<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 11:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 11:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอประสิทธิ์&#039;ย้ำโควิดรอบนี้หนักห่วงคนป่วยเบาหวาน-อ้วน เสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค. 2564 ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา &amp;nbsp;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล &amp;nbsp;กล่าวว่า การระบาดโควิด-19 &amp;nbsp;ระลอกใหม่รุนแรงกว่าและต่างจากรอบแรก ด้วยหลายปัจจัย ตั้งแต่จุดเริ่มในที่อโคจร การกระทำผิดกฎหมายลักลอบเข้าเมือง คนไม่ยอมเปิดเผยตัว สืบสวนต้นตอที่มาของโรคยาก ความรุนแรงของโรคจากการกลายพันธุ์ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ที่ปอดทำงานไม่เต็มที่ เมื่อไวรัสจู่โจมระบบทางเดินหายใจ อาจทำลายปอด 10-20% จนปอดไม่พื้นกลับมา ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะต่างๆจะเสื่อมตามกาลเวลา 2. คนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอด เช่น โรคปอด มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แม้ปอดถูกทำลายเล็กน้อย ก็จะส่งผลต่อชีวิตอย่างมาก ร่างกายจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว 3. คนที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันใต้ผิวหนัง หรือใต้ช่องท้องมาก รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มนี้เสี่ยงกับการหายใจที่ยากลำบากกว่าเดิม เพราะกระบังลมเคลื่อนไหวได้ยาก ทำให้ปอดทำงานได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า งานวิจัยพบเมื่อโควิด-19 เข้าไปในร่างกาย ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่สัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 8 หลังรับเชื้อ เพื่อยับยั้งหรือช่วยไม่ให้เกิดโรค ถ้าภูมิคุ้มกันปกติ 2-3 สัปดาห์แรก จะทำงานเต็มที่ จากนั้นค่อยๆ ลดลง จึงพบมีกลุ่มคนที่ได้รับเชื้อ แต่ไม่แสดงอาการ และหายได้เอง หากภูมิคุ้มกับไม่ปกติ เพราะมีโรคประจำตัว ที่ต้องใช้ยารักษาที่ไปกดภูมิคุ้มกัน เช่น เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลเองไม่ได้ เป็นโรคหลอดเลือด เม็ดเลือดขาวไม่สามารถจัดการเชื้อโรคได้ คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับเชื้อโควิด-19 จะมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงไม่เพียงปอดถูกทำลาย แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิต เพราะไตวาย เลือดไม่ไปเลี้ยงแขนขา ความรุนแรงของเชื้อไปกระทบกับอวัยวะอื่นด้วย &amp;nbsp;ดังนั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวจึงเสี่ยงมากขึ้นไปอีก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธรรมชาติของไวรัสทุกชนิดไม่เฉพาะโควิด-19 มันจะปรับตัวหรือที่เรียกว่ากลายพันธุ์อยู่เสมอ อย่างในอังกฤษพบว่า เชื้อโควิด-19ติดต่อได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น ดังนั้น ต้องช่วยกันลดปัจจัยเสี่ยงที่จะกลายเป็นวิกฤต คือ 1.พบกับบุคคลเสี่ยง 2.อยู่ในพื้นที่เสี่ยง 3.ร่วมกิจกรรมเสี่ยง 4.เข้าไปช่วงเวลาเสี่ยง คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจัดการกับ 4 เสี่ยงนี้เท่าที่จะทำได้ตามปัจจัยและเงื่อนไขชีวิตตนเอง ไม่ต้องรอให้รัฐออกมาตรการ ไม่จำเป็นต้องให้มีการบังคับ นี่คือสิ่งที่เราจะช่วยปกป้องชีวิตของตัวเองและคนที่เรารัก&amp;rdquo; ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ &amp;nbsp;ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non communicable diseases) อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต หัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และมะเร็ง มีความเสี่ยงโควิด-19 &amp;nbsp;รุนแรงต่อโรคมากกว่าคนทั่วไปถึง &amp;nbsp;5 &amp;nbsp;เท่า โดยผู้ป่วยเบาหวานในไทยมีถึง 4.8 ล้านคน และข้อมูลจาก UNIATF &amp;nbsp;(United Nations Inter Agency Task