<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลวร้ายกว่ายุค‘ทักษิณ’ อัดม.44อุ้มนายทุนใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รุมจวกยับมาตรา 44 อุ้ม &amp;quot;มือถือ-ทีวีดิจิทัล&amp;quot; เด็กบิ๊กป้อมสะกิดให้ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; เร่งหาแผนสำรอง เพราะ ม.44 ในรัฐธรรมนูญไม่คุ้มครอง &amp;quot;ธีระชัย&amp;quot; อัดซ้ำไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน บ่อนทำลายเศรษฐกิจ &amp;nbsp;เตือนซานต้าตู่ทำให้ระบบประมูลในอนาคตใช้เป็นตัวอย่าง &amp;ldquo;เด็ก ปชป.&amp;rdquo; จัดหนักเลวร้ายกว่ายุคทักษิณลักหลับอุ้มนายทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 12 เม.ย. ยังคงมีความต่อเนื่องจากการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 4/2562 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ อำนาจ คสช.ที่ต้องสะกิดกัน ระบุว่า อำนาจของ คสช.นั้นไม่เท่ากันใน 3 ช่วงเวลา โดยนับแต่ 22 พ.ค.2557 คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ออกคำสั่งประการใดมีผลบังคับเด็ดขาด เป็นผลจากอำนาจที่รองรับโดยคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานไว้ และหลังจากใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว อำนาจ คสช. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น และการใช้อำนาจก่อนหน้าได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 อำนาจของ คสช.เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง และต้องใช้ตามเงื่อนไขในมาตรา 44 ด้วย ซึ่งเมื่อมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับแล้ว การใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญไม่มีบทนิรโทษกรรม ดังนั้นการใช้อำนาจต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งแม้ใช้อำนาจได้ แต่จะใช้โดยผิดกฎหมาย โดยไม่ชอบหรือโดยไม่สุจริต หรือโดยทุจริตไม่ได้ เทียบได้กับบรรทัดฐานคดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการแก้ไขกฎหมายสรรพสามิตเกี่ยวกับค่าสัมปทานมือถือ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา&amp;rdquo; นายไพศาลโพสต์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพศาลโพสต์อีกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองให้ใช้อำนาจได้ แต่ไม่ได้นิรโทษกรรมล่วงหน้าให้ไว้ ดังนั้นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 จึงต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขโดยใช้โดยชอบ โดยสุจริต และต้องไม่ใช้โดยทุจริตด้วย มิฉะนั้นก็อาจถูกศาลเพิกถอน และต้องรับผิดในการใช้อำนาจนั้นตามบรรทัดฐานที่ศาลวินิจฉัยไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้มีผลในทางนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เหตุที่ต้องสะกิดกันไว้บ้าง เพราะการใช้มาตรา 44 ผ่อนผันค่าสัมปทานมือถือและทีวีนั้น อาจต้องทบทวนว่าทำให้รัฐเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ระบุว่ามีความเสียหายนับหมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าลองคำนวณแบบมูลค่าในอนาคต และมูลค่าปัจจุบันเทียบเคียงกันดู ก็อาจเห็นความเสียหายถึง 25,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณเรื่องนี้ดู ก็อาจต้องตกใจ และจำเป็นต้องมี Legal Second opinion แล้วล่ะครับ&amp;rdquo; นายไพศาลโพสต์ทิ้งท้าย
ขณะที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง โพสต์เช่นกันในหัวข้อ &amp;ldquo;คสช. ควรเล่นเป็นซานตาคลอสด้วยเงินประชาชนหรือไม่?&amp;rdquo; โดยระบุว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เล่นเป็นซานตาคลอสใช้เงินส่วนรวมทำนโยบายประชานิยมหลายเรื่อง เพื่อแข่งกับรัฐบาลในอดีตถึงแม้มีเสียงวิจารณ์ว่าได้ผลแบบไฟไหม้ฟาง และไม่เกื้อกูลให้ประชาชนพึ่งตนเอง แต่อย่างน้อยผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้มีรายได้น้อย ถามว่าประชาชนจะคิดอย่างไร ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เล่นเป็นซานตาคลอส แต่เพื่อประโยชน์แก่คนรวย และแก่นักธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะถ้าเบียดบังไปจากประชาชนทั้งประเทศ
