<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113000</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานแก่งฯ ยึดคืนผืนป่า พบตัดไม้มีค่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้าตรวจพบมีการบุกรุกทำลายป่านับ 10 ไร่ อีกทั้งยังมีการตัดโค่นไม้มีค่ากว่า 30 ท่อน จึงยึดเอาไว้เป็นของกลางก่อนจะขนออกมา ระหว่างทางสวนกับกะเหรี่ยงโป่งลึกลับขี่รถจักรยานยนต์ ตรวจพบมีลูกกระสุนปืนเพียบ อ้างเอาไว้ล่าสัตว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2564 นายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี เปิดเผยว่า ตามนโยบาย/ข้อสั่งการของ ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดี อส. ให้ดำเนินการป้องกัน ปราบปรามขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่า ตัดไม้ทำลายป่า และล่าสัตว์ป่าอย่างเฉียบขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากนายอรรถพงษ์ เภาอ่อน หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ฯ และชุดเฉพาะกิจ อช.แก่งกระจาน ร่วมกับ กจ.6 เขามะเร็ว ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่บ้านห้วยครก ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พบพื้นที่ถูกบุกรุก แผ้วถาง เปิดป่าใหม่เป็นวงกว้างนับ 10 ไร่ ต้นไม้ใหญ่มีค่าถูกโค่นล้มกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่บุกรุกกว่า 30 ท่อน คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจยึดพื้นที่บุกรุกและไม้ท่อนของกลางทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชาวบ้านเข้าใจว่าแปลงบุกรุกดังกล่าวนี้ได้รับการสำรวจ/รังวัด ตามมาตรา 2564 พ.ร.บ.อุทยาน 2562 ตามแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมติ ครม. 26 พ.ย.2561 แต่พื้นที่แปลงบุกรุกดังกล่าวนี้เป็นสภาพป่าที่สมบูรณ์ อีกทั้งการสำรวจพื้นที่ถือครองของราษฎรนั้นเป็นการเตรียมความพร้อมในการเตรียมข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งราษฎรที่ได้ร่วมสำรวจพื้นที่ถือครองนั้นยังไม่ได้รับการพิจารณาให้อยู่อาศัยหรือทำกินในป่าอนุรักษ์จนกว่าจะได้รับการพิจารณา กำหนดเป็นพระราชกฤษฎีกาตามกฎหมายกำหนด ฉะนั้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ บุกรุกแผ้วถางป่า ถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจะเร่งจัดทำประกาศ ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงให้ราษฎรทุกชุมชนทราบโดยเร่งด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงไม้ของกลางออกจากพื้นที่บุกรุก เพื่อนำกลับไปเก็บรักษาไว้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้พบชายต้องสงสัยขับขี่รถจักรยานยนต์สวนมา มุ่งหน้าเข้าบ้านโป่งลึก-บางกลอย จึงเรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบ พบกระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 2 กล่อง และกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 1 กล่อง โดยอ้างว่าอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านโป่งลึก จะนำลูกปืนที่นำมาทั้งหมดไปเพื่อล่าสัตว์ป่า จึงได้จับกุมตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางส่งดำเนินคดีที่ สภ.แก่งกระจาน ตามกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113000</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัดไม้, ตัดไม้มีค่า, บุกรุกทำลายป่า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด, แก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113b5d44fbd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หน.อุทยานฯแก่งกระจาน เห็นใจชาวบางกลอยถูกกักตัว กำชับจนท.