Force Mission to Thailand on Noncommunicable Disease) &amp;nbsp;รายงานว่า ผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการรุนแรงของโควิด-19 &amp;nbsp;ถึง &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;เท่า ขณะที่ของเด็กและเยาวชนมีปัญหาน้ำหนักเกินเพิ่มขึ้นถึง 13.1% ผู้ที่สูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงถึง 1.5 เท่า และการดื่มสุราส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน ในการต่อสู้กับไวรัสต่ำลง แม้จะดื่มหนักเพียงครั้งเดียว เราจึงควรดูแลสุขภาพอยู่เสมอ เพราะร่างกายที่ดีจะเป็นต้นทุนสำคัญ เพื่อต่อสู้กับทุกโรคไม่เฉพาะโควิด -19 และยกระดับการป้องกันตนเอง คนรอบข้าง และกลุ่มเสี่ยง โดยใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง ไม่ให้ตนเองกลายเป็นบุคคลเสี่ยงเสียเอง เปรียบเสมือนเรากำลังสร้างวัคซีนทางพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อ ทั้งในขณะที่วัคซีนฉีดยังไม่มา หรือแม้กระทั่งมีวัคซีนกันแล้ว พฤติกรรมเสริมสร้างสุขภาพและป้องกันโรคเหล่านี้ก็ควรจะต้องยังปฏิบัติคู่ขนานไปต่อเนื่องไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา, อ้วน, เบาหวาน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL> https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef196918abb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภูมิธรรม&#039; ชี้จับแกนนำม็อบมุ้งมิ้ง สะท้อนการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียมอย่างชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 63 - นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรและคณะผู้ร่วมก่อตั้ง CARE โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Phumtham Wechayachai โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่าให้ประเทศเสียหายไปกว่านี้...หยุดคุกคาม ข่มขู่ประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบนาซีร์ บุตโตอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศปากีสถาน เคยกล่าวไว้ว่า &amp;quot;คุณสามารถจองจำคนได้. แต่ไม่อาจจองจำความคิดได้คุณสามารถเนรเทศคนได้ แต่ไม่อาจขับไล่ความคิดได้ คุณสามารถฆ่าคนได้. แต่ไม่อาจฆ่าความคิดได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราวันนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาล&amp;hellip;ไม่ควรใช้อำนาจ และกลไกรัฐข่มขู่คุกคาม นร. นศ.ประชาชน เพียงเพราะการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเพิ่งประกาศพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ แต่การปฏิบัติดูเหมือนจะสวนทางกับคำพูด... หรือเป็นแค่&amp;hellip;&amp;rdquo;การแสดงออกเพื่อการสร้างภาพ ไปวันๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร หาก เศรษฐกิจก็วิกฤติ ระบบยุติธรรมก็ล้มเหลวขาดความน่าเชื่อถือ การแสดงออกและสิทธิ เสรีภาพ ของคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาติถูกคุกคาม ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลพร้อมที่จะรับความเสียหายอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาคือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้มิให้เกิดขึ้นซ้ำอีก&amp;ldquo;ประวัติศาสตร์ ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73786</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภูมิธรรม, อานนท์, อ้วน, เพื่อไทย, เยาวชนปลดแอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0d20e5e315.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31878</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมเกียรติ&#039;ยัวะ!ถูกหน่วยเกรียนโซเชียลพรรคการเมืองถล่ม รู้นะ&quot;อ้วน&quot;เรียกเด็กกลับด่วน เดี๋ยวแฉเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.62 - สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Osotsapa อีกครั้งหลังเปิดปม เผาเมืองปี 2553 &amp;nbsp;ที่มีอเริกาและจีนเข้ามาเกี่ยวข้องว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคการเมืองยุคนี้แปลกนะ มีหน่วยโซเซียลสี่กองพัน ราว สี่พันคน ทำงานเป็นสามกะ ตั้งกันมาหลายปีแล้ว
