหน้าที่ป่าไม้&amp;nbsp; ทำให้ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมามีการจับกุมชาวบ้านหรือโค่นต้นยางที่ชาวบ้านปลูก&amp;nbsp; โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; แต่เมื่อชุมชนมีข้อมูลมายืนยันจึงช่วยชะลอการไล่รื้อและจับกุมชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ประธานเครือข่ายฯ&amp;nbsp; กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; จากปัญหาการเตรียมการประกาศเขตอุทยานฯ ภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในพื้นที่ดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; จึงได้มีการจัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยเชิญหน่วยงานรัฐเข้าร่วม&amp;nbsp; เพื่อชี้แจงข้อมูลและหาทางออกร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฝ่ายทหาร&amp;nbsp; อำเภอ&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ป่าไม้&amp;nbsp; กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยชุมชนมีข้อเสนอด้านการพัฒนาในพื้นที่&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;ยุทธศาสตร์ภูชี้ฟ้า&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยมีเป้าหมายหลัก&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;วิถีชีวิตชุมชนมั่นคง&amp;nbsp; เศรษฐกิจมั่งคั่ง&amp;nbsp; ทรัพยากรป่าไม้ยั่งยืน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้เรามียุทธศาสตร์ภูชี้ฟ้า 4 ด้าน&amp;nbsp; เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอด้านนโยบายต่อหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; คือ 1.การจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยชุมชน เช่น&amp;nbsp; จัดทำแนวเขตป่าให้ชัดเจน&amp;nbsp; แบ่งเป็น&amp;nbsp; เขตอนุรักษ์&amp;nbsp; ป่าต้นน้ำ&amp;nbsp; ไม่ให้ใครบุกรุกเข้า&amp;nbsp; เขตที่ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกิน&amp;nbsp; เขตป่าชุมชน&amp;nbsp; มีกฎระเบียบข้อบังคับของชุมชนในการดูแลป่า&amp;nbsp; 2.เศรษฐกิจชุมชนฐานราก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;nbsp; ตลาดกลางของชนเผ่า&amp;nbsp; ท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเป็นแหล่งทุนชุมชน&amp;nbsp; 3.สร้างความมั่นคงด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 4.จัดตั้งศูนย์ข้อมูลพื้นที่ดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์และเป็นฐานในการแก้ไขปัญหาต่างๆ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ประนอมยกตัวอย่างยุทธศาสตร์&amp;nbsp; และบอกว่า&amp;nbsp; หากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; โดยเฉพาะรัฐบาลรับฟังเสียงและยอมรับสิทธิของชุมชน&amp;nbsp; ก็เชื่อว่าชุมชนสามารถดูแลรักษาป่าเอาไว้ได้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องประกาศเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; และทำให้แผ่นดินที่สงบร่มเย็นแล้ว&amp;nbsp; ไม่ร้อนรุ่มขึ้นมาอีก...!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ภูมิปัญญาจากสนามรบและเครื่องคั่วกาแฟหม้อดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภูชี้ฟ้าไม่ได้มีดีเฉพาะเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและทะเลหมอกเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายอย่างที่น่าสนใจ&amp;nbsp; เช่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทูลสวัสดิ์ &amp;nbsp;ยอดมณีบรรพต หรือ &amp;lsquo;หมอแดง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นชาวม้ง&amp;nbsp; ต้นตระกูลมาจากจีน&amp;nbsp; เกิดเมื่อปี 2492 ที่ อ.เวียงแก่น&amp;nbsp; จ.เชียงราย&amp;nbsp; ปัจจุบันอายุ&amp;nbsp; 69 ปี&amp;nbsp; เข้าร่วมกับ พคท.ในปี 2510&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนอายุได้ 18 ปี&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงนั้นชาวม้งดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่นถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดขี่&amp;nbsp; ต้องยกปืนขึ้นสู้&amp;nbsp; และถอยเข้าไปอยู่ในฝั่งลาวด้านที่ติดกับภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; จากนั้นจึงเข้าเรียนในโรงเรียนการเมือง-การทหารของ พคท.ในเขตรอยต่อระหว่างเมืองหลวงน้ำทากับพงสาลีติดชายแดนจีน&amp;nbsp; ต่อมาได้เรียนด้านพยาบาล&amp;nbsp; เพื่อช่วยหมอผ่าตัด&amp;nbsp; ให้น้ำเกลือ&amp;nbsp; ฝังเข็ม&amp;nbsp; เรียนได้ 1 ปีจึงกลับมาทำงานในเขตดอยผาหม่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ในปี 2516 ไปเรียนเพิ่มเติมด้านการแพทย์สนามที่เมืองคุนหมิง&amp;nbsp; มณฑลยูนนาน&amp;nbsp; จากนั้นในปี 2519 กลับมาเคลื่อนไหวในเขตงานที่ 8&amp;nbsp; ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเทิง-เวียงแก่น-เชียงของ-ขุนตาล&amp;nbsp; จ.เชียงราย&amp;nbsp; ทำหน้าที่พยาบาลและเป็นหัวหน้าหมู่&amp;nbsp; สอนด้านพยาบาลและการเมืองให้แก่นักศึกษาที่แตกเข้าป่าหลังเหตุการณ์&amp;nbsp; 6 ตุลาคม 2519&amp;nbsp; มีผู้นำนักศึกษาที่รู้จักกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ธิดา&amp;nbsp; ถาวรเศรษฐ,&amp;nbsp; ชำนิ&amp;nbsp; ศักดิเศรษฐ์, จาตุรนต์&amp;nbsp; ฉายแสง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;หลังเสียงปืนบนดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; สงบลงตั้งแต่ปี 2525 จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; หมอแดงใช้ความรู้ด้านการแพทย์ที่ติดตัวมาจากสนามรบ คือ แพทย์แผนจีน และการแพทย์ทางเลือก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การฝังเข็ม&amp;nbsp; การใช้สมุนไพร&amp;nbsp; รักษาโรคต่างๆ&amp;nbsp; ให้แก่ชาวม้งและชาวบ้านทั่วไป&amp;nbsp; เช่น โรคตับ&amp;nbsp; ไต&amp;nbsp; อัมพฤกษ์&amp;nbsp; อัมพาต&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จนชื่อเสียงของหมอแดงดังไปทั่วยอดดอยและหุบเขาทั้งฝั่งลาวและไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 