<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 12:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตประธานรัฐสภา ชี้ &#039;แฟลชม็อบ&#039; เกิดจากมรดกบาป คสช. แก้ปัญหาขัดแย้งไม่สะเด็ดน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.63 - นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา และ อดีตส.ส.หลายสมัย เปิดเผยถึงสถานการณ์การชุมนุม &amp;quot;แฟลชม็อบ&amp;quot; ของนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชนที่กระจายไปทั่วประเทศว่า ต้องใช้คำว่า &amp;quot;อย่างนี้ก็ยุ่งตายห่า..&amp;quot; ที่นายประสิทธิ์ กาญจวัฒน์ อดีตประธานรัฐสภาเคยอุทานวลีนี้ขณะประชุมสภาช่วงปี 2518 เพราะเกิดความวุ่นวายสับสนในระหว่างประชุมสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุทัย กล่าวว่า ปัญหาบ้านเมืองเวลานี้เป็นผลมาจากการยึดอำนาจของคสช. หรือจะเรียกว่า มรดกบาปจากการรัฐประหารปี 2557 ก็ได้ การแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกตอนนั้นถือว่าพอไปได้ แต่พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจแล้วไม่คืนอำนาจ มิหนำซ้ำ บอกว่าจะคืนความสุข ก็ไม่เห็นความสุข ตรงกันข้าม ประชาชนมีแต่ความทุกข์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเคยเตือนพล.อ.ประยุทธ์แล้วแต่ไม่ฟัง พล.อ.ประยุทธ์เป็นได้แค่กรรมการห้ามมวย อย่าลงไปต่อยเอง แต่ไม่เชื่อ แล้วเป็นไง รัฐธรรมนูญเขียนให้สืบทอดอำนาจ วางกลไกที่เป็นพวกพ้องไว้หมด คอยเล่นงานฝ่ายตรงข้าม เกือบ 7 ปี รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ล้มเหลวทุกเรื่อง คอรัปชั่นเกิดขึ้นมากมาย คนยากจนเต็มไปหมด ทำให้คนออกมาขับไล่ให้ออกจากนายกฯ แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ยอมออก อย่างนี้ก็ยุ่งตายห่า น่ะสิ&amp;quot;นายอุทัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ที่มาของคำ&amp;quot;อย่างนี้ก็ยุ่งตายห่า&amp;quot; มาจากในการทำหน้าที่ประธานนั่งบนบัลลังก์ในที่ประชุมสภาผู้แทนฯ นายประสิทธิ์พูดกระซิบกับนายประมวล กุลมาตย์ รองประธานสภาฯด้วยวลีดังกล่าวโดยลืมไปว่า ไมโครโฟนกำลังเปิดอยู่ ทำให้เสียงได้ยินไปทั่วห้องประชุมสภาฯ หนังสือพิมพ์เลยนำคำนี้ไปเขียนจนกลายเป็นคำพูดหรือวลีทีฮิตติดปากของคนทั่วไป&lt;/p&gt;


	&amp;#39;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&amp;#39;ชี้ม็อบเด็กสละสิทธิความเป็นมนุษย์รอคำสั่งจากSky Net เป็นทาสแอปฯบนมือถือ
	&amp;#39;โบว์&amp;#39;บล็อค&amp;#39;ปวิน&amp;#39;ด่ายับ!พูดบิดเบือนเป็นอาชีพ รับความชั่วไม่ไหวจริงๆ
	อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาจี้ผู้บริหารมธ.ลำปางแจ้งความคนฉีกพระบรมฉายาลักษณ์
	ฮือฮา! รัฐศาสตร์ มช. ยกเลิกเกลี้ยง 6 กิจกรรมบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย
	&amp;#39;เจ๊หน่อย&amp;#39; แขวะ &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39; เกือบ 7 ปีปกครองประเทศ ทำเก่งอยู่ 2 เรื่อง!
