<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจไซเบอร์บุกทลายขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ เปิดธุรกิจทำความสะอาดบังหน้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ก.พ.64 - ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. นายแพทย์ ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ &amp;nbsp;อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, ผู้แทนกระทรวงพัฒนาความมั่นมนุษย์, ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายลีโอนาร์ด แมนคูโซ ผู้ช่วยทูตประจำประเทศไทย สำนักงานผู้ช่วยทูตสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา แถลงผลทลายขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.กรไชย ผบช.สอท.เผยว่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นวาระทีสำคัญของรัฐบาล การรับตั้งครรภ์ หรือการอุ้มบุญ เป็นการกระทำที่เข้าองค์ประกอบ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ มีการกระทำของนายหน้าผู้เป็นธุระจัดหาหญิงที่มารับจ้างตั้งครรภ์ ด้วยวิธีการจูงใจหญิงด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าการทำงานอย่างอื่นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และอาจจะเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ &amp;nbsp;แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กำชับสั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินการการป้องกันปราบปรามการกระทำความความผิดทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บช.สอท. ได้รับการประสานงานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กรณีพบการใช้ช่องทางทางสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศเชิญชวนรับสมัครหญิงที่ต้องการหารายได้จากการรับจ้างตั้งครรภ์แทน จึงได้ประสานความร่วมมือกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงสาธารณสุข, สถานทูตประเทศสหรัฐอเมริกา ทีมสหวิชาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามีเด็กทารก อายุประมาณ 4 เดือน เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีด้วยภาวะชักเกร็ง และมีเลือดออกในสมอง แพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จากการสอบสวนปากคำมารดาของทารกดังกล่าว ได้ความว่าตนได้รับจ้างตั้งครรภ์แทนโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (การอุ้มบุญ) และรอการส่งมอบเด็กให้ผู้ว่าจ้าง โดยจะมีนายหน้าชาวต่างชาติเป็นผู้ว่าจ้างและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด โดยมารดาผู้รับตั้งครรภ์แทนจะต้องเดินทางไปที่ประเทศกัมพูชาเพื่อไปฝังตัวอ่อนทารก จากนั้นจะเดินทางกลับมายังประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดคลอดทารก ผู้ว่าจ้างจะสั่งให้มารดาผู้รับตั้งครรภ์เดินทางไปยังประเทศที่สามเพื่อทำการคลอดทารกยังสถานพยาบาลที่ผู้ว่าจ้าง และทำการส่งมอบทารกในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มารดาที่รับตั้งครรภ์แทนไม่สามารถเดินทางออกไปคลอดนอกประเทศได้ จึงจำเป็นที่จะต้องคลอดในสถานพยาบาลในประเทศไทยแทน และทำการส่งมอบทารกให้นายจ้าง จากนั้นนายจ้างชาวต่างชาติจะมอบค่าตอบแทนให้ 500,000 บาท ถือเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการรับจ้างตั้งครรภ์แทน
เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อมูลดังกล่าวและติดตามกลุ่มชาวต่างชาติที่ว่าจ้างหญิงไทยที่รับตั้งครรภ์คนดังกล่าว จนทราบว่า กลุ่มชาวต่างชาติที่เป็นนายหน้าจัดหาเด็กทารกนั้นได้เปิด สถานที่รับเลี้ยงเด็ก ชื่อว่า &amp;ldquo; GS กิ๊ก บริการศูนย์แม่บ้าน &amp;rdquo; มีการรับเลี้ยงดูแลเด็กทารกจริง และมีเด็กทารกอยู่ในความดูแล จำนวน 2 คน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นทารกที่เกิดจาก &amp;ldquo; ขบวนการอุ้มบุญ &amp;rdquo; ลักษณะเดียวกันกับมารดาผู้รับจ้างตั้งครรภ์ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจพบก่อนหน้านี้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มหญิงไทยที่ได้รับจ้างตั้งครรภ์แทนและเดินออกนอกประเทศเพื่อฝังตัวอ่อนในลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง จนทราบว่า มีกลุ่มชาวต่างชาติผู้เป็นนายหน้าว่าจ้างให้หญิงไทยตั้งครรภ์แทน จำนวน 3 ราย กลุ่มหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์แทนมี จำนวน 4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการปฏิบัติการเข้าตรวจค้นทั้ง 9 จุด ในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าของ บก.