4.5pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(เครื่องคั่วกาแฟหม้อดิน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;เครื่องคั่วกาแฟหม้อดิน&amp;nbsp; ภูชี้ฟ้าเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงราย&amp;nbsp; เพราะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200-1,600&amp;nbsp; เมตร&amp;nbsp; จึงปลูกกาแฟพันธุ์อะราบิก้าได้ดี&amp;nbsp; แต่เมื่อได้ผลผลิตชาวบ้านจะขายให้พ่อค้าเป็นเมล็ดกาแฟแห้ง (กาแฟกะลา)&amp;nbsp; จนเมื่อราว 3 ปีก่อน&amp;nbsp; พระอาจารย์พิเชษฐ์&amp;nbsp; สุมังคโร&amp;nbsp; ซึ่งเป็นพระนักประดิษฐ์บนดอยผาหม่น&amp;nbsp; ได้ทดลองทำเครื่องคั่วกาแฟหม้อดินขึ้นมา&amp;nbsp; ทดลองดินจากแหล่งต่างๆ ในเชียงราย&amp;nbsp; แต่ไม่ได้ผล&amp;nbsp; เพราะหม้อดินไม่สามารถทนความร้อนได้&amp;nbsp; ต่อมาจึงทดลองใช้ดินที่ผลิตเซรามิคจากลำปาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบว่าได้ผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;เครื่องคั่วกาแฟหม้อดิน&amp;nbsp; ใช้ความร้อนจากเตาแก๊สที่ควบคุมความร้อนได้&amp;nbsp; มีมอเตอร์หมุนหม้อดินที่บรรจุเมล็ดกาแฟแห้ง (กะลา) ทำให้เมล็ดกาแฟได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp; จึงไม่ไหม้หรือสุกไม่ทั่วถึงเหมือนคั่วด้วยกระทะ&amp;nbsp; เมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วมีสีน้ำตาลสวยงามเหมือนเครื่องคั่วราคาแพง&amp;nbsp; และยังมีกลิ่นหอมจากหม้อดิน&amp;nbsp; เหมาะสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน&amp;nbsp; หรือร้านกาแฟรายย่อยนำไปคั่วและบดขายเอง&amp;nbsp; สามารถคั่วได้ครั้งละ 2.5&amp;nbsp; กิโลกรัม ใช้เวลาคั่ว 45 นาที&amp;nbsp; ราคาเครื่องละ 28,000 บาท&amp;nbsp; (ติดต่อได้ที่กลุ่มวิสาหกิจกาแฟอินทรีย์บ้านร่มฟ้าผาหม่น 091-0751770)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงสะท้อนจากชาวเลอันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงขับขานบทเพลงพื้นบ้านของชาวเลแห่งท้องทะเลอันดามันดังก้องสอดประสานกับเสียงคลื่น&amp;nbsp; สำหรับผู้คนจากต่างถิ่นนับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจในสาระและความหมายของบทเพลงที่สื่อออกมา&amp;nbsp; เช่นเดียวกับปัญหาของชาวเลที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี&amp;nbsp; และพวกเขาได้สะท้อนออกมาเพื่อให้สังคมได้รับรู้...แต่มันเหมือนกับเสียงคลื่นในทะเลที่พัดมาแล้วหายไป...พัดมาแล้วหายไป...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตชาวเลจะแล่นเรือออกหาปลาและสัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; โดยมีเรือเป็นบ้าน&amp;nbsp; มีท้องทะเลกว้างใหญ่เป็นแหล่งทำมาหากิน&amp;nbsp; สืบทอดวิถีชีวิต&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; และวัฒนธรรมมาเนิ่นนาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อยู่อาศัยและหากินในท้องทะเลก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยาน ป่าชายเลน ป่าสงวนฯ  และด้วยวิถีชีวิตที่เรียบง่าย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากินเพื่อเลี้ยงครอบครัวและแบ่งปัน&amp;nbsp; ไม่สะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาถือว่าท้องทะเลและแผ่นดินเป็นของส่วนรวม&amp;nbsp; ชาวเลส่วนใหญ่จึงไม่ถือครองที่ดินเป็นสมบัติส่วนตัว&amp;nbsp; แต่มาวันหนึ่งพวกเขากลับพบว่าแผ่นดินที่อยู่อาศัยสืบทอดกันมานานนับร้อยปีแล้วนั้น&amp;nbsp; กลายเป็น...แผ่นดินที่มีเจ้าของแล้ว..!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะเลมีเจ้าของ...คนเลไร้แผ่นดิน...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิรันดร์&amp;nbsp; หยังปาน&amp;nbsp; ชาวเลจากหาดราไวย์&amp;nbsp; จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; คณะกรรมการเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันดามัน &amp;nbsp;อธิบายว่า&amp;nbsp; ชาวเลในประเทศไทยมี 3 กลุ่ม&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ชาวมอแกน&amp;nbsp; มอแกลน&amp;nbsp; และอูรักลาโว้ย&amp;nbsp; รวมประมาณ&amp;nbsp; 14,000 คน&amp;nbsp; อาศัยอยู่ริมชายทะเลด้านฝั่งอันดามันและเกาะต่างๆ&amp;nbsp; ใน&amp;nbsp; 5 จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; ภูเก็ต&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp; และสตูล&amp;nbsp; รวม 44 ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;จับปลา&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย &amp;nbsp;และรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมัยก่อนชาวเลมักจะไม่ได้เรียนหนังสือ&amp;nbsp; เพราะต้องร่อนเร่ออกหาปลา&amp;nbsp; หรือเมื่อตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งแล้ว&amp;nbsp; แต่ไม่รู้เรื่องการแจ้งครอบครองที่ดินตามกฎหมาย&amp;nbsp; เพราะชาวเลถือว่าที่ดินและทะเลเป็นของส่วนรวม&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 ปัญหาเรื่องที่ดินรุนแรงขึ้น&amp;nbsp; นายทุนเอาเอกสารสิทธิ์มาอ้าง&amp;nbsp; แล้วฟ้องขับไล่ชาวเลที่อยู่มาก่อน&amp;nbsp; ทำให้พวกเราได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp; ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน&amp;nbsp; เพราะเราหากินกับทะเล&amp;nbsp; ก็ต้องอยู่กับทะเล&amp;rdquo;&amp;nbsp; นิรันดร์ยกตัวอย่างปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2548&amp;nbsp; เมื่อเอกชนเข้ามาอ้างสิทธิ์ครอบครองและฟ้องร้องชาวเลให้ออกไปจากพื้นที่&amp;nbsp; ชาวเลและชุมชนที่มีความเดือดร้อนจึงได้รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายชุมชนผู้ประสบภัยพิบัติสึนามิ&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชน&amp;nbsp; และภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; นำปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขาผลักดันให้รัฐบาลแก้ไข&amp;nbsp; และต่อมาในปีนั้น &amp;nbsp;รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ธรณีพิบัติ&amp;nbsp; 6 จังหวัดอันดามัน&amp;nbsp; โดยมีพลเอกสุรินทร์&amp;nbsp; พิกุลทอง&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; มีการตรวจสอบพื้นที่ที่เอกชนอ้างเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินที่ชาวเลอยู่อาศัยมาก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตัวอย่างกรณีพิพาทที่ดินราไวย์&amp;nbsp; ต.