<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38990</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดสรร5Gลงตัว 3ค่ายมือถือดี๊ด๊า รัฐได้5.6หมื่นล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;จัดสรรคลื่น 5G ลงตัว! 3 ค่ายมือถือคว้าใบอนุญาตความถี่ 700 MHz ถ้วนหน้า โกยเงินเข้ารัฐ 5.6 หมื่นล้าน กสทช.แบ่ง 3.6 หมื่นล้านอุ้มทีวีดิจิทัล เหลือ 2 หมื่นล้านส่งคลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจยื่นคำขอและจัดสรรชุดคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ซึ่งปรากฏว่ามีเอกชน 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด และ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มายื่นขอรับการจัดสรร &amp;nbsp;โดยหลังจากนั้น กสทช.ได้ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารหลักฐานและคุณสมบัติ ก่อนจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งผลที่ออกมาคือทั้ง 3 บริษัทผ่านคุณสมบัติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น ในช่วงบ่าย กสทช.ประกาศผลการจัดสรรคลื่น โดยพบว่าไม่มีผู้ขอรับการจัดสรรคลื่นฯ เลือกชุดคลื่นความถี่ซ้ำกัน โดย 1.คลื่นความถี่ชุดที่ 1 ช่วงความถี่วิทยุ 703-713 MHz คู่กับ 758-768 MHz บ.ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร 2.คลื่นความถี่ชุดที่ 2 ช่วงความถี่วิทยุ 713-723 MHz คู่กับ 768-778 MHz บ.ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร 3.คลื่นความถี่ชุดที่ 3 ช่วงความถี่วิทยุ 723-733 MHz คู่กับ 778-788 MHz บ.แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีราคาการอนุญาตรวมทั้งสิ้น 52,752 ล้านบาท และมีรายได้จากการจัดสรรฯ เข้ารัฐรวมภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 56,444.64 ล้านบาท โดยผู้มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรคลื่นฯ ต้องนำเงินงวดแรกพร้อมหลักประกันมาชำระให้แก่สำนักงาน กสทช. ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 15 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า หลังจากให้ 3 ค่ายมือถือรายใหญ่ อย่าง เอไอเอส ดีแทค ทรู ยื่นขอรับการจัดสรรคลื่น 700 MHz ตามเงื่อนไขการขอยืดเวลาจ่ายเงินประมูลคลื่น 900 MHz ตามคำสั่ง คสช. ที่ 4/2562 ปรากฏว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทั้ง 3 บริษัท ทำให้กระบวนการจัดสรรคลื่นเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายสามารถตกลงเลือกชุดคลื่นได้โดยไม่ซ้ำกัน ทำให้ไม่ต้องมีการเสนอราคาเพิ่ม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการจัดสรรคลื่นครั้งนี้ กสทช.จะได้รับเงิน 56,544 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้มีเงินราว 36,000 ล้านบาท ที่จะนำไปช่วยเหลือทีวีดิจิทัลที่ประสบปัญหาขาดทุนตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และยังเหลืออีก 20,000 ล้านบาท จะนำส่งเข้ากระทรวงการคลังต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การให้บริการ 5G คลื่นแค่นี้ก็คงไม่เพียงพอ จึงต้องมีการจัดสรรคลื่นเพิ่ม ทั้งในส่วนของ 2600 MHz 26-28 GHz จะมีการเสนอประมูลแบบมัลติแบรนด์ ที่จะเสนอเข้าบอร์ดอีกครั้ง ถ้าสามารถจัดสรรคลื่นได้ภายในสิ้นปีก็จะดี เพราะไม่ต้องรอเหมือนคลื่น 700 MHz ที่ต้องรอให้เคลียร์คลื่นก่อน ซึ่งประสานกับ MUX เพื่อให้ใช้งานได้ก่อน ต.ค.2563 อาจจะเป็น มิ.ย.2563&amp;quot; นายฐากรระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า คลื่นความถี่เป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจ ซึ่งเมื่อคณะที่ปรึกษาได้ให้ข้อมูลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของคลื่นแล้ว คณะกรรมการบริหารได้อนุมัติให้ยื่นข้อเสนอในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ต้องขอบคุณ กสทช. ที่ให้โอกาสในการเข้ารับจัดสรรคลื่น 700 MHz ครั้งนี้ มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยในฝั่งของทีวีดิจิทัลด้วย ก็นำเข้าบอร์ดในสัปดาห์ที่แล้ว อนุมัติให้เข้ารับการจัดสรร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า การเข้าร่วมรับการจัดสรรคลื่นในครั้งนี้เป็นไปตามที่ดีแทคสัญญาไว้ว่าจะไม่หยุดในการพัฒนาการให้บริการ ยินดียิ่งที่ได้คลื่นย่านนี้เพื่อนำมาให้บริการแก่ลูกค้า และเป็นการก้าวสู่การให้บริการ 5G ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้งานคลื่นความถี่อีกมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz ที่นำมาจัดสรรในครั้งนี้ มีจำนวน 30 MHz แบ่งจำนวนใบอนุญาตออกเป็น 3 ใบ (3 ชุดคลื่นความถี่) ใบอนุญาตละ 10 MHz ราคาการจัดสรรคลื่นความถี่อยู่ที่ 17,584 ล้านบาทต่อหนึ่งชุดใบอนุญาต ใบอนุญาตจะมีอายุ 15 ปี โดยระยะเวลาการชำระเงินแบ่งออกเป็น 10 งวด ปีละหนึ่งงวด งวดละเท่าๆ กัน นับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38990</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 ค่ายมือถือ, คลื่น 5G, จัดสรรคลื่น 5G, หนังสือพิมพ์, อุ้มทีวีดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d0a4902a3d11.