	ตะลึง! &amp;#39;สว.สมชาย&amp;#39; แฉแผนนักล่าอาณานิคม ถามใจคนไทยจะยอมหรือร่วมกันสู้

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81224</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช.ยึดอำนาจ, มรดกบาป คสช., อดีตประธานรัฐสภา, อุทัย พิมพ์ใจชน, แฟลชม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8e7620f00ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69144</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;อุทัย พิมพ์ใจชน&#039;สุมหัวส.ส.ร.40เสนอ3หลักการใหญ่ร่างรธน.จ่อตั้งคณะทำงานยกร่างเป็นรายมาตรา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.63 - นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)2540 เปิดเผยว่า ในการนัดพบกันของ อดีตส.ส.ร.40 เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่18มิถุนายนที่ผ่านมา ตนได้เสนอแนวคิดซึ่งทุกคนเห็นสอดคล้องต้องตรงกัน เป็นข้อยุติเบื้องต้น นั่นคือ รธน.ฉบับใหม่นั้นจะต้องธำรงไว้ในหลักการใหญ่ที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ประเทศไทยเป็นเอกรัฐ ราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ 2.มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การสืบราชสันตติวงศ์ให้เป็นไปตามกฏมณเฑียรบาล 3.ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุทัย กล่าวว่า หลักการใหญ่ทั้ง 3 นี้จะนำไปสู่การเขียนบทบัญญัติรธน.ซึ่งควรจะสั้นๆอย่างน้อย 3 - 4 มาตรา หรืออย่างมากไม่เกิน 10 มาตรา รายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจ สิทธิเสรีภาพชนชาวไทย องค์กรอิสระ กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และอื่นๆไปเขียนไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และกฏหมายต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เวลานี้เรามีกฏหมายมากมายก่ายกองบังคับใช้อยู่แล้ว ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับประชาชนตั้งแต่ปลายเล็บเท้าถึงเส้นผมบนศรีษะ บทบัญญัติอะไรที่ไม่ทันสมัยหรือไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมก็ไปแก้ไขเพิ่มเติม เป็นเรื่องรายละเอียด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุทัย กล่าวอีกว่า ตามขั้นตอนการดำเนินการของส.ส.ร.40นับจากนี้ คือ จะส่งข่าวสารไปยังส.ส.ร.40ให้ได้รับทราบ ขอให้ส่งความเห็น ข้อเสนอแนะต่อรธน.ฉบับใหม่ควรจะมีสาระหรือบทบัญญัติอย่างไร พร้อมกันนี้จะได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมารวบรวมความเห็นของอดีตส.ส.ร.40และจากสังคมภาคส่วนต่างๆเพื่อยกร่างบทบัญญัติรธน.ก่อนจะเชิญอดีตส.ส.ร.40มาประชุมเพื่อรับฟังความเห็นเพื่อขอฉันทามติและรายงานประชาชนให้ได้รับทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายอุทัยกล่าวว่า ส.ส.ร.40 ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อปี2540มีจำนวน99คน แบ่งเป็นส.ส.ร.จังหวัด76คน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ กฏหมายมหาชนและการบริหารราชการแผ่นดินอีก23คน มีเสียชีวิตไปหลายคน นอกจากนี้ก็เจ็บป่วย ชราภาพ ไม่เอื้อต่อการเดินทาง เนื่องจากเวลาผ่านมา20กว่าปีแล้ว อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออยู่และมีการติดต่อพูดคุยกันต่างเป็นห่วงบ้านเมือง การเสนอความเห็นครั้งนี้เป็นเพียงส.ส.ร.ส่วนหนึ่ง&amp;nbsp; ไม่อาจถือเป็นข้อสรุปของส.ส.ร.40ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง กลุ่มส.ส.ร.40 ที่พบปะหารือกัน ประกอบด้วย 1.นายอุทัย พิมพ์ใจชน 2.นายพนัส ทัศนียานนท์ 3.นายธงชาติ รัตนวิชา 4.บุญเลิศ คชายุทธเดช 5.นายอำนวย ไทยานนท์ 6.นายสุทธินันท์ จันทระ 7.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง 8.นายกมล สุขคะสมบัติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69144</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ส.ส.ร.ปี40, อุทัย พิมพ์ใจชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200619/image_big_5eec69c31668d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34482</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานสภาผู้แทนราษฎร &#039;คีย์แมน&#039; ยุค &#039;เสียงปริ่มน้ำ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เพราะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจที่ถ่วงดุลกัน ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่จะมีบทบาทอย่างมาก ตั้งแต่การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตลอดจนการเป็นประธานควบคุมการประชุม เพราะเสียงของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านค่อนข้าง &amp;ldquo;ปริ่มน้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภานัดแรกจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ที่จะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในชุดนี้ จึงต้องมีประสบการณ์ เชี่ยวชาญงานสภาฯ อาวุโส และบารมี เพียงพอต่อการควบคุมการประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในยุคไม่กี่ปีหลัง ประธานสภาผู้แทนราษฎร มักจะมาจากพรรคอันดับ 1 ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ไม่ว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2535 ที่มีนายมารุต บุนนาค เป็นประธานสภาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นพ.