ช่วยเหลือเต็มที่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.64 - นายอิทธิพล ไทยกลม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวบ้านบางกลอยมีอาการเจ็บป่วยกว่า 30 คนรวมถึงเด็กๆเนื่องจากสภาวะขาดอาหาร นอกจากนี้ยังมีบางส่วนเสี่ยงต่อการติดโควิดว่า ขณะนี้อุทยานฯ มีการคัดกรองบุคคลภายนอกที่จะเข้าสู่พื้นที่อุทยานหรือผ่านขึ้นไปบ้านโป่งลึก-บางกลอย แต่ไม่ได้มีข้อห้ามชาวบ้านในพื้นที่เดินทางเข้าออกแต่อย่างใด ซึ่งได้ประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด ขณะเดียวกันข้อเสนอของคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีบางกลอยที่ต้องการให้ทางอุทยานฯ ตั้งจุดรับบริจาคอาหารและสิ่งของจำเป็นให้ชาวบ้านบางกลอยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพล กล่าวว่าอุทยานฯ ยินดีและพร้อมขนส่งขึ้นไปให้ถึงมือชาวบ้านทุกครอบครัว เนื่องจากเข้าใจเห็นใจชาวบ้านที่เดือดร้อนจากกรณีปัญหาที่ดินทำกินและยังได้รับผลกระทบซ้ำจากสถานการณ์โควิด รวมไปถึงการรับส่งผู้ป่วยจากหมู่บ้าน ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า หากมีชาวบ้านร้องขอหรือมีกรณีเร่งด่วนต้องให้การช่วยชาวบ้านอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ชาวบ้านยังสามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนที่ประจำอยู่ที่บ้านโป่งลึกได้อีกทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อวานนี้หลังจากมีข่าวว่าชาวบ้าน 2 ครอบครัวเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ประสานกับผู้ใหญ่บ้านโป่งลึกและบางกลอยขึ้นไปตรวจอาการ ให้ทำการกักตัวผู้มีความเสี่ยงไว้ 14 คน แต่ทุกคนยังไม่มีใครแสดงอาการป่วย ทางอุทยานได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีกรณีฉุกเฉินเรายินดีช่วยชาวบ้านและประสานหน่วยงานช่วยเหลือทันที&amp;rdquo; นายอิทธิพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพล กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านนั้น ยอมรับว่ามีความซับซ้อน เนื่องจากนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ชาวบ้านอพยพลงมาปี 2539 มีการจัดสรรที่ดินให้ แต่หลังจากนั้นมีการอพยพกันอีกหลายครั้ง ทางอุทยานฯ ก็มีการสำรวจพยายามจัดสรรที่ดินอีกหลายครั้ง แต่เนื่องด้วยที่ดินจำกัดและครอบครัวมีการขยาย จนการสำรวจล่าสุดในปี 2561 ได้พยายามแก้ปัญหา แต่ถึงปี 2564 มีจำนวนชาวบ้านเพิ่มขึ้นอีก จึงต้องใช้เวลาให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันแก้ปัญหาร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชาวบ้านต้องออกไปทำงานข้างนอก พอเจอโควิดต้องกลับมาก็ไม่มีที่ทำกิน เพราะที่ดินมีจำกัดแค่นั้น จะให้ไปถางป่าเพิ่มก็ทำไม่ได้ ส่วนมาตรา 65 พรบ.อุทยานฯ ที่ผ่อนปรนให้ชาวบ้านไปเก็บของป่าเพื่อดำรงชีพได้ ตั้งแต่ผมมาเป็นหัวหน้าที่นี่เดือนมีนาคมก็ไม่เคยปิดกั้นหรือจับกุม ชาวบ้านสามารถเข้าไปหาหน่อไม้หรือเก็บทรัพยากรที่ขึ้นทดแทนได้ หรือจับปลาได้ ยกเว้นแต่ถ้าการล่าสัตว์ใหญ่ ช้าง กวาง หรือกระทิง ที่ต้องจับกุม เราเข้าใจว่าชาวบ้านจำเป็นต้องหากิน หลังจากนี้จะเร่งการสำรวจร่วมกับชาวบ้าน จัดทำแนวขอบเขตตามมาตรา 65 ให้ชัดเจน&amp;rdquo; หัวหน้าอุทยานฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย กล่าวว่า หลังมีการยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรณีขอให้เร่งหามาตรการเยียวยาด้านปากท้องและการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังถูกอพยพโยกย้ายและต้องถูกดำเนินคดีจากการกลับขึ้นไปทำกินในพื้นที่บางกลอยบน ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิม แม้จะมีหน่วยงานลงมาในพื้นที่แต่ชาวบ้านยังต้องกินอาหารที่ได้รับบริจาคที่มีสารอาหารไม่เพียงพอ ที่มีเพียงข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือปลากระป๋องเท่านั้น