<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 18:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ชุมชนบ้านพุเม้ยง์  ดินแดนแห่งอัตลักษณ์  วิถีวัฒนธรรม  ภูมิปัญญากะเหรี่ยงโผล่ว”  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสมจิตร&amp;nbsp; จันทร์เพ็ญ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พี่น้องชาวกะเหรี่ยงภาคตะวันตกและหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดงาน &amp;ldquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก และสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์ (ภูเหม็น) ตำบลวังทองหลาง อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี&amp;rdquo;&amp;nbsp; งานนี้ถือว่าเป็นการสานพลังพี่น้องเครือข่ายชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตกซึ่งส่วนใหญ่เป็น &amp;lsquo;กะเหรี่ยงโผล่ว&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;โปว์&amp;rsquo; (กะเหรี่ยงทางภาคเหนือส่วนใหญ่เป็น &amp;lsquo;ปกาเกอยอ&amp;rsquo;) ภายในงานมีการจัดนิทรรศการฐานการเรียนรู้ &amp;nbsp;วิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญา&amp;nbsp; อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทอผ้า&amp;nbsp; ย้อมผ้า&amp;nbsp; พืชผักที่ปลูก&amp;nbsp; การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวท้องถิ่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;ldquo;พุเม้ยง์&amp;rdquo; หรือดอกเข้าพรรษา&amp;nbsp; เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัตลักษณ์ 9 อย่างของกะเหรี่ยงโผล่วบ้านพุเม้ยง์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วบ้านพุเม้ยง์ &amp;nbsp;หรือคนภายนอกออกเสียงว่า &amp;ldquo;ภูเหม็น&amp;rdquo; สำหรับคนเมืองเพียงแค่ได้ยินชื่อบ้าน &amp;ldquo;ภูเหม็น&amp;rdquo; ก็มีคำถามชวนให้หาคำตอบว่าทำไม &amp;ldquo;ภูจึงเหม็น?&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านเล่าว่า &amp;ldquo;พุเม้ยง์&amp;rdquo;&amp;nbsp; (ออกเสียงคล้าย &amp;ldquo;พุเม่น&amp;rdquo;) หรือ &amp;ldquo;ภูเหม็น&amp;rdquo; เป็นพืชตระกูลขิง &amp;nbsp;คนไทยเรียกกันว่า &amp;ldquo;ว่านเข้าพรรษา&amp;rdquo; หรือต้นเข้าพรรษา&amp;nbsp; มีดอกสีเหลืองเป็นช่อ&amp;nbsp; จะออกดอกมากในช่วงฤดูเข้าพรรษา&amp;nbsp; (ชาวสระบุรีนิยมนำมาทำบุญถวายพระในช่วงวันเข้าพรรษา) &amp;nbsp;แต่คนภายนอกเรียกเพี้ยนจาก &amp;ldquo;พุเม้ยง์&amp;rdquo; กลายเป็นภูเหม็นจนถึงวันนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแต่งกายของผู้หญิงบ้านภูเหม็น มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ผู้หญิงจะสวมชุดเสื้อสีแดงและผ้าถุงสีแดง&amp;nbsp; เสื้อและผ้าถุงทุกบ้านจะทอใช้เอง&amp;nbsp; เสื้อจะทอสีดำและปักมือด้วยด้ายสีแดง&amp;nbsp; บางตัวใช้เวลานับปี &amp;nbsp;ช่วงว่างจากงานไร่นาจึงมาทอผ้า ลายผ้ามีความละเอียดมาก&amp;nbsp; กลางคืนแสงไฟไม่พอ&amp;nbsp; การปักด้วยมือช่วงกลางวันจะสะดวกรวดเร็วกว่า เมื่อสังเกตลายผ้าถุงอย่างละเอียดพบว่า 1 ผืน มี 3 ชิ้นต่อกัน&amp;nbsp; ผู้หญิงบ้านพุเม้ยง์บอกว่า&amp;nbsp; หากทอไม่ครบ 3 ชิ้น จะไม่ใส่เพราะถือว่ายังไม่เสร็จ เสื้อและผ้าถุงสีแดงนี้จะใส่ในโอกาสพิเศษเท่านั้น&amp;nbsp; ไม่ได้ใส่ในชีวิตประจำวันทั่วไป นอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมี &amp;ldquo;ย่าม&amp;rdquo; เอาไว้ใส่ข้าวของซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายเช่นกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัฒนธรรมการแต่งกายนี้ ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรม และเป็นอัตลักษณ์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงพุเม้ยง์ 9 ข้อ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.เจ้าวัตร (เจ้าวัด)&amp;nbsp; คือผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; จะนุ่งขาวห่มขาว&amp;nbsp; นับถือศีล 5 แบบชาวพุทธ &amp;nbsp;แต่สามารถมีครอบครัวและอยู่ในบ้าน&amp;nbsp; เพราะชาวกะเหรี่ยงไม่มีวัด เป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่างๆ ชาวกะเหรี่ยงให้ความเคารพนับถือ&amp;nbsp; 2.เจดีย์ มีลักษณะเป็นพื้นที่ 4 เหลี่ยม ทำด้วยไม้ไผ่&amp;nbsp; ใช้ในการประกอบพิธีกรรมที่สำคัญ 3.ภาษา&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงโผล่วมีภาษาพูดและตัวหนังสือเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; 4. การแต่งกาย ผู้หญิงจะสวมเสื้อผ้าสีแดง&amp;nbsp; ส่วนเด็กผู้หญิงจะสวมชุดสีขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.อาหาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงนิยมกินข้าวกับน้ำพริกต่างๆ เช่น&amp;nbsp; น้ำพริกมะเขือ&amp;nbsp; น้ำพริกปลา&amp;nbsp; น้ำพริกกะปิ&amp;nbsp; กินกับผักสด&amp;nbsp; ผักต้ม&amp;nbsp; และมีแกงต่างๆ เช่น&amp;nbsp; แกงไก่ใส่หยวก แกงเผือกมะเขือส้ม ฯลฯ ส่วนใหญ่อาหารจะมาจากพืชผักที่ปลูกเอาไว้ หากมีงานสำคัญจึงจะมีไก่หรือหมู&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.ด้ายเหลือง มีความเชื่อว่าทุกคนต้องผูกด้ายเหลืองตั้งแต่สายสะดือหลุด ด้ายเหลืองผูกข้อมือครั้งแรก เชื่อว่าเหมือนได้บวชลูกเป็นเทวดาแล้ว&amp;nbsp; และเป็นการเรียกขวัญให้อยู่กับตัว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ไร่ข้าว เมื่อก่อนชาวกะเหรี่ยงจะปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียน&amp;nbsp; แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินกับทางหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนจึงลดน้อยลงไป&amp;nbsp; พิธีกรรม &amp;nbsp;เช่น การทำขวัญข้าว&amp;nbsp; การเรียกขวัญข้าวจึงแทบสูญหายไป&amp;nbsp; 8. การละเล่น&amp;nbsp; มีการละเล่นในงานที่สำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สะบ้า&amp;nbsp; เดินขาหย่าง ตีลูกข่าง &amp;nbsp;การรำตง&amp;nbsp; ฯลฯ 9.ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ เช่น&amp;nbsp; พิธีล้างเท้าให้เจ้าวัตรหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน&amp;nbsp; เพื่อความเป็นสิริมงคล&amp;nbsp; พิธีกรรมอาบน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ขนมมิงสิทำจากข้าวเหนียวนึ่งตำในครกกระเดื่อง ใส่เกลือและงา&amp;nbsp; รสชาติหวานมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหารอัตลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงหนึ่งใน 9 ข้อ&amp;nbsp; อาหารที่นิยมทำกินกันและเลี้ยงเวลามีงานหรือพิธีที่สำคัญ&amp;nbsp; ผู้เข้าร่วมงานจะได้ลองลิ้มรสจากแม่ครัวบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขนมมิงสิ (ทองโย้)&amp;nbsp; ตำข้าวเหนียวที่นึ่งแล้วด้วยครกกระเดื่อง&amp;nbsp; จนกลายเป็นแป้งเหนียวแล้วใส่งา&amp;nbsp; ใส่เกลือ &amp;nbsp;กลิ่นงาผสมกับข้าวเหนียวหุงใหม่ ๆ หอมชวนกินเมื่อเดินเข้าสู่บริเวณงาน&amp;nbsp; จากนั้นแม่ครัวจะนำไปทอดให้กินกรอบนิด ๆ หนึบ ๆ เคี้ยวเพลินทั้งเด็กและผู้ใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แกงไก่ใส่หยวกกล้วย&amp;nbsp; ใช้เครื่องแกงพื้นบ้าน ไก่บ้าน&amp;nbsp; และหยวกกล้วย (จากต้นกล้วยที่ยังไม่เคยออกลูก)&amp;nbsp;&amp;nbsp; แกงเผือกมะเขือส้ม หากทำให้เจ้าวัตร จะใส่เนื้อปลาแทนเนื้อหมู &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ผลงานของเด็กนักเรียนบ้านตลิ่งสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดงาน &amp;ldquo;มหกรรมวัฒนธรรมชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตะวันตก&amp;rdquo; ครั้งแรกที่บ้านพุเม้ยง์นี้&amp;nbsp; พี่น้องชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้าน (200 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประมาณ 700 คน)&amp;nbsp; มาช่วยงานกันอย่างเต็มที่&amp;nbsp; และแบ่งงานกันทำ &amp;nbsp;เช่น ฝ่ายงานครัว ฝ่ายต้อนรับ&amp;nbsp; ฝ่ายจัดซุ้มนิทรรศการ&amp;nbsp; กิจกรรมสานสัมพันธ์ ฯลฯ งานนี้รวมหญิงชายทุกกลุ่มวัยทั้งผู้ใหญ่&amp;nbsp; เด็กและเยาวชน&amp;nbsp; กิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ คือ โครงการปลูกใจเยาวชนคนรักษ์มรดกโลกห้วยขาแข้งของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านตลิ่งสูง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่ง&amp;nbsp; สุริยะกานต์&amp;nbsp; ผอ.โรงเรียนบ้านตลิ่งสูง &amp;nbsp;&amp;nbsp;เล่าว่า&amp;nbsp; เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้คุณค่าของสัตว์ป่าและผืนป่ามรดกโลก เด็กได้ทำกิจกรรมดูนกเงือก รู้จักเอกลักษณ์ของนกแต่ละตัว บันทึกข้อมูลนกผ่านการวาดรูป ซึมซับและเกิดสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในงานมีการนำเสนอผลงานของเด็ก และเด็กๆ ก็มาเล่นดนตรีในงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาปนาพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรม &amp;ldquo;สืบชะตาลำน้ำพุเม้ยง์ บวชป่าต้นไม้ใหญ่ สักการะแผ่นดินบรรพชน&amp;rdquo; โดย &amp;lsquo;เจ้าวัตร&amp;rsquo; ผู้นำจิตวิญญาณ ได้พาชาวกะเหรี่ยงและผู้ร่วมพิธีเดินเวียนรอบต้นไม้ใหญ่ 3 รอบ ผู้ร่วมพิธีถือเทียนขี้ผึ้งจากธรรมชาติ&amp;nbsp; และจุดเทียนเมื่อเดินครบ 3 รอบ&amp;nbsp; มีการแนะนำครอบครัวผู้ดูแลต้นไม้ใหญ่ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น&amp;nbsp; ทั้งหมดเป็นผู้หญิง ตั้งแต่รุ่นแม่ คือ&amp;nbsp; นางโพธิ์&amp;nbsp; ภูเหม็น อายุ 58 ปี, รุ่นลูก นางบุญพึ่ง&amp;nbsp; กระแหน่ อายุ 40 ปี,&amp;nbsp; รุ่นหลาน นางสาวนารี&amp;nbsp; ภูเหม็น อายุ &amp;nbsp;32 ปี&amp;nbsp; และนางสาวประวีณา&amp;nbsp; กระแหน่ อายุ 23 ปี&amp;nbsp; จนถึงรุ่นเหลน คือ ด.ญ.ชญานิศ&amp;nbsp; ไม้เจ๊ง (หนูยิ้ม) อายุ 4 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ครอบครัวที่ดูแลต้นไม้ยักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้&amp;nbsp; คือต้นผึ้ง มีอายุประมาณ 300 ปี&amp;nbsp; ต้องใช้คนจับมือกันประมาณ 30 คนจึงจะโอบต้นไม้นี้ได้&amp;nbsp; และมีความสูงราว 30 เมตร&amp;nbsp; ครอบครัวที่ดูแลต้นไม้ต้นนี้บอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เห็นต้นไม้ต้นนี้ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; จะไม่ตัด ไม่ทำลายต้นไม้&amp;nbsp; ดีใจที่ได้ดูแลต้นไม้&amp;nbsp; และจะสืบทอดการดูแลต้นไม้จนถึงรุ่นต่อ ๆ ไป&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีพิธีปักหมุดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษชุมชนกะเหรี่ยงบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ&amp;nbsp; เวชชาชีวะ &amp;nbsp;ที่มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอเรื่อง &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญ เช่น&amp;nbsp; 1. ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าที่มีหลักฐานประจักษ์ว่าชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; 2.ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่พิพาทเรื่องที่ทำกิน ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อปกป้องและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบางให้สามารถดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเองต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษเป็นแนวคิดการจัดการพื้นที่เพื่อคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้สามารถธำรงวิถีชีวิต&amp;nbsp; บนพื้นฐานองค์ความรู้&amp;nbsp; ภูมิปัญญาตามประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผสานความรู้ใหม่&amp;nbsp; สอดคล้องกับบริบทของชุมชนท้องถิ่นที่มีนัยของความพอเพียง&amp;nbsp; มีคุณธรรม&amp;nbsp; จริยธรรม&amp;nbsp; ความยั่งยืนในกระบวนการดำรงวิถีชีวิตตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 โดยกำหนดแนวเขตเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; ครอบคลุม &amp;lsquo;พื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; พื้นที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; และพื้นที่จิตวิญาณ&amp;rsquo; ของกลุ่มชาติพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการจัดงานในวันสุดท้าย&amp;nbsp; มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดต่างๆ ที่มาร่วมงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ราชบุรี&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; สุพรรณบุรี&amp;nbsp; เพชรบุรี&amp;nbsp; และประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp; รวมทั้งบอกเล่าปัญหา&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยซึ่งทับซ้อนกับเขตป่าไม้&amp;nbsp; ป่าอนุรักษ์&amp;nbsp; อุทยาน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ซึ่งมาประกาศทีหลัง&amp;nbsp; เพราะชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่อยู่อาศัยกันมานานกว่า 100 ปีก่อนที่จะมี พ.