<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2020 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;UTA&#039;ลุยเดินหน้าสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท&amp;nbsp;อู่ตะเภา&amp;nbsp;อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด นำโดย นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ที่ปรึกษาประธานคณะผู้บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร นายอนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายกวิน กาญจนพาสน์ กรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และนายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าว ในการพัฒนา &amp;ldquo;โครงการสนามบินอู่ตะเภา&amp;nbsp;และเมืองการบินภาคตะวันออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการสนามบินอู่ตะเภา&amp;nbsp;และเมืองการบินภาคตะวันออก ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่เป็นการต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น &amp;ldquo;สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ&amp;rdquo; เพื่อพัฒนาไปสู่ประตูเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เชื่อมต่อสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิด้วยรถไฟความเร็วสูง และ เป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยรัฐจะได้ผลประโยชน์ ด้านการเงิน 305,555 ล้านบาท ได้ภาษีอากรกว่า 62,000 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานเพิ่ม 15,600 ตำแหน่งต่อปีในระยะ 5 ปีแรกของสัมปทาน พร้อมทั้งเกิดการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านธุรกิจการบิน เทคโนโลยีองค์ความรู้ด้านธุรกิจการบิน ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัท&amp;nbsp;อู่ตะเภา&amp;nbsp;อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า BBS) ผู้ที่ได้รับสัมปทาน 50 ปี จากภาครัฐ และได้ลงนามสัญญาร่วมทุนในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมาโดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญา โดย บริษัท&amp;nbsp;อู่ตะเภา&amp;nbsp;อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้า BBS) เกิดจากความร่วมมือจาก 3 บริษัทเอกชนใหญ่ ได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกันลงทุนประมาณกว่า 290,000 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานจัดเตรียม แผนพัฒนาในด้านต่าง ๆ พร้อมทั้งยื่นซองเอกสารแสดงเจตจำนงขอเข้าร่วมการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา&amp;nbsp;และเมืองการบินภาคตะวันออก รวมเวลาดำเนินงาน เจรจาเพียง 47 วัน เป็นระยะเวลาอันรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เมื่อเทียบกับขนาดโครงการแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต่าง ๆ ที่รัฐบาลเคยดำเนินการมา แสดงถึงความพร้อมทางการเงินที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญ และมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะสามารถดำเนินการโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกให้เป็น &amp;ldquo;ศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics &amp;amp; Aviation&amp;rdquo; รวมถึง การเป็นศูนย์กลางของ &amp;ldquo;มหานครการบินภาคตะวันออก&amp;rdquo; เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ ในการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ดจากรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดเป็นเมืองท่าและเมืองธุรกิจสำคัญของประเทศไทย โดยเข้าเชื่อมโยงเป็นส่วนขยายของกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปทางตะวันออก ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสะดวกสบาย ทันสมัย ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ที่ปรึกษาประธานคณะผู้บริหาร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการร่วมลงทุนในโครงการนี้ว่า &amp;ldquo;ผมมีความรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงสุดที่บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญของประเทศและ เป็นหนึ่งใน ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตามนโยบายและกรอบการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของรัฐบาล ที่ต้องการให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ เป็นศูนย์อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการบินของอีอีซี และเป็นศูนย์กลางของเมืองการบินภาคตะวันออก บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการบินมากว่า 50 ปี และเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารสนามบินในประเทศ 3 แห่ง(สมุย สุโขทัย ตราด)จึงมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่า บริษัทฯ และพันธมิตร จะสามารถพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้มีศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของประเทศไทย และผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการนี้เป็นอย่างมาก จากการผนึกกำลังของภาคเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศไทยทั้งสามกิจการ กลุ่มบริษัทบีทีเอสจะใช้ประสบการณ์ที่มีมากว่า 20 ปี ต่อยอดให้กับธุรกิจในเครือ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านระบบขนส่งมวลชนทางราง ด้านการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ เพื่อจะมาเป็นแรงผลักดัน ให้โครงการสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกประสบความสำเร็จ กลุ่มบริษัทบีทีเอสจึงมีความมั่นใจ 100% ที่จะเดินหน้าลงทุนที่จะพัฒนาระบบภายในสนามบินให้มีความทันสมัยมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทางบริษัทฯ ได้เตรียมแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และแผนในการสร้างระบบเชื่อมต่อการเดินทางภายในโครงการให้เชื่อมต่อกับระบบการขนส่งภายนอกทุกระบบรวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน และจะมีการพัฒนาระบบรถไฟฟ้า APM (Automated People Mover ) เชื่อมการเดินทางภายในโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพเมืองการบินให้เป็นเขตส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ EEC และเชื่อมโยงการขนส่งผู้โดยสารกับสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็น Aviation Hub ที่สำคัญของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก สำหรับโครงการนี้ไม่ได้มีเพียงสนามบิน แต่ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน โดยเฉพาะเมืองการบิน และ Free Trade Zone ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่มีความท้าทายและสามารถสร้างมูลค่าให้กับโครงการได้มากมายจึงทำให้มั่นใจได้ว่าผลตอบแทนที่เสนอให้รัฐเป็นตัวเลขที่มีพื้นฐานจากข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเรามีความภาคภูมิใจ และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งเป็นโครงการแห่งประวัติศาสตร์การก่อสร้างของไทย ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการลงทุนในมิติต่างๆ ในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มาสู่พื้นที่เมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยและคนไทยทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างเมกะโปรเจคมากว่า 58 ปี โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือมาตรฐานของผลงานก่อสร้างที่มีคุณภาพ ตรงเวลา โดยคำนึงถึงความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยเป็นสำคัญ การบริหารงานโครงการฯ โดย บริษัท&amp;nbsp;อู่ตะเภา&amp;nbsp;อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ทำให้ซิโน-ไทย มีความมั่นใจในความแข็งแกร่งของพันธมิตร อันได้แก่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการบิน มากว่า 50 ปี มีความแข็งแกร่งทั้งในเรื่องบริหารสายการบิน รวมถึงการบริหารสนามบิน และบริษัท บีทีเอส โฮล์ดิ้ง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้มีความเชี่ยวชาญด้าน โลจิสติก ระบบขนส่งทั้งหมด รวมถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อทั้ง 3 องค์กรจับมือร่วมกันบริหารโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ทำให้มั่นใจถึงความสำเร็จในอนาคต ขอให้ความมั่นใจว่า ซิโน-ไทย บริษัทก่อสร้างของคนไทย จะทุ่มเทกำลังความรู้ ความสามารถ เพื่อดำเนินการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมเมืองการบินที่ยิ่งใหญ่อันทรงคุณค่า สง่างาม ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้เป็นที่ภาคภูมิใจต่อคนไทยทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดโครงการ พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา&amp;nbsp;และเมืองการบินภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีองค์ประกอบหลักที่ทางรัฐดูแล ประกอบด้วย ทางวิ่งมาตรฐาน 2 ทางวิ่ง มีความยาว 3,500 เมตร ซึ่งสามารถให้อากาศยานขึ้นลงทั้ง 2 ทางวิ่งอย่างอิสระต่อกัน และสามารถรองรับเครื่องบินพาณิชย์ได้ทุกขนาด โดยมีหลุมจอด อากาศยานรวมทั้งสิ้น 124 หลุมจอด ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Complex) ระยะแรก 500 ไร่ รวมทั้งงานสนับสนุนอื่นๆ บนพื้นที่ ขนาด 1,400 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ โรงผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น โรงผลิตน้ำประปาและบำบัดน้ำเสีย และบริการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน และจะมีการก่อสร้าง Air Traffic Control Tower หรืออาคารหอบังคับการบิน โดย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด สามารถให้บริการการขึ้นลงของอากาศยานได้สูงสุด 70 เที่ยวบินต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์ประกอบหลักที่ทางภาคเอกชนดูแล ประกอบด้วย ส่วนของอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 3 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทุกระยะแล้ว จะมีขนาดพื้นที่กว่า 450,000 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 60 ล้านคนต่อปี ภายในอาคารมีการติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทันสมัย เช่น ระบบการ Check-in อัตโนมัติ (Smart Airport) ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automate People Mover, APM) คลังสินค้า , Cargo Village และ Free Trade Zone ที่มีขนาดพื้นที่กว่า 470,000 ตารางเมตร ประมาณการขีดความสามารถรองรับการขนส่งสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ากว่า 3 ล้านตันต่อปี ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน (Ground Transportation Center, GTC) มีขนาดพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร เพื่อให้การเดินทางในรูปแบบต่างๆ เช่น รถไฟความเร็วสูง รถบัส แท็กซี่ สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ พื้นที่กิจกรรมด้านอุตสาหกรรมการบินที่เกี่ยวข้อง นอกจากองค์ประกอบหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่ดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์และส่งเสริมการเป็น Aviation Hub ของโครงการฯ คือ Commercial Gateway ขนาดพื้นที่กว่า 400,000 ตารางเมตร จัดเป็นพื้นที่ร้านค้าปลอดภาษี ร้านค้าและภัตตาคาร โรงแรม รวมทั้ง Business Park และ Airport City ซึ่งมีขนาดพื้นที่กว่า 1 ล้านตารางเมตร ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า อาคารพักอาศัยและอาคารสำนักงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ ได้จัดทำแผนการพัฒนาโครงการแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 1 มีอาคารผู้โดยสารขนาดพื้นที่กว่า 157,000 ตารางเมตร พื้นที่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ อาคารจอดรถ ศูนย์ขนส่งภาคพื้นดิน และหลุมจอดอากาศยาน 