<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เที่ยวถ้ำ ความงามในความมืดที่แม่ฮ่องสอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใครจะไปเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ช่วงนี้คงต้องคิดหนักกันน่าดู เพราะทั้งภาคเต็มไปด้วยจุดฮอตสปอต กลายเป็นพื้นที่สีแดง ค่าฝุ่น PM 2.5 หนาแน่นจนน่ากลัว ไม่เหมาะกับการอยู่ในพื้นที่โล่ง แต่ถ้าวางโปรแกรมตระเตรียมไว้แล้วมากมาย &amp;nbsp;คงยากที่จะถอนตัว ถอยหลัง คงต้องลุยกันต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเดินทางครั้งนี้ไฮไลต์สำหรับฉันคือ การได้ไปชมความงามของถ้ำ ที่แม้ว่าจะแอบกังวลและกลัวอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนกับได้เอาชนะใจตัวเองด้วย เครื่องบินมาลงที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน เพื่อจะได้แวะเที่ยวตามเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ออบหลวง วิวธรรมชาติสร้างที่งดงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ระหว่างทางได้แวะที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง กว่าจะเดินทางมาถึงก็หลับไปหลายตื่นเลยล่ะ แสงแดดที่เจิดจ้าช่วงหน้าร้อนต้อนรับแบบจัดเต็ม ที่นี่มีไฮไลต์ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ให้เราได้ชมความงามของผาสูงชัน มีช่องเขาขาดให้น้ำไหลผ่าน เดินลัดเลาะไปตามทางเดินขึ้นไปบนสะพานที่พาดผ่านระหว่างช่องเขาขาดก็จะเห็นวิวมุมสูงของภูเขาที่เรียงซ้อนกัน และสายน้ำเชี่ยวไหลผ่านช่องเขาอย่างชัดเจน ใครมีเวลาอีกหน่อยก็สามารถเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติและดินแดนมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของที่นี่ได้ เพราะตอนนี้ภาพเขียนช้างสีขาวและสีแดงก็ดูจะเลือนรางลงเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สวนสนบ่อแก้ว ร่มรื่นในยามอากาศร้อน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ให้เสียเวลา ชาวคณะออกเดินทางต่อไปยัง อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ก่อนจะถึงยังจุดหมายเราก็ได้แวะเก็บภาพสวนสนบ่อแก้วกันสักหน่อย ร่มเงาและลมเย็นๆ จากต้นสนทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายจากการนั่งรถนานได้พอสมควร เมื่อมาถึงยังจุดหมายที่ถ้ำแก้วโกมล ถ้ำที่พบเพียง 3 ประเทศในโลก ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และประเทศจีน สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้คือ ข้อห้าม เพราะภายในถ้ำไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพและสัมผัสแร่แคลไซต์ เพราะจะทำให้ตัวแร่เสียหาย แต่สำหรับคณะเดินทางของเราได้รับอนุญาตในการบันทึกภาพและวิดีโอ เนื่องจากเป็นการนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ความพิเศษของถ้ำเริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อถ้ำที่มีความหมายว่า ถ้ำแห่งแก้วอันงาม และชื่อห้องภายในถ้ำทั้ง 5 ห้อง ห้องพระทัยธาร ห้องวิมานเมฆ ห้องเฉกหิมพานต์ ห้องม่านผาแก้ว ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผา ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระราชทานนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หินแคลไซต์ในห้องพระทัยธาร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เจ้าหน้าที่อุทยานนำทางพาเราเข้าชมภายในถ้ำ ทางเดินเป็นทางชันกับทางราบสลับกัน แต่มีบันไดให้เดินแบบสบาย บางช่วงมืด ต้องส่องไฟฉายเข้าช่วย และต้องระวังทางให้ดีๆ เดินเข้าถ้ำช่วงแรกอาจจะมืดสักหน่อย เดินถึงห้องแรก พระทัยธาร มีที่มาจากน้ำในถ้ำละลายหินปูนไหลเหมือนธารน้ำตก ซึ่งตอนนี้น้ำจะน้อยไปสักหน่อย แสงสว่างจากดวงไฟที่ติดอยู่ในถ้ำทำให้เราได้เห็นว่าภายในถ้ำถูกฉาบไปด้วยผลึกแร่แคลไซต์สีขาวใส แวววาวระยิบระยับ ยิ่งเมื่อกระทบกับแสงไฟยิ่งเห็นความวาว เดินมาถึงห้องที่สอง วิมานเมฆ ที่แร่ภายในห้องมีความคล้ายกับปุยเมฆ แต่ก็มีแร่บางส่วนที่คล้ำดำจากการสัมผัสของมนุษย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดินชมมาเรื่อยๆ จนถึงห้องที่สาม เฉกหิมพานต์ สู่ห้องที่สี่ ม่านผาแก้ว ที่ขาวโพลนไปด้วยแร่เต็มผนังถ้ำ และห้องสุดท้ายที่เป็นไฮไลต์ เพริศแพร้วมณีบุปผา ห้องนี้มีหินผลึกแร่รูปร่างต่างๆ คล้ายกับปะการัง ผลน้อยหน่า มีหินงอกหินย้อยที่เกิดจากไอน้ำ แต่ก็มีความเปราะบางและแตกหักง่าย ดังนั้นหากใครได้มีโอกาสเข้าชมก็ต้องระวัง ช่วยกันรักษาด้วยนะ อย่าลืมข้อควรจำอีกอย่างคือ ถ้ำจะปิดให้บริการเข้าชมช่วงฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทางเดินไปถ้ำปะการังและถ้ำเพชร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ให้เสียเวลา เราเดินทางมายังบ้านแม่ละนา อ.ปางมะผ้า แน่นอนชื่อเสียงเรียงนามของถ้ำในพื้นที่นี้รู้จักกันดีคือ &amp;quot;ถ้ำแม่ละนา&amp;quot; ที่มีความยาวถึง 12 กม. เรียกได้ว่ายาวที่สุดในเอเชีย แต่ที่คณะเราจะไปไม่ใช่ถ้ำแม่ละนา เป็นถ้ำปะการัง และถ้ำเพชรที่อยู่ในพื้นที่นี้เช่นกัน หลังจากทานข้าวฝีมือชาวบ้านจนอิ่มแปล้เตรียมร่างกายให้พร้อม เราก็นั่งรถไปจนถึงทางที่ต้องเดินเท้าเพราะรถเข้าไม่ถึง เนื่องจากทางสูงชันมาก ทางเดินแม้จะเป็นถนนซีเมนต์แต่ก็เดินยากและเหนื่อยไม่เบา มาถึงปากถ้ำปะการังเล่นเอาหอบแฮกๆ แต่ยังดีที่ลมที่พัดออกมาจากปากถ้ำทำให้อากาศที่ร้อนระอุเย็นขึ้นมาบ้าง การเดินถ้ำไม่ใช่ว่าอยากจะมาเดินก็มา เพื่อความปลอดภัยของตัวเองก็ควรที่จะมีเจ้าหน้าที่ดูแล หรือมีไกด์ท้องถิ่นนำทางจะดีกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปะการังจริงๆ ที่ได้กลายเป็นหิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงเทียนทอง ไกด์ท้องถิ่นของที่นี่เป็นคนพาเดินชมถ้ำ ไฟฉายโดนแจกจ่ายให้ครบทุกคน เพราะในถ้ำมืดมาก และไม่ควรจะเข้าถ้ำเกิน 10 คน เพราะอากาศข้างในอาจจะไม่พอ ความยาวของถ้ำนี้ประมาณกว่า 800 เมตร ความยากที่รับรู้เริ่มขึ้นตั้งแต่ทางลงไปยังถ้ำ แม้จะมีบันไดไม้ แต่ขาสองข้างก็ยังสั่นๆ ก้าวลงทีละก้าวอย่างช้าๆ สิ้นสุดทางไฟฉายนำทางที่สวมไว้ที่ศีรษะแต่ละคนก็ฉายภาพบรรยากาศภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย เดินลึกเข้าไปด้านในอีกก็จะพบกับหินรูปร่างคล้ายปะการังเยอะมาก สมกับชื่อของถ้ำเลย ถ้ำแห่งนี้ยังมีร่องรอยของปะการังจริงๆ บ่งบอกได้ว่าพื้นที่แห่งนี้อาจเป็นทะเลมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หินที่ก่อตัวกันคล้ายกับปะการัง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หินรูปร่างแปลกๆ ยังปรากฏให้เห็นตลอดทางเดิน ทั้งหินกรอบรูป หินย้อยหอยสังข์ หินนมสาว หินไอศกรีม ทุกชื่อที่ถูกขานเรียก ลุงเทียนทองบอกว่าชาวบ้านตั้งชื่อกันตามรูปร่างของหินนั้นๆ เดินไปสักพักก็ต้องปีนป่ายขึ้นไปตามกลุ่มหิน จะก้าวจะเหยียบจะเกาะส่วนไหนก็ต้องระวังดีๆ เลย แต่ยังดีหน่อยที่ในถ้ำอากาศเย็นๆ หายใจสะดวก ยิ่งลึกเท่าไหร่ ความงามของถ้ำก็ยิ่งชวนหลงใหล แต่ที่อดยิ้มไม่ได้คงเป็นความเชื่อของคนไทยที่มีอยู่ทุกที่จริงๆ เพราะตามรูหินที่งอกขึ้นมา พบว่ามีเงินเหรียญอยู่ด้านในไม่ใช่แค่ 1 รู แต่ยังพบถึง 3-4 รูเลย สมกับเป็นเมืองไทยเสียจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภายในถ้ำปะการังที่ไฟฉายช่วยให้เห็นความสวยงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้ำเพชรอยู่ห่างจากถ้ำปะการังไม่มากนัก ระยะทางเดินในถ้ำก็น้อยกว่าถ้ำปะการังประมาณ 300 เมตร ถ้ำนี้แค่ปากทางเข้าก็ลำบากแล้ว เพราะเป็นช่องแคบและชัน ต้องลงบันไดอย่างระวัง เกาะให้แน่น ใจก็จะหวิวๆ หน่อย แต่ก็ผ่านมาจนได้ เข้ามาปุ๊บสิ่งที่รู้สึกได้อย่างแรกเลยคือ อากาศที่ค่อนข้างร้อนและไม่ค่อยถ่ายเทเท่าถ้ำปะการัง แต่ความพิเศษของถ้ำนี้คือมีผลึกใส ส่งประกายแวววาวราวกับเพชรมากกว่า และยังเป็นผลึกใสที่ยังคงมีชีวิต ระหว่างเดินไปตามทางหัวก็ต้องระวังหินที่ย้อยลงมา ถึงทางจะแคบไปสักหน่อย ที่สีขาวใสของผลึกแร่ที่เกิดทำให้เราละสายตาไม่ได้เลย จุดพีคของถ้ำนี้คือการปีนกลุ่มหินก้อนใหญ่ขึ้นไปชมม่านผลึกใสชิ้นพิเศษ ถ้าจะให้อธิบายถึงความสวยก็ไม่รู้จะเปรียบเทียบกับสิ่งไหน ต้องลองไปสัมผัสเองถึงจะรู้ว่าคุ้มค่ามากๆ ที่ยอมเดินเหนื่อยมาไกลขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ภายในถ้ำผีแมน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ค่ำคืนอีกวันที่แม่ฮ่องสอนเราได้ไปค้างแรมกันที่โฮมสเตย์ บ้านจ่าโบ่ ชุมชนชาวลาหู่ ที่ได้รวมตัวกันเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีที่พักแรมให้ด้วย ราคาโฮมสเตย์ก็แค่หลักร้อย แต่ได้ชมวิวหลักล้าน เรียกได้ว่าตื่นเช้ามาแค่เดินออกมาจากบ้านก็ได้ชมพระอาทิตย์ดวงโตปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว และได้ลิ้มรสอาหารชนเผ่าตามฤดูกาล ชมวิถีชีวิตชาวเขาแท้ๆ ที่ไม่ปรุงแต่งแต่อย่างใด ช่วงเช้าเราออกเดินทางต่อไปยังถ้ำผีแมน ชื่อนี้เรียกตามเรื่องเล่าต่อๆ กันมา หรือเรียกตามชื่อโลงของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่า 2,500 ปี เพราะเป็นถ้ำที่มีความเชื่อ สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อเข้าไปในถ้ำคือ 1.ห้ามหัวเราะเสียงดังหรือหยอกเล่นกัน 2.ห้ามพูดคำว่าเหม็น และ 3.