&amp;ldquo;เมื่อวันที่ 11 เม.ย. คสช.ก็มีประกาศมาตรา 44 อุ้มธุรกิจโทรคมนาคม และมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการทำอย่างนี้ทำลายหลักการประมูลแข่งขันโดยตรง เพราะเมื่ออนุญาตใช้สำหรับเรื่องนี้ ในอนาคตจะปฏิเสธสำหรับเรื่องอื่นได้อย่างไร ถ้าผู้ชนะประมูลสามารถเปลี่ยนใจภายหลังได้ สามารถคืนใบอนุญาตได้ โดยได้รับเงินคืน ในการประมูลต่อๆ ไป เอกชนรายใดรายหนึ่งก็จะสามารถเสนอผลตอบแทนสูงเว่อร์ เพื่อชนะได้รับคัดเลือกไปก่อน แล้วถ้าทำไปขาดทุน หรือกำไรน้อย ก็ขอเจรจายกเลิกภายหลัง และการอนุญาตให้ผู้ประกอบการทีวีไม่ต้องจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิทัล ใน 2 งวดสุดท้าย ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 13,622 ล้านบาทนั้น เหตุใดจึงไม่มีผู้ต้องรับผิดชอบ? ถ้าหากอ้างว่า รัฐจำเป็นต้องยกประโยชน์ให้แก่เอกชน เกิดจากความผิดของ กสทช. ที่พัฒนาเครื่องมือหรืออุปกรณ์ล่าช้า รัฐก็จำเป็นต้องลงโทษผู้กระทำผิดทั้งทางแพ่งและอาญา&amp;rdquo;นายธีระชัยโพสต์&amp;nbsp;
อดีต รมว.การคลังยังโพสต์อีกว่า ในเรื่องมาตรา 44 นั้น นายไพศาล นักกฎหมายใหญ่เขียนไว้ชัดเจนว่า อย่าเชื่อใครว่าจะสามารถใช้มาตรา 44 ได้ทุกกรณีเสมอไป ซึ่งการใช้มาตรา 44 ต้องใช้ 1.กรณีจำเป็น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปด้านต่างๆ 2.กรณีจำเป็นในการส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ และ 3.กรณีจำเป็น เพื่อป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ควรพิจารณาว่า ประกาศฉบับนี้เข้าเงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าวหรือไม่ โดยสำหรับข้อ 3 นั้น ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมเห็นว่าไม่สามารถเข้าข่ายเป็นการจำเป็น เพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ แม้แต่น้อย&amp;rdquo; นายธีระชัยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ มีขวด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องดังกล่าวว่า เป็นการใช้อำนาจที่ชี้ให้เห็นว่าขาดธรรมาภิบาลเอื้อทุนใหญ่ ไม่แตกต่างจากสิ่งที่นายทักษิณเคยกระทำทุจริตเชิงนโยบายจากการแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างพฤติกรรมของ พล.อ.ประยุทธ์กับนายทักษิณ คือ กรณีทุจริตเชิงนโยบายของนายทักษิณยังมีกลไกตรวจสอบจนนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล แต่การใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 เป็นการมัดมือชกประชาชน ยับยั้งไม่ได้ ฟ้องร้องไม่ได้ ไม่สามารถเรียกคืนความเสียหายที่จะเกิดต่อรัฐกลับมาได้ ตัว พล.อ.ประยุทธ์พ้นความรับผิดโดยสิ้นเชิง กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง จึงถือว่าเลวร้ายกว่ายุคนายทักษิณเสียอีก&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หาก กสทช.ต้องการช่วยทุนโทรคมนาคม ก็ใช้อำนาจของตัวเองดำเนินการได้ แต่กลับเลือกเสนอให้ใช้อำนาจมาตรา 44 และ พล.อ.ประยุทธ์ก็สนองตอบ จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการใช้อำนาจพิเศษเพื่อหนีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์อาจอ้างว่าตัวเองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะไม่ใช่เจ้าของกิจการ แต่ท่านต้องตอบคำถามคนไทยให้ได้ว่า เหตุใดต้องยกผลประโยชน์นับหมื่นล้านให้นายทุน 3 ราย คือ เอไอเอส ทรู และดีแทค ทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัททั้งสามแห่งพุ่งสูงขึ้น ไม่แตกต่างจากบริษัทชินคอร์ปของนายทักษิณในอดีต&amp;rdquo; นายเชาว์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเชาว์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่กระแสสังคมต่อต้าน ประกอบกับ พล.อ.ประยุทธ์มีท่าทีชัดเจนที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ทำให้ชะลอไว้ก่อน เมื่อจบการเลือกตั้งค่อยดำเนินการต่อ และยังเลือกทำช่วงใกล้วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ส่อให้เห็นว่าเป็นการฉกฉวยจังหวะที่ผู้คนกำลังหยุดพักผ่อน ซึ่งไม่เพียงเป็นการลักหลับประชาชนทีเผลอ แต่ยังเป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบทางการเมืองด้วย เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจพิเศษเอื้อกลุ่มทุนโทรคมนาคมอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แรงสนับสนุนประชาชนที่ท่านได้อาจแตกต่างไปจากในปัจจุบัน เพราะประชาชนจะทราบความจริงล่วงหน้าว่าความสงบที่ท่านอ้างว่าจะได้นั้นต้องแลกด้วยประโยชน์ที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไปยกให้กับกลุ่มทุน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33525</URL_LINK>
                <HASHTAG>บ่อนทำลายเศรษฐกิจ, ม.44, มาตรา 44, หนังสือพิมพ์, อุ้มมือถือ-ทีวีดิจิทัล, เลวร้ายกว่ายุคทักษิณลักหลับอุ้มนายทุน, ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190412/image_big_5cb09ff2b6316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