60 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2567 สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15.9 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 2 อาคารผู้โดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 107,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) และระบบทางเดินเลื่อน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 16 หลุมจอด คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ.2573 โดยประมาณการว่า จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด30 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 3 เป็นการต่อขยายอาคารผู้โดยสารเพิ่มเติมจากระยะที่ 2 กว่า 107,000 ตารางเมตร เพิ่มจำนวนรถขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) อีก 1 ขบวน รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 34 หลุมจอด คาดว่าจะ แล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2585 ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 45 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยะที่ 4 หรือระยะสุดท้าย มีพื้นที่อาคารผู้โดยสารหลังที่สองเพิ่มขึ้นกว่า 82,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งติดตั้งระบบ Check-in แบบอัตโนมัติ รวมทั้งเพิ่มหลุมจอดอากาศยานอีก 14 หลุมจอด ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี พ.ศ. 2598 ประมาณการรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 60 ล้านคนต่อปี
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69487</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด, อู่ตะเภา, โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, โครงการสนามบินอู่ตะเภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef1be06b7bdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2020 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2020 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;เมินทร.อ้างเรื่องมั่นคง ยันใช้พื้นที่ป่า4.6พันไร่ต้องทำประชามติก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค. 63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ตามที่โฆษกกองทัพเรือได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ปรากฏข่าวว่ากองทัพเรือเสนอขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่จังหวัดระยอง 4,600 ไร่จากกรมป่าไม้ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ เกี่ยวกับที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางทหาร และบัญชีพิกัดเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจถูกโจมตีเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดความไม่สงบ และยังอ้างต่อไปว่าบุคคลทั่วไปมิได้รับทราบ รับรู้ความเข้าใจอย่างครบถ้วน ต่อแนวนโยบายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ แล้วนำมาวิพากษ์วิจารณ์กันบนสื่อ อาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการละเมิด หรือการเปิดเผยความลับของทางราชการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงของประชาชนเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ ตามมาตรา 78 ประกอบ มาตรา 257 หากกองทัพเรือยังคงใช้เงินจากภาษีของประชาชนอยู่ และประชาชนย่อมตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไม่มีหน่วยงานใดหรือผู้ใดมีอภิสิทธิ์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้ แม้แต่ทหาร หรือกองทัพเรือ และที่สำคัญอย่างดูถูก ดูแคลนประชาชนว่าไม่รับรู้ รับทราบ หรือไม่เข้าใจแนวนโยบายการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ เพราะเชื่อว่าคนไทยทั้ง 66 ล้านคนถ้าไม่ได้กินกินแกลบหรือกินหญ้า ย่อมรู้ดีกว่าการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในยุค 4.0 นั้นต้องคำนึงถึงอะไรเป็นลำดับต้น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้ออ้างของกองทัพเรือที่ว่า ที่ผ่านมากองทัพเรือได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่านี้มา 30 ปีแล้วเพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝึกป้องกันภัยทางอากาศ ให้แก่สนามบินอู่ตะเภานั้น เรื่องดังกล่าวเป็นอดีตไปแล้ว ในขณะนี้สนามบินอู่ตะเภาถูกแปรเปลี่ยนเป็นสนามบินเพื่อการพาณิชย์ โดยเปิดให้กลุ่มนายทุนเข้ามาสัมปทานเบ็ดเสร็จไปแล้ว การเอาเงินภาษีของประชาชนมาตั้งเป็นหน่วยทหารต่อสู้อากาศยานป้องกันสนามบินก็คือการปกป้องธุรกิจของเอกชนใช่หรือไม่ และที่สำคัญการขอเพิ่มพื้นที่จาก 2,558 ไร่เป็น 4,600 ไร่ ไม่มีความจำเป็นใดๆ เพราะพื้นที่แนวนิรภัยการบินนั้น เขามีไว้ห้ามสร้างตึกหรืออาคารสูงเท่านั้น ซึ่งเมื่อเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯจะไปมีตึกอาคารสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากจะกันพื้นที่ไว้เพื่อสร้างบ้านรับรองให้กับนายทหารระดับสูงจะได้มีวิวสวยๆเหมือนที่ภูเขาสัตหีบ แล้วปักป้ายว่า &amp;ldquo;เขตทหารห้ามเข้า&amp;rdquo; ใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติตาม รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 65 นั้นกองทัพเรือเข้าใจหรือไม่ว่าการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย ดังนั้น หากกองทัพเรือประสงค์จะอยากได้ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดระยองกว่า 4,600 ไร่ มาใช้เพื่อกิจการกองทัพจริงๆ ก็ขอได้โปรดให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงจะถือว่าชอบ ถ้าทำไม่ได้ก็ขอได้โปรดพับแผนพับโครงการดังกล่าวไปเสีย เพราะประชาชนยุคนี้เขารู้ทันทหารหมดแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65594</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทัพเรือ, ความมั่นคง, ระยอง, ศรีสุวรรณ, อู่ตะเภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200511/image_big_5eb8ad62408e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63358</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2020 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2020 18:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองการบินทหารเรือพร้อมรับนักศึกษาไทย 160 ชีวิต ลี้ภัยโควิด-19 จากสหรัฐอเมริกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เม.ย. 63 - ที่ห้องประชุม ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง พลเรือโท กฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผอ.การท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมด้วย นายปริญญา โพธิสัตย์ รอง ผวจ.ระยอง นายจีรศักดิ์ ตะปะโจทย์ นายอำเภอบ้านฉาง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองการบินทหารเรือ สาธารณสุขเขต 6 ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้ร่วมประชุมเตรียมการต้อนรับ นักศึกษาไทยกลับจากสหรัฐอเมริกา จำนวน 160 ชีวิต โดยสายการบิน DELTA ลงจอด ณ สถานีการบิน กองการบินทหารเรือ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ในเวลา 11.00 น.ของวันอาทิตย์ที่ 19 เม.ย.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปริญญา กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่ง แต่งตั้งให้ นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผวจ.ระยอง เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และท่าอากาศยานในจังหวัดที่รับผิดชอบ เพื่อบังคับบัญชา กำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ศูนย์การปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน อีกทั้ง ดำเนินการเรื่องอื่นๆตามที่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะที่ กองการบินทหารเรือ อยู่ในเขตจังหวัดระยอง จึงต้องบูรณการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทางผวจ.ระยอง มีความเชื่อมั่นว่า กองการบินทหารเรือ และท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะภา มีศักยภาพในการบริหารจัดการดีเยี่ยม ดังที่เคยปรากฏมาแล้ว อาทิ ต้อนรับชาวไทยลี้ภัยจากจีนและอิตาลี เมื่อเสร็จสิ้นการคัดกรองภายในสนามบินก็จะส่งไปยังที่พัก และเข้าสู่กระบวนการคัดกรองอีกครั้ง ในส่วนจังหวัดชลบุรี ใช้ที่พัก โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน และจังหวัดระยองใช้ที่พัก โรงแรมฮอลิเดย์ อินท์ เป็นที่รองรับเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 14 วัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พลเรือโท กล่าวว่า ที่ผ่านมา ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ประชาชนไม่เข้าใจคิดว่า &amp;nbsp;การดำเนินการนำคนไทยกลับบ้าน ใช้เส้นทางเข้า-ออก ของสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา จึงขอเรียนว่ากองทัพเรือได้ใช้พื้นที่ของ สถานีการบินกองการบินทหารเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่คนละส่วนและห่างไกลกันมาก ในภารกิจครั้งนี้ได้เตรียมการร่วมกับกรมควบคุมโรคติดต่อ โดยมุ่งเน้นสายการแพทย์ ความปลอดภัย การขนส่ง และที่สำคัญกัปตันพร้อมลูกเรือ ที่เดินทางมากับเครื่องจะต้องดำเนินการเช่นเดียวกับผู้โดยสารและคัดกรองอีกครั้งเมื่อถึงที่พักซึ่งภารกิจการนำคนไทยกลับบ้าน ได้ดำเนินตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63358</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักศึกษาไทย, อู่ตะเภา, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200416/image_big_5e9840a152a3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>138ชีวิตกลับถึงไทย กักตัวดูอาการ14วัน/โลกระสํ่า‘ไวรัสอู่ฮั่น’ขยายวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สธ.พบผู้ป่วย &amp;quot;โคโรนาสายพันธุ์ใหม่&amp;quot; เพิ่มอีก 6 ราย ผงะ! สาวเกาหลีติดเชื้อหลังจากมาเที่ยวไทย เร่งขอข้อมูลจากรัฐบาลโสมขาว นายกฯ ออกคลิปให้กำลังใจคนไทย-จีนและทุกภูมิภาครวมใจเป็นหนึ่งเดียวสู้ไวรัส ลั่นขอให้มั่นใจสาธารณสุขไทย &amp;nbsp;138 คนไทยกลับจากอู่ฮั่นถึงอู่ตะเภาแล้ว สธ.เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 14 วัน ขณะที่ยอดสังเวยโคโรนาจีนพุ่งรายวันเป็น 425 ศพ เมืองนอกหูเป่ย์ชัตดาวน์กันระนาว ฮ่องกงเสียชีวิตรายแรก สิงคโปร์-มาเลเซียพบการติดเชื้อภายในประเทศครั้งแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรมควบคุมโรค วันที่ 4 กุมภาพันธ์ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผอ.กองโรคติดต่อทั่วไป แถลงสถานการณ์โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่าจากการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา ระบาดวิทยา และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) พบว่าล่าสุดประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่มอีก 6 ราย เป็นชาวไทย 4 ราย 2 รายเป็นสามีภรรยา ไปเที่ยวญี่ปุ่นกลับมาแล้วป่วย อีก 2 รายคนขับรถรับจ้างไม่ประจำทาง ซึ่งรับชาวจีน และอีก 2 รายเป็นนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ได้ประสานไปที่ญี่ปุ่นเพื่อขอข้อมูลแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ป่วย 6 ราย มี 5 รายอาการดี รอผลตรวจเป็นลบจะให้ออกจาก รพ. สำหรับรายล่าสุดรับส่งต่อจาก รพ.เอกชนแห่งหนึ่งมาที่สถาบันบำราศนราดูร แรกรับใส่ท่อช่วยหายใจ ตรวจพบวัณโรค และติดโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เดิมประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสม 19 ราย รวมกับผู้ป่วยที่ประกาศเพิ่มวันที่ 4 ก.พ. อีก 6 ราย รวมเป็น 25 ราย ในจำนวนนี้รักษาหายกลับบ้านแล้ว 8 ราย เหลือยังรักษาตัวใน รพ.