สอท.4 บช.สอท. สามารถช่วยเหลือเหยื่อเป็นเด็กได้ จำนวน 2 ราย อายุประมาณ 6 เดือน และอายุประมาณ 8 เดือน &amp;nbsp;ตรวจพบผู้ดูแลเหยื่อเป็นบุคคลสัญชาติฟิลิปปินส์ จำนวน 2 ราย สถานที่ตรวจพบเปิดเป็น บริษัททำความสะอาดบังหน้า โดยใช้ชื่อหญิงชาวจีน พบผู้หญิงที่ยอมรับว่าเป็นผู้ที่อุ้มบุญ จำนวน 3 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวน.ตรวจพบผลแล็บจากสถาบันเอกชน &amp;nbsp;ยืนยันว่า DNA ของพ่อเด็กเป็นคนสัญชาติจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขบวนการนี้ทำมากว่า 10 ปี หญิงคนไทยที่รับจ้างอุ้มบุญคลอดออกมา 3 วันมีคนมาอุ้มเด็กไป ไม่รู้สึกอะไรเหรอ ขอประณามจิตใจที่ต่ำทราม ผมจะพยายามขจัดไม่ให้คนไทยเป็นเหยื่อของคนต่างชาติ จริยธรรมคุณธรรมต้องสูงกว่า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.กรไชย เผยต่อว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มาตรา 24 &amp;ldquo; ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า &amp;rdquo; มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท &amp;ldquo; มาตรา 27 &amp;ldquo; กระทำการเป็นคนกลางหรือนายหน้าโดยเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อเป็นการตอบแทนในการจัดการหรือชี้ช่องให้มีการตั้งครรภ์แทน &amp;rdquo; มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท รวมถึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92086</URL_LINK>
                <HASHTAG>อุ้มบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601ce95e62962.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67267</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปคม.ขยายผลจับกุมเครือข่ายอุ้มบุญข้ามชาติทั้งนายหน้า-หมอโดนกันระนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.63 - ที่ห้องประชุมชั้น 4 บก.ปคม. (กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์)&amp;nbsp; อาคารบี ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม. พ.ต.อ.ดำรงศักดิ์ อ่อนตา ผกก.2 บก.ปคม. นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)และ นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงาน ปปง. ร่วมแถลงการขยายผลจับกุมเครือข่ายอุ้มบุญข้ามชาติเพิ่มเติมอีก 10 ราย โดยมีนายเจ้า หราน เป็นนายทุนชาวจีน หลังจับกุมผู้ต้องหาได้ 9 ราย ก่อนหน้าเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมช่วยเหลือเด็กทารก 2 คน อายุ 1 เดือน และ 4 เดือน รวมถึงตรวจยึดอุปกรณ์ในการผสมอสุจิกับไข่ และยาที่ใช้ในการกระตุ้นไข่ เมื่อวันที่ 13 ก.พ.63 ที่ผ่านมา

พล.ต.ต.วรวัฒน์ กล่าวว่า ปคม. ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยประสานร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยานบุคคล 70 ราย ประกอบด้วย กลุ่มแพทย์ที่ดูแล ช่วงขณะตั้งครรภ์ กลุ่มพริตตี้พีอาร์ที่ขายไข่ และแม่อุ้มบุญที่อยู่มีชื่ออยู่ในใบเสร็จรับเงินของสถานพยาบาล ตรวจค้นคลินิกและโรงพยาบาลที่มีความเชื่อมโยงในคดี จำนวน 5 แห่ง พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งมีเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ก่อนออกหมายจับ ผู้ต้องหาเพิ่มเติม อีก 10 ราย แบ่งเป็น กลุ่มนายหน้ากลุ่มใหม่ 4 ราย&amp;nbsp; และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์ 6 ราย

ด้าน พ.ต.อ.มานะ กล่าวว่า จากพฤติกรรมเครือข่าย &amp;quot;เจ้า หราน&amp;quot; ทราบว่าแม่ชาวจีนมีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่ได้จะติดต่อนายหน้าซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่เคยเป็นแม่อุ้มบุญผันตัวมาเป็นนายหน้า หรือ กลุ่มนายหน้าโดยตรงจะหาแม่อุ้มบุญ โดยก่อนปี 58 ยังไม่มีกฎหมายการอุ้มบุญมักลักลอบทำในประเทศไทย แต่เมื่อมีกฎหมายดังกล่าวจึงเดินทางไปฝังตัวอ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านก่อนกลับเข้าไทยจนครบกำหนดคลอด บางส่วนจะคลอดในไทยก่อนพาเด็กไปส่งยังพ่อแม่ที่ประเทศจีน ขณะที่แม่อุ้มบุญอีกส่วนจะไปคลอดที่จีนแล้วส่งเด็กให้พ่อแม่และบินกลับไทยมาคนเดียว นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานผู้เกี่ยวข้องประมาณ 200 รายจากข้อมูลทะเบียนราษฎร์เป็นกลุ่มแม่อุ้มบุญทั่วประเทศ