สำหรับบางคนที่พอปลูกพืชอาหารในที่ดินตัวเองได้บ้าง จะเอามาขายในชุมชน แต่จากปัญหาเศรษฐกิจและโควิด-19 ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินเพียงพอซื้ออาหารเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องเข้าไปหาอาหารในป่าชาวบ้านยังกังวลมาก ทีแรกเราเจอโควิดเราก็คิดว่าเข้าไปหาอะไรกินในป่าก็ได้ พวกปลา พืชผักอะไรต่างๆ แต่ว่าตอนนี้ชาวบ้านไม่กล้า กลัวเพราะอุทยานฯ เขาอาจจะลาดตระเวนแล้วมาเจอเรา ตอนนี้ก็ยังกินอาหารเหมือนเดิม เป็นอาหารบริจาค ก็ต้องกินไปเพราะไม่มีอะไรกิน&amp;rdquo; นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพชร คำชำนาญ ผู้ประสานงานภาคี #SAVEบางกลอย กล่าวว่า สถานการณ์ความเจ็บป่วยและการขาดแคลนอาหารของชาวบ้านบางกลอยรุนแรงกว่าคาดไว้มาก เชื่อว่าเป็นการสั่งสมปัญหามาหลายปีนับตั้งแต่ถูกอพยพ เพราะชาวบ้านไม่สามารถทำกินได้ ไม่มีอาหารที่ดีกิน ถูกละเลยมาอย่างยาวนาน เหมือนเป็นระเบิดเวลาที่มาปะทุในช่วงวิกฤตโควิด-19 พอดี ขณะนี้ชาวบ้านกำลังจะอดตาย เป็นภาพสะท้อนว่าชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอยนั้นถูกมองว่าเป็นอื่นและเป็นเพียงหน่วยนับทางประชากรในสายตาของรัฐไทยมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มันคือการทิ้งให้ชาวบ้านตายจริงๆ ไม่ใช่การฆ่าด้วยวาทกรรมอีกต่อไปแล้ว พื้นที่นี้เป็นเหมือนคุกคุมขังชาวบ้านจนเกิดเป็นภาวะขาดสารอาหาร มันคือการถูกบังคับให้อพยพ ถูกบังคับให้อดอยาก คำถามคือในเมื่อสถานการณ์มันมาถึงจุดนี้แล้ว เราควรต้องบังคับกดขี่เขาต่อไปจริงๆ ไหม สังคมไทยหรือสังคมโลกจะได้อะไรจากการทำร้ายชุมชนกะเหรี่ยงที่บ้านบางกลอยหรือ เราจะภาคภูมิใจกับมรดกโลกบนความเจ็บป่วยและความตายของชาวบ้านจริงๆ หรือ&amp;rdquo; นายพชร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109184</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, บางกลอย, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e84d694a067.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2021 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2021 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮลิคอปเตอร์กรมอุทยานฯ ถูกยิงขณะบินสำรวจพื้นที่บุกรุกป่าแก่งกระจาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19&amp;nbsp;พ.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงาน&amp;nbsp;ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี&amp;nbsp;นายพิชัย วงษ์วัชรไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง)&amp;nbsp;พร้อมด้วย นายไพโรจน์ นาครักษา ผอ.สอช.สบอ.3&amp;nbsp;เพชรบุรี นส.เนตรนภา งามเนตร ผช.หน.อช.แก่งกระจาน&amp;nbsp;นายปรัชญา เกินกลาง จนท.อช.แก่งกระจาน&amp;nbsp;ร.อ.วีระชัย&amp;nbsp;เพ็งมาก และ พ.ท.ถนอม ศิริม่วงมี เจ้าหน้าที่นักบิน สป.ทส. ได้ร่วมกันนำเฮลิคอปเตอร์ รุ่น&amp;nbsp;AS350&amp;nbsp;หมายเลขทรัพยากร&amp;nbsp;1106&amp;nbsp;ควบคุมการบิน สป.ทส. ขึ้นทำการบินตรวจสอบสภาพป่าประจำเดือน พ.ค.2564&amp;nbsp;ตามแผนการบินของกองการบิน สป.ทส.โดยเฮลิคอปเตอร์บินถึงบริเวณแปลง พิกัด&amp;nbsp;wgs1984 z47P 515430E 1454519N&amp;nbsp;ที่จะเข้าดำเนินการตรวจสอบประเมินและวางแผนส่งกำลังเข้าตรวจสอบสภาพป่า&amp;nbsp;และขณะที่บินวนพื้นที่ดังกล่าวพบเห็นบุคคล&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน (ชาย&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน,หญิง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คน) วิ่งออกมาจากแนวชายป่า&amp;nbsp;เข้าไปยังเพิงพักในแปลงบุกรุก&amp;nbsp;คาดว่าเข้าไปหยิบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น 1 ใน&amp;nbsp;2 คนได้ยิงใส่เฮลิคอปเตอร์บริเวณท้ายเครื่อง จำนวน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;นัด ในระยะห่างประมาณ&amp;nbsp;10-15&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;โดย พ.