อีก 17 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงว่า ขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยยืนยันผู้ติดเชื้อนอนในโรงพยาบาล 11 คน กลับบ้านแล้ว 8 คน รวมสะสม 19 คน มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 492 คน คัดกรองจากสนามบิน 43 คน มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 449 คน อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 119 คน ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลยังคงรักษาในโรงพยาบาล 373 คน โดยวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 7 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณรงค์กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วโลกใน 26 ประเทศ ข้อมูลตั้งแต่ 5 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 17,205 คน ส่วนประเทศจีน ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วย 17,079 คน เสียชีวิต 361 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ ยืนยันวันที่ 4 ก.พ.ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่รายที่ 16 เป็นหญิงวัย 42 ปี เพิ่งกลับจากไทย 19 ม.ค. เริ่มมีอาการหนาวสั่น 25 ม.ค.ก่อนเข้ารับการตรวจสอบเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ซึ่งผลยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขณะนี้เราได้ประสานไปยังศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยรายนี้แล้วว่ามีการสอบสวนโรคอย่างไร อาการอย่างไร ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (แล็บ) เป็นอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบสวนโรคในประเทศไทยต่อไป
เชื่อมั่นสาธารณสุขไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยก็อยู่ในระยะที่มีพบการติดเชื้อภายในประเทศแล้วในวงจำกัด ถ้ามองตามเหตุตามผลว่าคนจีนที่ยังอยู่ในเมืองไทยสามารถป่วยในเมืองไทย และสามารถแพร่เชื้อให้คนไทยได้ และโดยทั่วไปนักท่องเที่ยวเวลาไปเที่ยวที่ไหนมักจะไปเป็นกลุ่มก้อน พื้นที่ไหนนักท่องเที่ยวเยอะคนจีนไปที่ไหน คนเกาหลีก็ไปที่นั่น ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อระหว่างนักท่องเที่ยวด้วยกันก็เป็นไปได้อยู่แล้ว เรามีการแพร่เชื้อในประเทศแล้ว คนจีนเริ่มแพร่เชื้อให้คนไทย ดังนั้นตอนนี้ยังเป็นการแพร่โรคในวงจำกัดเหมือนเดิม และไม่ได้เปลี่ยนระดับความเสี่ยงของคนไทยตอนนี้อยู่ในระดับที่เราพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และค้นหาผู้ป่วยให้เจอมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะถ้าค้นพบก็จะค้นเจอคนสัมผัส จะได้นำเข้าสู่ระบบการตรวจติดตามเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงการเดินทางไปรับคนไทยกลับจากเมืองอู่ฮั่นว่า จะเดินทางกลับถึงประเทศไทยประมาณ 19.00 น. จะต้องมีมาตรการคัดกรองก่อนขึ้นเครื่องเพื่อระมัดระวังการกลับมาแพร่เชื้อในไทย ฉะนั้นเมื่อเข้ามาก็ต้องหาพื้นที่รองรับ ก็ต้องเห็นใจคนที่กลับมาที่ต้องถูกกักตัวไว้ 14 วัน จะต้องดูแลทั้งความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ญาติพี่น้องเยี่ยมได้หรือไม่อย่างไร ตอนนี้มีมาตรการพร้อม โดยตนตัดสินใจใช้พื้นที่อู่ตะเภาของกองทัพเรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นั่นแหละมีทหารไว้ทำไม ทุกคนอยากได้กลับมา แต่ทุกคนไม่ต้องการ เอ๊ะมันยังไงกัน ท้ายที่สุดทหารรับกันไป นั่นแหละเห็นใจทหารเขาบ้างสิ เขาเสียสละ เขากลัวไหม เขาก็กลัว แต่ทหารเรือเขาก็ยินดีตอบรับ หาพื้นที่ที่เหมาะสม เป็นอาคารที่พักที่สะดวกสบายพอสมควร มันต้องช่วยกันแบบนี้&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ากังวลเรื่องการแพร่ระบาดในไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ถ้าถามว่ากังวลหรือไม่ ต้องบอกว่ากังวล เพราะสถานการณ์ยังมีอยู่ เราไม่ต้องการให้ไปสู่ระดับ 3 คือการแพร่ระบาดในประเทศไทย เราพยายามหยุดยั้งไว้ในระยะที่ 2 คัดกรองการเข้ามา ควบคุม ดูแล จัดเตรียมการรักษาพยาบาลให้เหมาะสมตามขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ขอให้มั่นใจ ถึงจะกังวลยังไงก็ตาม เราก็ต้องมั่นใจในมาตรการของเรา และมาตรการของบุคลากรสาธารณสุขของเรา ซึ่งมาตรฐานของเราถือว่าระดับต้นของโลก แต่ถ้าจะมีการแพร่ระบาดก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ปัญหาต่อไป เราไปสั่งให้เชื้อโรคมันหยุดก็คงไม่ได้ แต่ก็คิดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้โดยเร็วด้วยความร่วมมือของประเทศต้นทาง กลางทาง ปลายทาง วันนี้เราต้องดูแลทุกพื้นที่ ทำเต็มที่แล้ว ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่เหมือนกับไข้หวัดนก เอาไก่ไปฆ่าทีนึง 3-4 ล้านตัว มันทำได้ไหม&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าทางการไทยจะมีการกักเรือที่มาจากจีนไว้ที่ท่าเรือเพื่อกักโรค 14 วันเหมือนที่ออสเตรเลียทำแล้วหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีการทำทุกที่ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ และบริเวณชายแดนด่านตรวจต่างๆ ทางช่องทางธรรมชาติและช่องทางอื่นๆ ได้สอบถามกระทรวงคมนาคมทราบว่าคนที่เข้ามาต้องถูกคัดกรองโรคอยู่แล้ว
นายกฯ แพร่คลิปให้กำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงมาตรการที่ให้หน้ากากอนามัยเป็นสินค้าควบคุม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะมีการประกาศกฎกระทรวงในช่วงบ่ายวันที่ 4 ก.พ. ในราชกิจจานุเบกษา ตนได้สั่งการให้ กทม.และหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์รับหน้ากากฯ จากโรงงานมาจัดจุดจำหน่าย ให้ร้านค้าปลีกค้าส่งมาซื้อเพื่อไม่ให้ถูกใครหลอก หรือขึ้นราคา หากพบว่ามีการขายหน้ากากฯ เกินราคา สามารถแจ้งได้ทันที จะได้จับกุมลงโทษดำเนินคดีตามกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ &amp;quot;วิกฤติไวรัสโคโรนา&amp;quot; ความยาว 1.17 นาที พร้อมเอ็มวีเพลงไม่ต้องกลัว ของวงลิปตา รวมทั้งคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหากับโรคปอดอักเสบไวรัสโคโรนา โดยนายกฯ ระบุว่า ขอเป็นกำลังใจให้กับคนไทย และให้กำลังใจกับคนจีน ประเทศจีน ตลอดจนทุกประเทศในทุกภูมิภาค ซึ่งได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว ขอให้ทุกคนรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว สู้ๆ และนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สถานการณ์คลี่คลายให้ได้โดยเร็ว ด้วยการจับมือร่วมกันเดินไปข้างหน้า ฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน ขอให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า นายกฯ ได้แจ้งให้ ครม.