<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดล้อม9จุดจับ5คน! คดียิงถล่มป้อมชรบ.ยะลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ย. 62 &amp;ndash; เมื่อเวลา 05.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเข้าปิดล้อม ตรวจค้น 9 จุด ใน 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง กรงปินัง และบันนังสตา จังหวัดยะลา เพื่อเชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นกลุ่มคนเข้าโจมตีป้อมขุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านทางลุ่ม ต.ลำพะยา อ.เมือง ยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในเป้าหมายที่เข้าตรวจค้น คือที่หมู่บ้านต้นหยี หมู่ 7 ตำบลลำพะยา อำเภอเมืองยะลา ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุโจมตีป้อม ชรบ. ราว 5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก เชิญตัวผู้ต้องสงสัย 1 คน ซึ่งจากพยานหลักฐานชี้ว่าเป็นมือประกอบระเบิดแสวงเครื่องเข้าโจมตี ชรบ. โดยแต่ละเป้าหมายที่เข้าปิดล้อมตรวจค้นในวันนี้ มีข้อมูลว่าเป็นบ้านของแนวร่วมระดับปฏิบัติการ ที่ทำหน้าที่เข้าโจมตีป้อม ชรบ. ซึ่งเชิญตัวมาซักถามทั้งหมด 5 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยงานด้านมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายงานว่า เหตุถล่มยิงป้อมจุดตรวจลำพะยา น่าจะเป็นการตอบโต้กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมตัวอุสตาซรายหนึ่งในพื้นที่ จ.สตูล เมื่อวันที่ 3&amp;nbsp; ต.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ซึ่งมีหมายจับคดีความมั่นคงและมีความเชื่อมโยงกับเหตุลอบวางระเบิด อส.อำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เสียชีวิต 2 นาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากอุสตาซคนดังกล่าว เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา และเคยเป็นอุสตาซสอนอยู่ที่โรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา&amp;nbsp; ก่อนที่จะถูกออกหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้อหากบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร และได้หลบหนีกบดานอยู่ในโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ อ.ควนกาหลง จ.สตูล เป็นเวลา 14 ปี ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และรับว่าเคยเป็นแกนนำบีอาร์เอ็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังการจับกุมอุสตาซรายนี้ จึงทำให้แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดระดมแกนนำระดับปฏิบัติการณ์หลายคนที่เคยก่อเหตุและแนวร่วมในพื้นที่ทั้ง จ.ยะลา ปัตตานี รอยต่อ จ.สงขลา เข้ามาวางแผนการและเลือกเป้าหมายที่จะก่อเหตุได้ง่ายและอยู่ในพื้นที่รวมไปถึงเส้นทางหลบหนีออกนอกพื้นที่ กระทั่งป้อมดังกล่าวจึงเป็นเป้าหมายที่ใช้ก่อเหตุดังกล่าวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยงานด้านมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายงานว่าหลังการจับกุมอุสตาซรายนี้ จึงทำให้แกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดระดมแกนนำระดับปฏิบัติการณ์หลายคนที่เคยก่อเหตุและแนวร่วมในพื้นที่ทั้ง จ.ยะลา ปัตตานี รอยต่อ จ.สงขลา เข้ามาวางแผนการและเลือกเป้าหมายที่จะก่อเหตุได้ง่ายและอยู่ในพื้นที่รวมไปถึงเส้นทางหลบหนีออกนอกพื้นที่.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50256</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทหาร, ป้อมชรบ., ยะลา, ลำพะยา, อุสตาซ, โจรใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dccd6682e014.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47320</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2019 17:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2019 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝากขัง&#039;มาหะมะรอมือลี&#039;อุสตาซคดีบึ้ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-ซุ่มยิง 2 อาสา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค 62 -ที่ศาลอาญา&amp;nbsp;ถ.รัชดาภิเษก&amp;nbsp;นายพงศธร อินอำนวย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คุมตัวนายมาหะมะรอมือลี สาแม อายุ 56 ปี ครูสอนศาสนา (อุสตาซ)&amp;nbsp;โรงเรียนรุ่งอรุณวิทยา ใน จ.สตูล ชาว จ.ยะลา ผู้ต้องหาตามหมายจับเลขที่ 87/2548 ลงวันที่ 7 ม.