ส่วนทาง พ.ต.อ.ณรงค์ เผยว่า ขบวนการอุ้มบุญดังกล่าวตำรวจ ปคม. ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 23 ราย จับกุมและเข้ามอบตัว 22 ราย หลบหนีอยู่ต่างประเทศ 1 ราย แบ่งกลุ่มผู้ต้องหาดังนี้ กลุ่มนายหน้าชาวจีน จับกุม 4 ราย หลบหนี 1 ราย , กลุ่มนายหน้าจัดหาแม่อุ้มบุญ จับกุม 7 ราย , กลุ่มคนขับรถและให้บริการความสะดวกแม่อุ้มบุญ จับกุม 3 ราย , กลุ่มแม่บ้านดูแลแม่อุ้มบุญและดูแลเด็กหลักคลอด จับกุม 2 ราย&amp;nbsp; และ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ รับทราบข้อกล่วหาแล้ว 6 ราย ในทางคดีคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานอัยการพิจารณา ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง ตามความผิด &amp;quot;สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า , ร่วมกันซื้อ เสนอซื้อ ขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน&amp;quot;

ขณะที่ นายแพทย์ธเรศ กล่าวว่า สถานพยาบาลที่มีส่วนในคดีอุ้มบุญจะตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณวิชาชีพหรือไม่ หากพบความผิดจะเพิกถอนใบอนุญาตและดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การอุ้มบุญในประเทศไทยทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย หากคู่สมรสไม่สามารถมีบุตรได้และติดต่อสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีผู้เข้าสู่กระบวนการอุ้มบุญแล้ว 400 กว่าราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67267</URL_LINK>
                <HASHTAG>อาชญากรรม, อุ้มบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed0b0490eba9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57635</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 16:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบหมอ4คนและสถานพยาบาล9แห่งมีเอี่ยว&quot;อุ้มบุญ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19 ก.พ.63- ณ อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า จากการที่ &amp;nbsp;สบส.ได้ขยายผลตรวจสอบหลักฐาน หาความเชื่อมโยงร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นอาจมีสถานพยาบาลที่เข้าข่ายว่ามีส่วนร่วมกระทำความผิด จำนวน 9 แห่ง แพทย์จำนวน 4 ราย และบุคลากรที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ สบส.อยู่ระหว่างตรวจผลการตั้งครรภ์ของผู้รับจ้างตั้งครรภ์แทน จำนวน 7 ราย รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ของเด็กที่พบในที่เกิดเหตุ จำนวน 2 ราย ซึ่งหากตรวจพบว่า &amp;nbsp;มีการกระทำความผิดตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ก็จะมีโทษ ดังนี้ &amp;nbsp;1) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ขออนุญาตดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2) ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3) เป็นคนกลาง นายหน้า โดยเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อเป็นการตอบแทนในการรับตั้งครรภ์แทน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนยาและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พบสถานที่ที่เกิดเหตุทาง ปคม.ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ตรวจสอบยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ และเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ว่า &amp;nbsp;มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นพบการกระทำผิด 3 ข้อหา ดังนี้ 1)ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท 2)ขายยาแผนโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 3,000 บาท &amp;nbsp;และ3)ผลิตหรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์โดยไม่จดทะเบียนสถานประกอบการ มีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57635</URL_LINK>
