<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119865</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 21:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่านหนังสือช่วยคลายเครียดช่วงโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วิธีผ่อนคลายในช่วงโควิด-19 มีให้เลือกหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการอ่านหนังสือ เพราะไม่ใช่การอ่านจะช่วยเติมความรู้ แต่ทว่าช่วยให้เราสามารถปรับพฤติกรรม การดำเนินชีวิตไปในทางบวกได้ และยังช่วยทำให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆอีกด้วย โดยเฉพาะความคิดและมุมมองด้านใหม่ๆ และนั่นจึงทำให้เกิดความเพลิดเพลิน จากการหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมา เพราะการใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์มากเกินไป อาจทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อ แต่หลายคนมักเกิดคำถามว่า นิสัยรักการอ่านนั้นจะต้องเริ่มจากจุดไหน เพราะจากผลสำรวจพบว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกิน 2 เล่ม และเสียเงินไปกับการซื้อหนังปีละ 260 บาท ขณะที่เพื่อนบ้านอย่าง คนเวียดนามและสิงคโปร์นั้น อ่านหนังสือคนละไม่ต่ำกว่า 40-60 เล่มต่อปี เพื่อช่วยให้แต่คนแต่ละช่วงวัยเลือกอ่านหนังสือได้ถูกต้อง และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเมื่อยามว่าง ท่ามกลางชีวิตภายใต้วิธีนิวนอร์มอล ได้อย่างมีความสุขและสุขภาพจิตที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;งานนี้ &amp;ldquo;สุจิตร สุวภาพ&amp;rdquo; เลขานุการ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo; หลักการเลือกอ่านหนังสือที่ดี ต้องเริ่มจากการจำแนกกลุ่มของผู้อ่าน เช่น หากเป็นวัยรุ่นวัยเรียนหนังสือที่อ่านก็จะเป็นคนละแนวกับ วัยทำงาน และวัยเกษียณ ดังนั้นขอเริ่มจากกลุ่มคนทำงานที่บ้าน หรือ &amp;ldquo;คนเวิร์คฟอร์มโฮม&amp;rdquo; ซึ่งเรารู้กันว่าคนกลุ่มต้องทำงานที่บ้าน ไม่สามารถออกไปออกกำลังกายนอกบ้านได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีคลายเครียด เพราะจะทำให้ทำงานทั้งวันก็คงไม่ดี แต่การที่จะอยู่กับมือถือมากเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น สายตา&amp;nbsp; หรือแม้แต่การที่คนทำงานหยิบมือถือ มาเปิดดูภาพยนต์ที่ดาวโหลดมาแอพพิเคชั่นออนไลน์ หากดูมากเกินไปก็ทำให้รู้สึกเบื่อ ดังนั้นการอ่านหนังสือจึงเป็นวิธีผ่อนคลายที่ดี เช่น การที่คนวัยทำงานหยิบหนังสือในตู้ ที่เคยอ่านแล้วกลับมาอ่านอีก ก็ทำให้เราย้อนกลับไปคิด ในสิ่งที่เราเคยอ่านเมื่อครั้งวัยหนุ่มสาวได้ ประกอบโควิด-19 นั้น ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไป คือทำให้เราถอยหลัง กลับไปใช้ชีวิตที่สโลว์ไลฟ์มากขึ้น และกลับไปอยู่กับธรรมชาตินั่นเอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่พี่เห็นอีกอย่างหนึ่งคือการ นักเขียนหลายคนใช้เวลาว่างช่วงโควิดระบาด หยิบหนังสือเล่มเก่าในตู้ที่เคยอ่านแล้วมาอ่านอีก ซึ่งตรงนี้มันทำให้เกิดความประทับใจได้เช่นกัน เพราะตอนที่เราอ่านหนังสือนี้ เรายังเป็นวัยรุ่น ความประทับใจมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นไปด้วยความประทับใจแบบหวือหวา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี หรือ 10 ปี ความดื่มด่ำในอรรถรสของการอ่านหนังสือ มันจะเปลี่ยนไปทำให้รู้สึกซึ้ง ในการอ่านหนังสือเล่มเดิมมากขึ้น เพราะเรามีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมากขึ้น พูดได้ว่าวิกฤตโควิด-19 นั้นถือเป็นสิ่งที่ดี ในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ที่ทำให้เราได้อ่านหนังสืออีกครั้ง และเมื่ออ่านแล้วก็ทำให้เกิดความประทับใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;อ.