<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุ้ม4รมต.-&#039;เอ็งชั่ว ข้าเลว&#039;  คสช.ติดหล่ม &#039;ทักษิณ&#039; ทวงอำนาจคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;แกนนำรัฐบาล คสช.ยืนกรานปกป้อง 4 รัฐมนตรีที่ไปร่วมเป็นแกนนำ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรค และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกพรรค โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมที่อาจมีการใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ชี้แจงว่า การที่รัฐมนตรีไปทำงานการเมืองนั้น เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละบุคคล ได้ย้ำเตือนในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย รวมถึงช่วงที่เขามาขออนุญาตก็ได้บอกไปว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน อย่าทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเสียหาย เพราะในการบริการราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีทั้ง 4 คน ไม่ใช่ผู้ตัดสินหลักใน ครม. เพราะการจะออกมติอะไรจะต้องเป็นมติของ ครม.ทั้งคณะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คงไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์อะไรกับใครทั้งสิ้น ไม่ได้เอื้อประโยชน์อย่างเช่นที่ผ่านมาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะหลายคนออกมาพูดว่าจะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเคยเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า แล้วใครเป็นคนทำ ถ้าไม่มีก็แล้วไป แต่ขอร้องอย่ามาอ้างว่า วันนี้จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดการเอื้อประโยชน์อยู่แล้ว เราจะดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป สานต่องานรักษาความสงบเรียบร้อย อะไรผิดกฎหมายก็ผิดกฎหมาย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ยืนยันเหมือนกันว่า การที่ 4 รมต.ไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ทำผิด และกฎหมายไม่ได้ห้าม ขณะที่ 4 รัฐมนตรียืนยันว่า พร้อมจะสวมหมวกใบเดียวในเวลาที่เหมาะสม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า &amp;quot;กำลังหลบเลี่ยงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งความเสื่อมทางการเมือง และปัญหาวิกฤติในอดีตก็เป็นเพราะการหาช่องโหว่ของกฎหมาย เราไม่ดูเจตนารมณ์ ไม่ยึดถือเรื่องของมารยาท และธรรมาภิบาล ดังนั้นวันนี้คนที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปบริหารพรรคการเมือง ซึ่งมีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งโดยตรง ก็ต้องแสดงให้เห็นว่ายังเชื่อในหลักธรรมาภิบาล หรือเคารพในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากกว่าที่จะบอกว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ หรือไม่ผิดกฎหมาย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มองว่า 4 รัฐมนตรีควรลาออกทันที ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมืองในยุคปฏิรูป โดยเฉพาะรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันที่ประกาศเป็นรัฐบาลปฏิรูปต้องเป็นแบบอย่างของการปฏิรูปการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์ คือ ความได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมือง และเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์ของประเทศ แม้ ครม.ชุดนี้จะไม่ใช่รัฐบาลรักษาการก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในยุคปฏิรูปยิ่งต้องถือปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญยิ่งกว่ารัฐบาลรักษาการ เพราะรัฐมนตรีทั้ง 4 คนนี้เหมือนทำงานมือเดียว เนื่องจากมีข้อห้ามเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศหลายข้อหลายประการ ทำให้ประเทศได้ประโยชน์จากการทำงานของ 4 รัฐมนตรีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐมนตรีทั้ง 4 ท่านได้ทุ่มเทให้กับการปฏิรูปประเทศในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อตัดสินใจจะลงมาทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็เป็นการตัดสินใจที่ดีเพื่อให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง ก็ขอให้ยึดหลักการปฏิรูปที่เราเคยร่วมคิดร่วมทำกันมาอย่างแท้จริง&amp;rdquo; นายอลงกรณ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของ หลักธรรมาภิบาล และ เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญในยุคปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ก็วิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมืองมาโดยตลอดว่ารัฐบาลที่ไร้ธรรมาภิบาล ทำให้เกิดวิกฤติทางการเมืองจนตนเองต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไฉนพฤติกรรมของรัฐบาล คสช.