ค. 2548 ข้อหาร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร อันเป็นความผิดฐานกบฏ, สะสมกำลังพลหรืออาวุธตระเตรียมการอื่นใดหรอสมคบกันเพื่อเป็นกบฏหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อเป็นกบฏหรอรู้ว่ามีผู้จะเป็นกบฏแล้วกระทำการใดเป็นการช่วยปกปิดไว้, ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐ หรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ การกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดหวั่นในหมู่ประชาชน อันเป็นลักษณะการกระทำผิดฐานก่อการร้าย, สะสมกำลังพลหรืออาวุธจัดหาหรือรวบรวมทรัพยสินหรือรับการฝึกการก่อการร้าย สมคบกันเพื่อก่อการร้ายหรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อก่อการร้าย มาฝากขังครั้งแรกมีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 4-15 ต.ค. 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า ผู้ต้องหาได้ร่วมกับผู้ต้องหาอื่นๆ ในคดีนี้ กระทำความผิดโดยร่วมกันเป็นกลุ่มบุคคล ร่วมกรรมดำเนินการเป็นขบวนการและมีวัตถุประสงค์แบ่งแยกดินแดนใน 5 จังหวัดชายแดนใต้คือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา มีการวางแผนและดำเนินการในลักษณะใช้วิธีการกระทำความผิดร่วมใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักรอันเป็นความผิดฐานกบฏ จากการสอบสวนข้อเท็จจริงคือการสืบสวนสอบสวนติดตามอาวุธปืนและคนร้ายในคดีปล้นปืนของทางราชการจำนวน 4 คดี ซึ่งเป็นคดีพิเศษมีอาวุธปืนที่ถูกปล้นจำนวน 4 ครั้ง รวม 478 กระบอก ยังไม่สามารถติดตามคืนได้ เหตุปล้นปืนทั้ง 4 คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนใต้ มีนายสะแปอิง บาซอ ครูใหญ่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ เป็นหัวหน้าขบวนการแบ่งแยกดินแดน เกี่ยวข้องกับการปล้นอาวุธปืนของทางราชการ รวมทั้งก่อคดีความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกหลายคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีพยานซึ่งเป็นสมาชิกในขบวนการให้การสนับสนุนจำนวนหลายปาก และในทางสอบสวนเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนชนิด เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก มาตรวจสอบพิสูจน์แล้วเป็นปืนที่ถูกปล้นไปจากกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส และการยึดอาวุธปืนชนิด เฮชเค 33 จำนวน 1 กระบอก เมื่อได้ตรวจพิสูจน์แล้วพบว่า เป็นปืนที่ปล้นมาจากอุทยานบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา จากการวิเคราะห์ผลการซักถามบุคคลจำนวนหลายร้อยคนยืนยันว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนจริงใช้ชื่อว่า บีอาร์เอ็น โค-ออร์ดิเนต (BRN co-ordinate) ในการสอบสวนพบว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันคือปี 2545 เกิดเหตุ 51 ครั้ง, ปี 2546 เกิดเหตุ 54 ครั้ง, ปี 2547 เกิดเหตุ 496 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2547 พบว่ามีการลอบยิงประมาณ 600 ครั้ง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บ 136 คน กำนันผู้ใหญ่บ้าน 30 คน เจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ 120 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจพิสูจน์ปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุพบว่า มีการนำอาวุธปืนกระบอกเดียวกันมาใช้ก่อเหตุตามสถานที่ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีกลุ่มบุคคลที่ได้ร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนในการดำเนินการอย่างเป็นขบวนการ เริ่มตั้งแต่มีการจัดตั้งมวลชน ปลุกระดม ปลูกฝังแนวความคิดโดยนำประวัติศาสตร์บางตอนและคำสอนของศาสนามาบิดเบือนในการใช้ปลุกระดม นำความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐมาอ้างเป็นเงื่อนไข จากการสอบสวนพบว่ากระบวนการดังกล่าวได้มีการวางแผนมาเป็นเวลานานเป็นแผนบันได 7 ขั้น เพื่อไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ได้ใช้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาโรงเรียนปอเนาะและตาดีกาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ใช้บังหน้าและแฝงตัวใช้เป็นฐานในการปฏิบัติการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำของขบวนการ ได้แก่ นายสะแปอิง บาซอ, นายอดุลย์ มูณี, นายการียา ยะลาแป, นายแวยูโซะ แวดือราแม และ นายหีพนี มะเร๊ะ โดยเป็นผู้ร่วมกันกำหนดนโยบายเช่น การปล้นอาวุธปืนของทางราชการ ตามนโยบายของกลุ่มที่ว่า &amp;quot;ปืนของรัฐคือปืนของเรา&amp;quot; การทำลายพืชผลทางการเกษตรและการวางนโยบายว่า หากสมาชิกคนใดจะถอนตัวออกจากขบวนการ หรือให้ข้อมูลกับทางราชการ หรือไปเป็นพยานให้กับทางราชการ แกนนำของขบวนการจะมีคำสั่งให้ฆ่าบุคคลดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทุกชนิด ทั้งจากพยานหลักฐานเดิมที่ได้มีแนวทางในการสืบสวนไว้ จากหน่วยงานต่างๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐและคดีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นที่สามารถแสดงได้ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคล ซึ่งการกระทำเป็นขบวนการและมีวัตถุประสงค์พิเศษซึ่งเป็นเรื่องของกบฏ ก่อการร้าย อังยี่ ซ่องโจร รวมถึงการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงแห่งคดีในความผิดที่กล่าวหา ในคดีนี้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเห็นว่า นายมะหะมะรอมือลี สาแม ผู้ต้องหา เป็นผู้จัดตั้งมวลชนแนวร่วมเป็นกองกำลังจัดการประชุม เพื่อหาผู้ที่จะเข้าเป็นแนวร่วมของกระบวนการโดยการปลุกระดม เผยแพร่อุดมการณ์ชาตินิยม โดยบิดเบือนคำสอนในศาสนาเป็นผู้ที่มีความคิดรุนแรงในอุดมการณ์ชาติปัตตานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2562 เวลาประมาณ 10.00 น.เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ติดตามจับกุมตัวนายมะหะมะรอมือลี สาแม ผู้ต้องหาได้ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาไม่ขอให้การใดๆ ทั้งนี้ การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างการรอผลตรวจประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอศาลฝากขังผู้ต้องหารายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่งผู้ต้องหารายนี้มีหมายจับตั้งแต่ปี 2548 และมีการประกาศให้เงินรางวัลผู้นำจับจากหน่วยงานรัฐตั้งแต่ปี 2551 เชื่อว่าผู้ต้องหาทราบถึงการถูกออกหมายจับมาโดยตลอดแต่ได้หลบหนี ในระหว่างหลบหนีได้กระทำการในลักษณะเดียวกันกับความผิดในคดีนี้อยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พบว่าเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2562 มีกลุ่มบุคคลลอบวางระเบิดและซุ่มยิงเจ้าหน้าที่อาสาสมัครชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยครูโรงเรียนควนปะ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 คนและได้รับบาดเจ็บ 4 คน จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ร่วมดำเนินการด้วยการเป็นคนจัดหาโทรศัพท์และซิมการ์ด ให้ผู้ก่อเหตุไปใช้ในการวางระเบิด ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาคำร้องแล้วสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ไม่ปรากฏว่า มีญาติหรือทนายความของนายมาหะมะรอมือลี ผู้ต้องหา&amp;nbsp;ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงนำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังไวัที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47320</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, มาหะมะรอมือลี สาแม, อุสตาซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191004/image_big_5d970def586d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหี้ยม!จ่อยิงอุสตาซดับหน้ามัสยิดปัตตานี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค. - เมื่อเวลา 10.10 น. พ.ต.ท.ทนง พวงมณี รอง ผกก.สภ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี พร้อมด้วย ตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี พร้อมด้วยกำลังตำรวจทหาร รุดไปตรวจสอบเหตุยิงกัน ที่บริเวณหน้ามัสยิดโคกนิบง&amp;nbsp; ภายในโรงเรียนอัตตัรบียะฮ์อิสลามียะฮ์ ม.1&amp;nbsp; ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี&amp;nbsp; ช่วงค่ำวันที่ 31 ก.ค. โดยมีราษฎรถูกยิงได้รับบาดเจ็บ&amp;nbsp; และนำตัวเข้ารักษาที่ รพ.ไม้แก่น&amp;nbsp; แต่ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายอดุล ซิมา อายุ 46 ปี ที่อยู่ 83/2 ม.1 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสั้น .38 เข้าที่ขมับทะลุลงคอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ หลังละหมาดเสร็จ&amp;nbsp; ก่อนกลับบ้าน แวะนั่งคุยกับเพื่อนๆ ที่เก้าอี้ม้าหินอ่อนบริเวณหน้ามัสยิด&amp;nbsp; ขณะนั้นได้มีคนร้ายจำนวน 1 คนใช้อาวุธปืนพกสั้น.38 เดินเข้ามา จ่อยิงระยะเผาขนเข้าที่ขมับทะลุคอจำนวน 1 นัด&amp;nbsp; แล้ววิ่งขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้ามัสยิดหลบหนีไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นครู หรืออุสตาซ สอนที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงเรียนอัตตัรบียะฮ์อิสลามียะฮ์ และเป็นคอเต็บมัสยิดโคกนิบง อ.ไม้แก่น อยู่ในที่เกิดเหตุ&amp;nbsp; ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเป็นเรื่องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14499</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่อยิงครูสอนศาสนา, ปัตตานี, สภ.ไม้แก่น, อุสตาซ, โจรใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180801/image_big_5b6147fa01f32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