สุจิตร&amp;rdquo; บอกอีกว่า สำหรับหลักในการเลือกอ่านหนังสือที่ดีนั้น อันดับแรกอยู่ที่ความสนใจ และตั้งใจที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้นจริงๆ เพราะความสนใจของคนแต่ละช่วงวัยนั้นต่างกัน &amp;ldquo; เช่นหากเป็น &amp;ldquo;คนวัยเกษียณ&amp;rdquo; ความสนใจอาจอยู่ที่อาหารและงานบ้าน หรือการออกกำลังกายเบา อย่างการเล่นโยคะ หรือหนังสือที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว หนังสืองานเย็บปักถักร้อย หนังสือสุขภาพ เพราะคนวัยนี้ไม่ต้องการอะไรมาก เพียงแค่มีกิจกรรมทำไม่ให้อยู่ว่างๆ ดังนั้นคนกลุ่มนี้ก็มักจะเลือกอ่านหนังสือในสิ่งที่ตัวเองสนใจ แต่สิ่งสำคัญคือการที่เราจะทำอย่างไร ให้คนกลุ่มนี้เข้าถึงหนังสือที่ตัวเองสนใจได้ ดังนั้นการที่นักเขียนใช้ช่องทางโซเชียล เป็นตัวแนะนำหนังสือให้กับคนกลุ่มนี้ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ และทำให้คนวัยเกษียณเลือกหนังสือได้ตรงจริตมากขึ้น หรือแม้แต่การพิมพ์ตัวอักษรในหนังสือให้ตัวใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับสายตาคนกลุ่มนี้ หรือแม้แต่การดีไซน์หนังสือ ให้คนวัยเกษียณได้อ่านผ่านรูปภาพ ที่เป็นตัวเล่าเรื่อง ก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ไล่มาถึงการเลือกหนังสือของ &amp;ldquo;กลุ่มเด็กและเยาวชน&amp;rdquo; นั้น เนื่องเด็กวัยนี้จำเป็นต้องมีคนไกด์ไลน์ในการตัดสินใจเลือกหนังสือที่ชอบสักเล่ม ไม่ว่าจะเป็นครูพ่อแม่ เพราะเด็กวัยนี้มักจะไม่มีคนคอยชี้แนะ ประกอบเด็กมักมองว่าตัวเองนั้นมีตัวตน ดังนั้นถ้าจะให้ดีต้องมีคนที่คอยชี้แนะเรื่องการอ่าน แต่สุดท้ายเด็กก็จะเป็นผู้เลือกเองว่า เขายากจะอ่านหนังสือแนวไหน เช่น ชมรมรักการอ่าน และทางสสส.ได้ทำการวิจัยและมีคณะกรรมการ ในการเลือกหนังสือน่าอ่าน 100 เล่ม ไว้ให้กับเยาวชนที่สนใจ ซึ่งสามารถเลือกอ่านตรงตามช่วงวัยของเด็กๆ ตรงนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในการฝึกนิสัยการอ่านให้กับเด็กๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119865</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายเครียด, สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย, สุจิตร สุวภาพ, อ่านหนังสือ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_6169948780dfb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 19:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะเคล็ดลับสร้างความเชื่อมั่นเสริมพลังใจสู้โรคโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ถึงขั้นคิดสั้น ทำร้ายตัวเอง เพราะผลอันเกิดจากความเครียด&amp;nbsp; และความกดดันจากสังคมรอบข้าง ดูเหมือนเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ กรณีดังกล่าว พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์ พยาบาลอาวุโส เกษียณราชการ คณะแพทย์ศาสตร์วชิระพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo; แม้ว่าการโอบกอดเพื่อให้กำลังใจกันอาจจะทำได้ยาก ในช่วงที่เราต้องเว้นระยะห่างทางสังคม สิ่งที่ควรทำคือการส่งกำลังใจให้แก่กัน เพราะถ้าจิตดีกายก็จะดี(จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว) หากครอบครัวไหนที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 คือ การพูดให้กำลังใจในเชิง ของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ติดเชื้อไวรัสร้ายรู้สึกว่า มันจะต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะหากผู้ติดเชื้อคนไหน ที่ชอบการออกกำลังกายอยู่แล้ว แน่นอนว่าจะต้องผ่านพ้นวิกฤตเหล่านี้ไปได้เนื่องจากร่างกาย จะมีความแข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับการรักษาด้วยยาที่ทำให้เชื้อไวรัสในร่างกายลดลง และโดยเฉพาะผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษา และปอดยังไม่ถูกไวรัสโควิด-19 ทำลาย แน่นอนว่ามีโอกาสสูงที่จะหายได้!! ตรงนี้จึงขอให้ผู้ป่วยอดทนอีกสักนิด!! แม้ว่าบางรายอาจจะยังมีไข้สูง แต่ทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างแน่นอน!