กลับไร้ธรรมาภิบาลไม่ต่างจากนักการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย อ้างว่า &amp;quot;กรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่กรณีที่ ครม.หมดวาระ แต่เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีบางคนมีบทบาททางการเมืองในฐานะพรรคการเมือง ดังนั้นจะเรียกว่ารักษาการก็ไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่เบากว่าสถานการณ์ที่รัฐบาลยุบสภาฯ แล้วพากันไปลงเลือกตั้งเสียอีก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นตรรกะวิบัติสมกับฉายา &amp;quot;เนติบริกร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลชุดก่อนเมื่อมี พ.ร.ฎ.จัดการเลือกตั้งแล้วก็เป็นรัฐบาลรักษาการถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีอำนาจในการกำหนดงบประมาณแผ่นดิน การทำโครงการใหญ่ๆ หรือการแต่งตั้งโยกย้าย ยกเว้นกรณีที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องขอจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กรณีนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม นอกจากนี้ยังมีอำจาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ที่เหมือนดาบอาญาสิทธิ์ ใช้ฟาดฟันใครหรือปกป้องใครก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังตัวอย่าง กรณีการแต่งตั้ง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตแกนนำ กปปส. เป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง และแต่งตั้ง 2 พี่น้องตระกูลคุณปลื้ม นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกฯ และ นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นผู้ช่วย รมต.กระทรวงการท่องเที่ยวฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตาม ม.44 สั่งปลด พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตําแหน่งนายกเมืองพัทยา แล้วตั้ง นายสนธยา เป็นนายกเมืองพัทยาแทน สุดท้ายทั้ง นายพุทธิพงษ์ และ นายอิทธิพล (น้องชายนายสนธยา) ก็ไปปรากฏชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือพฤติกรรมการใช้อำนาจรัฐเอื้อพวกพ้อง เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ที่ไม่ต่างจากนักการเมืองในอดีต เปรียบเสมือน &amp;quot;เอ็งชั่ว ข้าเลว&amp;quot; ไม่สนใจว่าประเทศกำลังเข้าสู่การปฏิรูป แล้วจะให้ไว้ใจได้อย่างไรว่านับตั้งแต่วันนี้ถึงวันมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งหรือมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งแล้วจะไม่ใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์พวกพ้องอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาล คสช.ที่ส่งผลต่อการปฏิรูปประเทศล้มเหลว 4 ปี ส่งผลต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลเสื่อมลง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องขับไล่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร - นอมินีระบอบทักษิณ จนบาดเจ็บล้มตาย เพื่ออยากเห็นการปฏิรูปประเทศ ก่อนมีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกำลังจะจัดเลือกตั้งก่อนปฏิรูป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่นับกลุ่มมวลชนของระบอบทักษิณที่คับแค้นกองทัพใช้อำนาจปืนล้มรัฐบาลเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง แล้วเขียนรัฐธรรมนูญวางกลไกกติกาใหม่เพื่อสืบทอดอำนาจ และยังแสดงพฤติกรรมที่เอาเปรียบเพื่อนเช่นนี้อีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลายเป็นการเปิดโอกาสให้ ระบอบทักษิณ พลิกฟื้นขึ้นมาช่วงชิงอำนาจอีกครั้ง โดยล่าสุด นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินทางมาที่เกาะฮ่องกง และจะอยู่จนถึงวันที่ 8 ต.ค.นี้ โดยมีกลุ่มอดีต ส.ส. และแกนนำพรรคเพื่อไทย จากทั้ง กทม.