ร.บ.ป่าไม้ฉบับต่างๆ&amp;nbsp; และปิดท้ายงานด้วยการประกาศเจตนารมณ์&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชุมชนบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; ดินแดนแห่งอัตลักษณ์&amp;nbsp; วิถีวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญากะเหรี่ยงโผล่ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า....&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;พวกเราขอเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ปฏิบัติตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วย &amp;lsquo;แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง&amp;rsquo;&amp;nbsp; อันได้แก่&amp;nbsp; การเพิกถอนพื้นที่ป่าที่มีหลักฐานประจักษ์ว่าชุมชนอยู่อาศัยมาก่อนที่จะมีการประกาศกฎหมายทับซ้อนพื้นที่ดังกล่าว&amp;nbsp; การสร้างความเข้าใจเรื่องไร่หมุนเวียน&amp;nbsp; ยุติการคุกคาม&amp;nbsp; จับกุม&amp;nbsp; ดำเนินคดี&amp;nbsp; ยึดพื้นที่ชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; การผลักดันให้มีการประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; และการผลักดันให้การทำไร่หมุนเวียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ผู้มาเยือนได้เรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วบ้านพุเม้ยง์&amp;nbsp; หลายคำตอบช่วยคลี่คลายความสงสัย ทั้งจากเอกสารประกอบการจัดงาน &amp;nbsp;ข้อมูลจากการพูดคุยกับชาวบ้าน&amp;nbsp; คำตอบที่เรียบง่าย ตามวิถีวัฒนธรรมกะเหรี่ยง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า &amp;ldquo;ลูกเรียนอยู่ชั้นไหน&amp;nbsp; อนาคตอยากให้เป็นอะไร ?&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบของแม่คนหนึ่งที่มีลูกเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นบอกว่า &amp;ldquo;อยากให้ลูกเรียนปริญญาตรี ได้งานดี ๆ เพราะการทำไร่มันเหนื่อยลำบาก &amp;nbsp;สมัยก่อนเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ&amp;nbsp; ตอนที่เตรียมเพาะปลูกพืชไร่ก็ต้องวิ่งหนีเพราะกลัวเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;เคยมีเจ้าหน้าที่จับกุมชาวบ้านข้อหาบุกรุกป่า &amp;nbsp;แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว&amp;nbsp; เพราะมีการพูดคุยแก้ปัญหาเรื่องนี้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86421</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะเหรี่ยง, ชุมชนบ้านพุเม้ยง์, พอช, วิถีวัฒนธรรม, อุทัยธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd0b03351875.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2020 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2020 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคม ลุยคิกออฟแบริเออร์ยางพาราภาคกลางนำร่องจ.อุทัยธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1 ต.ต.63-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;เป็นประธานเปิดโครงการนำการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Of) &amp;nbsp; พร้อมด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp; พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดี กรมทางหลวง นายปฐม เฉลยวาเรศ &amp;nbsp;อธิบดีกรมทางหลวงชนบท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;ได้ร่วมกันผลักดันโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยทางถนน โดยนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการทำเครื่องกั้นถนนครอบวัสดุยางพาราหรือ rubber fender berier และหลักนำทางยางธรรมชาติ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณตั้งต้นโครงการฯ เพื่อใช้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2563 วงเงินกว่า 2,700 ล้านบาท หลังจากนั้นได้เดินหน้า kick off สร้างการรับรู้กับชาวสวนยาง เริ่มจากจังหวัดจันทบุรี &amp;nbsp;ซึ่งพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานเปิดโครงการ &amp;nbsp;และกระทรวงคมนาคม ยังได้ลงพื้นที่เริ่ม kick off โครงการในหลายจังหวัด สตูล นครพนม บึงกาฬ เลย และล่าสุดที่จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งกรมทางหลวง (ทล.) และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้กำหนดแผนการดำเนินโครงการ ดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2563-2565 โดย มีปริมาณการใช้ยางพารา จำนวน 1,007,951 ตัน และจะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ ดังกล่าว มาใช้ติดตั้งบนถนนของ ทล. และ ทช. ระยะทางรวม 12,282 กิโลเมตร คิดเป็นผลประโยชน์ที่เกษตรกรชาวสวน ยางจะได้รับ จำนวน 30,108 ล้านบาท และจะมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อเปลี่ยนแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ ทดแทนที่เสื่อมเสื่อมสภาพหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ยางพาราในทุกๆ ปี ปีละไม่น้อย กว่า 336,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปริมาณการใช้ยางพาราในโครงการดังกล่าว &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมระบุว่า &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ในปี 2562 มีปริมาณการใช้น้ำอย่างพาราสดในโครงการของรัฐมากกว่า 129,000 ตัน แต่เมื่อมีโครงการนำร่องการนำยางพารามาผลิตใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยบนท้องถนนใน3เดือนนี้ พบว่า มีปริมาณการใช้ยางพารากว่า 50,000 ตัน ซึ่งถือว่า เป็นปริมาณการใช้ ที่เท่ากับปริมาณในปี 2561&amp;nbsp;
โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มั่นใจว่าโครงการยางพาราเพื่อความปลอดภัยทางถนนนี้ เมื่อมีเป้าหมายในการใช้ยางพาราแต่ละปีชัดเจน จะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้แก่ยางพาราเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โดยหลังจากการเริ่มต้นโครงการเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา 1 เดือน &amp;nbsp;ล่าสุดราคาน้ำยางพารา อยู่กิโลกรัมละ 63 &amp;nbsp;บาท ขณะที่ราคายางก้อนถ้วย มีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีนิยมผลิตเพื่อทำการขายนั้น ก่อนที่จะมีโครงการราคาเคยตกต่ำถึงกิโลกรัมละ 8 บาท &amp;nbsp;ก่อนที่จะมีการเริ่มต้นโครงการฯ แต่ ณ วันนี้ ราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 22 บาท โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป้าหมายที่จะผลักดันให้ราคายางก้อนถ้วยนี้ กิโลกรัมละ 28 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจังหวัดอุทัยธานี &amp;nbsp;เป็นจังหวัดในภาคกลางของไทย &amp;nbsp;ที่มีการปลูกยางพาราจำนวนมากโดยข้อมูลล่าสุดของการยางแห่งประเทศไทยพบว่ามีเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 1994 รายพื้นที่ปลูกยางรวมทั้งสิ้น 35, 878 ไร่ &amp;nbsp;โดยผลผลิตยางพาราแบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 598 ตันคิดเป็น 77.25% และยางก้อนถ้วย 155 ตันคิดเป็น20.0 2%( ข้อมูลณวันที่ 23 กันยายน 2563)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จังหวัดอุทัยธานียังเป็นจังหวัดที่มีสหกรณ์ชาวสวนยางที่เข้มแข็ง &amp;nbsp;โดยกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่าการดำเนินโครงการใช้ยางพาราเพื่อความปลอดภัยทางถนน ซึ่งจะใช้สหกรณ์สวนยาง เป็นกลไกในการรับซื้อยางจากชาวสวน &amp;nbsp;จะมีส่วนในการสนับสนุนให้มีการกำหนดราคารับซื้อที่สร้างรายได้แก่ชาวสวนยางในระดับที่น่าพอใจ &amp;nbsp; ทำให้ราคายางพาราในประเทศ มีเสถียรภาพได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดี ทช. กล่าวว่า ตามที่เมื่อวันที่ 25 ส.ค.63 ที่ประชุม ครม. สัญจรที่ จ.ระยอง ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง วงเงิน 2,770 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการดำเนินการระยะที่ 1 โดย ทล. และ ทช. ได้นำแบริเออร์หุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติและหลักนำทางยางธรรมชาติมาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ประกอบกับการโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณการใช้ยางพาราผิวลาดยางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (PARA AC) เหลือเพียงถนนแอสฟัลท์ติก คอนกรีต (AC) เท่านั้น รวมถึงงบประมาณเหลือจ่ายปี 63 มาใช้ รวมงบประมาณที่ใช้ในระยะที่ 1 ทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท ทั้งนี้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน พ.ย.63 ส่วนของ ทช. ดำเนินการระยะที่ 1 แบ่งเป็นใช้แบริเออร์หุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติบนถนน ทช. ระยะทาง 209 กม. ขณะที่หลักนำทางยางธรรมชาติ จะดำเนินการกว่า 300,000 ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปฐม กล่าวต่อว่า ขณะที่ระยะที่ 2 ช่วงกลาง พ.ย.นี้ จะเสนของบประมาณรายจ่ายงบกลางปี 64 เพื่อดำเนินการต่อไป จากนั้นจะประเมินความคุ้มค่า รวมถึงสถิติอุบัติเหตุของโครงการ ทั้งนี้จะดำเนินการให้เป็นไปตามแผนระยะ 3 ปี (63-65) โดยมีปริมาณการใช้ยางพารา 1,007,951 ตัน มาใช้ติดตั้งบนถนนของ ทล. และ ทช. ระยะทางรวม 12,282 กม. ใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้นกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นผลประโยชน์ที่เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับ 30,108 ล้านบาท นอกเหนือจากนี้ช่วง พ.ย.63 จะตั้งงบประมาณปี 65 เพื่อบรรจุเข้าในปีงบประมาณปี 66 ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79172</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาคกลาง, อุทัยธานี, แบริเออร์ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f7545d98122a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2020 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2020 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ป๊อบ ปองกูล’ชวนสายเที่ยวออกทัวร์เมืองรอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป๊อบ ปองกูล และวง Yes&amp;rsquo;sir Days ชวนสายเที่ยวทั้งหลายออกทัวร์เมืองรองที่มีของดีวิถีชุมชน กับโครงการ &amp;quot;Best Food Thai Carnival Uthaithani&amp;quot;&amp;nbsp; ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อตามที่รัฐบาลได้จัดทำแนวคิด Gastronomic / Tourism 4 เสาหลักแห่งการท่องเที่ยวเชิงอาหาร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดงานครั้งนี้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย การโฆษณาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ของดีของเด่นประจำจังหวัด การรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของอาหาร สร้างสรรค์เมนูใหม่จากวัตถุดิบท้องถิ่น ถือเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของไทย และเป็นการสืบสานอาหารพื้นเมือง เพื่อรักษาวัฒนธรรมอาหารและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและเกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในงานมีกิจกรรมโชว์การทำอาหารของ Celeb Chef ด้วยการปรุงอาหารเมนูคิดขึ้นมาใหม่ โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น และ การแข่งขัน &amp;ldquo;ชวนเพื่อนมาดวลแรด&amp;rdquo; &amp;ldquo;แกะดี กินเร็ว&amp;rdquo; ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการแข่งขันจะเป็นของขึ้นชื่อในจังหวัดอุทัยธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมี Food Carnival ร้านอาหาร exclusive โซนของฝาก ประจำท้องถิ่น โซนตลาดนัดรวมของดีมีสไตล์ อร่อยจนต้องบอกต่อ มาร่วมออกร้านจัดจำหน่าย และลานเทศกาลอาหารรวมของกินของอร่อยจากทั่วทุกภาค พร้อมทั้งกิจกรรมคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังวง Yes&amp;rsquo;sir Days และ ป๊อบ ปองกูล / ทำนายดวงชะตา / นวดผ่อนคลาย และ Workshop สอนการทำเมนูอาหารท้องถิ่นโดยเชฟที่มีชื่อเสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนุกไปกับกิจกรรมในงาน &amp;quot;Best Food Thai Carnival Uthaithani&amp;quot; ในรูปแบบของวิถีชีวิตไทย ชมคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ ร่วมเลือกซื้ออุดหนุนของฝาก สินค้าประจำท้องถิ่น และอาหารของอร่อยประจำจังหวัด เพราะเรื่องกินและเรื่องเที่ยวเป็นเรื่องเดียวกัน กิจกรรมดีดีแบบนี้บอกเลยว่าห้ามพลาด แล้วพบกันวันที่ 7-9 สิงหาคม 2563 ณ ลานสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ Best food thai carnival Uthaithani &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73408</URL_LINK>