                <HASHTAG>-นพ.ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), อุ้มบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d63a417817f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจหิ้ว 10 ผู้ต้องหาคดีอุ้มบุญฝากขังต่อศาล-วืดประกันตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ. 63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ร.ต.อ.อาคม จำปามูล พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามค้ามนุษย์ ควบคุมตัวนายจ้าวหราน (Mr.Ran Zhao) อายุ 37 ปี ชาวจีน , นางซู ยิงถิง (Mrs.Su Ying Ting) อายุ 48 ปี ชาวจีน , นางวิลาสินี ชู อายุ 50 ปี ชาวจีน , น.ส.หล้า ขันติโย อายุ 43 ปี , นายธรรมนูญ ปัญจสังคม อายุ 40 ปี , นายนิคม สิมารัตน์ อายุ 48 ปี , น.ส.ศิญาพร สวัสดิ์พันธ์ อายุ 30 ปี , น.ส.วิยะดา เชื้อจันทร์ อายุ 35 ปี และนางสายบัว แจ่มมี อายุ 44 ปี เป็นผู้ต้องหาที่ 1- 9 กระทำผิดข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือมีส่วนร่วมกระทำการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และการดำเนินกิจกรรม หรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และร่วมกันดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 , 25 และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์&amp;nbsp; พ.ศ.2558 มาตรา 24, 48 มาฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา&amp;nbsp;12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 14-25 ก.พ. 2563 เนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจชันสูตรเด็กจากโรงพยาบาลรามาธิบดี รอผลการตรวจสอบลายนิ้วมือของผู้ต้องหา จากกองทะเบียนประวัติอาชญากร รอผลการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของผู้ต้องหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมคัดค้านการประกันตัวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงประกอบกับพฤติกรรมในการกระทำความผิดของผู้ต้องหาเป็นภัยต่อสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ หากได้รับการประกันตัว เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานควบคุมกำกับการให้บริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เพื่อคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (อุ้มบุญ) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับหนังสือแจ้งข้อมูลเบาะแสการรับอุ้มบุญผิดกฎหมายจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรณีได้รับข้อมูลจากบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลสวนพริก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบเห็นผู้หญิงจำนวนหลายคนในหมู่บ้านดังกล่าว มีพฤติกรรมที่อาจคาดได้ว่าเป็นการตั้งครรภ์แทน โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ที่ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย มีบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย 8 คนที่กำลังตั้งครรภ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พิจารณาข้อเท็จจริงแล้วพบว่า การกระทำเกี่ยวกับการรับตั้งครรภ์ดังกล่าว เข้าข่ายดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (กคทพ.) และเป็นกรณีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้หญิงทั้ง 8 คนรับจ้างอุ้มบุญจากนายจ้าวหราน ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นบุคคลเดียวกลับที่เคยว่าจ้างผู้หญิงไทยให้ไปปลูกฝังตัวอ่อนที่ประเทศลาว กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้นิติกรชำนาญการพิเศษเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน &amp;nbsp;กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1,2 ,3 และ 4 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ส่วนผู้ต้องหาที่ 5, 6, 7, 8 และ 9 ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยังยื่นคำร้องขอฝากขังน.ส.เหอ เถิง เย่ว (Ms.He Tengyue) อายุ 31 ปี ชาวจีน โดยขณะพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดเดียวกันกับผู้ต้องหาที่ 1 - 9 โดย น.ส.