ท.ถนอน นักบิน มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นปืนไทยประดิษฐ์ และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้ยินเสียงปืนอย่างชัดเจน&amp;nbsp;จากนั้นนักบินจึงนำเครื่องลงจอดที่บริเวณฐานทหารพรานใจแผ่นดิน&amp;nbsp; ห่างจากจุดที่ถูกยิง ประมาณ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;กิโลเมตร&amp;nbsp;เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องในเบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการตรวจสอบเฮลิคอปเตอร์ไม่พบร่องรอยความเสียหาย&amp;nbsp;ก่อนนักบินนำกำลังทั้งหมดกลับมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103472</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, ปืนไทยประดิษฐ์, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, เฮลิคอปเตอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210519/image_big_60a4ee10baf13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99979</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 16:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พญาเสือ&#039; ตรวจซากช้างป่าแก่งกระจาน ถูกพรานใจโหดยิง พบหัวกระสุนปืนอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.64 - นายมงคล ไชยภักดี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าหน่วยฯพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า&amp;nbsp;สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 เม.ย.64 เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนอุทยานฯแก่งกระจาน ได้ออกลาดตระเวนบริเวณป่าห้วยคมกฤต ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี พบมีการลักลอบล่าสัตว์ป่า โดยสามารถจับกุมตัวพรานป่าชาวกะหร่างได้ 1 คน พร้อมอาวุธปืนยาวลูกกรด 1 กระบอก รวมทั้งซากงูเหลือมย่าง ส่วนพรานอีก 2 คน ได้ใช้อาวุธปืนอาร์ก้า (AK 47) และอาวุธปืนลูกซอง โดยยิงใส่เจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดทางหลบหนีจำนวน 1 นัด หลังเหตุการณ์สงบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณใกล้เคียง ที่เกิดเหตุในลำห้วยตะนะ พบซากโครงกระดูกช้างป่า ขนาดโตเต็มวัย ไม่ทราบเพศ 1 ซาก จึงได้เก็บรวบรวมเพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดมีความคืบหน้า นายพนัชกร โพธิบัณฑิต ผอ.ส่วนยุทธการด้านการป้องกันและปราบปราม นายอิทธิพล ไทยมงคล หน.อุทยานฯแก่งกระจาน นายมงคล ไชยภักดี หน.หน่วยพญาเสือ น.ส.เนตรนภา งามเนตร หน.วนอุทยานฯเขานางพันธุรัตน์/จนท.พญาเสือ พร้อมพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เดินทางบุกป่าไปยังลำห้วยตะนะ ป่าห้วยคมกฤต ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน โดยใช้อุปกรณ์ตรวจจับโลหะยี่ห้อ EQUINOX 600&amp;nbsp;สแกนหาวัตถุพยานเพิ่มเติม บริเวณที่พรานกะหร่างใช้อาวุธปืนอาก้า ยิงใส่เจ้าหน้าที่ 1นัด เพื่อเปิดทางหลบหนี โดยทำการถ่ายภาพจำลองเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ เดินสแกนตรวจสอบบริเวณที่เจอซากช้างป่าในลำห้วยตะนะ พบหัวกระสุนจำนวน 55 ชิ้น กว่า 29 นัด โดยหัวกระสุนดังกล่าวคาดว่า เป็นหัวกระสุนปืนคาร์บิน 4 หัว หัวกระสุนปืนอาก้า 2 หัว หัวกระสุนปืนไรเฟิล ไม่ทราบชนิด 1 หัว หัวกระสุนปืนลูกซอง ชนิดลูกโดด 5 หัว หัวกระสุนปืน ลูกซองชนิดลูกปราย 42 เม็ด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบซากช้างป่าตัวดังกล่าวเรียบร้อย