                <HASHTAG>Yes’sir Days, ป๊อบ ปองกูล, อุทัยธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f2943dea9314.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2020 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2020 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘กุ้ง สุธิราช’พาดูความน่ารักของ‘อ้นน้อย’ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายการ &amp;ldquo;อึ้งทึ่งเสียว&amp;rdquo; วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม นี้ พิธีกรหนุ่ม กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ จะพาไปที่จังหวัดอุทัยธานี เพื่อไปดูสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่โดยปกติแล้ว ถ้าชาวบ้านที่ไปพบเจอตามธรรมชาติก็มักจะถูกเอามาทำเป็นเมนูอาหาร&amp;nbsp; แต่ นิคม แข็งกสิกร กลับนำสัตว์ชนิดนี้มาทำเป็นฟาร์ม เพื่อนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงอันแสนน่ารัก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ก็คือตัวอ้นป่า ที่มีลักษณะที่คล้ายกับหนูยักษ์ งานนี้ กุ้ง สุธิราช เจอหน้าครั้งแรกถึงกับตกใจ เพราะตัวจะใหญ่กว่าหนู แต่ดูแล้วมันจะมีความน่ารักมากกว่า หนุ่มกุ้งเลยได้เล่นด้วยกับเจ้าอ้นน้อยแสนรู้ ทำเอาหนุ่มกุ้งหลงรัก อยากจะเอามาเลี้ยงไว้ที่บ้านทีเดียว&amp;nbsp; นอกจากนี้หนุ่มกุ้งก็จะพาไปดูวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่น่ารักชนิดนี้กันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ตัวเล็กไปจนถึงตัวใหญ่ จะเป็นอย่างไรติดตามชมได้ใน รายการอึ้งทึ่งเสียว วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฏาคม นี้ เวลา 12.50 น. ทางช่อง 8&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72476</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุ้ง-สุธิราช วงศ์เทวัญ, ตัวอ้น, นิคม แข็งกสิกร, อุทัยธานี, อ้นป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200725/image_big_5f1be665a51f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2020 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.-พมจ.จับมือจังหวัดอุทัยธานีช่วยเหลือชุมชนชาวแพสะแกกรัง  ซ่อมลูกบวบเฟสแรก 123 ครัวเรือน-พัฒนาคุณภาพชีวิตครบวงจร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริหาร พอช.สำรวจชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี/ พอช.-พมจ.จับมือจังหวัดอุทัยธานีช่วยเหลือชุมชนชาวแพสะแกกรังที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำแล้งหนักในรอบ 50 ปี&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทาง&amp;nbsp; การทำมาหากิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยชุมชนชาวแพจะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; พัฒนาชุมชน &amp;nbsp;และคุณภาพชีวิตรอบด้าน&amp;nbsp; ขณะที่ พอช.จะสนับสนุนการซ่อมแพเฟสแรก 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; และเสนอ รมว.พม.เพื่อชงเรื่องการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพเป็นตัวอย่างการลดความเหลื่อมล้ำเข้าสู่ ครม.ต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ชุมชนชาวแพที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; กว่า 100 ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง&amp;nbsp; เนื่องจากแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณลดน้อยลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพที่ปลูกอาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบแพที่ใช้พยุงแพได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาต่างๆ ติดตามมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสัญจรทางเรือลำบาก&amp;nbsp; การเลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; การทำมาหากินลำบาก&amp;nbsp; ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; และผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนชาวแพที่ได้รับความเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพแพที่เกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ (7 มีนาคม)&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี (พมจ.) และทีม&amp;nbsp; One Home&amp;nbsp; ได้จัดประชุมร่วมกับผู้แทนชุมชนชาวแพที่วัดอุโปสถาราม (วัดโบสถ์)&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อสรุปข้อมูลการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาของชุมชนชาวแพก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ&amp;nbsp; 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&amp;nbsp; ผู้แทนชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; อายุ 51 ปี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เดิมชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังมีมากกว่า&amp;nbsp; 200 แพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่อาศัยในเรือนแพติดต่อกันมานานนับร้อยปี&amp;nbsp; ครอบครัวของตนอยู่อาศัยตั้งแต่รุ่นปู่ย่า&amp;nbsp; ปลูกแพอยู่ตรงหน้าวัดโบสถ์&amp;nbsp; แต่ในช่วงหลายสิบปีมานี้ชาวแพส่วนหนึ่งได้โยกย้ายขึ้นไปอยู่บนบก&amp;nbsp; เพราะเรือนแพจะต้องซ่อมแซมลูกบวบ(ทำด้วยไม้ไผ่เพื่อใช้พยุงแพ) ทุก ๆ 3-5 ปี&amp;nbsp; ทำให้มีภาระค่าใช้จ่าย&amp;nbsp; เพราะการซ่อมหรือเปลี่ยนลูกบวบแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 20,000 บาท&amp;nbsp; ประกอบกับช่างซ่อมลูกบวบมีน้อย&amp;nbsp; ค่าแรงก็แพง&amp;nbsp; คนที่พอจะมีเงินจึงย้ายขึ้นไปหาที่อยู่บนฝั่ง&amp;nbsp; เพราะมีความมั่นคงถาวรกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมคิด&amp;nbsp; คงห้วยรอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้คนที่อยู่ในเรือนแพ&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจน&amp;nbsp; หาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อยอยู่ในตลาด&amp;nbsp; และรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เมื่อเจอกับปัญหาความแห้งแล้งในแม่น้ำสะแกกรังที่คนแก่คนเฒ่าบอกว่าแล้งมากที่สุดในรอบ 50 ปี&amp;nbsp; จึงทำให้เกิดผลกระทบไปทั่ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เพราะทำให้แพเกยตื้น&amp;nbsp; จากที่เคยอยู่ในน้ำ&amp;nbsp; ต้องมาอยู่บนบก&amp;nbsp; ทำให้ลูกบวบที่ทำด้วยไม้ไผ่แตกหัก&amp;nbsp; การเดินทางด้วยเรือก็ไม่สะดวกเพราะน้ำแห้ง&amp;nbsp; ต้องจ้างรถสามล้อ&amp;nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; จึงอยากให้หน่วยงานต่างๆ มาให้ความช่วยเหลือ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนชุมชนชาวแพยกตัวอย่างปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม.&amp;nbsp; ทั้ง พอช.&amp;nbsp; พมจ.&amp;nbsp; และทีม One Home ร่วมกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดได้จัดกระบวนการสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนตั้งแต่วันที่ 22-23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยใช้วิธีการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; การสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; การจัดทำแผนที่ทำมือ&amp;nbsp; ถ่ายรูป&amp;nbsp; จับพิกัด GPS&amp;nbsp; ถอดข้อมูลการซ่อมแซมเรือนแพผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพจำนวน 13 คนร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลในวันนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีปัญหาและความต้องการของชุมชนชาวแพทั้งหมด&amp;nbsp; 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม 8 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปัญหาน้ำแล้ง&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การจัดการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้พิการ&amp;nbsp; เด็ก&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; อาชีพ-รายได้&amp;nbsp; ด้านวัฒนธรรม&amp;nbsp; และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่&amp;nbsp; เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; มีประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้&amp;nbsp; ดังนั้น พอช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนชาวแพจัดทำแผนปฏิบัติการทั้ง 8 ด้านขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อเสนอแผนไปยัง &amp;lsquo;คณะทำงานขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;rsquo; ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธานเพื่อแก้ไขปัญหาในเร็วๆ นี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวแพนั้น&amp;nbsp; พอช.สามารถสนับสนุนการแก้ไขปัญหาได้โดยตรง&amp;nbsp; โดยเน้นให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนงบประมาณ&amp;nbsp; และให้ชาวชุมชนช่วยกันซ่อมหรือเปลี่ยนลูกบวบไม้ไผ่&amp;nbsp; เบื้องต้นมีทั้งหมด 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; นอกจากนี้ชาวชุมชนจะต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งขึ้นมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งคณะกรรมการเป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยกันดูแลแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนแก้ปัญหาระยะยาว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เพื่อใช้ซื้อลูกบวบหรือซ่อมแซมบ้าน&amp;nbsp; และเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถรวมกลุ่มกันไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนกลุ่มอื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่มชาวชุมชนแออัดในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีที่ พอช.จะมีโครงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังนี้&amp;nbsp; จะเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาของชุมชนต่างๆ อย่างรอบด้าน&amp;nbsp; ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ความยากจน&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp; โดย พอช.จะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อพิจารณานำเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี&amp;nbsp; เพื่อเป็นตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าวในตอนท้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการแก้ไขปัญหาชาวชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังที่ได้รับผลกระทบทางด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พอช.จะดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นมีผู้ได้รับความเดือดร้อนรวมทั้งหมด 123 ครัวเรือน&amp;nbsp; คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้หลังจากที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำสะแกกรังมีปริมาณเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; (ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้) เพื่อความสะดวกในการซ่อมหรือเปลี่ยนลูกบวบใหม่&amp;nbsp; เพราะหากน้ำแล้งหรือแพเกยตื้นอยู่บนบกจะไม่สามารถเปลี่ยนลูกบวบได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน&amp;nbsp; 25,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59099</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ซ่อมลูกบวบ, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, พมจ, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., อุทัยธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200307/image_big_5e63680c06e7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2019 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2019 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มนัญญา&#039;ดันอุทัยธานีเมืองหลวงเกษตรปลอดภัย ผลิตส่งขายผู้บริโภคในกรุงเทพฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ต.