ราไวย์&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; ที่ดินบริเวณหาดราไวย์มี 2 แปลงอยู่ติดกัน&amp;nbsp; ชาวบ้านปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยมานานนับร้อยปี ที่ดินแปลงแรกเนื้อที่ 19 ไร่ เป็นที่ตั้งชุมชนประมาณ 232 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรกว่า 2,000 คน มีสภาพแออัด บริเวณด้านหน้าชุมชนเป็นย่านขายปลา&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; หมึก&amp;nbsp; และร้านอาหารทะเล มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเข้ามาเลือกซื้อและนั่งกินอาหารทะเลตลอดทั้งวัน&amp;nbsp; ถือเป็นทำเลทองแห่งหนึ่ง&amp;nbsp; เอกชนที่ครอบครองที่ดินแปลงนี้มีหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่ปี 2552-2559 &amp;nbsp;เอกชน (หลายราย) ที่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินได้ฟ้องร้องต่อศาลภูเก็ตเพื่อขับไล่ชาวเลและผู้ที่อยู่อาศัยให้ออกไปจากที่ดินแปลงนี้&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 22&amp;nbsp; คดี&amp;nbsp; มีผู้ถูกฟ้องร้องขับไล่กว่า 100 คน&amp;nbsp; ผลการพิจารณาของศาลชั้นต้น&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ตัดสินให้โจทย์ชนะ&amp;nbsp; (ปัจจุบันคดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์และฎีกา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ดินแปลงที่สองเนื้อที่ประมาณ 33 ไร่ ด้านหน้าติดทะเล ชาวบ้านใช้พื้นที่บนบกเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนเรียกว่า &amp;ldquo;บาลัย&amp;rdquo; รวมทั้งเป็นสุสาน ใช้เป็นที่ซ่อมแห อวน ลอบ ไซ ฯลฯ และใช้พื้นที่หน้าชายหาดเป็นที่จอดเรือ ที่ดินแปลงนี้บริษัทเอกชนมีโฉนดครอบครองที่ดิน&amp;nbsp; และมีแผนที่จะสร้างบ้านพักตากอากาศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนมกราคม 2559&amp;nbsp; คนงานของบริษัทเจ้าของที่ดินได้นำรถบรรทุกและรถแบ็กโฮขนแท่งปูนและก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดกั้นทางเข้า-ออกที่ชาวเลใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมและซ่อมแซมเครื่องมือประมง&amp;nbsp; จนเกิดเหตุปะทะกัน&amp;nbsp; ชาวเลบาดเจ็บหลายราย&amp;nbsp; (ปัจจุบันที่ดินแปลงนี้อยู่ในระหว่างการฟ้องร้องของทั้งสองฝ่าย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;&amp;nbsp; เยี่ยมชาวราไวย์ปี 2502&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าผู้ครอบครองที่ดินทั้ง 2 แปลงจะมีเอกสารสิทธิ์มาใช้ต่อสู้ในชั้นศาลและมักจะเป็นฝ่ายชนะ&amp;nbsp; แต่ในขณะเดียวกันคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินชาวเล&amp;nbsp; ซึ่งมีพลเอกสุรินทร์&amp;nbsp; พิกุลทอง&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงปี 2556-2558 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้พิสูจน์ DNA ของชาวเลเปรียบเทียบกับกระดูกบรรพบุรุษของชาวเลที่ขุดได้ในสุสานบริเวณชายหาดราไวย์&amp;nbsp; มีการเปรียบเทียบแผนที่ทางอากาศแสดงการใช้ประโยชน์ในที่ดินก่อนและหลังการออกเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การเชื่อมประสานหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรพัฒนาต่างๆ ทำให้ชาวเลเกิดกระบวนการเรียนรู้เพื่อต่อสู้เรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้&amp;nbsp; เริ่มจากการแสดงความมีตัวตน&amp;nbsp; เพื่อให้สังคมได้เห็นข้อเท็จจริง&amp;nbsp; โดยการค้นหาข้อมูลและหลักฐานต่างๆ&amp;nbsp; ของชุมชน&amp;nbsp; เพื่อยืนยันว่าชาวเลหาดราไวย์อยู่อาศัยบนผืนดินนี้ต่อเนื่องกันมานานนับร้อยปีก่อนที่นายทุนจะเข้ามาอ้างเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; การทำตารางสืบสกุลของชาวเล,&amp;nbsp; หลักฐานบัตรประชาชนของชาวเล&amp;nbsp; ชื่อนายชิน&amp;nbsp; (ไม่มีนามสกุล) อยู่เลขที่ 144&amp;nbsp; หมู่ที่ 2&amp;nbsp; ต.ราไวย์&amp;nbsp; ระบุว่าเกิดในปี พ.ศ.2459 (สมัยรัชกาลที่ 6) หากนายชินยังมีชีวิตถึงปัจจุบันจะมีอายุถึง 102 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักฐานการเข้าเรียนของชาวราไวย์ในโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนตั้งแต่ปี &amp;nbsp;พ.ศ. 2482&amp;nbsp; ขณะที่การแจ้งการครอบครองที่ดินตาม ส.ค.1 ของเอกชนระบุว่าแจ้งในปี พ.ศ. 2498&amp;nbsp; และระบุว่า&amp;nbsp; สภาพที่ดินเป็นสวนและมีการปลูกมะพร้าวเมื่อ 10 ปีก่อนแจ้งการครอบครอง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเดือนมิถุนายน 2559&amp;nbsp; คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินชาวเล&amp;nbsp; ได้สรุปรายงานการตรวจสอบที่ดินหาดราไวย์ทั้ง 2 แปลงไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;โดยระบุว่า&amp;nbsp; ได้ตรวจสอบทั้งพยานเอกสาร พยานบุคคล ภาพถ่ายทางอากาศ เป็นที่ประจักษ์ว่าชาวเลหาดราไวย์ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานนานกว่า 400 ปี และได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน โดยปลูกบ้าน ทำสวนมะพร้าว ทำข้าวไร่ มีที่ฝังศพ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีบ่อน้ำโบราณ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ดินบริเวณนี้จึงเป็นสิทธิโดยชอบของชาวเล การออกเอกสารสิทธิ์จึงเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบ จึงควรคืนสิทธิให้ชาวเล ส่วนผู้ที่ถือโฉนดที่ดินที่มิใช่เป็นผู้แจ้งสิทธิครอบครอง ส.