รับทราบถึงข้อสั่งการต่างๆ ในการประชุมสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และให้ความมั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และได้กำชับ ครม.เรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเข้มข้น ในกรณีที่มีข่าวลือข่าวปลอม ที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบ ส่วนกรณีที่มีการกักตุนหรือขายหน้ากากอนามัยเกินราคา หากพบสามารถแจ้งสายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยคนที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย จะมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ขายที่ไม่แสดงราคาสินค้ามีโทษปรับ 10,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัด สธ. กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมการดูแลกลุ่มคนไทยในอู่ฮั่นที่กลับประเทศ มีมาตรการดูแล 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.มาตรการเฝ้าระวังก่อนเดินทาง จะมีการคัดกรองสุขภาพโดยทีมของทางการจีนก่อนขึ้นเครื่อง 2.มาตรการดูแลขณะการเดินทางและเมื่อถึงประเทศไทย ทีมแพทย์ไทยจะให้การดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตไปพร้อมกัน ระหว่างอยู่บนเครื่องจะคัดกรองซ้ำ เพื่อแยกผู้ที่อาจมีอาการป่วยออกจากคนอื่นและให้การดูแลในพื้นที่ที่แยกไว้ เมื่อเดินทางถึงประเทศไทยจะวัดไข้ซ้ำอีกครั้ง ผู้ที่มีอาการป่วยจะส่งไปรับการรักษาตามมาตรฐาน ส่วนผู้ที่ยังไม่มีอาการจะได้รับการดูแลติดตามอาการอย่างใกล้ชิดทุกวันจนครบ 14 วันตามมาตรฐานการเฝ้าระวังควบคุมโรค และ 3.การสื่อสารญาติเพื่อลดความวิตกกังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี, นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี เขต 8, นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ ร่วมให้การต้อนรับคนไทย 138 ชีวิต ที่เดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเที่ยวบิน FD571 สายการบินแอร์เอเชีย ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ลงจอดอย่างปลอดภัย ในเวลา 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายอนุทินแถลงว่า คนไทยที่อยู่ระหว่างเดินทางกลับมาจากเมืองอู่ฮั่นมีทั้งหมด 138 คน ก่อนที่จะขึ้นเครื่องมีการตรวจร่างกาย พบว่าทุกคนแข็งแรง นอกจากนี้มี 2 คนที่ทางการจีนตรวจพบว่ามีไข้สูงกว่าเกณฑ์กำหนดอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ยังต้องอยู่ที่จีน 14 วัน ส่วนอีก 1 คนวีซ่าหมดอายุนาน 7 เดือน เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่อยู่ที่จีนจะช่วยดูแลทั้ง 3 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินกล่าวว่า การเดินทางกลับมาถึงไทยวันนี้ ขอขอบคุณ 4 เหล่าทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และทุกหน่วยงานที่ช่วยเหลือดูแล ส่วนการที่ไม่สามารถประกาศอย่างเป็นทางการได้ว่าจะนำทั้ง 138 คนไปเฝ้าดูอาการได้ที่ไหน ก็เพื่อความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และจะไม่เสี่ยงในเรื่องการแพร่เชื้อ จึงได้ข้อสรุปว่าจะนำมาพักดูอาการที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่ที่ดีที่สุด และทางกองทัพเรือได้เสนอให้มาใช้ที่นี่ มีห้องพัก มีการคมนาคมสะดวก มีแพทย์พยาบาลดูแล อาหาร เครื่องมือ สะดวกในการดูแลทำให้ทั้ง 138 คนได้รับความสะดวกและได้รับอากาศที่ดีและอยู่ใกล้ กทม.ด้วย ทั้งหมดจะพักอยู่ 14 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันความพร้อมของกองทัพเรือในการดูแลทุกคน ด้วยการนำรถไปรับที่สนามบินอู่ตะเภา หากพบใครมีไข้ ไอ จะแยกออกมาก่อน ส่วนใครที่ไม่มีอาการจะพาไปที่บ้านพัก ส่วนการดูแลเรื่องอาหาร ที่อยู่ที่พัก ดูแลเต็มที่ ถ้ามาถึงแล้วทุกคนจะมีความสบายใจ อากาศดี ลมแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้อมูลของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนประจำวันอังคารที่ 4 ก.พ.2563 กล่าวว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เสียชีวิตเพิ่มอีก 64 รายเมื่อวันจันทร์ เป็นยอดเพิ่มขึ้นมากที่สุดทำลายสถิติของวันอาทิตย์ ทั้งหมดอยู่ในมณฑลหูเป่ย์ โดย 48 รายอยู่ในเมืองอู่ฮั่นที่เป็นศูนย์กลางการระบาด จำนวนรวมผู้เสียชีวิตภายในจีนเพิ่มเป็น 425 ราย นับข้อมูลถึงวันจันทร์ ส่วนผู้ติดเชื้อมีเพิ่มขึ้น 3,232 ราย จำนวนรวมอยู่ที่ 20,438 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังควบคุมไม่ได้นี้ ทำให้คณะกรรมการประจำกรมการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แถลงยอมรับเมื่อวันจันทร์ว่า การตอบสนองต่อการแพร่ระบาดยังมีข้อบกพร่องและปัญหายุ่งยาก และเรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินระดับประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันอังคาร โรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียงในเมืองอู่ฮั่นที่ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 10 วัน เริ่มเปิดรับคนไข้แล้ว ส่วน รพ.สนามแห่งที่ 2 จะเปิดตามมาภายในสัปดาห์นี้ ความขาดแคลนเตียงยังทำให้จีนต้องดัดแปลงอาคารศูนย์วัฒนธรรม, ศูนย์จัดแสดง และโรงยิมเนเซียม เป็นคลินิกชั่วคราวรองรับคนไข้อีก 3,400 เตียง