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับผู้ที่สมาชิกในครอบครัว อาทิ วัยปู่ย่าตายายซึ่งติดเชื้อโควิด-19 และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั้น เนื่องจากผู้ป่วยวัยนี้บางครั้งจะดื้อ หรือมีภาวะต่อต้านกับการรักษาจากแพทย์พยาบาล ลูกหลานสามารถให้กำลังใจท่าน โดยการใช้คำพูดในลักษณะ ให้ทำตามสิ่งที่แพทย์แนะนำ เพราะการที่ท่านต่อต้านการกินยา อาจจะต้องรักษาตัวนานกว่าที่ควรจะเป็น!!!และถ้าทำตามคุณหมอบอกได้ครบทุกอย่าง ก็จะได้กลับบ้านภายใน 2 อาทิตย์ เป็นต้น !!!และที่สำคัญไม่ต้องเป็นห่วงลูกหลาน เพราะเขาอายุยังน้อย รับประทานได้ นอนหลับ และทำงานได้ปกติ ที่สำคัญลูกหลานเป็นกำลังใจ คอยถามสารทุกข์สุกดิบคุณตาคุณยายทุกวัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องห่วงลูกๆหลานๆเลย!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บ้านไหนที่บุตรหลานเรียนหรือใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนั้น พ่อแม่ปู่ย่าตายาย สามารถส่งกำลังใจให้ผ่านทางโซเชียล หรือพูดคุยผ่านวีดิโอคอล โดยการให้กำลังใจผ่านคำพูดแนะนำให้รักษาตัวเอง และมั่นใจว่าจะต้องได้กลับมาเจอกันที่บ้านเราอย่างแน่นอน!!! ดังนั้นขอให้ดูแลตัวเองให้ดี และเชื่อว่าลูกหลานจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างแน่นอน!!!&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พยาบาลอาวุโส บอกอีกว่า &amp;ldquo;เมื่อให้กำลังใจคนรอบข้างแล้ว การให้กำลังใจตัวเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 และต้องรักษาพร้อมกับกักตัวเอง 10-17 วันเพียงลำพัง ตรงนี้หลายที่มีอาการจิตตก จากภาวะกังวลในหลายด้าน ทั้งกลัวปอดติดเชื้อ!!! และคิดถึงคนทางบ้าน!!! หรือทำไมฉันต้องมานั่งอยู่คนเดียว!!!ตรงนี้ก็ขอให้คิดอยู่เสมอว่าการที่เราต้องอยู่คนเดียว แต่ยังมีเตียงให้นอน มีผ้าให้ห่ม หน้าห้องมีอาหารมาวางให้รับประทาน ก็ขอให้อยู่รักษาตัวต่อไป และต้องคิดอยู่เสมอฉันต้องหาย!!! และฉันจะต้องผ่านมันไปให้ได้แม้ว่ามันจะหนักแค่ไหนก็ตาม!!! ที่สำคัญจะต้องเสพหรืออ่านข่าวการติดเชื้อโควิด-19 อย่างระมัดระวังและไม่มากจนเกินไป คิดง่ายๆว่าประเทศไทยมีคนทั้งหมด 70 ล้านคน แต่ผู้ที่ติดเชื้ออยู่ในจำนวนที่ถือว่าน้อย ถ้าเทียบกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรืออเมริกา และอินเดียที่เสียชีวิตวันละหลักพันและติดเชื้อวันละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นราย ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเรา มันจะคลี่คลายและเราทุกคนก็จะผ่านมันไปได้ ถ้าทุกคนช่วยกันทำตามที่แพทย์พยาบาลแนะนำ ไปพร้อมๆกับความอดทนและความมั่นใจที่จะต้องหายในเร็ววัน &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับกิจกรรมคลายเครียดในช่วงที่ต้องรักษาตัว และกักตัวในโรงพยาบาลสนาม หรือแม้ในโรงพยาบาลเอกชน ที่เป็นห้องปลอดเชื้อส่วนตัว กิจกรรมที่น่าจะเหมาะมากที่สุด คือการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะที่ซื้อหนังสือมาและยังไม่มีโอกาสได้อ่าน ก็ใช้โอกาสนี้ในการหาความรู้ให้มีประโยชน์ เช่น หนังสือนิยาย หนังสือทำอาหาร หรือผู้ที่ซื้อหนังสือมาอ่านในวัยเกษียณ ก็สามารถนำมาอ่านในช่วงเวลาที่ต้องรักษาและกักตัวได้เช่นกัน กระทั่งการที่ตื่นเช้าขึ้นและโทรศัพท์ ไปพูดคุยกับพ่อแม่เพื่อนฝูงเป็นต้น หรือจะเลือกการออกกำลังบนเตียงนอนของตัวเอง ในท่าทางการยกแขนยกมือกึ่งแอโรบิคเล็กๆ แต่เน้นว่าจะต้องเอ็กเซอร์ไซส์อยู่บนเตียงของตัวเอง ไม่มารวมกลุ่มกัน หรือฟังเพลงเบาๆสไตล์ให้กำลังใจเป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ภาพการแชร์กิจกรรมการเล่นเกมเศรษฐี และบันไดงู ในช่วงของการกักตัว 14 วัน ระหว่างการรักษาโรคโควิด-19 นั้นไม่แนะนำ เพราะเป็นกิจกรรมที่จะต้องมารวมตัวกัน โอกาสเสี่ยงติดเชื้อซ้ำมีสูง ดังนั้นจึงไม่แนะนำกิจกรรมนี้ สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงการรักษาโควิด-19 ยกเว้นว่าจะเป็นการกักตัว14 วัน หลังตรวจหาเชื้อโควิด-19 กรณีเป็นผู้มีความเสี่ยงต่ำ และรอตรวจรอบที่สอง ซึ่งสามารถทำกิจกรรมนี้ได้ หากคุณต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่จะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาขณะเล่นกันเพื่อนๆ และจะต้องไม่ดึงหน้ากากอนามัยมาไว้ที่คาง เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงเช่นกัน อีกทั้งต้องเล่นในพื้นที่โล่งไม่แออัด หรือมีลมระบายอากาศ เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100350</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ป่วยโควิด19, พี่แอ้-พรวรินทร์ นุตราวงศ์, สร้างพลังใจสู้โควิด, อ่านหนังสือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_608164a1982ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังอย่างไรเมื่อลูกพูด และพูดอย่างไรให้ลูกฟัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านหนังสือ &amp;ldquo;How to talk to kids so kids will listen &amp;amp; how to listen to kids so kids will talk&amp;rdquo; ของ Adel Faber และ Elaine Mazlish หนังสือเล่มนี้ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการสื่อสาร 6 ด้านที่นำไปใช้เพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในครอบครัว พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะ &amp;ldquo;ฟังอย่างไรเมื่อลูกพูด และพูดอย่างไรให้ลูกฟัง&amp;rdquo; ฟังเหมือนง่ายแต่จากที่เดินสายให้ความรู้ด้านนี้กับกลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู พบว่าทุกคนมองเด็กเป็นลูก เป็นลูกศิษย์ แต่ไม่ได้ตระหนักว่า &amp;ldquo;เด็ก&amp;rdquo; คือ &amp;ldquo;มนุษย์&amp;rdquo; คนหนึ่งที่มีความคิดเป็นของตัวเอง มีความต้องการเป็นของตัวเอง และมีความรู้สึกในแบบฉบับของเขาเอง แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ชอบคิดแทน ชี้นำ และทำตัวเป็นนักปั้นมือทอง โดยลืมไปว่าเขาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่สามารถจะกดปุ่มบังคับได้ตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ถ้าย้อนไปสู่ความทรงจำในวัยเด็ก เราทุกคนก็ผ่านพ่อแม่ หรือครูที่เป็นนักปั้นกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ในการปั้นนั้นต้องถามตัวเองว่าเราปั้นในสิ่งที่เด็กมีพรสวรรค์ ในสิ่งที่เด็กอยากเป็น หรือปั้นในสิ่งที่เราต้องการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงทักษะในการสื่อสารทั้งหมด 6 ทักษะด้วยกัน ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.มันเจ็บที่ใจ เมื่อเด็กมีบาดแผลทางกายเราต้องรีบทำการปฐมพยาบาล แล้วหากมีอะไรมากระทบจนเด็กเกิดบาดแผลทางใจ เราจะทำการปฐมพยาบาลความรู้สึกของเด็กอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขอมือเธอหน่อย ทักษะนี้จะกล่าวถึงวิธีการสื่อสารในการขอความร่วมมือแต่ไม่ใช่ทำตามคำสั่ง คำขอหรือคำบอกโดยที่เด็กไม่เต็มใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ทำไมต้องดุด่า การดุด่าหรือการลงโทษทำให้เด็กมีความรู้สึกว่าเขาไม่ดีพอ และต้องการที่จะตอบโต้กลับอย่างรุนแรงในบางครั้ง แทนที่จะพิจารณาถึงสิ่งผิดพลาดที่ได้ทำลงไป ทักษะนี้จะกล่าวถึงความร่วมมือในการหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.