เหอ เถิง เย่ว ให้การปฏิเสธ แต่ในชั้นจับกุมมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับได้ทัน พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ทำการสอบปากคำอย่างต่อเนื่อง และนำตัวผู้ต้องหามาศาลเพื่อขอออกหมายขังและฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว&amp;nbsp;เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวไปเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุร้ายประการอื่น ประกอบกับมีพยานบุคคลในคดีเป็นแม่อุ้มบุญ ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดีอาจได้รับภัยอันตราย อันเนื่องจากการปล่อยตัวชั่วคราว และคดีนี้เป็นความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นผู้รับผิดชอบ จึงขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหานี้ แต่หากศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ได้โปรดกำหนดเงื่อนไขเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือป้องกันภยันตรายหรือความเสียหาย เช่น การห้ามออกราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 10 แล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังการฝากขังแล้ว วันนี้มีญาติผู้ต้องหาหญิงชาวไทย 2 คนเท่านั้น ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ เป็นเงินสดคนละ 2 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราว&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี แล้วเห็นว่า &amp;nbsp;มีลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ อาชญากรรมข้ามชาติ คดีมีอัตราโทษสูง &amp;nbsp;ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกัน หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบกนี ยากแก่การติดตามตัว ในชั้นนี้ จึงไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง ยกคำร้อง&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวผู้ต้องหาชายไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วนผู้ต้องหาหญิงทั้งหมดนำไปควบคุมไว้ที่ทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57209</URL_LINK>
                <HASHTAG>อุ้มบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200214/image_big_5e467aef7a5a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 12:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 12:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กต่อ&#039; ลุยตรวจค้นบ้านรับจ้างอุ้มบุญ ส่งเด็กทารกทางชายแดน-เอี่ยวค้าอวัยวะมนุษย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ.63 - พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นำกำลังเจ้าหน้าที่ เขาตรวจค้นบ้านหรูหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร หลังสืบทราบว่า มีหญิงสาวอาศัยอยู่หลายคน พฤติการณ์น่าสงสัยว่า มีการประกอบธุรกิจรับจ้างตั้งครรภ์ในบ้านพบหญิงสาววัยเจริญพันธุ์ ท่าทางตกใจที่เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งภายในบ้านยังพบทารกแรกคลอดวัยแบเบาะอยู่ด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และสอบถามทราบว่ามีทารกเพศชาย วัยประมาณ 30 วัน กับหญิงสาว 7 คน ซึ่งมารับจ้างตั้งครรภ์ หรือ &amp;quot;อุ้มบุญ&amp;quot;โดยทั้ง 7 คนได้รับการฝังไข่แล้ว มีการดูแลอย่างดี เพื่อให้ตั้งครรภ์และคลอดทารกที่แข็งแรงร่างกายสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทารก ทราบว่า หลังจากคลอดแล้ว จะถูกส่งออกไปทาง&amp;rdquo;ชายแดน&amp;rdquo; สอดคล้องกับทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ที่มีข้อมูลของขบวนการขาย&amp;quot;อวัยวะมนุษย์&amp;quot; ซึ่งกำลังมีการสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงต้นตอและตัวการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57086</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์, พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล, รับจ้างตั้งครรภ์, อุ้มบุญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e44dfb078c8b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3489</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2018 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 12:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ซิเกตะ&#039;ชนะคดีอุ้มบุญ!