ห้ามเดินข้ามโลงผีแมนเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(โลงผีแมนภายในถ้ำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราเริ่มเดินลัดเลาะมาตามทางชมวิวภูเขาชิวๆ ก่อนจะมาถึงทางขึ้นถ้ำ บอกเลยว่าเทียบกับ 2 ถ้ำที่ผ่านมา หนักใจกับทางขึ้นถ้ำผีแมนมากที่สุด แต่ยังดีที่ชาวบ้านได้ทำบันไดไว้ให้ เดินขึ้นไปได้สัก 30 นาที อาการหอบก็เริ่มทำงาน แขนขาทำท่าจะไม่ไหว ถึงจะเป็นการปีนขึ้นที่มีอุปกรณ์ช่วยก็เถอะ เมื่อถึงจุดแรกเราก็พบกับโลงผีแมนทำจากไม้สักที่มีสภาพผุพังไปตามกาลเวลา ภายในถ้ำมีโลงทั้งหมด 7 โลง บางโลงก็ยังสภาพดีอยู่ แต่จะอยู่สูงขึ้นไปอีก ภายในถ้ำก็เหมือนถ้ำปกติทั่วๆ ไป เราเดินต่อ ทางเดินก็เริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีโลงที่วางขวางและเดินทางเดียว คือ ต้องเอี้ยวตัวหลบ ซึ่งต้องตั้งขา เท้าเกาะให้มั่นและค่อยย้ายตัวไปอีกฝั่งหนึ่งอย่างระวัง ตัวเองจะบาดเจ็บ ไหนจะกลัวเท้าไปโดนโลง พอผ่านมาได้ก็อดยิ้มให้กับความพยายามของตัวเองไม่ได้ ถ้ำผีแมน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่ใครจะเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าได้นะ เพราะทุกปีชาวบ้านต้องทำการขออนุญาตก่อนพานักท่องเที่ยวเข้าถ้ำเสมอ เที่ยวในถ้ำถึงแม้มันจะดูเสี่ยง อันตราย และเหนื่อยบ้าง แต่มันก็สนุกที่ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้น พอถึงตอนจะกลับก็อดเสียดายที่ไม่ได้ไปถ้ำลอด เพราะเดี๋ยวไม่ทันไฟลต์บิน แต่สัญญาเลยคราวหน้ามาจะไม่พลาด จะต้องเตรียมร่างกายมาให้พร้อมกว่านี้แน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ททท., อุทยานแห่งชาติออบหลวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caf3981e2fde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุดยอดที่เที่ยวเส้นทางเชื่อม&#039;เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เอ่ยถึงจังหวัดยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติหมายตาไว้ จ.เชียงใหม่เป็นหนึ่งในตัวเลือกอย่างไม่มีข้อกังขา เพราะเป็นเมืองหลักของเส้นทางท่องเที่ยวภาคเหนือที่เต็มไปด้วยจุดขาย ทั้งธรรมชาติป่าเขา วัดวาอารามที่มีเอกลักษณ์ สถาปัตยกรรมวิจิตรงดงาม และวิถีชีวิตของผู้คนที่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทุกซอกทุกมุมของเชียงใหม่มีเสน่ห์ชวนค้นหา ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากกว่าหนึ่งครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การตะลุยเชียงใหม่ครั้งนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นอกจากนำคณะเยือนเชียงใหม่แล้ว ยังชักชวนเที่ยวในเส้นทางเชื่อมโยงไปยังเมืองรอง จ.แม่ฮ่องสอน เพราะแหล่งท่องเที่ยวระหว่างการเดินทางสวยงามและอากาศเย็นสบายแม้เข้าหน้าร้อน เหมาะอย่างยิ่งที่จะหนีความอบอ้าวของเมืองกรุงขึ้นเหนือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานที่แรกเราไปเยือนอุทยานแห่งชาติออบหลวง ใช้เวลาในการเดินทางจากสนามบินราว 2 ชั่วโมงกว่า บนเส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียง อุทยานแห่งชาติออบหลวงตั้งอยู่ในเขต อ.