ได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่ทำการอุทยานฯแก่งกระจาน โดยตรวจพบรูกระสุนที่หัวกะโหลกจำนวน 2 รู ซึ่งจะต้องทำการสแกนโดยละเอียดต่อไป คาดว่าช้างตัวดังกล่าวตายมาแล้วไม่เกิน 2 เดือน โดยวิธีการระดมยิงด้วยความโหดเหี้ยม รูปแบบการล่าช้างดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มพรานในอดีต ที่ล่าช้างตัดเอางวง หาง และอวัยวะเพศไปขายให้พ่อค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพล ไทยมงคล กล่าวว่า ในเรื่องที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมพรานป่าชาวกะหร่างที่ผ่านมานั้น ในการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การกับเจ้าหน้าที่ไว้อย่างไร ก็ได้ทำการบันทึกภาพและเสียงเป็นคลิปวิดีโอและภาพนิ่งไว้เป็นหลักฐานอย่างถูกต้อง และเป็นธรรม ส่วนในเรื่องที่ผู้ต้องหา หลังได้รับการประกันตัวออกมา และได้ให้ข่าวไปว่า การที่เข้าไปในป่าอนุรักษ์ อ้างว่าไปหาน้ำผึ้ง ไม่ได้ไปล่าสัตว์ป่านั้น อยากถามว่าทำไมต้องเอาอาวุธปืนเข้าไปด้วย และเหตุใดไปตีผึ้ง ทำไมต้องเข้าไปในป่าลึกขนาดนั้น แค่เอาอาวุธปืนเข้าไปในป่าก็ผิดแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ส่วนจะเกี่ยวโยงกับการยิงช้างป่าหรือไม่ อยู่ในการสืบสวนหาพยานหลักฐาน และไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเรื่องยิงช้างป่าแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน และจนท.ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน กล่าวว่า จากที่เข้าตรวจสอบร่วมกับ จนท. อุทยานฯแก่งกระจาน และพบหลักฐานบริเวณที่พบซากลูกช้าง เป็นหัวกระสุนปืน อาก้า( AK 47) กระสุนปืนคาบิน และ ลูกซอง(ลูกโดดเทิน) ใช้ยิงช้าง สันนิษฐานว่า น่าจะยิงลูกช้างล้ม แล้วยิงซ้ำจนเสียชีวิต จากนั้นได้ตัดชิ้นอวัยวะของช้างไปขาย แต่ทั้งนี้พนักงานสอบสวน ยังไม่ปักใจว่าผู้ต้องหาเป็นใคร จนกว่าจะมีพยานหลักฐาน ส่วนบุคคลที่หลบหนีอีก 2 คนยังไม่ใช่เป็นผู้ต้องหาล่าลูกช้างตัวนี้ เนื่องจากหลักฐานยังไม่มี แต่ก็ขอให้มามอบตัวตามหมายเรียก ถ้าไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ พิจารณาแล้วเห็นว่า การลักลอบล่าช้างป่า ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองในเขตอุทยานฯแก่งกระจานดังกล่าว เป็นความผิดตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 จึงจัดทำบันทึกการตรวจสอบ/ตรวจยึด ซากช้างป่า และหัวกระสุนปืน ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อให้พนักงานสอบสวนส่งกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาชนิดกระสุนที่แท้จริง และจะได้ติดตามหากลุ่มผู้กระทำผิด มาดำเนินคดีต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99979</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d4ac1ce483.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 20:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 20:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รำลึก 7 ปี &#039;บิลลี่&#039; ถูกอุ้มหาย &#039;มึนอ&#039; ยังหวังทวงคืนความยุติธรรม จับคนผิดมาลงโทษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.64 -&amp;nbsp;ที่ด่านเขามะเร็ว อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้มีการจัดกิจกรรมรำลึก 7 ปีกับการหายไปของบิลลี่ หรือนายพอลละจี รักจงเจริญ โดยมีชาวบ้านบางกลอยราว 20 คน และ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ อดีตภรรยานายบิลลี่ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เข้าร่วม ทั้งนี้นายนอแอะ มีมิ ลูกชายปู่คออี้ อดีตผู้นำทางจิตวิญญาณ ได้ทำพิธีเรียกขวัญให้วิญญาณบิลลี่กลับบ้าน ขณะที่ชาวบ้านต่างวางดอกไม้แสดงความรำลึก