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ รัฐบาลพรรคชาติไทยในปี 2538, นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รัฐบาลพรรคความหวังใหม่ในปี 2539, นายพิชัย รัตตกุล รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2543 นายอุทัย พิมพ์ใจชน รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2544, นายโภคิน พลกุล รัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2548&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายยงยุทธ ติยะไพรัช รัฐบาลพรรคพลังประชาชนในเดือนมกราคม ปี 2551, นายชัย ชิดชอบ รัฐบาลพรรคพลังประชาชน เดือนพฤษภาคม 2551 ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในช่วงระหว่างดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ &amp;nbsp;และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2554&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการรัฐประหาร จะมีการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว. โดยในปี 2549 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน สนช. และในปี 2557 - ปัจจุบัน มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่กำลังจะมาถึง พรรคพลังประชารัฐที่มีคะแนนรวมมากที่สุดในประเทศ กับพรรคเพื่อไทยที่มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด ต่างต้องการจะผลักดันคนของพรรคตัวเองไปทำหน้าที่ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยคะแนนเสียงที่ &amp;ldquo;ปริ่มน้ำ&amp;rdquo; และ 250 ส.ว. ไม่สามารถเข้าร่วมลงมติเห็นชอบได้เหมือนกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้การแย่งชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างเข้มข้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พรรคพลังประชารัฐต้องการประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคตัวเอง เพื่อความมั่นใจในการเลือกนายกรัฐมนตรี การพิจารณากฎหมาย ตลอดจนการลงอภิปรายไม่ไว้วางใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่พรรคเพื่อไทย แม้รู้ว่าโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชารัฐเหลือน้อยนิด เพราะไม่มีเสียง 250 ส.ว.ช่วย แต่เมื่อการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรใช้ &amp;nbsp;ส.ส.เพียงอย่างเดียว จึงมีโอกาสที่ช่วงชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากพรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำให้การทำงานของฝ่ายบริหาร คือ รัฐบาลที่อยู่อีกขั้วทำงานยาก ทำให้เพิ่มโอกาสล้มรัฐบาลได้ในเวลาอันรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตามรายงานที่ออกมาว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดัน &amp;quot;สมพงษ์ อมรวิวัฒน์&amp;quot; ว่า ที่ ส.ส.เชียงใหม่ ท้าชิงตำแหน่งนี้แข่งกับพรรคพลังประชารัฐ หรือหากพลาด อดีตแกนนำกลุ่ม 16 รายนี้จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็น &amp;ldquo;ผู้นำฝ่ายค้าน&amp;rdquo; หลังจากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และแกนนำของพรรคอีกหลายคนไม่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนพรรคพลังประชารัฐ แม้ประกาศจองตำแหน่งนี้เอาไว้ แต่เมื่อดูบุคลากรในพรรคที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตัวเลือกมีน้อยนิด ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ที่มีบุคคลที่มีคุณสมบัติดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้จำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 116 ที่นั่ง คือ ตัวเลขที่พรรคพลังประชารัฐคำนวณว่า เป็นจำนวน ส.ส.ที่พรรคจะได้ หากแยกเป็นว่าที่ ส.ส.รุ่นใหม่และรุ่นเก่า พบว่า ว่าที่ ส.ส.รุ่นใหม่มีตัวเลขถึง 60 คน ขณะที่ ส.ส.รุ่นเก่า แม้บางคนจะมีประสบการณ์ หรือคุณสมบัติ แต่ต่างอยากจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมากกว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงทำให้ตัวเลือกยิ่งแคบลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุนี้จึงมีชื่อของนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่เก๋าเกมในสภา และพอมีบารมีกับพวก ส.ส.ด้วยกัน อย่าง &amp;ldquo;สุชาติ ตันเจริญ&amp;rdquo; อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ปรากฏขึ้นมา เพราะเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว เช่นเดียวกับ &amp;ldquo;วิรัช รัตนเศรษฐ&amp;rdquo; ว่าที่ ส.ส.นครราชสีมา ที่อยู่ในสภามานาน เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ มีบารมีเมื่อเทียบคนที่เหลืออื่นๆ ในพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่นั่นเป็นเพียงการพูดถึงผู้ที่มีคุณสมบัติดำรงตำแหน่งนี้ได้เท่านั้น เมื่อถึงเวลาจริงอาจไม่ใช่ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเจ้าตัวด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงแต่สเปกว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐ ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ ชำนาญกระบวนการสภา เพราะต้องมารับมือกับเสียงที่ปริ่มน้ำ เก๋าเกมรับลูกล่อลูกชนกลอีกฝ่ายได้ ตลอดจนมีบารมีแม้แต่ฝ่ายค้านยังให้ความเคารพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34482</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.บุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ, พรเพชร วิชิตชลชัย, พิชัย รัตตกุล, ยงยุทธ ติยะไพรัช, วันมูหะมัดนอร์ มะทา, อุทัย พิมพ์ใจชน, เกษมราษฎร์, โภคิน พลกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190425/image_big_5cc1bab27ff8a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