จอมทอง อ.ฮอด และ อ.แม่แจ่ม เดินจากจุดจอดรถไปตามถนนไม่ไกลนัก ได้พบสะพานเชื่อมสองหน้าผา ความมหัศจรรย์ธรรมชาติที่นี่เกิดขึ้นจากการกัดเซาะของทางน้ำผ่านแนวเทือกเขาอินทนนท์และดอนปุยหลวง กลายเป็นผาหินขนาบลำน้ำที่มีช่องแคบที่สุดแค่ 2 เมตร ความยาวของช่องแคบประมาณ 300 เมตร เป็นทางน้ำไหลผ่าน และยังเป็นบริเวณที่เกิดการก่อตัวขึ้นของหินแปรอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศ สะพานสูงนี้ทำให้เราขาสั่นได้ทีเดียวเมื่อแอบมองดูด้านล่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกฝั่งได้พบเส้นทางชมดินแดนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ต้องเดินขึ้นตามแนวเขาชัน พบกับหินแกรนิตก้อนขนาดใหญ่ เดินต่อไปเป็นผาช้าง จุดชมภาพเขียนโบราณ กรมศิลปากรสำรวจพบภาพเขียนในปี 2527 โดยภาพลักษณะเป็นช้าง คน ดอกไม้ เข้ามาประกอบพิธีกรรมเมื่อ 3,000 กว่าปีมาแล้ว ที่นี่ยังมีจุดชมวิวดอยผาช้าง, ดินโป่ง, ตาน้ำ, ความหลากหลายของพรรณไม้ให้ทุกคนเที่ยวแบบแอดเวนเจอร์ทดสอบความฟิตของร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หลวงพ่อโตองค์ใหญ่)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเดินทางไปจุดหมายปลายทางที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เราแวะชมสวนสนบ่อแก้ว อยู่ไม่ไกลจากอุทยานฯ ออบหลวงมากนัก ต้นสนสูงใหญ่ตั้งแถวเรียงรายบนเนื้อที่ 2,072 ไร่ ช่วงอากาศหนาวสวนสนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ซัมเมอร์แบบนี้ก็มีลมโชย เป็นจุดแวะพักช่วยคลายความวิงเวียนจากเส้นทางคดโค้งได้ มาเที่ยวไม่ได้เข้าวัดไหว้พระจะไม่ครบรส เราไปต่อที่วัดพระธาตุจอมทอง อ.แม่สะเรียง บรรยากาศเงียบสงบ เดินขึ้นบันไดที่ทอดยาวไปสู่ยอดเขา กราบสักการะพระพุทธรูปหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดใน จ.แม่ฮ่องสอน ด้านข้างมีจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองแม่ฮ่องสอนโอบกอดด้วยภูเขาสลับซ้อนมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พระอาทิตย์ที่ดอยกิ่วลม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ให้เสียเวลา เราไปจุดชมวิวดอยกิ่วลมเพื่อยลโฉมพระอาทิตย์ตกดวงกลมโตสีส้มแดง เฝ้ารอจนลับขอบฟ้า ก็โบกมือลาไป อ.ปาย พักผ่อนด้วยการช็อป ชิม ที่ถนนคนเดินปาย ช่วงสายของวันรุ่งขึ้นเดินทางกลับเชียงใหม่ แวะ อ.แม่ริม เที่ยวชมสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ชายเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เนื้อที่ประมาณ 6,500 ไร่ มี 3 จุดที่น่าสนใจของสวนแห่งนี้ เริ่มที่จุดเส้นทางกระสุนพระอินทร์-พระราม 400 เมตร หนึ่งในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศผสมผสานระหว่างป่าผลัดใบและไม่ผลัดใบ ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่น้อยคอยบดบังแสงแดดไม่ให้ร้อน เสียงของน้ำในลำธารไหลยู่ตลอด รู้สึกได้ถึงความสบาย เดินชมพันธุ์ไม้อย่างจำปีหลวง ตะเคียนทอง หรือพันธุ์อื่นๆ แบบเพลินๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อกันที่จุดสองอีก 