บางคนได้เขียนข้อความแสดงความในใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มึนอ กล่าวว่า ตลอดเวลาที่บิลลี่หายไป 7 ปียังมีความหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโดยสามารถนำตัวคนที่กระทำผิดไปลงโทษได้ ซึ่งทุกวันนี้แม้บิลลี่หายไปนานแต่ยังมีปัญหาเรื่องประกันชีวิตที่ยังไม่สามารถเอาคืนได้เพราะไม่มีใบมรณะบัตรเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ออกให้ อย่างไรก็ตามยังเชื่อมั่นในดีเอสไอ(กรมสอบสวนคดีพิเศษ)เพราะได้ทำการสืบสวนสอบสวนและส่งฟ้องแต่อัยการไม่ส่งฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราอยากขอความเป็นธรรมให้กับบิลลี่และชาวบ้านบางกลอย ทำไมชาวบ้านถึงต้องออกจากบ้านเกิดของพวกเขา ปัญหาไม่ควรเกิดขึ้น รัฐบาลทำให้ปัญหาเล็กเป็นปัญหาใหญ่ เอาชาวบ้านลงมาแล้วไม่จัดพื้นที่ทำกินให้กลายเป็นปัญหามาถึงปัจจุบัน&amp;rdquo;น.ส.มึนอกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่ากรณีการหายตัวไปของบิลลี่สะท้อนกระบวนการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง เช่น การบังคับให้สูญหาย ยังไม่มีแนวทางแก้ไขและอาจจะเกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาล ที่ผ่านมา 7 ปี อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่แทบจะเป็นหน่วยงานเดียวอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะนำอำนาจหรือวิธีการที่สามารถทำได้ ยกตัวอย่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือบุคคลที่เห็นหรือจับกุมบิลลี่ในวันที่เกิดเหตุ บุคคลคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ใช้เวลาหลายปีกว่าที่หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน จนพบชิ้นส่วนของร่างกายที่อาจจะนำไปสู่การคลี่คลายคดีว่าบิลลี่ถูกบังคับให้สูญหาย ทำให้หายไป ถูกพาไปที่ไหน โดยใคร และอาจจะทำให้เกิดการเสียชีวิต เราควรจะได้ผู้กระทำผิด เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาตั้งนานแล้ว &amp;nbsp;ไม่ใช่เวลาที่กระบวนการยุติธรรมไทยจะรอให้ชาวบ้านค้นหาความจริง หรือหน่วยงานราชการด้วยกันเองไม่ทำหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลอาจจะทำให้คนผิดสามารถที่จะต่อสู้คดีได้ สุดท้ายเขาก็ไม่ต้องรับผิด จริงๆ ควรจะเก็บพยานหลักฐาน สอบสวนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าอุทยานฯ &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ที่ใกล้ชิด ในวันที่เกิดเหตุ ตั้งแต่วันแรกหรือสัปดาห์แรกๆ ก็ไม่ได้กระทำ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาหลายปี จึงมีการรับเป็นคดีพิเศษของ DSI เรามองว่ารัฐบาลนี้และรัฐบาลที่เกี่ยวข้องตลอดมาไม่มีความจริงใจในการคลี่คลาย ปล่อยให้คนผิดลอยนวล&amp;rdquo;ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99784</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีบิลลี่, พอละจี รักจงเจริญ, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607ae0a9e1b1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯแก่งกระจาน ยังไม่ชี้ชัดชาวบ้านตีผึ้งเชื่อมโยงซากช้างป่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.64 - เพจเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;Cross Cultural Foundation (CrCF) ของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้โพสต์ข้อความระบุว่าสืบเนื่องจาก สำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานข่าวเมื่อเช้าวันนี้ (14 เม.