<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>7691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใครว่าแก่แล้ว...ห้ามขับ!?!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขับรถเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของความเป็นอิสระ การพึ่งพาตนเองได้ ผู้สูงอายุไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังขับรถแม้อายุมากกว่า 60 ปี อย่างไรก็ตาม ในอนาคตข้างหน้าเมืองไทยจะมีผู้สูงอายุที่ขับรถเองมากขึ้น เพราะคนเราอายุยืนยาวขึ้น ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้าตอนนี้เรายังขับรถอยู่ เมื่อวันหนึ่งเราอายุเกิน 60 ปี เราจะเลิกขับรถหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันยังไม่มีความตื่นตัวมากนักในด้านระบบการประเมินความพร้อมของผู้สูงอายุที่ยังขับรถอยู่ ทั้งที่อุบัติเหตุทางการจราจรเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิต ซึ่งผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญ เนื่องจากสุขภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถน้อยกว่าคนหนุ่มสาว สาเหตุเพราะว่าผู้สูงอายุมักจะขับรถช้ากว่า ประสบการณ์การขับรถมีมานานกว่า มักคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และมักไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนขับรถ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้สูงอายุคนไหนขับรถยิ่งเร็วขึ้นๆ โอกาสการเกิดอุบัติเหตุยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาว โดยส่วนใหญ่ถ้าอายุเกิน 70 ปี โอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น และยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากถ้าอายุเกิน 80 ปี และถ้าเมื่อไหร่เกิดอุบัติเหตุ ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง ได้รับอันตรายมากกว่าและโอกาสถึงแก่ชีวิตสูงกว่าคนหนุ่มสาวถึง 9 เท่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขับรถต้องอาศัยกระบวนการทางร่างกายเหล่านี้ประกอบกัน คือ สมอง, สมาธิ, การตัดสินใจ, ความคล่องแคล่ว, การประสานงานของส่วนต่างๆ ของร่างกาย, กำลังกล้ามเนื้อที่เพียงพอ, การขยับส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี, การมองเห็นและการได้ยินที่ดี หากเรามีความผิดปกติในด้านใดด้านหนึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์มีปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุมากกว่า 85 ปี และมีปัญหาด้านการมองเห็น รวมถึงภาวะสมองเสื่อม กำลังกล้ามเนื้อลดลง ความว่องไวในการตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลง การทำงานระหว่างอวัยวะต่างๆ ให้ประสานกันได้ไม่ดี และสมาธิลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังอ่อนล้าง่ายถ้าต้องขับรถนานๆ ที่สำคัญ ผู้สูงอายุควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เพราะแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยอาจทำให้กระดูกแตกหักได้ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรหาเพื่อนร่วมทางในขณะขับรถจะได้ช่วยดูเส้นทาง, สัญญาณไฟจราจร หากผู้สูงอายุจำเป็นต้องขับรถไกลๆ ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนขับรถ โดยปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อแขน ขา การตอบสนองของระบบประสาท รวมถึงกระดูกข้อต่อต่างๆ หากมีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการขับรถตามลำพัง หากจำเป็นให้นำยารักษาโรค บัตรบันทึกประวัติของโรค และบัตรประจำตัวผู้ป่วยติดตัวมาด้วยเสมอ เพราะอาจเกิดอันตรายในขณะขับขี่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปคือ ผู้สูงอายุขับรถได้ถ้ากายพร้อม ใจพร้อม..จริงไหมคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7691</URL_LINK>
                <HASHTAG>การขับรถ, คุณภาพชีวิต, ปัญหาด้านการมองเห็น, ผู้สูงอายุ, สมาธิลดลง, อุบัติเหตุทางการจราจร, อุบัติเหตุที่รุนแรง, โรคประจำตัวกำเริบ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5adddec925d74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