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้วมาตรา 44 อุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค.61 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา &amp;nbsp;เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2561 เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ได้มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 76/2559&amp;nbsp;เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะลงวันที่ 20&amp;nbsp;ธันวาคม พุทธศักราช 2559&amp;nbsp;เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ระกอบกิจการที่สุจริตแต่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสังคมจึงไม่อาจชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ทันภายในระยะเวลาที่กําหนดไปแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ในปัจจุบันภาวะดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่และมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจ ในขณะที่ส่วนแบ่งรายรับจากการประกอบกิจการลดลงอีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคสื่อของประชาชนก็เปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม (Technological Disruption)โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในการเปลี่ยนผ่านระบบการส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลซึ่งแม้ปัญหาดังกล่าวเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจและขึ้นอยู่กับความพร้อมและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบกิจการ แต่มีบางส่วนเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐที่จะต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึง การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และเสรีภาพของประชาชน นอกจากนั้น หากปล่อยให้เกิดความเสียหายแก่นักลงทุนหรือผู้ประกอบกิจการที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากรัฐในกิจการที่การลงทุนมีมูลค่าสูง และเป็นห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจและสังคมที่สําคัญก่อให้เกิดการจ้างงานและอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องตามมาอีกเป็นอันมาก ซึ่งหากประสบภาวะวิกฤติก็จะส่งผลกระทบไปถึงภาคส่วนอื่น ๆ และประชาชนในวงกว้าง รัฐจึงควรมีมาตรการบรรเทาความเสียหายแก่ผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อันเนื่องมาจากผลกระทบดังกล่าว เพื่อให้สามารถประกอบกิจการและชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ได้ในที่สุดบนพื้นฐานความเป็นจริงในสังคม โดยไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบและไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความเป็นธรรมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนโดยพิจารณาไม่ให้ภาครัฐและประชาชนเสียหายเมื่อเปรียบเทียบกับการบังคับการให้เป็นไปตามกติกาเดิมอย่างเคร่งครัด และการให้ผู้ประกอบกิจการได้ใช้เวลา โอกาสและทุนในการพัฒนาศักยภาพการให้บริการและการผลิตหรือการเผยแพร่รายการที่มีคุณภาพให้ทันต่อความต้องการของสังคม และเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันสมควรให้กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะองค์กรสื่อของรัฐสามารถมีรายได้จากการโฆษณาได้ตามความจําเป็น และเพียงพอต่อการพัฒนาภารกิจด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพให้ทันต่อความต้องการของรัฐและสังคมตลอดจนทันต่อเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน โดยต้องไม่เป็นการประกอบธุรกิจที่มุ่งแสวงหากําไร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติกําหนด ซึ่งมาตรการบรรเทาความเสียหายเหล่านี้ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆที่เกี่ยวข้องแล้ว และถือว่าเป็นกรณีจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปกิจการด้านสื่อสารมวลชนซึ่งจะทําให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความมั่นคงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 265&amp;nbsp;ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44&amp;nbsp;ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557&amp;nbsp;หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 1&amp;nbsp;คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 2&amp;nbsp;ในกรณีที่เห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ส่วนที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;กรณีผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 3&amp;nbsp;ในส่วนนี้