มีกองกำลังติดอาวุธ มีหน่วยครีครูท หน่วยกฏหมาย หน่วยสร้างมวลชน หน่วยโฆษณา ทำสามสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกรีซมาเห็นจะงง ไม่เรียกเด็กๆกลับไปเหรอ อ้วน ทำยังกับกองกำลังก่อการร้าย มันเป็นพรรคการเมืองตรงไหน ยังกะแก๊งในอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีสายเกรียนมาถามหาเรื่องราว ให้บอกหลักฐาน ในอินเตอร์เนทไม่มีนะ ต้องถามคนรู้จริงๆ ถามนายกทักษิณ โภคิน จาตุรนต์ ไพศาล รู้เรื่องจีน อเมริกาก็มีหลายคนพวกไปสถานทูตวิทยุบ่อยๆ อียูถามจรัล เขาจะเล่าได้เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องปกติ ขี้เกียจตอบ เมื่อคืนส่งเกรียนมาห้าร้อย เดี๋ยวอารมณ์เสียจะปล่อยของสามชุด ตาย เรียกเด็กกลับไป อ้วน กำลังดันเข้าเป็นรัฐบาลอยู่ว่ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31878</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองกำลังติดอาวุธ, กองทัพพรรคการเมือง, สมเกียรติ โอสถสภา, หน่วยโซเชียล, อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ, อ้วน, เผาเมืองปี53</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190219/image_big_5c6bc7d3dd8f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำหนัก..ต้องควบคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้สูงอายุไม่ควรจะอ้วนจนเกินไป เพราะนอกจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดของโรคแล้ว ยังจะทำให้มีปัญหาความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว และเสี่ยงต่อปัญหาการหกล้ม การควบคุมน้ำหนักตัวหรือลดความอ้วน โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ห่างไกลโรคข้อเข่าเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ ทั้งนี้ วิธีประเมินว่าน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่ ให้คำนวณจากดัชนีมวลกาย หรือเรียกสั้นๆ ว่า BMI (body mass index) นั่นเอง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11779</URL_LINK>
                <HASHTAG>BMI, ข้อเข่าเสื่อม, ออกกำลังกาย, อ้วน, เล็กๆน้อยๆ, เสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3649</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2018 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวายุบเพื่อไทย &#039;ภูมิธรรม&#039; แถลงแจง &#039;ทักษิณ&#039; ไม่มีสิทธิ์บงการเลือกหัวหน้าพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.พ. 61- นายภูมิธรรม เวชยชัย &amp;nbsp;ออกแถลงการณ์ในนามเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่าจากกระแสข่าวการเดินทางไปพบอดีตนายกฯ ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย และการแสดงความเห็นของบางท่านต่อกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่อาจมีนัยทางการเมืองหรืออาจเป็นปัญหาทางการเมืองนั้นผมขอเสนอความเห็นว่า การพบปะเยี่ยมเยียนบุคคลอันเป็นที่เคารพรักของตนในช่วงเวลาสำคัญๆ ตามประเพณีบางครั้ง หากจะมีและเกิดขึ้นจริงตามที่เป็นข่าวนั้น ย่อมถือเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคแต่ละท่าน ที่มีความระลึกถึงและปรารถนาจะพบกับอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักของตน เป็นการแสดงออกอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่มนุษย์พึงมีต่อมนุษย์ และเป็นการแสดงความเคารพนับถือตามวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติกันต่อมาโดยตลอด ดังเช่นในช่วงเวลาสำคัญที่เป็นเทศกาลปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีน ต้องถือเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ได้มีนัยสำคัญทางการเมืองใดๆ แต่การแสดงออกเช่นนี้กลับถูกนำมาเป็นเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อลิดรอนหรือตัดตอนพรรคการเมืองที่เห็นต่างเหมือนในหลายกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้เคยถูกกระทำมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภูมิธรรม ระบุว่าพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นตัวแทนของพรรคที่ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกพรรคตามกระบวนการทางกฎหมายและเป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคและคณะกรรมการบริหารแต่ละชุดจึงถือเป็นผู้แทนพรรคการเมืองอย่างถูกต้องและชอบธรรมทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย การตัดสินใจสำคัญใดๆ ของพรรคเพื่อไทย ล้วนดำเนินการและเกิดขึ้นโดยอาศัยกระบวนการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารอย่างมีระบบและแบบแผน อำนาจการตัดสินใจใดๆ ของคณะผู้บริหารพรรค จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากสาขาพรรค จากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค และที่สำคัญต้องอยู่บนพื้นฐานการรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวางจากสมาชิกพรรค รวมถึงความต้องการของประชาชน ที่จะเป็นฝ่ายเสนอและตรวจสอบการดำเนินการตามระบบของพรรค จึงไม่สามารถที่จะมีการบงการ สั่งการ หรือโน้มน้าวใดๆ จากปัจเจกบุคคลตามที่ถูกนำมากล่าวอ้างได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การนำประเด็นความห่วงใยมาบอกกล่าวต่อกันก็เป็นการสื่อสารเชิงบวกที่ผู้ใหญ่มีต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยความปรารถนาดี มิใช่การสั่งการ ควบคุม กำหนดเงื่อนไขทางการเมืองต่อพรรค การนำประเด็นดังกล่าวนี้ไปสร้างเป็นเงื่อนไขในการยุบพรรค จึงเป็นบทละครเดิมๆ ที่ถูกนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ ในอีกด้านหนึ่งก็คือ การแสดงออกถึงความวิตกกังวลของอำนาจตนที่กำลังคลอนแคลนในปัจจุบัน จนต้องพยายามหาเหตุกลั่นแกล้ง ทำลายหรือกำจัดผู้มีความเห็นแตกต่างทางการเมืองกับฝ่ายตน ซึ่งผู้ที่รักความเป็นธรรมในสังคมต่างเข้าใจและประจักษ์ชัดกลเกมนี้อยู่แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์นายภูมิธรรมระบุว่า ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งกิจกรรมทางการเมืองโดยเฉพาะเรื่องการคัดเลือกตัวผู้สมัคร รวมถึงผู้นำพรรค เป็นสิ่งที่ไม่สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน เพราะพรรคยังไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ได้ ฉะนั้นกระแสข่าวที่พูดถึงการจัดวางตัวผู้สมัครและผู้นำพรรคจึงไม่มีมูลความจริงทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้งหนึ่ง ในกรอบการดำเนินการทางการเมืองของพรรคดังกล่าวข้างต้น และพรรคได้มีการสื่อสารต่อท่านสมาชิกพรรคให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นอันจะนำไปสู่การเข้าใจผิด และเกิดการตีความที่ทำให้ผู้ที่ไม่ปรารถนาดีต่อพรรคหยิบยกมาเป็นประเด็นการสร้างความเข้าใจผิดและกล่าวหาโจมตีพรรคได้ ผมขอเรียกร้องให้ยุติการกล่าวร้ายและการสร้างความเข้าใจผิดต่อพรรคเพื่อไทย และขอใช้พื้นที่ผ่านสื่อมวลชนแลกเปลี่ยนกับทุกฝ่าย เพื่อขอให้เราช่วยกันใช้ช่วงเวลาดังกล่าวอำนวยให้เกิดความสามัคคีและการสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่พี่น้องประชาชน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในยามนี้&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3649</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทักษิณ, ภูมิธรรม, ยุบพรรค, หัวหน้าพรรค, อ้วน, เพื่อไทย, เลขาธิการพรรคเพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a680387b96b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>401</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2017 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2017 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบผู้ชายกทม.