คิดเองได้ ทำเองเป็น ทักษะนี้จะเป็นการสื่อสารที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กกล้าที่จะคิดและทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ชมให้เป็นไม่มีเหลิง การชมที่ไม่ถูกต้องจะทำให้ผู้ที่ถูกชมรู้สึกอึดอัด บางครั้งก็ต้องแบกคำชมไว้ตลอดชีวิตด้วยการระมัดระวังทุกอย่างให้สมกับที่ได้รับคำชมนั้น ทักษะนี้จะพูดถึงการสื่อสารที่ใช้คำชมอย่างถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.มีฉายาต้อง un-follow บทบาทหรือฉายาที่ถึงแม้จะฟังดูดีในด้านบวก แต่ก็มีผลกระทบในด้านลบเช่นกัน เพราะต้องรักษาบทบาทหรือมาตรฐานนั้นไว้ นอกจากนี้เด็กจะเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับบทบาทและฉายาดังกล่าว ทักษะนี้จะพูดถึงการสื่อสารที่ปลดฉายาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการสื่อสารด้วยคำพูดแล้ว ภาษากาย หรือ Body Language ก็มีความสำคัญมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า น้ำเสียง ท่าทางและการสัมผัส ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากในการสื่อสาร หากโรงเรียนใดสนใจสามารถติดต่อมาได้ตามอีเมลที่ให้ไว้ เรามีทีมวิทยากรจิตอาสาที่จบด้านการสื่อสารโดยตรงไปบรรยายให้ฟรี เพราะเราอยากให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูทุกคนมีทักษะในการ &amp;ldquo;ฟังอย่างไรเมื่อลูกพูด และพูดอย่างไรให้ลูกฟัง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15248</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, ภาษากาย, อ่านหนังสือ, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พักผ่อนเพียงพอ-หมั่นออกกำลัง ตัวช่วยป้องกันโรคหวัดหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงนี้เราจะพบผู้สูงอายุไอ จาม ซึ่งเป็นอาการของโรคหวัดที่มักพบได้ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากอากาศชื้นทำให้เชื้อไวรัสกระจายตัวได้ดี ประกอบกับร่างกายของผู้สูงอายุมักจะอ่อนแออยู่แล้ว ทั้งจากภาวะความเสื่อมในร่างกาย จึงทำให้เกิดโรคได้ง่าย การดูแลสุขภาพของคุณตาคุณยายเป็นสิ่งที่ต้องนำมาเสนอ เพราะเพียงแค่การที่ท่านพักผ่อนไม่เพียงพอก็อาจทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ และเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอาการเจ็บคอ ไอ และไม่มีเรี่ยวแรง พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ให้คำแนะนำถึงการดูแลสุขภาพของคุณตาคุณยายในช่วงหน้าฝน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พญ.พลอยลดากล่าวว่า &amp;ldquo;การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุให้ห่างจากโรคหวัด ที่อาจจะนำมาซึ่งอาการเจ็บคอและปวดเมื่อยร่างกาย กระทั่งรับประทานอาหารไม่ได้ โดยเริ่มกันที่การดูแลเรื่อง &amp;ldquo;อาหาร&amp;rdquo; การกินให้กับท่าน เช่น ให้เน้นที่ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีเป็นหลัก ที่สำคัญต้องปรุงให้มีความนิ่ม เพื่อให้คนสูงวัยรับประทานได้ง่าย แต่บางครั้งการกินข้าวต้มอย่างเดียวอาจทำให้ท่านขาดสารอาหาร และภูมิคุ้มกันลดน้อยลงได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็ควรให้ผู้สูงวัยหมั่นจิบน้ำให้เยอะ เพื่อให้ร่างกายมีความชุ่มชื่น และพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะถ้าท่านนอนน้อยก็จะทำให้ภูมิคุ้มในร่างกายตก เมื่อนั้นก็จะเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคหวัดในช่วงหน้าฝนอย่างนี้ ที่สำคัญหมอแนะนำว่า ทุกๆ เช้า ลูกหลานควรพาผู้สูงอายุไปเดินรับแดด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีที่มีสรรพคุณกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานปกติ ก็ถือเป็นวิธีป้องกันโรคหวัดได้ทางหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ป้องกันโรคทางเดินหายใจช่วงหน้าฝน อากาศชื้น ผู้สูงอายุควรเดินออกกำลังกายช่วงเช้าเพื่อรับวิตามินดี ที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายให้ทำงานต่อสู้เชื้อโรค)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ไล่มาถึงเรื่องการ &amp;ldquo;ออกกำลังกาย&amp;rdquo; ที่ถือเป็นยาวิเศษ ป้องกันโรคทางเดินหายใจได้ทางหนึ่ง ซึ่งการจะเลือกชนิดกีฬาที่เหมาะกับท่าน ต้องดูว่าผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคอะไรอยู่หรือไม่ ถ้าท่านมีสุขภาพดีปกติ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องปวดเข่าหรือปวดข้อ ก็แนะนำว่าให้ฝึก &amp;ldquo;รำไท้เก๊ก&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกีฬาที่ช่วยฝึกการทรงตัว ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ ที่สำคัญยังเป็นกายบริหารร่างกายที่ทำให้อารมณ์แจ่มใส และยังทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรง หรือถ้าหากผู้สูงอายุคนไหนมีปัญหาปวดเข่าและปวดข้อ แนะนำให้ &amp;ldquo;ว่ายน้ำ&amp;rdquo; ก็เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเซฟการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่าหรือข้อได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญแรงต้านของน้ำถือเป็นตัวบำบัดอาการปวดเมื่อยไปด้วยในตัว หรือ &amp;ldquo;เดินเบาๆ ในสวน&amp;rdquo; หากว่าผู้สูงอายุมีอาการปวดเมื่อยร่างกาย หรือเลือกที่จะ &amp;ldquo;ยืนแกว่งแขน&amp;rdquo; ให้ได้วันละประมาณ 600 ครั้ง ส่วนระยะเวลาของการออกกำลังแต่ละประเภทนั้น เป็นไปได้ควรเอกเซอร์ไซส์แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นจะต้องกำหนดว่า 20-30 นาทีต่อครั้ง แต่ให้ท่านได้ทำท่ากายบริหารเท่าที่สุขภาพจะเอื้ออำนวย ซึ่งบางรายอาจจะทำได้ประมาณ 10-15 นาทีต่อครั้ง ก็ถือว่าเพียงพอแล้วค่ะ นอกจากนี้ การ &amp;ldquo;ไม่เครียด&amp;rdquo; ทำให้อารมณ์ให้แจ่มใส จากการพูดคุยกับลูกหลาน หรือการดูรายการทีวีที่ชอบ, อ่านหนังสือ หรือทำสวน ก็ถือเป็นเทคนิคสุขภาพดีที่ทำให้ห่างไกลโรค โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่โรคหวัดมักถามหาคุณตาคุณยายอยู่บ่อยๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นอกจากโรคหวัดในช่วงหน้าฝนแล้ว การรับประทานปลาร้าในที่ฝนตกและมีปลาชุกชุม อาจทำให้ผู้สูงอายุเป็นโรคพยาธิจากการบริโภคอาหารดิบ หรือปรุงสุกๆ ดิบๆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากโรคหวัดแล้ว การหลีกเลี่ยงอาหารดิบที่ไม่ได้ผ่านการปรุงให้สุกอย่าง &amp;ldquo;ปลาร้า&amp;rdquo; ก็สามารถทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้สูงอายุต่ำ เสี่ยงต่อการป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะ &amp;ldquo;โรคพยาธิ&amp;rdquo; ที่อาจถามหาได้เช่นกัน ดังนั้นเป็นไปได้ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก หรือปรุงสุกๆ ดิบๆ ไม่ว่าจะเป็นเมนูลาบ ก้อยต่างๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคุณตาคุณยาย&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13224</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, จาม, พญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล, รำไท้เก๊ก, ออกกำลังกาย, อาหาร, อ่านหนังสือ, เจ็บคอ, โรคพยาธิ, โรคหวัด, โลกวัยเกษียณ, ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b4601e7aa49f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดบ้านปลอดภัย...