ค.1 &amp;nbsp;สมควรได้รับการชดเชยจากรัฐตามความเหมาะสมและความเป็นธรรม เพราะเป็นการออกเอกสารโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่&amp;nbsp; 31 &amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp; 2560 &amp;nbsp;ศาลชั้นต้นจังหวัดภูเก็ตได้อ่านคำพิพากษาคดีแพ่ง&amp;nbsp; กรณีนายทุนฟ้องขับไล่ชาวเลหาดราไวย์ &amp;nbsp;(ที่ดินแปลงแรก จำนวน 4 คดี) &amp;nbsp;โดยศาลจังหวัดภูเก็ตพิจารณาเห็นว่าชาวเลราไวย์เป็นผู้อยู่ในพื้นที่พิพาทก่อนที่มีการยื่นคำขอออกโฉนด &amp;nbsp;โดยมีพยานหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศในอดีตยืนยันว่าชาวเลราไวย์อาศัยอยู่ในพื้นที่พิพาทมาก่อนการแจ้ง ส.ค.1 และการออกโฉนดที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่คณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเก็ตให้น้ำหนักก็คือ&amp;nbsp; ภาพถ่ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชุมชนชาวเลราไวย์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2502&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในขณะนั้นมีชุมชนชาวเลอาศัยอยู่ประมาณ 40&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; และมีภาพต้นมะพร้าวที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 30-40 ปีขึ้นอยู่ทั่วไปในชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งขัดแย้งกับหลักฐานการครอบครองที่ดินของเอกชนที่ระบุว่า&amp;nbsp; แจ้งการครอบครอง ส.ค.1 ในปี 2498 และปลูกมะพร้าวก่อนหน้านั้น 10 ปี&amp;nbsp; ซึ่งหากเป็นไปตามการแจ้ง&amp;nbsp; ต้นมะพร้าวที่ปรากฏในภาพจะต้องมีอายุและขนาดน้อยกว่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อีกทั้งทะเบียนนักเรียนโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ &amp;nbsp;เป็นหลักฐานยืนยันว่ามีชาวเลเข้ามาศึกษาในโรงเรียนดังกล่าวประมาณ&amp;nbsp; 30 คนก่อนปี พ.ศ. 2498&amp;nbsp; หรือปีที่มีการแจ้ง ส.ค.1&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสดงให้เห็นว่ามีชาวเลราไวย์ไม่น้อยกว่า 90 คนอยู่ในพื้นที่พิพาท&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เด็กนักเรียน 30 คน &amp;nbsp;รวมทั้งพ่อและแม่ของเด็กนักเรียนดังกล่าว&amp;nbsp; ประกอบกับพยานหลักฐานต่างๆ ยืนยันได้ว่าชาวเลราไวย์คือผู้ที่อยู่อาศัยและมีสิทธิในที่ดินมาก่อนนาย........ ดังนั้นการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินจึงเป็นการออกโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย &amp;nbsp;จึงพิพากษายกฟ้อง....&amp;rdquo; &amp;nbsp;คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; การตัดสินของศาลในครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญต่างไปจากการตัดสินคดีความเกี่ยวกับที่ดินที่ผ่านมา เพราะศาลมักจะเชื่อถือเอกสารหลักฐานที่ออกโดยราชการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โฉนด&amp;nbsp; หรือ นส. 3 ก.&amp;nbsp; จึงทำให้ชาวเลหาดราไวย์แพ้คดีไปก่อนหน้านี้ (รวมทั้งคดีเกี่ยวกับที่ดินอื่นๆ ทั่วประเทศ)&amp;nbsp; แต่ครั้งนี้ศาลได้รับฟังหลักฐานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำประโยชน์โดยการปลูกมะพร้าว&amp;nbsp; แผนที่ทางอากาศ&amp;nbsp; ผลการตรวจ DNA &amp;nbsp;&amp;nbsp;ตลอดจนการทำตารางสืบสกุลของชาวเล&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบการพิจารณาคดีของศาลในครั้งนี้ตรงกับผลงานวิจัยของ รศ.ดร.มรว.อคิน&amp;nbsp; รพีพัฒน์ (พ.ศ. 2556-2557) ที่เสนอว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;คดีความเกี่ยวกับที่ดินควรเป็นกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการกล่าวหา&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การค้นหาหลักฐานต่างๆ อย่างรอบด้าน&amp;nbsp; เพื่อให้การตัดสินคดีความที่เกี่ยวกับที่ดินมีความยุติธรรมมากขึ้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากปัญหาที่ดินและข้อพิพาทที่หาดราไวย์&amp;nbsp; จ.ภูเก็ตที่ยังไม่จบสิ้นแล้ว&amp;nbsp; ยังมีคดีที่ดินที่ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ &amp;nbsp;จ.สตูล &amp;nbsp;โดนนายทุนฟ้องขับไล่อีก 4 คดี&amp;nbsp; รวมคดีที่ชาวเลราไวย์และเกาะหลีเป๊ะโดนฟ้องขับไล่ทั้งหมด 27 คดี&amp;nbsp; รวมผู้ถูกฟ้อง&amp;nbsp; 133&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ชาวเลทวงมติ ครม.ปี 2553 เสนอจัดตั้ง &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทุกๆ ปีในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม&amp;nbsp; ชาวเลอันดามันใน 5 จังหวัด&amp;nbsp; ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงาน &amp;lsquo;รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อพบปะกันปีละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; เริ่มจัดงานครั้งแรกในปี 2553&amp;nbsp; ในงานนี้จะมีการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมต่างๆ&amp;nbsp; ที่สำคัญคือ&amp;nbsp; การติดตามการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชาวเล&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหา&amp;nbsp; และร่วมกันเสนอทางออก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในปีนี้งานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9&amp;nbsp; ระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ที่อนุสรณ์สถานสึนามิ&amp;nbsp; บ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp; อ.ตะกั่วป่า&amp;nbsp; จ.พังงา&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัด&amp;nbsp; เช่น มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; สถาบันวิจัยสังคม&amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร&amp;nbsp; เครือข่ายสิทธิชุมชนคนจนภูเก็ต&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สาระสำคัญของงานในปีนี้ก็คือ การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีปี 2553 และนำเสนอปัญหาต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข&amp;nbsp; เสนอไปยังรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ทวงมติ ค.ร.