จีนสั่งปิดเมืองเพิ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ความหวาดวิตกที่ไวรัสจะแพร่ระบาดในมหานครที่ประชากรหนาแน่น ทำให้ทางการจีนสั่งปิดเมืองเพิ่มมณฑลอื่นนอกเหนือจากหูเป่ย์ ที่ประชากรกว่า 50 ล้านคนถูกกักกันโรคไว้ โดยเอเอฟพีรายงานว่า มณฑลเจ้อเจียงในภาคตะวันออกซึ่งมีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 829 ราย มากรองจากหูเป่ย์ ทางการท้องถิ่น 3 อำเภอของเมืองหางโจวรวมประชากร 3 ล้านคน และอีก 3 อำเภอในเมืองไท่โจว รวมประชากร 9 ล้านคน สั่งปิดเมืองห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน โดยยกเว้นครอบครัวละ 1 รายที่อนุญาตให้ออกนอกบ้านได้ทุกๆ 2 วัน เพื่อซื้อสิ่งของจำเป็น ก่อนหน้านี้เมืองเหวินโจวของเจ้อเจียงก็ใช้มาตรการเดียวกันกับประชากร 9 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภายนอกจีน หลังจากฟิลิปปินส์มีผู้เสียชีวิตรายแรกเมื่อวันอาทิตย์ เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน เมื่อวันอังคาร ฮ่องกงก็มีผู้เสียชีวิตเป็นรายแรกด้วย เป็นชายวัย 39 ปีที่มีปัญหาสุขภาพเป็นอุปสรรคต่อการรักษา เขาเพิ่งไปอู่ฮั่นเมื่อเดือนที่แล้ว และแม่วัย 72 ปีของเขาก็ติดเชื้อด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มในสิงคโปร์และมาเลเซียด้วยเมื่อวันอังคาร โดยเป็นการติดเชื้อจากคนสู่คนครั้งแรกในสองประเทศนี้ ของสิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่ม 4 ราย รวมเป็น 24 ราย มาเลเซียพบชายวัย 41 ปีติดเชื้อแม้ไม่เคยเดินทางไปจีน แต่เขาเคยไปอยู่สิงคโปร์ 1 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม และได้เข้าร่วมการประชุมที่มีชาวจีนรวมอยู่ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งเกาหลี (เคซีดีซี) เผยว่าพบหญิงชาวเกาหลีใต้อายุ 42 ปีติดเชื้อไวรัสโคโรนา ภายหลังเดินทางกลับจากท่องเที่ยวที่เมืองไทยเมื่อวันที่ 19 มกราคม คนไข้รายนี้เริ่มมีอาการไข้และอาการอื่นๆ แต่เพิ่งเข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 25 มกราคม อาการของเธอเริ่มดีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ แต่จอง อึนคยอง ผู้อำนวยการเคซีดีซี กล่าวว่า ยังเร็วไปที่จะสรุปว่าคนไข้รายนี้ติดเชื้อไวรัสระหว่างอยู่ในไทยหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไข้รายล่าสุดนี้ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในเกาหลีใต้เพิ่มเป็น 16 ราย โดยก่อนหน้านี้มีอย่างน้อย 4 รายที่ติดเชื้อจากคนสู่คน และยังมีมัคคุเทศก์ชาวจีนคนหนึ่งที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลโดยเชื่อว่าเริ่มป่วยระหว่างทำงานที่ญี่ปุ่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่ถูกวิจารณ์ว่าตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศล่าช้า ในวันอังคารดับเบิลยูเอชโอแถลงที่นครเจนีวา ย้ำว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนายังไม่อยู่ใน &amp;quot;ภาวะแพร่ระบาดทั่ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถึงขณะนี้พบผู้ติดเชื้อในมากกว่า 24 ประเทศและดินแดนแล้ว และรัฐบาลหลายแห่งประกาศใช้มาตรการจำกัดการเดินทางของตนเอง แม้ดับเบิลยูเอชโอไม่มีคำแนะนำเช่นนั้น ล่าสุดความวิตกทำให้ญี่ปุ่นสั่งกักกันโรคผู้คน 3,711 คนบนเรือสำราญ และทำการตรวจเชื้อทุกคนบนเรือ หลังจากพบอดีตผู้โดยสารของเรือลำนี้คนหนึ่งล้มป่วยที่ฮ่องกง ส่วนทางการมาเก๊าสั่งปิดกาสิโนทุกแห่งบนเกาะอย่างน้อย 2 สัปดาห์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การรวบรวมข้อมูลของเอเอฟพีเผยว่า มีผู้ติดเชื้อในดินแดนและประเทศนอกจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่า 150 รายแล้ว แบ่งตามภูมิภาคได้แก่ เอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วย สิงคโปร์ 24 ราย, ญี่ปุ่น 20 ราย, ไทย 25 ราย, ฮ่องกง 17 ราย เสียชีวิตแล้ว 1 ราย, เกาหลีใต้ 16 ราย, ออสเตรเลีย 12 ราย, มาเลเซีย 10 ราย, ไต้หวัน 10 ราย, เวียดนาม 10, มาเก๊า 9 ราย, อินเดีย 3 ราย, ฟิลิปปินส์ 2 ราย เสียชีวิตแล้ว 1 ราย, เนปาล ศรีลังกา และกัมพูชา ประเทศละ 1 ราย ส่วนตะวันออกกลางมีผู้ติดเชื้อที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในอเมริกา พบผู้ติดเชื้อในสหรัฐ 11 ราย และแคนาดา 4 ราย ที่ยุโรป เยอรมนีพบติดเชื้อมากสุด 12 ราย, ฝรั่งเศส 6 ราย, อังกฤษ อิตาลี และรัสเซีย ชาติละ 2 ราย, ฟินแลนด์ สเปน และสวีเดน ชาติละ 1 ราย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56309</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, กักตัวดูอาการ14วัน, สาธารณสุข, สาวเกาหลีติดเชื้อหลังจากมาเที่ยวไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อู่ตะเภา, โคโรนาสายพันธุ์ใหม่, โคโรนาไวรัส, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e398a351962b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2020 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2020 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จาก&#039;อู่ฮั่น&#039;สู่&#039;อู่ตะเภา&#039;144 คนไทย ออกเดินทางแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ:www.flightradar24.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;4 ก.พ.63- &amp;nbsp;สายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน &amp;nbsp;FD571 ขึ้นจากสนามบินอู่ฮั่นแล้ว โดยจะลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาช่วงทุ่มกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทางสายการบินแอร์เอเชียก็จะมีมาตรการเเละขั้นตอนการทำความสะอาดเครื่องบินลำดังกล่าวทันที เพื่อความปลอดภัยเเละมั่นใจสูงสุดตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคนไทยทั้ง 144 คนจะถูกส่งตัวไปพักดูอาการ 14 วันภายในฐานทัพอู่ตะเภา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56278</URL_LINK>