ย. 2564) ว่า เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน หน่วยพิทักษ์ป่าแก่งกระจานที่ 2 (เขาสามยอด) ได้จับกุมชาวบ้านป่าเด็ง 1 ราย คือ นายซูดิ๊ เวนะ อายุ 26 ปี ขณะที่อีก 2 รายคือ นายชิลี่ เวนะ และนายแบล๊ะทู หลบหนีไปได้ โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ยึดอาวุธปืนลูกกรดไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก อุปกรณ์เดินป่าอีกจำนวนหนึ่ง ซากงูเหลือม 1 ซาก และซากโครงกระดูกช้างป่าขนาดโตเต็มวัย ไม่ทราบเพศ คาดว่าเสียชีวิตโดยธรรมชาติ จึงได้เก็บรวบรวมเพื่อเป็นหลักฐาน และนำตัวไปทำบันทึกจับกุมก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อดำเนินคดีในข้อหาล่าสัตว์ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับข้อมูลจากอาสาสมัครสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ว่า ชาวบ้านดังกล่าวได้เดินเท้าเข้าไปบริเวณห้วยคมกฤตเพื่อไปหาน้ำผึ้ง ระหว่างทางพบกับเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนและถูกเจ้าหน้าที่ยิงปืนขู่ ชาวบ้านจึงออกจากพื้นที่และกลับมายังบ้าน ชาวบ้านไม่ได้เข้าไปล่าสัตว์หรือล่าช้าง ไม่มีอาวุธปืนอาร์ก้าหรือปืนลูกซอง อีกทั้งไม่ได้ยิงปืนเพื่อเปิดทางหนีดังการรายงานข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด การไปเก็บน้ำผึ้งของชาวบ้านก็เพื่อการยังชีพเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง วานนี้ เวลา 18:00 น. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับข้อมูลว่า นายซูดิ๊ เวนะ ได้รับประกันตัวและเดินทางกลับบ้านพักแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีความเห็นว่าการนำเสนอข่าวโดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ที่อาจมีการให้ร้ายกับชาวบ้านที่ไม่มีโอกาสชี้แจงข้อมูลนั้นหากมีลักษณะเหมารวมและสร้างอคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ได้ สื่อทุกแขนงควรมีความระมัดระวังโดยเฉพาะการนำภาพข่าวเก่า ต่างพื้นที่ คนละบริบท มาลงประกอบกับเนื้อข่าวที่ไม่ได้รับการยืนยัน หรือตรวจสอบความถูกต้องอาจสร้างความเสียหายให้กับชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ได้ จึงเสนอให้สื่อออนไลน์ได้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลของชาวบ้านประกอบการนำเสนอข่าวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายซูดิ๊ เวนะ กล่าวว่า พวกตนไปตีผึ้งเท่านั้น แต่ที่เอาปืนลูกกรดไปเพราะต้องป้องกันตัว หากเจอสัตว์ป่าเพราะหมีชอบมากินน้ำผึ้ง โดยได้เจอเจ้าหน้าที่ตอนเวลา 15.00 น. เมื่อตนถูกจับคนเดียวอยู่กลางป่าจึงรู้สึกหวาดกลัว โดยเจ้าหน้าที่พยายามให้บอกว่า 2 คนที่หนีไปได้ยิงข่มขู่ จริงๆสองคนที่วิ่งหนีไม่ได้มีอาวุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯบอกว่าสองคนยิงปืนขู่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายซูดิ๊กล่าวว่า เขาไม่มีปืนจะยิงขู่เจ้าหน้าที่ได้อย่างไร เมื่อถามถึงซากกระดูกช้างที่พบในลำห้วย นายซูดิ๊กกล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่อง เพียงแต่เจ้าหน้าที่พยายามพูดว่ามาฆ่าช้างหรือไม่ แต่ตนไม่รู้เรื่องการล่าช้างจริงๆ ที่สำคัญคือห้วยที่พบซากช้างก็ไม่เคยไปมาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิพล ไทยกมล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวว่า ยืนยันว่ามีพราน 3 คนในพื้นที่จริง และสามารถจับปืนลูกกรดไทยประดิษฐ์ได้ โดยได้อัดคลิปปากคำไว้ว่ามาด้วยกัน 3 คน และเมื่อค้นในเป้พบว่าเป็นข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว แต่เรื่องโครงกระดูกช้างนั้น จะผูกโยงกันหรือไม่ เรายังไม่แน่ชัด ตอนนี้กำลังพิสูจน์หลักฐานอยู่เพราะยังมีข้อสงสัยลักษณะรูบนกะโหลกช้างว่าเป็นลูกปืนหรือไม่ แต่เบื้องต้นเห็นร่องรอยเป็นแผลฉกรรจ์บริเวณสะโพกที่อาจจะเกิดจากช้างชนกัน ดังนั้นจึงยังสรุปไม่ได้ว่าตายด้วยสาเหตุใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนั้นผมก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน ผมออกจากห้วยคมกฤตมาทุ่มหนึ่ง ในนั้นก็ไม่มีสัญญาณ แต่พอออกมาข่าวออกแล้ว ผมได้รายงานไปตามข้อเท็จจริงต่างๆให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว แยกเป็นสองกรณีคือจับพราน และการพบซากช้าง ส่วน 2 กรณีนี้จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ ยังไม่ทราบ&amp;rdquo;นายอิทธิพล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99592</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210415/image_big_607820e9b31c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97457</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯแก่งกระจาน ปิดประกาศให้ผู้กระทำผิดรื้อถอนเพิงพักในแปลงบุกรุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มี.ค.64 - ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี&amp;nbsp;นางรุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพืชพันธ์พืช พร้อมด้วย คณะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชุดพญาเสือ ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ กองการบิน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;เข้าไปติดประกาศของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน&amp;nbsp;แจ้งให้ผู้กระทำผิด ทำลาย หรือรื้อถอนเพิงพักที่ผู้กระทำทำผิดได้สร้างไว้ในแปลงพื้นที่บุกรุก&amp;nbsp;ที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจยึดไว้ทั้งหมดร่วม 18 แปลง&amp;nbsp;หลังปิดยุทธการทวงคืนพื้นป่าต้นแม่น้ำเพชร&amp;nbsp;เนื่องจากการกระทำผิดเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ.2562&amp;nbsp;เพราะฉะนั้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจยึดพื้นที่บุกรุกแผ้วถางทั้งหมด 18 แปลงแล้ว ได้นำหลักฐานส่งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางรุ่งนภา&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;วันนี้ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ จัดทำประกาศหัวหน้าหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานว่า ด้วยมาตรา 35 วงเล็บหนึ่งและวงเล็บสอง โดยมาตรา 35 วงเล็บหนึ่ง ว่าด้วยการสั่งให้ผู้กระทำผิดออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุและงดเว้นการกระทำใดๆในพื้นที่เกิดเหตุ&amp;nbsp;และในส่วนของมาตรา 35 วงเล็บสองสั่งให้ผู้กระทำผิดหรือถอนเพิงพักหรือพืชผลอาสินที่ได้ดำเนินการปลูกหรือสร้างในพื้นที่เกิดเหตุ ออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานหรือให้กลับสู่สภาพเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากพื้นที่เกิดเหตุที่คณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันเข้าไปปิดประกาศ การติดประกาศของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามมาตรา 35 (1) และมาตรา 35 (2) ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ.2562&amp;nbsp;อีกทั้งทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน&amp;nbsp;ได้ดำเนินการปิดประกาศ&amp;nbsp;ณ ที่ว่าการอำเภอ&amp;nbsp;สถานีตำรวจภูธรอำเภอแก่งกระจาน&amp;nbsp;องค์การบริหารส่วนตำบล&amp;nbsp;ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และที่ทำการกำนันในพื้นที่&amp;nbsp;ดำเนินการให้ครบตามกระบวนการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อป้องกันการบุกรุกแผ้วถางต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97457</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเพชรบุรี, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605ef7892e01b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