ม.9 ปี&amp;rsquo; แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน&amp;nbsp; ชาวเลที่อยู่อาศัยมาก่อน&amp;nbsp; โดนนายทุนฟ้องร้องขับไล่&amp;nbsp; จนนำไปสู่การรวมตัวของชาวเลเพื่อแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ต่อมาในปี 2553 ภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาของชาวเล&amp;nbsp; ได้เสนอแนวคิดการจัดตั้ง &amp;ldquo;เขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาชาวเล&amp;nbsp; และต่อมาศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ได้เสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 มิถุนายน&amp;nbsp; 2553&amp;nbsp; รัฐบาลในขณะนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ&amp;nbsp; เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล&amp;nbsp; โดยระบุเรื่องมาตรการฟื้นฟูระยะสั้น &amp;nbsp;ดำเนินการในเวลา 6 ถึง 12 เดือน&amp;nbsp; รวม 9 เรื่อง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยด้วยการจัดทำโฉนดชุมชนเพื่อเป็นเขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาวเล&amp;nbsp; โดยให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อพิสูจน์สิทธิที่อยู่อาศัยชุมชนชาวเลเป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้ชาวเลสามารถประกอบอาชีพประมงตามเกาะต่างๆ และเข้าไปหากินในเขตอุทยานฯ เขตอนุรักษ์ทางทะเล&amp;nbsp; โดยใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้านได้&amp;nbsp; รวมทั้งกันเขตพื้นที่จอดเรือ&amp;nbsp; พื้นที่เข้า-ออก&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาทับซ้อนกับพื้นที่ท่องเที่ยว&amp;nbsp; ทำให้เกิดความขัดแย้ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเพื่อฟื้นฟูชาวเลที่ได้รับผลกระทบจากการประมง&amp;nbsp; การดำน้ำหาปลา&amp;nbsp; 4.การแก้ปัญหาสัญชาติในกลุ่มชาวเลที่ยังไม่มีบัตรประชาชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการฟื้นฟูระยะยาว&amp;nbsp; ดำเนินการในเวลา 1 ถึง 3 ปี&amp;nbsp; &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; การกำหนดเขตวัฒนธรรมพิเศษที่เอื้อต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีลักษณะสังคมวัฒนธรรมจำเพาะ (ชาวเลและชาวกะเหรี่ยง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่ามติ ครม.จะเห็นชอบเรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล&amp;nbsp; แต่จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 9 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่มติ ครม.ดังกล่าว &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ (ยกเว้นกรณีการตรวจสอบที่ดินที่เอกชนครอบครองโดยมิชอบ&amp;nbsp; แต่ยังไม่สามารถเพิกถอนโฉนดได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ดินหาดราไวย์) &amp;nbsp;เนื่องจากมติ ครม.ไม่ถือเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ หน่วยงานต่างๆ จึงอาจละเลยไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. ดังเช่นกรณีของชาวเล ดังนั้นจึงต้องมีการยกระดับมติ ครม.ให้เป็นกฎหมาย&amp;nbsp; โดยการเสนอเป็น พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; เพื่อให้มีสถานะเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสียงของคนเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉลวย&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; หญิงชาวเลอูรักลาโว้ย&amp;nbsp; เกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวอูรักลาโว้ยหวังว่าเมื่อมีมติ ครม. ปี 2553 แล้ว&amp;nbsp; ชีวิตของพวกเราจะดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ชาวเลยังถูกอุทยานฯ จับกุมเมื่อเข้าไปหาปลา&amp;nbsp; และโดนนายทุนฟ้องขับไล่ให้ออกจากที่ดินที่พวกเราอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรษ&amp;nbsp; บางพื้นที่ถูกกรมเจ้าท่าขับไล่&amp;nbsp; และชาวเลอีกหลายร้อยคนยังไม่มีบัตรประชาชน&amp;nbsp; ทำให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลของรัฐไม่ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะนับพันคน&amp;nbsp; กว่า 300 หลังคาเรือน&amp;nbsp; มีปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และที่ดินสุสานบรรพบุรุษ&amp;nbsp; เพราะถูกเอกชนฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดิน 4 &amp;nbsp;คดี&amp;nbsp; เพื่อเอาที่ดินไปขายทำเรื่องท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp; และยังถูกอุทยานฯ ประกาศเขตทับที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ถูกจำกัดเขตหากินทางทะเล&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่พวกเราชาวเลเป็นผู้บุกเบิกที่อยู่อาศัยริมทะเล&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นผู้บุกรุก&amp;nbsp; เพราะพวกเราอยู่กันมานานก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานฯ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ฉลวยบอกเล่าปัญหาของชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิรันดร์&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ตัวแทนชาวเลจากเกาะลันตา&amp;nbsp; จ.กระบี่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สิ่งที่ชาวเลอยากจะได้&amp;nbsp; คือกฎหมายหรือร่าง พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม&amp;nbsp; เพราะชาวเลอาศัยอยู่มานานก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; แต่เดี๋ยวนี้ปรากฏว่าอุทยานฯ&amp;nbsp; อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวได้&amp;nbsp; แต่ไม่ให้ชาวเลเข้าไปหาปลา&amp;nbsp; ทั้งที่ชาวเลทำประมงแบบพื้นบ้านเพื่อหากินเลี้ยงครอบครัว&amp;nbsp; และไม่ได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็อยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวเลมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;การจัดงาน &amp;ldquo;รวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 9&amp;rdquo;&amp;nbsp; นี้&amp;nbsp; ชาวเลได้รวบรวมปัญหาต่างๆ พบว่า&amp;nbsp; ยังมีข้อติดขัดทั้งนโยบายและการปฏิบัติ &amp;nbsp;เช่น 1.