&amp;ldquo;คําสั่งที่ 76/2559&amp;rdquo; หมายความว่า คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๗๖/๒๕๕๙เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประกาศ&amp;rdquo; หมายความว่า ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ พ.ศ. 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้รับใบอนุญาต&amp;rdquo; หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 4&amp;nbsp;ให้ผู้รับใบอนุญาตที่ต้องชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามคําสั่งที่ 76/2559&amp;nbsp;ชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ในส่วนที่เหลือตั้งแต่งวดที่สองเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สําหรับผู้รับใบอนุญาตตามประกาศ ให้ชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในส่วนที่เหลือตั้งแต่งวดที่ห้าเป็นต้นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดในข้อ 12&amp;nbsp;ของประกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 5&amp;nbsp;ผู้รับใบอนุญาตตามคําสั่งที่ 76/2559&amp;nbsp;หรือประกาศรายใดไม่สามารถชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในงวดที่เหลือตามข้อ 4&amp;nbsp;ให้ผู้รับใบอนุญาตรายนั้นแจ้งเป็นหนังสือไปยังสํานักงาน กสทช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับเพื่อขอพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามคําสั่งที่ 76/2559&amp;nbsp;หรือประกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้สํานักงาน กสทช. พิจารณาการพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ให้กับผู้รับใบอนุญาตที่แจ้งตามวรรคหนึ่งและกําหนดระยะเวลาการพักชําระค่าธรรมเนียมซึ่งต้องไม่เกินสามปี นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากสํานักงาน กสทช. ทั้งนี้ ผู้รับใบอนุญาตยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขอื่นตามคําสั่งที่ 76/2559&amp;nbsp;หรือประกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระหว่างเวลาพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามวรรคสองให้ผู้รับใบอนุญาตชําระดอกเบี้ยในวันที่ครบกําหนดชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในแต่ละงวดให้แก่สํานักงาน กสทช. โดยให้ชําระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกําหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครบกําหนดระยะเวลาขอพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามวรรคสองแล้วให้ผู้รับใบอนุญาตชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในงวดที่เหลือตามข้อ 4 ให้ครบถ้วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 6&amp;nbsp;การพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามข้อ 5&amp;nbsp;ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้รับใบอนุญาตที่จะขอชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในงวดที่เหลือตามข้อ 4&amp;nbsp;โดยให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งเป็นหนังสือไปยังสํานักงาน กสทช. ล่วงหน้าสามสิบวันก่อนครบกําหนดชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามคําสั่งที่ 76/2559&amp;nbsp;หรือประกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 7&amp;nbsp;การขอพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ตามข้อ 5&amp;nbsp;มิให้นํามาใช้บังคับกับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติที่ขอยกเลิกการประกอบกิจการหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์และใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการดังกล่าวก่อนวันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 8&amp;nbsp;ให้ กสทช. และสํานักงาน กสทช. หรือคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วแต่กรณี จัดให้มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล (MUX) ให้กับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลเป็นจํานวนเงินในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าเช่าใช้โครงข่ายโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นระยะเวลายี่สิบสี่เดือนนับแต่วันที่คําสั่งนี้มีผลใช้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้จ่ายเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเหลือจ่ายจากการดําเนินโครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยให้คํานึงถึงการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 9&amp;nbsp;ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทําผังรายการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการที่ได้รับใบอนุญาต มีการผลิตรายการหรือการดําเนินรายการที่ดี ให้ข้อมูลที่มีความถูกต้องชัดเจน มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อสังคม เนื้อหารายการมีความหลากหลาย ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนเปิดโอกาสให้คนพิการหรือคนด้อยโอกาสมีโอกาสเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากรายการที่ออกอากาศได้อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไปโดยให้ผู้รับใบอนุญาตดําเนินการตามหมวด 2&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดําเนินการตามวรรคหนึ่งให้สํานักงาน กสทช. มีหน้าที่ตรวจสอบหากพบว่าผู้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามที่กําหนดในวรรคหนึ่ง ให้สํานักงาน กสทช. พิจารณายกเลิกการพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและให้ผู้รับใบอนุญาตชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในงวดที่เหลือตามข้อ ๔ใหครบถ้วนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ส่วนที่ 2
มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ 10&amp;nbsp;ในการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ตามมาตรา 20&amp;nbsp;แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์พ.ศ. 2551&amp;nbsp;กรมประชาสัมพันธ์อาจมีเงินรายได้จากการโฆษณาได้เท่าที่จําเป็นและเพียงพอต่อการผลิตรายการตามวัตถุประสงค์โดยต้องไม่เป็นการมุ่งต่อการแสวงหากําไรทางธุรกิจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช.ประกาศกําหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการกําหนดหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง ให้ กสทช. คํานึงถึงผู้บริโภค ต้นทุนในการผลิตรายการและความเป็นธรรมในการแข่งขันที่จะมีผลกระทบต่อผู้รับใบอนุญาตประเภทอื่นด้วย โดยให้มีระยะเวลาสูงสุดในการโฆษณาได้ตามที่ กสทช. กําหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สั่ง ณ วันที่ 23&amp;nbsp;พฤษภาคม พุทธศักราช 2561
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีวีดิจิทัล, บิ๊กตู่, ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล, พล.อ.ประยุทธ์, มาตรา44, อุ้มทีวีดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65ddc9100a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2018 01:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คสช.กินรวบคลื่น! มาตรา44ระงับสรรหากสทช.-อุ้มตามคาดพักหนี้ทีวีดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คสช.จ่อใช้มาตรา 44 อุ้มทีวีดิจิทัล วาง 3 แนวทางช่วยเหลือ ทั้งพักหนี้-โอนใบอนุญาตได้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลบวกยกแผง โบรกฯ คาดช่อง 3 ได้ประโยชน์สูงสุด ขณะที่ &amp;quot;กสทช.&amp;quot; ชุดปัจจุบันยิ้มร่า &amp;nbsp;รักษาการต่อไป หลัง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; งัดมาตรา 44 ระงับการสรรหาชุดใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ที่ประชุม คสช.ได้พิจารณาแนวทางความช่วยเหลือกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล จากกรณีที่มีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 13 บริษัท จาก 22 บริษัท ส่งหนังสือร้องเรียนมายัง คสช.และ กสทช. เพื่อขอให้ออกมาตรการความช่วยเหลือจากการประกอบกิจการ ประกอบด้วย บางกอกมีเดีย, ไทยรัฐทีวี, อัมรินทร์ ทีวี, จีเอ็มเอ็มแกรมมี่, เนชั่นทีวี, วอยซ์ทีวี, เดลินิวส์, ทีเอ็นเอ็น 24 และสปริงนิวส์ จำนวน 13 บริษัท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่บีบีอีซี 3 ช่อง, อสมท 2 ช่อง, อาร์เอส, โมโน, ช่อง 7 และเวิร์คพอยท์ ไม่ได้ร้องขอเข้ามา ซึ่งการชำระค่างวดที่เหลือ 5 งวด เป็นมาตรการให้ขยายเวลาชำระก่อนหน้านี้ คือปี 2561-2565 เพื่อให้มีสภาพคล่องต่อการทำธุรกิจ แต่ 2561 ผู้ประกอบการยังประสบปัญหาไม่มีงบประมาณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุม คสช.ได้สรุปแนวทางเป็นมาตรการความช่วยเหลือเบื้องต้น 3 แนวทาง ประกอบด้วยดังนี้ 1.อนุญาตให้พักการชำระค่างวดได้ 3 งวด จาก 5 งวดที่เหลือ ในปี 2561-2565 แต่จะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5 ในระหว่างพักการชำระหนี้ 2.กรณีการเช่าโครงข่ายจากระบบอนาล็อกเป็นดิจิทัลนั้น ที่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ 3 ราย ประกอบด้วย ไทยทีพีบีเอส, อสมท และช่อง 5 โดย กสทช.จะให้การช่วยเหลือคือ จ่ายเงินให้ครึ่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 2 ปี และ 3.อนุญาตให้สามารถโอนใบอนุญาตต่อได้ โดยมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้จะมีการออกเป็นคำสั่ง คสช.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญกล่าวด้วยว่า จากข้อร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ผ่านการสรรหาเพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่คัดเลือกและส่งเรื่องกลับไปยังคณะกรรมการสรรหา โดยต้องสรรหาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ สนช.มีมติ โดย คสช.เห็นว่ายังมีปัญหาและไม่แน่ใจวันข้างหน้าจะมีปัญหาอีกหรือไม่ ที่ประชุม คสช.จึงมีมติเห็นชอบอาศัยอำนาจมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 เตรียมออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ให้ยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเป็น กสทช.ไว้ก่อน จนกว่าหัวหน้า คสช.มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า พร้อมให้ กสทช.ชุดปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และในระหว่างนี้ หากมี กสทช.คนหนึ่งคนใดต้องพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าเหตุใดก็ตาม ให้ กสทช.ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าหัวหน้า คสช.มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และหลังจากนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว และที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าเพื่อที่ให้จะให้กระบวนการสรรหาและคัดเลือกกลับมาอีกครั้ง เมื่อได้วิธีการแก้ปัญหาให้แจ้งคสช. โดยระหว่าง 1-2 วันนี้ จะมีการออกคำสั่งดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ มนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ที่ประชุม คสช.ได้มีการหารือพูดคุยกันว่าจะมีมาตรการที่เหมาะสมออกมาในเรื่องทีวีดิจิทัล และต้องแยกออกจากปัญหาคลื่นความถี่ ซึ่งต้องดูบริบทที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเดือดร้อน ความพร้อม-ไม่พร้อมของระบบ ต้องหาวิธีการแก้ไข รัฐบาลยืนยันอยู่แล้วว่าประเทศชาติต้องไม่เสียผลประโยชน์ แต่ทุกอย่างมีหนทางแก้ไข ถ้าสังคมพยายามจะเข้าใจว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์ให้ใคร แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยมันจะเสียหายหรือเปล่า มันก็มีเหตุผลหลักการด้วยกันทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่า จะหาทางออกให้ดีที่สุด ตอนนี้ยังไม่ออก ม.44 จะมีความชัดเจนเร็วที่สุด ปัญหาที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ผ่านมาเค้กมีอยู่ก้อนเดียว คนกินเค้กมี 10 คน แต่ตอนนี้มี 20-30 คน แล้วจะพอกินไหม ในเมื่อแหล่งสปอนเซอร์มีอยู่จำนวนเท่าเดิม ภาคธุรกิจก็เห็นใจ แต่ก็คิดอยู่เรื่องคือทุกอย่างเป็นความสมัครใจตั้งแต่ต้น แต่รัฐบาลต้องหามาตรการที่เหมาะสม ไว้ใจกันบ้าง ไม่เอื้ออะไรใครทั้งนั้น ต้องดูเหตุผลและความจำเป็นเสียหายอะไรตรงไหนแล้วแก้ให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่มีปัญหาทางด้านการเงินและเรตติ้งต่ำ ทำให้มีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น รวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายลง โดยเฉพาะ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) คาดจะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมีช่องทีวีในมือ 3 ช่อง นอกจากนี้ บมจ.อสมท (MCOT) และ บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) ก็ได้อานิสงส์ด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลปรับขึ้นยกกระดาน โดย บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ปิดที่ 67.25 บาท เพิ่มขึ้น 5.75 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 9.35%, บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) ปิดที่ 4.22 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 2.93%, &amp;nbsp;บมจ.อาร์เอส ปิดที่ 28.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 2.73%, BEC ปิดที่ 11.