                <HASHTAG>fd571, อพยพคนไทย, อู่ตะเภา, อู่ฮํ่น, แอร์เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e3945eae8b49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56223</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2020 08:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2020 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;เผยตัวเลข 142 คนไทยเดินทางกลับจากอู่ฮั่น เครื่องลงที่อู่ตะเภาเย็นนี้ กักตัว 14 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.63- นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ไม่เดินทางไปรับคนไทยที่เมืองอู่ฮั่นในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ว่า เนื่องจากว่าขั้นตอนมีมากและทางการจีนต้องออกมาดูแลหากคนมีตำแหน่งเดินทางไปด้วย ทั้งนี้กระบวนการต่างๆทั้งทีมแพทย์และลูกเรือที่ไปรับไปส่งมีความพร้อมอยู่แล้ว​ ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร ทุกคนมีกำลังใจดี ยืนยันว่าขณะนี้จำนวนตัวเลขคนที่ไทยที่จะเดินทางกลับมีจำนวน 142 คน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม​ ในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ตนจะเดินทางไปที่ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อไปดูว่ามีปัญหาติดขัดอะไรหรือไม่ เพราะเราอยากให้คนไทยเป็นอยู่สบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุทิน กล่าวว่า คนไทยที่เดินทางกลับมาทราบดีว่า เมื่อเดินทางมาถึงแล้วจะต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าสังเกตอาการจำนวน 14 วัน โดยทางกระทรวงการต่างประเทศแจ้งรายละเอียดไว้แล้ว เพราะเป็นมาตรฐานสากลในเรื่องการควบคุมโรค และต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ไม่ให้รู้สึกว่าถูกควบคุมตัว และต้องทำให้เขารู้สึกว่าเป็นการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าไม่ได้ติดเชื้อมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56223</URL_LINK>
                <HASHTAG>142 คนไทย, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, รมว.สาธารณสุข, อู่ตะเภา, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200204/image_big_5e38cfa5b79dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาฯองค์กรต้านโกงตั้งคำถามจะเกิดอะไรกับประเทศไทยหลังกลุ่มซีพี ได้สิทธิ์ประมูลอู่ตะเภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
14 ม.ค.63- ดร. มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อะไรจะเกิดหลังจากนี้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเกิดอะไรกับประเทศไทยภายหลังกลุ่มบริษัท ซีพี กลายเป็นเอกชนรายแรกที่สามารถยื่นเอกสารการประมูลได้แม้จะเลยเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งๆ ที่ธรรมเนียมปฏิบัติของราชการนั้นยึดถือมาตลอดว่า กำหนดเวลาเป็นเรื่องของความยุติธรรมที่ชัดเจน ใครมายื่นทันก็มีสิทธิ์ ไม่ทันก็หมดสิทธิ์ คือชัดเจนว่าเป็นขาวหรือดำ โดยไม่ต้องมาเถียงกันว่าที่มาสายเป็นเพราะรถติด ไปผิดที่ หรือมีเอกสารเยอะ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงทำให้ผมเกรงว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จากนี้ไปการมายื่นประมูลเลยกำหนด (ซึ่งแปลว่าคนอื่นเขายื่นกันหมดแล้ว) อาจเป็นเรื่อง สีขาว สีเทาหรือสีดำก็ได้ เพราะคนที่ทำผิดกติกาย่อมสามารถอ้างแนวคำตัดสินจากคดีนี้ ไปร้องต่อศาลปกครอง หรือเอาที่ง่ายกว่านั้นคือ ขอให้คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างฯ ของโครงการนั้นๆ &amp;ldquo;ใช้ดุลยพินิจ&amp;rdquo; เองเลยว่า พฤติกรรมแบบใดที่ตนทำไปหรือเอกสารใดที่ตนยังไม่ได้ยื่น แต่ให้ถือว่ายอมรับได้หรือให้รับไว้เป็นส่วนหนึ่งของการประมูล เหตุนี้ย่อมทำให้หน่วยงานของรัฐเสียหายจากการหยุดชะงักล่าช้าออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ข้าราชการจะมีอำนาจในการ &amp;ldquo;ใช้ดุลพินิจโดยไร้กรอบกติกาที่ชัดเจน&amp;rdquo; ซึ่งเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติและคอร์รัปชันได้ เพราะหลักเกณฑ์หรือแนวทางในเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในกฎหมาย ข้อกำหนดหรือระเบียบใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจโดยไร้กรอบกติกาเช่นนี้ ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ต้องการให้ใช้กติกาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มีการแข่งอย่างเท่าเทียม เปิดเผย และโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ผลของการมีอำนาจใช้ดุลยพินิจแบบนี้
ข้าราชการที่ดีและตั้งใจให้งานสำเร็จ จะเป็นทุกข์เพราะเสี่ยงติดคุก หากถูกร้องเรียนจากผู้เสียประโยชน์และถูกตรวจสอบจากต้นสังกัด หรือ ป.ป.ช. และ สตง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้าราชการที่ฉ้อฉลและพ่อค้าผู้มีอิทธิพล เส้นสาย จะชอบใจเพราะเปิดช่องให้ช่วงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันได้ โดยเฉพาะเมื่อแอบล่วงรู้ข้อมูลของผู้ยื่นประมูลคนอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาดูกันว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกรมบัญชีกลางและ สคร. จะทำให้ถูกต้องและชัดเจนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ผมอยากรู้มากกว่าคือ ทำไม? ประธานตุลาการศาลปกครองสูงสุดจึงไม่สั่งการให้นำคดีอู่ตะเภานี้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ทั้งๆ ที่กองทัพเรือได้ร้องขอแล้ว[1] เพราะเล็งเห็นว่า อาจจะเกิดความเสียหายต่อรัฐได้ ขณะที่ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดฯ ก็เปิดช่องให้ทำได้[2] และเคยทำมามากแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. มานะ นิมิตรมงคล
เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ้างอิง:
1 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/854134
2 https://www.isranews.org/isranews/84415-openn-84415.html&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54516</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีพี., ดร. มานะ นิมิตรมงคล, ผอ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น, ศาลปกครองสูงสุด, อู่ตะเภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191212/image_big_5df1bd57761dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