ค.62- &amp;nbsp;นางสาวมนัญญา &amp;nbsp;ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ได้มีนโยบาย &amp;nbsp;บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ในการขยายช่องทางตลาดสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและปลอดสารเคมีอันตราย กระจายไปสู่ผู้บริโภค โดยจะส่งจำหน่ายให้ทางโรงเรียน &amp;nbsp;โรงพยาบาล &amp;nbsp;หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป &amp;nbsp;ให้มีโอกาสได้เลือกซื้อและบริโภคผักผลไม้ปลอดภัยได้อย่างมั่นใจและเชื่อมั่นในแหล่งผลิตและที่มาของสินค้าดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นจะใช้จังหวัดอุทัยธานีเป็นพื้นที่นำร่อง ในการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย &amp;nbsp;โดยจะสนับสนุนให้เกษตรกรที่มีความพร้อม มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงวิถีการทำการเกษตร และยกระดับจังหวัดของตัวเองให้เป็นเมืองแห่งสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยจะให้ทุกฝ่าย มาร่วมมือกันทำ และส่งผลผลิตป้อนสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคปัจจุบันที่ใส่ใจในการดูแลและรักสุขภาพกันมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องการให้อุทัยธานีเป็นจุดเริ่มทดลองทำโมเดลนำร่อง &amp;nbsp;เพราะมีความพร้อมและทุกคนจะร่วมกันปฏิรูป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บ้านตัวเอง ให้มีพื้นที่ ดิน &amp;nbsp;น้ำ &amp;nbsp;ผัก ปลาที่สะอาด ส่วนด้านตลาดจะเชื่อมโยงกับร้านค้าสหกรณ์ และตลาดโมเดิร์นเทรด ในกรุงเทพฯ ส่งสินค้าเกษตรปลอดภัยที่เกษตรกรผลิตได้ไปจำหน่ายและจะทำให้ติดตลาดให้ได้ &amp;nbsp;และเนื่องจากแหล่งผลิตอยู่ใกล้กรุงเทพ จะทำให้ผักและผลไม้มีความสดใหม่ น่าจะเป็นที่พอใจของผู้บริโภค โดยจะมีการเปิดซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ไว้ร้องรับที่ร้านสหกรณ์พระนคร กรุงเทพฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ หากสำเร็จ จะขยายไปจังหวัดอื่น &amp;nbsp;เริ่มแรกจะขอทดลองในจังหวัดเล็ก ๆ ก่อน เพราะวันนี้ประชาชนของอุทัยธานีมีความพร้อมที่จะร่วมมือกัน หากจังหวัดไหนต้องการ ก็พร้อมที่จะไปสนับสนุนต่อไป &amp;ldquo; รมช.เกษตรฯกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49088</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดสินค้าปลอดสารเคมี, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์, รมช.เกษตรฯ, อุทัยธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191029/image_big_5db7b5cc4427c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 00:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เที่ยวถิ่นฮีโร่ จังหวัดอุทัยธานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ตลาดเช้าที่อุทัยฯ อาหารอร่อย แถมราคาถูกมาก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้จักจังหวัดอุทัยธานี เมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ แต่หลายคนไม่รู้ว่าที่นี่เป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก&amp;nbsp;พระชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำสะแกกรัง และขึ้นชื่อเรื่องปลาแรดซึ่งมีรสชาติสุดอร่อย โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติของผืนป่าห้วยขาแข้ง และมีเสน่ห์ที่ผู้คนยังคงดำเนินชีวิตในแบบเรียบง่าย บ้านเรือนหลายหลังยังเป็นครึ่งไม้ครึ่งปูนอย่างที่รุ่นพ่อแม่เคยสร้างมา อาหารก็ราคาย่อมเยา รสชาติอร่อย หากใครได้ลองมาสัมผัสครั้งแรกแล้วรับรองว่าต้องคิดหวนกลับมาซ้ำอีกแน่นอน เหมือนกับเราที่ได้กลับมาอุทัยธานีอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเยือนอุทัยธานีครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้พาคณะเดินทางมาท่องเที่ยวในสไตล์สัมผัสฮีโร่ในแต่ละท้องถิ่นของเมืองอุทัยธานีที่มีหลายด้าน หลายคน โดยฮีโร่เหล่านี้ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี หรือวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือบางคนก็เป็นกลุ่มคนที่จากบ้านเกิดแล้วกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ เพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังได้สืบทอด พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนในมุมที่เรียบง่าย หลีกลี้จากความวุ่นวาย พักจากงานที่เครียดๆ ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะของเราเดินทางมาถึงถิ่นฮีโร่แห่งอำเภอบ้านไร่ในช่วงเกือบเที่ยง จุดหมายแรกของเราคือ พิพิธภัณฑ์ผ้าทอโบราณบ้านย่ายาย ของป้าจำปี ธรรมศิริ ศิลปินผ้าทอผู้ออกแบบลายผ้าที่ได้รับรางวัล&amp;nbsp;Asean Selection 2561&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการทอผ้าแบบลาวครั่ง ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเองของป้าจำปี ไม่มีการตกแต่งแบบหรูหรา หรือต้องลงทะเบียนเข้าชมด้านใน แต่ให้บรรยากาศเหมือนมาเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ที่มีของดีๆ มาให้ลูกหลานได้ชม ด้านในถูกจัดแบ่งเป็นโซนคร่าว 3 โซนเพื่อให้เข้าใจง่าย โซนด้านหน้าเป็นผ้าที่ทอขึ้นมาใหม่ มีลวดลายแบบดั้งเดิมผสมผสาน อย่างลายสร้อยสา ลายอ้อแอ้ และลายโบราณอื่นๆ ที่ตกถอดมาจากบรรพบุรุษ โซนที่เป็นลายผ้าโบราณแบบต่างๆ ซึ่งถูกจัดเก็บใส่กรอบอย่างดี และโซนที่เป็นผ้าทอซึ่งมีการทอเป็นบทกลอนตัวอักษร รูปสัตว์ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ลายผ้าที่ตกทอดมาจากรุ่นยายของป้าจำปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ป้าจำปีใจดี ได้มาเล่าให้ฟังอีกว่า เริ่มทอผ้าตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะย่ากับยายอยากให้เรียนรู้ แม้ว่าในตอนนั้นจะไม่ชอบนัก แต่ก็เรียนรู้เรื่อยมา ลายแรกที่เรียนก็คือ กุญแจลาย ซึ่งเป็นลายต้นฉบับทั้งหมดที่มี พอย่ากับยายเสียชีวิต ทิ้งสมบัติไว้ให้คือลายผ้า 2 ถุงใหญ่ ที่มีมากเป็นหลายร้อยลาย ซึ่งป้าจำปีจดจำได้เป็นอย่างดีหมดทุกลาย ต่อมาป้าจำปีจึงได้นำลายผ้าที่อยู่ในความทรงจำมาประยุกต์ในการทอเป็นรูปวิว สัตว์ และตัวอักษรที่มีวิธีการทอแบบลาวครั่ง เพราะไม่อยากให้สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาเหล่านี้หายไป และป้าจำปียังได้สอนเด็กๆ ในโรงเรียนละแวกใกล้เคียง ให้พวกเขาได้ซึมซับลายผ้าต่างๆ เพื่อสืบสานต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พี่นก และพี่กำพล ชีวิตที่เรียบง่าย กับการทำเกษตรอินทรีย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราเดินทางต่อไปยัง &amp;quot;ไร่ดินดีใจ&amp;quot; ทานอาหารมื้อเที่ยงจากวัตถุดิบที่ปลูกในไร่ โดย &amp;quot;พี่นก&amp;quot; และ &amp;quot;พี่กำพล&amp;quot; คู่รักที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านเกิดของพี่กำพล ก่อนจะทำความรู้จักไร่แห่งนี้ให้มากขึ้นคณะเราก็เตรียมตั้งวงกินข้าว