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.90 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 8.41%, MCOT ปิดที่ 10.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 0.93%, GRAMMY ปิดที่ 9.15 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 1.67%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิป สนช.) กล่าวถึงคลิปเสียงหลุดล้มการสรรหา กสทช.ว่า จากข้อมูลเบื้องต้น คลิปดังกล่าวเผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 4, 6, 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่วิป สนช. ประชุมเมื่อวันที่ 18 เม.ย. ดังนั้นจึงไม่ใช่คลิปในที่ประชุมวิป สนช.แน่นอน เรารู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถเดินหน้าประชุมเรื่องดังกล่าวได้ เพราะผู้สมัครใน 7 ด้านมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและจริยธรรม ทำให้ทุกด้านเหลือผู้สมัครเพียง 1 คน ในขณะที่กฎหมายกำหนดให้สนช.เลือก 1 จาก 2 คนของทุกด้าน ดังนั้น เมื่อมีคนที่ตกคุณสมบัติ เท่ากับบังคับให้ สนช.เลือกจาก 1 คน ซึ่งเราเลือกไม่ได้ เพราะจะเป็นการทำผิดกฎหมาย จึงไม่มีความจำเป็นตามที่ระบุในคลิปว่านายกรัฐมนตรีสั่งการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เจตน์กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ขาดคุณสมบัติมี 6 ราย จาก 6 ด้าน ซึ่งทำงานกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม อีกทั้งลาออกไม่ถึง 1 ปี อีกทั้งบริษัทต่างๆ เหล่านี้จดบริคณห์สนธิไว้ เรื่องการทำธุรกิจเกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ซึ่งเป็นการจดเผื่อไว้ แต่ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยไว้ว่าถ้าจดไว้ถือว่ามีคุณสมบัติ จึงเท่ากับขัดที่จะเป็นคุณสมบัติ กสทช. ขณะที่ผู้สมัครอีก 2 คน มีปัญหาเรื่องจริยธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครทุกคนที่ไม่ผ่านการสรรหาครั้งนี้ยังคงมีสิทธิ์สมัครรอบใหม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2561 เรื่องการยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำสั่งระบุว่า ตามที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม รวมทั้งวิธีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่โดยที่ปรากฏว่าได้เกิดสภาพปัญหาในทางปฏิบัติเป็นอย่างมาก ทำให้การสรรหาและคัดเลือกบุคคลไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหา และคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประกอบกับปรากฏข้อร้องเรียนเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ผ่านการสรรหา เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว จึงเป็นการสมควรที่จะต้องระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกไว้ก่อน เพื่อให้มีการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและเหมาะสม เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีความสามารถที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูปการกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 1 ให้ยกเลิกกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง &amp;nbsp; กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งได้ดำเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และให้ระงับการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 2 ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ยังคงดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่จำเป็นไปพลางก่อนต่อไป ตามที่กำหนดในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ในระหว่างนี้หากกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ จนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 3 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ได้รับการสรรหาและคัดเลือกเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่และดำเนินการให้มีการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งดังกล่าวโดยเร็วต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 4 ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อ 5 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7795</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์, บิ๊กตู่, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, มาตรา 44, ราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัล, อุ้มทีวีดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf41ad66f80.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