และภาคอีสาน เดินทางไปพบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะพูดคุยหารือถึงบุคคลที่จะมาทำหน้าที่นำพรรคเพื่อไทย การประชุมคัดเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่วันที่ 28 ต.ค. นอกจากนี้ยังจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคในเครือข่ายที่ชัดเจน อย่าง พรรคเพื่อธรรม และ พรรคเพื่อชาติ ตลอดจนพรรคเครือข่ายพรรคอื่นๆ ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นการตัดคะแนนเสียงกันเองในการเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสดงว่า ทักษิณ เปิดหน้าสู้ศึกเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ทั้งที่ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ เป็นนักโทษหนีคุกในคดีทุจริต ตามหมายจับของศาลฎีกาฯ แต่รัฐบาล คสช.ซึ่งมีอำนาจพิเศษเต็มมือกลับไม่สามารถจัดการกับนักโทษ 2 คนนี้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แฝงเจตนาบั่นทอนพรรคการเมืองใหญ่ อย่างพรรคเพื่อไทย ให้ได้จำนวน ส.ส.ลดน้อยลง ด้วยระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม กาบัตรเดียว 2 ระบบ โดยหากเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่เอาคะแนนเสียงจากระบบเขต ไปรวมกับระบบบัญชีรายชื่อเหมือนเดิมอีก ก็ยังไม่สามารถบั่นทอนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีกระแสข่าวว่า ทักษิณ แก้เกมด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองสำรอง คือ พรรคเพื่อธรรม เน้นเจาะฐานเสียงภาคเหนือ ส่วน พรรคเพื่อชาติ เน้นเจาะฐานเสียงภาคใต้ ซึ่งทั้ง 2 พรรคเป็นแนวร่วมกับ พรรคเพื่อไทย รวมทั้ง พรรคอนาคตใหม่ ด้วยยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันช่วงชิงคะแนนเสียงให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งประเมินกันว่า พรรคเพื่อไทย ยังจะได้รับชัยชนะได้ ส.ส.อันดับ 1 เช่นเดิม เมื่อรวมกับพรรคแนวร่วมแล้วเชื่อว่าจะได้จำนวน ส.ส.ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อเกิน 250 เสียง หรือเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พรรคพลังประชารัฐ พรรคเครือข่าย คสช.แม้จะได้แรงหนุนจากอำนาจรัฐก็ไม่มีทางชนะอันดับ 1 ได้ หรือแม้รวมกับพรรคแนวร่วมอื่นๆ โอกาสจะได้เกิน 250 เสียงก็เป็นไปได้ยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้เครือข่าย คสช.มั่นใจว่ามีจำนวน ส.ว. 250 เสียงอยู่ในมือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของ 2 สภา หรือใช้เสียงเกิน 375 หากมีเสียงในสภาผู้แทนเกิน 126 ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคที่ชนะอันดับ 1 ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การทำเช่นนั้นแม้กฎหมายไม่ได้ห้าม และเป็นไปตามกติกาของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะฝืนความรู้สึกของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งว่าต้องการให้พรรคที่ชนะอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นไปตามประเพณีการปกครองของระบอบประชาธิปไตย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเมืองไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์หรือเป็นไปตามกฎหมายอย่างเดียว เช่น ยุค รสช. ที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นนายกฯ จากเสียงสนับสนุนข้างมากของพรรคการเมืองในสภาฯ แต่ก็ไม่มีความชอบธรรมและฝืนความรู้สึกประชาชน จนนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือกรณีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ใช้เสียงข้างมากผ่านร่าง พ.ร.ก.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย เพื่อช่วยพี่ชายตัวเองให้พ้นผิด ก็นำไปสู่การชุมนุมต่อต้านจนเกิดวิกฤติถึงบัดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาล คสช. โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพิจารณาไตร่ตรองถึงหลักธรรมาภิบาล ความชอบธรรม ไม่ฝืนความรู้ประชาชน ก่อนที่ประวัติศาสตร์เลือดจะซ้ำรอยอีก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19241</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, คสช.ติดหล่ม &#039;ทักษิณ&#039;, อุ้ม4รมต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181006/image_big_5bb8be76249b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