ชาวเลจำนวน 28 แห่งที่อาศัยอยู่ในที่ดินรัฐ &amp;nbsp;ยังไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินรวมทั้งถูกเอกชนออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน 4 ชุมชน &amp;nbsp;กว่า 200 ครอบครัว ถูกฟ้องร้องขับไล่ที่&amp;nbsp; 2.พื้นที่ทางจิตวิญญาณที่ชาวเลใช้เป็นสุสานฝังศพและพื้นที่พิธีกรรม จำนวน 23 แห่ง &amp;nbsp;ถูกเบียดขับบุกรุกโดยกลุ่มทุน (รวมชาวเลถูกฟ้อง 27 คดี, ราไวย์&amp;nbsp; จ.ภูเก็ต 23 คดี, เกาะหลีเป๊ะ &amp;nbsp;จ.สตูล 4 คดี&amp;nbsp; รวมผู้ถูกฟ้อง 133 คน)&amp;nbsp; 3.ชาวเล 441 คน ไม่มีบัตรประชาชน &amp;nbsp;ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานจากรัฐและเป็นช่องทางการเอารัดเอาเปรียบจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;4.ชาวเลบางแห่งไม่สามารถทำการประมงซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมได้ &amp;nbsp;เนื่องจากขัดกับกฎหมายของอุทยานฯ ทำให้ชาวเลถูกจับกุม&amp;nbsp; ทั้งที่ได้มีการหารือจนนำไปสู่ข้อตกลงร่วมกับอุทยานฯ 8 แห่งแล้วก็ตาม &amp;nbsp;5.วัฒนธรรมและภูมิปัญญาชาวเลถูกทำลาย &amp;nbsp;6.ชาวเลยังไม่ได้รับบริการด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึง &amp;nbsp;ขาดการส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนข้อเสนอถึงรัฐบาลมี&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ข้อ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.เพื่อทำให้ประเด็นปัญหาของชาวเลตามมติ ครม. วันที่ 2 มิถุนายน 2553 ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน &amp;nbsp;จึงควรให้มีคณะทำงานแก้ไขปัญหาชาติพันธุ์ชาวเลใน 5 จังหวัด &amp;nbsp;โดยมีองค์ประกอบจากภาคประชาสังคมและชุมชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้มีหน้าที่ในการร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา รวมทั้งติดตาม &amp;nbsp;สรุปบทเรียน &amp;nbsp;และประมวลปัญหาที่ติดขัดคั่งค้างเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงโครงสร้างและนโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2.ในการติดตามผลการแก้ไขปัญหาชาวเลในภาพรวม&amp;nbsp; ควรจัดตั้งกลไกคณะกรรมการระดับชาติเพื่อติดตามและหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; และพิจารณาขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวม โดยเฉพาะปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งต้องการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับกระทรวง และปัญหาที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างกฎหมายและนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3.เพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อชุมชนชาวเลในทุก ๆ ด้าน &amp;nbsp;รัฐควรมีนโยบาย &amp;lsquo;เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;ชุมชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ&amp;nbsp; เพื่อที่จะถอดบทเรียนและขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ โดยมีงบประมาณและทรัพยากรสนับสนุน&amp;nbsp; เพราะเมื่อชุมชนมีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและการทำมาหากินแล้ว รัฐก็จะประหยัดงบประมาณในการจัดหาความช่วยเหลือและสวัสดิการเพื่อคนกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการร่าง &amp;ldquo;พ.ร.บ.เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; นั้น&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่าง พ.ร.บ. โดยคณะนิติศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยรังสิต&amp;nbsp; สาระสำคัญ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมจะครอบคลุมพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยของชุมชน&amp;nbsp; พื้นที่ทำมาหากิน&amp;nbsp; รวมทั้งพื้นที่ทางจิตวิญญาณ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สถานที่ประกอบพิธีกรรม&amp;nbsp; สุสาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และหากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ที่มีการโต้แย้งเรื่องสิทธิ์ที่ดิน&amp;nbsp; ควรจะมีการตรวจสอบ&amp;nbsp; พิสูจน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และคุ้มครองสิทธิ์&amp;nbsp; โดยคำนึงถึงวัฒนธรรมชุมชน&amp;nbsp; และเอกสารสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นหลักฐานเดียวที่ใช้ในการพิจารณาเรื่องสิทธิ์ในที่ดิน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว&amp;nbsp; ตามแผนงานของเครือข่ายชาวเลและหน่วยงานภาคีจะแล้วเสร็จภายในปี 2562 &amp;nbsp;หลังจากนั้นจะนำร่าง พ.ร.บ.เสนอต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; และกระทรวงท่องเที่ยวฯ&amp;nbsp; รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; เพื่อให้ช่วยผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้คือกระบวนการขับเคลื่อน&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่เป้าหมายหลักของชาวเล&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;lsquo;คืนสิทธิ์ที่ดิน&amp;nbsp; คืนถิ่นหาปลา&amp;nbsp; ร่วมพัฒนา&amp;nbsp; สู่เขตคุ้มครองวัฒนธรรม&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24769</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอยผาหม่น, รอยประทับพระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 9, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181221/image_big_5c1cc204753e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9449</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดเวทีสัมมนาเสริมสร้างศักยภาพผู้นำองค์กรชุมชนภาคเหนือ 15 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เชียงราย / เวทีสัมมนาเสริมสร้างศักยภาพผู้นำองค์กรชุมชนภาคเหนือ 15 จังหวัด&amp;nbsp; ใช้พื้นที่เตรียมประกาศเขตอุทยานฯ ภูชี้ฟ้าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพราะจะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้านกว่า 50,000 คน&amp;nbsp; ขณะที่ผู้นำชาวม้งยืนยันชาวบ้านรักษาป่าเองได้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องประกาศเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; พร้อมใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือวางแผนแก้ปัญหาความเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 16-18&amp;nbsp; พฤษภาคม 2561 &amp;nbsp;คณะกรรมการเสริมสร้างศักยภาพผู้นำองค์กรชุมชนภาคเหนือร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; สำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; จัดเวทีสัมมนาการพัฒนาศักยภาพผู้นำองค์กรชุมชนภาคเหนือ 15&amp;nbsp; จังหวัด &amp;lsquo;การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนพึ่งตนเอง&amp;rsquo; ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; ต.ตับเต่า&amp;nbsp; อ.เทิง&amp;nbsp; จ.เชียงราย&amp;nbsp; โดยมีผู้นำชุมชน&amp;nbsp; ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ พอช.สำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านงานพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 140 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายประนอม&amp;nbsp; เชิมชัยภูมิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะกรรมการเสริมสร้างศักยภาพผู้นำองค์กรชุมชนภาคเหนือ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การจัดการสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้นำขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 15 จังหวัดภาคเหนือสามารถจัดทำแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้นำชุมชนสามารถใช้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมา&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนหลายแห่งรับรู้ว่ามี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; หรือจัดตั้งสภาฯ แล้ว&amp;nbsp; แต่ยังไม่รู้วิธีการที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การเลือกพื้นที่สัมมนาที่ภูชี้ฟ้าในครั้งนี้&amp;nbsp; เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; ทางราชการ&amp;nbsp; โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายที่จะประกาศเขตอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; จากเดิมที่เป็นเขตวนอุทยานฯ มีพื้นที่ประมาณ&amp;nbsp; 2,000 ไร่&amp;nbsp; เมื่อประกาศเขตอุทยานฯ แล้วจะมีพื้นที่ประมาณ 200,000 ไร่&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้านกว่า 50,000 คนในพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; ดังนั้นการจัดงานสัมมนาที่ภูชี้ฟ้าจะทำให้ผู้นำชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่เตรียมประกาศเขตอุทยานฯ มีความตื่นตัวและร่วมกันจัดทำแผนงานขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือ&amp;nbsp; ส่วนผู้นำจากจังหวัดต่างๆ ก็จะได้เรียนรู้ประสบการณ์ไปพร้อมกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายประนอมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้พื้นที่ที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า ครอบคลุมพื้นที่ดอยยาว&amp;nbsp; ดอยผาหม่น&amp;nbsp; และภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; อยู่ติดกับชายแดนประเทศลาว&amp;nbsp; ในเขตอำเภอเชียงของ&amp;nbsp; ขุนตาล&amp;nbsp; เวียงแก่น&amp;nbsp; และเทิง&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 8 ตำบล&amp;nbsp; เนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 200,000 ไร่&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการทวงคืนพื้นที่ป่าทั่วประมาณ 40 % ของพื้นที่ทั้งหมดที่ถูกบุกรุก&amp;nbsp; รวมทั้งการประกาศเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า&amp;nbsp; เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าทั่วประเทศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพูลสวัสดิ์&amp;nbsp; ยอดมณีบรรพต อายุ 69 ปี&amp;nbsp; อดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาศัยอยู่ที่&amp;nbsp; ต.ปอ&amp;nbsp; อ.เวียงแก่น&amp;nbsp; จ.เชียงราย&amp;nbsp; ตัวแทนชาวม้งกล่าวว่า&amp;nbsp; พื้นที่ที่เตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีชาวม้งอาศัยอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสมัยเมื่อ 40-50 ปีก่อน&amp;nbsp; ชาวม้งถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มเหงรังแก&amp;nbsp; ได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp; จึงหลบหนีไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่มีฐานที่มั่นอยู่ติดชายแดนประเทศลาว&amp;nbsp; และร่วมต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลเรื่อยมา&amp;nbsp; จนเมื่อรัฐบาลมีนโยบาย 66/2523&amp;nbsp; เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ&amp;nbsp; ชาวม้งจึงยอมวางอาวุธ&amp;nbsp; และเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย&amp;nbsp; โดยรัฐจัดสรรที่ดินทำกินให้&amp;nbsp; ทำให้ชาวม้งและครอบครัวมีชีวิตที่สงบสุข&amp;nbsp; ทำมาหากินด้วยการทำไร่&amp;nbsp; ทำสวนบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; โดยเฉพาะที่ภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; ดอยยาว&amp;nbsp; และดอยผาหม่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;หากทางราชการประกาศเขตอุทยานฯ ก็จะให้พี่น้องชาวม้งได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หากเข้า-ออกผ่านเขตอุทยานฯ จะต้องเสียค่าผ่านทาง&amp;nbsp; ชาวบ้านเข้าไปทำมาหากินในพื้นที่ของตนเอง&amp;nbsp; หรือเก็บสมุนไพร&amp;nbsp; หน่อไม้&amp;nbsp; เห็ดป่าไม่ได้&amp;nbsp; เพราะอาจจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเหมือนกับชาวบ้านที่ดอยผาจิ&amp;nbsp; จังหวัดพะเยา&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านโดนจับไป 7 ราย&amp;nbsp; นอกจากนี้ชาวบ้านที่ทำที่พักหรือรีสอร์ทอาจจะถูกรื้อถอนเพราะอยู่ในเขตอุทยานฯ เหมือนกับที่เขาค้อหรือภูทับเบิก&amp;nbsp; แต่ที่นั่นส่วนใหญ่เป็นรีสอร์ทของนายทุน&amp;nbsp; แต่ที่ภูชี้ฟ้าเป็นของชาวบ้านทำกันเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตัวแทนชาวม้งกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสุรชัย&amp;nbsp; กตเวทีธรรม&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้านร่มฟ้าผาหม่น&amp;nbsp; ต.