อ้วนสูงสุด เหตุออกกำลังกาย-กินผักน้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน&amp;nbsp;เผยชายกทม.อ้วนสูงสุด ออกกำลังกาย-กินผักน้อย รองผู้ว่าฯตั้งเป้าพลเมืองกรุงเทพปลอดโรคคนเมือง อาหารปลอดภัย ปลอดอุบัติเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ธ.ค.60 - &amp;nbsp;ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กขป.) เขตพื้นที่ 13 โดยความร่วมมือของ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพพื้นที่กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;เพื่อระดมความเห็นถึงแนวทางพัฒนาระบบสุขภาพในกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีศักดิ์ &amp;nbsp;เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การพัฒนาระบบสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ต้องให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จึงมีคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับเขต(พชข.)อีก 50 เขต เพื่อทำงานเชื่อมโยงกัน โดยกรุงเทพมหานครได้ตั้งเป้าหมายปลอดโรคยอดฮิตของคนเมือง ได้แก่ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ปัญหาสุขภาพจิต ทั้งการฆ่าตัวตาย ความเครียด โรคซึมเศร้า รวมถึงโรคติดต่อจากไข้เลือดออกและวัณโรค และโรคในผู้สูงอายุ มีอาหารปลอดภัยสำหรับการบริโภค และมีความปลอดภัยทางถนน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับมหานครแห่งอื่นๆทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ &amp;nbsp;สสส. ในฐานะคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 13 กล่าวว่า พฤติกรรมสุขภาพที่น่าสนใจของคนกรุงเทพ จากข้อมูลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประชากรกรุงเทพมหานคร ในปี 2560 พบว่า โรคที่น่าจับตาของคนกรุงเทพ จากการเข้ารักษาโดยใช้สิทธิบัตรทองย้อนหลัง 2 ปี อันดับ 1 คือ โรคความดันโลหิตสูง 2 ความผิดปกติทางเมตะบอลิก 3 เบาหวาน 4 ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเฉียบพลัน และ 5 โรคข้อ และยังพบว่าคนกรุงเทพออกกำลังกายน้อยกว่าคนภาคอื่นๆ แต่มีสัดส่วนคนไม่สูบบุหรี่และดื่มสุราค่อนข้างสูง โดยคนที่สูบบุหรี่ ประมาณ 20% เคยได้รับการปรึกษาเรื่องลด ละเลิกบุหรี่ นอกจากนี้จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 ระหว่างปี 2557-2558 &amp;nbsp;พบว่า ผู้ชายในกทม.มีภาวะอ้วนสูงสุด ขณะที่ผู้หญิงมีสัดส่วนไม่ต่างกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่นๆ คนกทม.บริโภคผักและผลไม้อย่างเพียงพอต่อวันเพียง 22% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดรองจากภาคเหนือ 13% ส่วนความชุกของโรคความดันโลหิตสูงอยู่ที่ 23% และโรคเบาหวาน อยู่ที่ 8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า การพัฒนาระบบสุขภาพพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงมีแนวทางที่สำคัญ 4 ประเด็นคือ 1. การพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพกทม. เพื่อเห็นภาพรวมของปัญหาสุขภาพคนกทม.สำหรับจัดทำแผนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาสุขภาพจริง 2. การมีระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ที่กระจายตัวครอบคลุมเขตพื้นที่ที่ยังไม่มีสถานบริการสุขภาพ 3. การลดพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ทั้งการบริโภคผักผลไม้ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ออกกำลังกายน้อย ส่งผลให้เกิดโรคติดต่อไม่เรื้อรัง และ 4. การลดอุบัติเหตุทางถนน &amp;nbsp;ซึ่งจะมีการวางแนวทางการปฏิบัติผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ร่วมกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/401</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., อ้วน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171219/5a38ae11d0023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