ศาลสั่งเป็นพ่อเด็ก13คนโดยชอบกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายก้อง สุริยะมณฑล ทนายความของนายมิตสึโตกิ ชิเกตะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.61 - &amp;nbsp;ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลได้อ่านคำสั่งในคดีอุ้มบุญ หมายเลขที่ พ.2031&amp;ndash; 2034/2559 และ พ.217 - 218/2560 หมายเลขแดงที่ พ. 296 &amp;ndash; 304/2561 คดีทั้ง 9 สำนวน ที่นายมิตสึโตกิ ชิเกตะนักธุรกิจญี่ปุ่น วัย 24 ปี ที่ได้ว่าจ้างให้หญิงไทยและต่างชาติอุ้มท้องทารกที่เกิดจากน้ำเชื้อของเขา &amp;nbsp;ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้เยาว์ทั้ง 13 คน ซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ศาลมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของผู้ร้องประกอบรายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครแล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 56 บัญญัติให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สามีหรือภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของสามีและภริยาที่ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน ไม่ว่าสามีและภริยาดังกล่าวจะเป็นสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพและประโยชน์สูงสุดของผู้ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นสำคัญ ได้ความว่าผู้ร้องไม่มีภริยาแต่เป็นผู้ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนตั้งแต่ปี 2556 โดยใช้เชื้ออสุจิของผู้ร้องปฏิสนธิกับไข่ของผู้บริจาคแล้วนำไปใส่ในโพรงมดลูกของหญิงไทยผู้รับตั้งครรภ์แทนจำนวน 9 คน จนคลอดบุตรเป็นผู้เยาว์รวม 13 คน เมื่อปี 2557 อันเป็นเวลาก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มีผลใช้บังคับ (วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2558) ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้เยาว์ ทั้ง 13 คน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องได้ ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบิดาโดยสายโลหิตของผู้เยาว์ทั้ง 13 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากผู้เยาว์ทั้งหมดเกิด ผู้ร้องรับอุปการะเลี้ยงดูด้วยดีตลอดมาจนกระทั่งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นำตัวผู้เยาว์ทั้ง 13 คนไปเลี้ยงดูที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ดและสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ ซึ่งผู้ร้องก็มอบหมายให้บุคคลอื่นไปเยี่ยมเยียนผู้เยาว์เหล่านั้นเป็นประจำ ผู้ร้องวางแผนเตรียมความพร้อมในการพาบุตรผู้เยาว์ไปอุปการะเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นโดยเตรียมสถานที่เลี้ยงดูที่มีความปลอดภัยและสะดวก มีพยาบาลวิชาชีพและพี่เลี้ยงเด็กเพียงพอ เมื่อถึงเกณฑ์ที่ผู้เยาว์จะเข้ารับการศึกษา ผู้ร้องวางแผนจะส่งเข้าศึกษาที่โรงเรียนนานาชาติใกล้ที่พักอาศัย โดยผู้ร้องและครอบครัวซื้อที่ดินและกำลังก่อสร้างที่พักอาศัยใกล้สวนสาธารณะขนาดใหญ่กลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ผู้ร้องเปิดบัญชีกองทุนให้แก่ผู้เยาว์ทั้งสิบสามคนที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อสะสมให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน ในระยะยาวอีกด้วย ทั้งได้ความว่า ผู้ร้องได้นำบุตรผู้เยาว์อื่นซึ่งเกิดจากการตั้งครรภ์แทนก่อนหน้านี้ไปเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศกัมพูชา ซึ่งปรากฏว่าบุตรผู้เยาว์ดังกล่าวได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี โดยเฉพาะบุตรผู้เยาว์ที่นำไปเลี้ยงดูที่ประเทศญี่ปุ่นได้รับสัญชาติญี่ปุ่นครบถ้วนทุกคนแล้ว ผู้ร้องเป็นบุตรผู้ก่อตั้งและประธานบริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นในหลายบริษัท ได้รับเงินปันผลจากบริษัทเดียวปีละกว่าร้อยล้านบาท แสดงว่าผู้ร้องมีอาชีพการงานมั่นคง มีรายได้มากเพียงพอที่จะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้ทุกคน อธิบดีกรมกิจการเด็กในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงาน ที่เลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้ง 13 คนมีหนังสือไม่คัดค้านการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาล ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ผู้ร้องเป็นผู้ดำเนินการให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คนถือกำเนิดมาจึงต้องรับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ดังกล่าว เมื่อคำนึงถึงความผาสุข สวัสดิภาพและโอกาสของผู้เยาว์ทั้ง 13 คน อันพึงจะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดาที่แท้จริงที่ย่อมต้องมีความรักใคร่ผูกพันต่อบุตรโดยสายเลือดของตนเองและเป็นผู้มีความใกล้ชิดกับผู้เยาว์มากที่สุด ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีความประพฤติบกพร่องเสียหายประการใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นสมควรมีคำสั่งให้ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องนับแต่วันที่ผู้เยาว์นั้นเกิด และเมื่อได้ความว่าหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนมิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้เยาว์แต่อย่างใดและทุกคนต่างทำบันทึกยอมสละอำนาจปกครองแล้ว จึงเห็นควรให้ผู้ร้องใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้ง 13 คนแต่เพียงฝ่ายเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงมีคำสั่งว่า ผู้เยาว์ทั้ง 13 คน เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องนับแต่วันที่ผู้เยาว์ทั้งหมด เกิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 56 กับให้ผู้ร้องเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้ง 13 คน แต่เพียงฝ่ายเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายก้อง สุริยะมณฑล ทนายความของนายมิตสึโตกิ ชิเกตะ พ่ออุ้มบุญชาวญี่ปุ่น กล่าวภายหลังศาลมีคำสั่งให้พ่ออุ้มบุญเด็ก 13 ราย ได้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวว่า ขอขอบคุณผู้พิพากษาและกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรมกับลูกความของตน และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสวัสดิภาพและความผาสุขของเด็ก ซึ่งจากคำพิพากษาของศาลท่านได้พิเคราะห์ถึงพยานหลักฐานประกอบกับหลักฐานที่ท่านกำลังหาเองด้วย ซึ่งฟังได้ว่าลูกความของตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือคดีความอาญาใดๆ และมีฐานะที่มั่นคงเหมาะสมและมีความต้องการที่จะเลี้ยงดูบุตรและอุปการะทุกคน สำหรับขั้นตอนต่อไปเราต้องประสานกับทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อขอรับลูกๆ กลับมาอยู่มาอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งขณะนี้ไนประเทศไทยมีเด็กอยู่ 13 คน โดยเราจะทำการประสานกับ พม.ให้เร็วที่สุด ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กทั้ง 13 คนด้วย ที่ผ่านมาเด็กๆ จะคุ้นเคยกับพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งในระยะแรกอาจจะต้องให้พี่เลี้ยงที่เคยดูแลได้ช่วยดูแลเด็กๆก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทันที ขณะที่ผลคำสั่งของศาลนี้ยังไม่ได้เเจ้งให้นายชิเกตะทราบ อย่างไรก็ดีเด็กๆ ปัจจุบันก็มีอายุไล่เลี่ยกันประมาณ 4 ขวบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทนายความของนายชิเกตะ ยังกล่าวอีกว่าเรื่องนี้ศาลได้พิจารณาในความเหมาะสมของตัวคุณพ่อและเจตนาของคุณพ่อ รวมทั้งประโยชน์สูงสุดกับสวัสดิภาพของเด็กว่าสามารถดูแลได้ดีหรือไม่ โดยตัวนายชิเกตะเองก็อยากมีลูกอยู่แล้วประกอบกับตัวคุณพ่อเองก็เกิดในครอบครัวใหญ่ก็อยากจะให้มีบุตรที่มีอายุไล่เลี่ยกัน และอยากให้ช่วยสานต่อธุรกิจของทางครอบครัวต่อไป ส่วนเรื่องที่เด็กทั้งหมดจะใช้สัญชาติใดหรือจะไปอาศัยในประเทศกัมพูชาหรือประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นเรื่องที่นายชิเกตะจะเป็นผู้ตัดสินใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3489</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนะคดีอุ้มบุญ, ชิเกตะ มิตซูโตกิ, ผู้เยาว์13คน, อุ้มบุญ, แม่ไทยพ่อญี่ปุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180220/image_big_5a8bb151e350b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