อาหารบ้านๆ ที่หาทานได้ง่ายอย่าง น้ำพริกผักต้ม หมูทอดกระเทียม ต้มไก่ ไข่เจียว แต่อร่อยมาก กินกันจนอิ่มแปล้หนังท้องตึงเลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไร่แห่งนี้ยังไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นแหล่งให้นักเรียน เยาวชนได้มาเรียนรู้ จัดกิจกรรมเข้าค่ายเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกแบ่งไว้เป็นแปลงๆ ปลูกพืชผักต่างๆ มีโรงอบ สถานที่เวิร์กช็อป และบ้านที่เรียบง่าย พี่นกบอกว่าการจะปลูกอะไรที่นี่ไม่ง่ายเลย จะทำไร่ก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน ยิ่งทำเป็นแบบเกษตรอินทรีย์ยิ่งไม่มีใครเห็นด้วย เพราะดินที่อุทัยธานีเป็นดินแห้ง มีฝุ่นเยอะ แต่ด้วยความตั้งใจของเราจึงได้ลองผิดลองถูก และยอมที่จะโดนแม่ว่าบ้างในช่วงแรก แต่พอผลผลิตของเราที่ปลูกแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีออกมา ไม่ว่าข้าว งา มะกรูด ส้มซ่า ผักสวนครัวอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้ด้วย ทั้งยาสระผม แยม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ฯลฯ ก็เป็นที่ยอมรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สะพานข้ามไปยังวัดโบสถ์ ในช่วงเช้าที่แสงอรุณงดงาม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันต่อมาเราก็ถือโอกาสตื่นเช้าไปเดินตลาดเช้าใกล้กับวัดอุโบสถาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดโบสถ์ ชาวบ้านทยอยเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก แต่ที่ทำให้เราประทับใจนอกจากผัก ปลา ที่วางขายดูสดใหม่มากแล้ว เพราะส่วนใหญ่เป็นของที่ชาวบ้านปลูกเอง อีกอย่างก็คงจะเป็นราคาของ ที่น่ารักมากๆ ไม่แพงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นักท่องเที่ยวใส่บาตรยามเช้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เราได้แวะทานก๋วยจั๊บ ชามหนึ่งให้เยอะมาก คิดว่าน่าจะต้องชามละ&amp;nbsp;40&amp;nbsp;บาทแน่นอน แต่พอเก็บตังค์จริงๆ ราคาแค่ชามละ 20 บาทเท่านั้น รสชาติไม่ต้องพูดถึง เพื่อนที่มาด้วยทานหมดกันทุกคน อิ่มท้องแล้วก็ไปอิ่มบุญกันต่อ พวกเราตรงไปท่าเรือสำหรับใส่บาตร บริเวณท่าก็จะมีอาหาร ดอกไม้ที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายสำหรับใครที่ไม่ได้เตรียมของใส่บาตรมาด้วยนะ ใครว่างพอมีเวลาเหลือก็เดินเล่นยามเช้าข้ามสะพานไปกราบไหว้พระที่วัดโบสถ์ด้วยก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านนกเขา ที่เก็บของเก่า ส่งต่อความรู้ให้รุ่นลูกหลาน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ล้อหมุนต่อไปยังถนนคนเดินตรอกโรงยา ที่ร้านบ้านนกเขา ในวันเสาร์แบบนี้แน่นอนว่าต้องมีถนนคนเดินที่เป็นสินค้าจากชาวอุทัยธานี เดิมที่นี่เป็นชุมชนคนจีนอพยพ ตรงนี้เคยเป็นย่านที่มีการสูบฝิ่นอย่างถูกกฎหมาย การค้าก็คึกคัก แม้จะเคยมีช่วงเวลาที่ซบเซาและวิกฤติ แต่ในปัจจุบันยังคงอนุรักษ์สิ่งที่เป็นเรื่องราวในอดีตไว้ได้อย่างดี แต่ช่วงที่เราเดินทางมาถึงเป็นช่วงบ่าย ทำให้ได้เห็นภาพบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนในอดีต บางหลังก็มีตกแต่งปรับปรุงไปบ้าง บ้านที่เปิดเป็นร้านขายของก็จะมีคนแวะเวียนมานั่งหน้าบ้าน พูดคุยกันตามประสา ดื่มชา เล่นหมากรุก มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอบอวล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ลุงนกเขา ฮีโร่ตรอกโรงยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หนึ่งในฮีโร่ผู้ที่พัฒนาพลิกฟื้นให้ย่านชุมชนเก่าแห่งนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ลุงนกเขา รองประธานถนนคนเดินตรอกโรงยา บอกว่า เดิมทีตรอกโรงยาเป็นถิ่นของคนจีนที่ได้อพยพมา มีการค้าขายคึกคัก และอย่างที่รู้ คือ สามารถสูบฝิ่นอย่างถูกกฎหมาย แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บ้านเมืองมีการพัฒนามากขึ้น เด็กๆ ลูกหลานก็ไปเรียน ทำงานต่างถิ่นมากขึ้น ย่านนี้เลยซบเซา ถ้าไม่ทำอะไรก็คงจะเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ ตนจึงคิดที่อยากจะทำให้ย่านแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยอาศัยคนในชุมชน เปิดเป็นถนนคนเดิน และพิพิธภัณฑ์โรงฝิ่นที่กำลังตกแต่ง เป็นสถานที่ให้ความรู้และเข้าใจชุมชนแห่งนี้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บุ๊คโทเปีย ร้านหนังสืออิสระที่ใครได้มาก็หลงใหล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เดินทางต่อมายังถิ่นฮีโร่ที่สุดท้าย ที่ร้านหนังสือบุ๊คโทเปีย ร้านหนังสืออิสระของพี่อ้วน หรือ วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ที่เปิดมา 13 ปี ตึกแถว 3 ชั้นแห่งนี้ชั้นล่างถูกจัดให้เป็นพื้นที่ของหนังสือ ที่ส่วนใหญ่เป็นหนังสือวรรณกรรม มีหลากหลายแนว พื้นที่แทบจะทั้งหมดถูกจัดเป็นชั้นวางหนังสือ แบ่งทางให้เดินเลือกไว้พอประมาณ ทำให้เราชอบมาที่นี่ ได้กลิ่นอ่อนๆ ของกระดาษ เหมือนสมองได้ผ่อนคลายเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พี่อ้วน เจ้าของร้านหนังสือบุ๊คโทเปีย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พี่อ้วนเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เริ่มจากอาการที่เบื่อกรุงเทพฯ และคิดว่าอาชีพฟรีแลนซ์คงไม่ยั่งยืน เพราะโลกเปลี่ยนไป พอมีร้านหนังสือที่คิดว่าเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุด ขายหนังสือวรรณกรรม วรรณกรรมแปล และหนังสือที่เขียนเรื่องเอง เช่น เรื่อง เธอไม่เคยรู้ว่ามีเพลงนี้อยู่บนโลก และ sad cafe การเปิดร้านหนังสือยังทำให้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่เข้ามาซื้อหนังสือ มันเหมือนเป็นการเชื่อมคนที่เดินทางเข้ามากับเรา บางทียังมีนัดกันไปเที่ยว แลกเปลี่ยนความคิดกันเกี่ยวหนังสือเล่มนั้นๆ นับเป็นความสุขที่หาได้จากในเมืองที่เงียบสงบแห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราก็คิดว่าอุทัยธานีเป็นอีกจังหวัดที่เงียบ สงบ และผู้คนก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายจริงๆ ที่สำคัญเวลาขับรถไปไหน ความกังวลเรื่องรถติด รถเยอะ ก็น้อยมากจริงๆ ลองมาดูนะ แล้วจะหลงรักเมืองอุทัยฯ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30761</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, อุทัยธานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c81131faad7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