1 กิโลเมตรกว่าๆ เปลี่ยนมานั่งรถรางให้บริการจนไปถึงเส้นทางเดินเหนือเรือนยอดไม้ หรือ Canopy Walks เป็นทางเดินชมธรรมชาติลอยฟ้า โครงเหล็กทั้งหมดมีความแข็งแรง ออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหวได้ 6 ริกเตอร์ เส้นทางยาวกว่า 400 เมตร มีความสูง 20 เมตร และสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800 เมตร สำหรับคนไม่กลัวความสูง มองทะลุทางเดินกระจกทำให้ขาแข็งได้เหมือนกัน แต่ก็ประทับใจได้ชมธรรมชาติแบบ 360 องศา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กระบองเพชรสายพันธุ์ต่างๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่งรถต่อไปจุดสุดท้ายอีก 500 เมตร เป็นกลุ่มอาคารเรือนกระจกเฉลิมพระเกียรติ มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย มีทั้งหมด 6 เรือน เราเข้าไปชมเรือนป่าดิบชื้นที่ได้จำลองสภาพป่าและพันธุ์ไม้ในพื้นที่ พืชเฉพาะถิ่นและพืชหายากทางภาคใต้ อย่างใบมีสีทอง ปาล์มเจ้าเมืองตรัง และอีกมากมาย ภายในมีระบบไอน้ำพ่นฝอยอัตโนมัติสร้างบรรยากาศชุ่มชื่น เสียงของน้ำไหลจากผาจำลองให้ความรู้สึกเหมือนได้เที่ยวชมป่าดิบชื้นจริงๆ แล้วยังมีเรือนพืชทนแล้ง ส่วนแรกเป็นพืชจำพวกอโลเวรา ตรงกลางเป็นพืชกระบองเพชรรูปทรงแปลกตาในแต่ละพันธุ์ ส่วนที่สาม พืชดึกดำบรรพ์ อย่างปรง ถูกจัดให้เป็นสวนพืชทนแล้งดูสวยงาม บางต้นเป็นนสายพันธุ์ที่พบได้ยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผลงานของสว่างวงศ์ ยองห้วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชียงใหม่เป็นเมืองศิลปะ ก็มาเสพงานศิลป์ก่อนกลับที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยทั้งของไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยคุณอิริค บุนนาค มีทั้งแสดงเดี่ยวหรือกลุ่มหมุนเวียน 4-6 เดือน ตอนนี้โชว์ผลงานของสว่างวงศ์ ยองห้วย ศิลปินเชื้อพระวงศ์รัฐฉาน สร้างสรรค์ผลงานจากประสบการณ์ชีวิตที่เขาต้องเผชิญกับวิกฤติที่เกิดขึ้นในเมียนมา อีกส่วนเป็นผลงานไกลบ้านของปพนศักดิ์ ละออ ศิลปินไทย ที่วาดส่วนต่างๆ ของผู้คนพลัดถิ่นที่ได้พบเจอประกอบรวมกันเป็นใบหน้าคนคนหนึ่งขึ้นมา หรือผลงานวิดีโอเกี่ยวข้องกับแรงงาน แล้วยังมีประติมากรรมของศิลปินเพื่อนบ้าน ลาว เมียนมา ร่วมแสดงอย่างน่าสนใจ โดยเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่ 10.00-18.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทริปนี้เต็มที่พิชิตโค้งเส้นทางเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน แวะชมแหล่งท่องเที่ยวตามเส้นทาง แม้จะเหนื่อยบ้าง แต่สนุก ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ เมื่อเปิดใจแล้วอยากจะกลับมาอีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9411</URL_LINK>
                <HASHTAG>Canopy Walks, ดอยกิ่วลม, ดอยผาช้าง, ททท., ท่องเที่ยว, วัดพระธาตุจอมทอง, อุทยานแห่งชาติออบหลวง, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd78a9562c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