ช่วยเติมคุณภาพชีวิตชนชรา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในงาน &amp;ldquo;ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข&amp;rdquo; ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รพ.พระมงกุฎเกล้า ได้ให้คำแนะนำในการจัดบ้านที่ปลอดภัยสำหรับคนสูงอายุไว้อย่างน่าสนใจ และสมควรแก่ครอบครัวที่มีประชากรวัยชราเป็นสมาชิก หรือกำลังจะเริ่มในอนาคตอันใกล้ ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจและเข้าถึง พร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่หนีและหลีกเลี่ยงไม่พ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;(บ้านไหนที่มีผู้สูงอายุป่วยอัลไซเมอร์ ลูกหลานควรหาที่ล็อกตู้ยาประจำบ้าน เพื่อป้องกันผู้ป่วยหยิบยามารับประทานเอง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;การจัดบ้านที่เหมาะสมเรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของการเตรียมตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ลูกหลานหรือแม้แต่ผู้ที่กำลังอยู่ในวัย 45 ปี ขึ้นไปควรให้ความตระหนัก โดยเฉพาะผู้สูงอายุไม่มีลูกหลาน หรืออยู่กับคู่สมรสเพียงลำพัง เพราะบ้านที่ปลอดภัยจะทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข และลดการพึ่งพิงกรณีลูกหลานอยู่ห่างไกลได้ เริ่มจาก &amp;ldquo;ห้องนอน&amp;rdquo; สำหรับบ้านไหนที่ลูกหลานมีผู้สูงอายุป่วยโรคอัลไซเมอร์ แนะนำว่า &amp;ldquo;ควรล็อกประตูตู้ยาสามัญประจำบ้าน&amp;rdquo; เพราะผู้ป่วยอาจเกิดภาวะหลงลืมและหยิบยามากินเองได้ นอกจากนี้ &amp;ldquo;ไม่ควรวางโทรทัศน์ในห้องนอน&amp;rdquo; เนื่องจากแสงสว่างจากจอทีวีจะทำให้สารเมลาโทนินที่ช่วยทำให้นอนหลับได้ดีนั้นทำงานได้น้อยลง ซึ่งเป็นผลให้ผู้สูงอายุไม่หลับหากในห้องนอนมีแสงสว่าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;(ผู้สูงอายุนอนไม่หลับ แนะนำให้ลุกขึ้นอ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ กระทั่งเริ่มง่วงจึงค่อยกลับมานอนอีกครั้ง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งควรเลี่ยงการเล่นโทรศัพท์มือถือ เช่น กรณีที่คุณตาคุณยายนอนไม่หลับนานเกิน 20 นาทีขึ้นไป หมอแนะนำว่าให้ลุกนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง ไม่ควรนอนแช่ จากนั้นให้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน, สวดมนต์ จนกระทั่งเกิดความง่วงแล้วจึงค่อยกลับมานอนหลับอีกครั้ง และเพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ให้กับผู้สูงวัย หมอแนะนำว่าให้ทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน โดยการซัก 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และหากซักด้วยเครื่องควรใช้อุณหภูมิน้ำร้อนที่ 55-60 องศา เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันไรฝุ่นที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ขาดไม่ได้คือ &amp;ldquo;โถปัสสาวะ&amp;rdquo; ที่ควรเตรียมวางไว้ข้างเตียงนอน เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ฮอร์โมนต่างๆ จะทำงานน้อยลง จะส่งผลให้ผู้สูงวัยตื่นบ่อยและปัสสาวะถี่ขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ดังนั้น 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอนควรงดดื่มน้ำ ขณะที่ &amp;ldquo;โคมไฟ&amp;rdquo; ถือเป็นอุปกรณ์ที่ควรวางไว้หัวเตียง เพราะหากไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว ถ้าผู้สูงอายุจะลุกไปเปิดไฟเพื่อเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนจะเสี่ยงต่อการหกล้มเนื่องจากมองไม่เห็น นอกจากนี้ ลูกหลานควรเลือก &amp;ldquo;เตียง 4 ขา&amp;rdquo; เพราะการนอนเตียงที่มีความสูงพอประมาณ (เตียงที่ดีสำหรับผู้สูงอายุควรมีความสูงประมาณหัวเข่า) จะช่วยลดการปวดหัวเข่าได้ดีกว่าการที่ให้ผู้สูงวัยนอนบนเสื่อหรือที่นอนแบบพับ ลืมไม่ได้นั้น เตียงนอนไม่ควรวางชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อป้องกันผู้สูงอายุนอนตกเตียง แต่ต้องเว้นระยะไว้สำหรับเดินเข้า-ออก หรือสำหรับช่องวางรถเข็นผู้สูงอายุ คิดตามง่ายๆ ว่าให้เตียงมีช่องว่างทั้ง 2 ข้าง กรณีผู้สูงวัยติดเตียงที่ต้องเคลื่อนย้ายไปพบแพทย์ตามนัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;(เตียงนอนผู้สูงอายุไม่ควรวางชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง แต่ควรเว้นช่องว่างข้างเตียงทั้งสองด้านสำหรับเดินหรือวางรถเข็น)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของ &amp;ldquo;ห้องน้ำ&amp;rdquo; นอกจากการแบ่งระหว่างส่วนเปียกและส่วนแห้งออกจากกัน เพื่อป้องกันผู้สูงอายุหกล้มแล้ว แนะนำว่าควรเลือกโถส้วมสำหรับขับถ่ายแบบ &amp;ldquo;ชักโครก&amp;rdquo; เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุนั่งได้สะดวก และลดปัญหาปวดข้อปวดเข่า ที่สำคัญควรเลี่ยง &amp;ldquo;ส้วมนั่งยอง&amp;rdquo; และควรติดตั้งราวจับด้านข้างของชักโครก เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุลุกขึ้นยืนได้ง่าย ขณะที่ &amp;ldquo;ก๊อกน้ำ&amp;rdquo; บริเวณอ่างล้างหน้า ควรเลือกชนิดที่บิดซ้ายขวา เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อแขนของคุณตาคุณยายแข็งแรง และไม่ควรสร้างห้องน้ำที่มีธรณีประตูเพื่อป้องกันการสะดุดหกล้ม รวมถึงควรเลือก &amp;ldquo;ประตูห้องน้ำแบบเลื่อน&amp;rdquo; เพื่อป้องกันผู้สูงอายุป่วยโรคความจำเสื่อม เปิดประตูไม่ออก หรือล้มเป็นหมดสติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;(ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลูกหลานควรหากิจกรรมฝึกสมอง อาทิ เล่นเกมจับคู่ หรือวาดภาพระบายสีกับผู้สูงอายุ มากกว่าการนั่งดูทีวี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถัดมาเป็น &amp;ldquo;ห้องนั่งเล่น&amp;rdquo; สำหรับคุณตาคุณยายที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม ควรเลือกเก้าอี้ในห้องอเนกประสงค์ดังกล่าวแบบมีขา แต่ให้เลี่ยงเก้าอี้ 4 ขาพลาสติก เพราะเสี่ยงต่อการหัก และไม่ควรวางตู้กระจกใสในห้องนั่งเล่น เพื่อป้องกันผู้สูงอายุเดินชน หากจำเป็นต้องวางให้ติดสติกเกอร์สีสันสดใสไว้ เพื่อให้คุณตาคุณยายรู้ว่ามีตู้วางอยู่ ทั้งนี้ หากลูกหลานวางทีวีไว้ในห้องนั่งเล่น ไม่ควรให้ผู้สูงอายุดูทีวีนานเกิน 2 ชั่วโมง เพราะจะทำให้ท่านไม่ได้ใช้สมอง ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม ดังนั้นควรหากิจกรรมอื่นมาสอดแทรก เช่น ชวนท่านวาดภาพ หรือเล่นเกมบวกเลข เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ &amp;ldquo;ห้องครัว&amp;rdquo; ถูกสุขลักษณะ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การจัดให้มี &amp;ldquo;ที่เก็บมีด&amp;rdquo; อย่างเป็นระเบียบ เพื่อป้องกันการเดินสะดุดไปโดนคมมีดที่วางไว้ไม่เป็นระเบียบ ในส่วนของการใช้เตาแก๊สเพื่อปรุงอาหารรับประทานเองนั้น แนะนำให้ติดตั้ง &amp;ldquo;อุปกรณ์ปิดวาล์วแก๊สอัตโนมัติ&amp;rdquo; ซึ่งจะมีข้อดีที่สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ ก็จะช่วยป้องกันไฟไหม้บ้านได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6296</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ผศ.พ.ท.พญ.พัฒน์ศรี ศรีสุวรรณ, รพ.พระมงกุฎเกล้า, ล็อกประตูตู้ยาสามัญประจำบ้าน, สวดมนต์, ห้องครัว, ห้องนอน, อ่านหนังสือ, เตียง 4 ขา, โถปัสสาวะ, โลกวัยเกษียณ, ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า (เท่า)-ทัน-สุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180402/image_big_5ac22de3e4b27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