ปอ&amp;nbsp; อ.เวียงแก่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีอาชีพ ปลูกหอมดอก&amp;nbsp; กะหล่ำปลี&amp;nbsp; ถั่วพุ่ม&amp;nbsp; และปลูกข้าวไร่เอาไว้กิน&amp;nbsp; แต่เดิมเคยปลูกข้าวโพดเป็นอาชีพหลัก&amp;nbsp; แต่รัฐบาลประกาศห้ามไม่ให้พ่อค้ารับซื้อข้าวโพดที่ปลูกบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงต้องปลูกพืชไร่ขายส่งให้พ่อค้า&amp;nbsp; ฐานะส่วนใหญ่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง&amp;nbsp; หากมีการประกาศเขตอุทยานฯ ก็จะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนยิ่งขึ้น &amp;nbsp;เพราะทุกวันนี้ก็ทำมาหากินลำบากอยู่แล้ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้&amp;nbsp; เราได้เตรียมวางแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาการประกาศเขตอุทยานฯ&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ &amp;nbsp;โดยเราจะใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลปอและสภาตำบลในพื้นที่ใกล้เคียง&amp;nbsp; คือตำบลตับเต่า&amp;nbsp; อำเภอเทิง&amp;nbsp; ร่วมกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; และจัดการปัญหาของตัวเองได้&amp;nbsp; โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องประกาศเขตอุทยานฯ&amp;nbsp; เพราะเราจะช่วยกันรักษาและเพิ่มพื้นที่ป่า&amp;nbsp; โดยการสำรวจและรังวัดพื้นที่ที่ดินทำกินกับพื้นที่ป่าออกจากกันให้ชัดเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่า&amp;nbsp; และจะเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลกฎระเบียบการห้ามบุกรุกป่า&amp;nbsp; ห้ามล่าสัตว์ป่า&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ในตำบลเริ่มทำไปแล้ว 9 หมู่บ้านจากทั้งหมด 20 หมู่บ้าน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสุรชัยกล่าวผู้ใหญ่บ้านร่มฟ้าฯ กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; จนมีต้นไม้และป่าไม้เพิ่มมากขึ้นในเขตภูชี้ฟ้าและดอยผาหม่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะจากเดิมในช่วงฤดูแล้งจะเกิดไฟไหม้ป่าและมีการเผาป่าหญ้าคา&amp;nbsp; ทำให้ต้นไม้ต่างๆ ที่กำลังเติบโตถูกไฟเผาตาย&amp;nbsp; โดยชาวบ้านเริ่มทำแนวกันไฟตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; และซื้อวัวมาเลี้ยงแล้วปล่อยให้กินหญ้าตามชายป่า เพื่อป้องกันไม่ให้หญ้าคาและหญ้าต่างๆ เป็นเชื้อเพลิงลุกลามไหม้ต้นไม้ที่กำลังจะโต&amp;nbsp; นอกจากนี้ขี้วัวยังเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้&amp;nbsp; ทำให้มีต้นไม้เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมที่เป็นทุ่งหญ้าคาหรือเป็นภูเขาหัวโล้น&amp;nbsp; โดยตอนนี้ในเขตตำบลปอมีวัวที่ชาวบ้านปล่อยเลี้ยงอยู่ในป่าประมาณ 100 ตัว&amp;nbsp;



สล็อต789&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายประดิษฐ์&amp;nbsp; เรียวอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะทำงานสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จังหวัดพะเยามีบางพื้นที่ที่มีปัญหาคล้ายกับที่ภูชี้ฟ้า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อำเภอปง&amp;nbsp; อำเภอเชียงม่วน&amp;nbsp; ซึ่งคณะทำงานฯ จะนำประสบการณ์จากการสัมมนาครั้งนี้กลับไปวางแผนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาต่อไป&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ที่ผ่านมา&amp;nbsp; คณะทำงานฯ ได้ร่วมกันวางแผนงานการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่รอบกว๊านพะเยา&amp;nbsp; เพราะที่ผ่านมาพื้นที่รอบกว๊านประสบกับปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้งในปี 2559 &amp;nbsp;เนื่องจากมีการปล่อยน้ำออกจากกว๊านในปริมาณมาก&amp;nbsp; ทำให้น้ำในกว๊านแห้งจนถึงผืนดิน&amp;nbsp; มีปัญหาต่อระบบการผลิตน้ำประปา&amp;nbsp; ประมงพื้นบ้านหากินในกว๊านไม่ได้ &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อ 8 ชุมชนท้องถิ่นที่อยู่รอบๆ กว๊าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำในกว๊านพะเยามีหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; และมีกฎระเบียบแตกต่างกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีกรมประมง&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย &amp;nbsp;กรมที่ดิน&amp;nbsp; กรมธนารักษ์&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หากจะพัฒนากว้านโดยการขุดลอกดินก็ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์&amp;nbsp; แต่เมื่อขุดลอกแล้วก็นำดินออกไปไม่ได้&amp;nbsp; ต้องทำเรื่องไปขอฝากดินจากหน่วยงานอื่น&amp;nbsp; ส่วนประมงพื้นบ้านก็มีปัญหาเรื่องการทำมาหากินในกว๊าน&amp;nbsp; เข้าไปจับปลาไม่ได้&amp;nbsp; ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp; ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp; คณะทำงานสร้างบ้านแปงเมืองพะเยาจึงร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ จัดทำ &amp;lsquo;ธรรมนูญกว๊าน&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่รอบๆ&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง​​​​​​​ &amp;nbsp;กว๊านได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp; โดยจะนำเรื่องธรรมนูญกว๊านไปผลักดันเพื่อให้เห็นผลต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายประดิษฐ์ยกตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9449</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.เชียงราย, ชี้ฟ้า, ชุมชนพึ่งตนเอง, ประนอม  เชิมชัยภูมิ, อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า, เขตอุทยาน, เปิดเวทีสัมมนาเสริมสร้างศักยภาพผู้นำองค์กรชุมชนภาคเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afe435d7d2f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
