<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 21:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้าเปิดตัว New Scoopy Snoopy Limited Edition</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ให้วัยรุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถแฟชั่น เอ.ที. ของเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวรถลิมิเต็ดรุ่นพิเศษ New Scoopy Snoopy Limited Edition ที่เกิดจากการครอสแบรนด์กันระหว่าง Scoopy และ Snoopy ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ &amp;ldquo;สนู๊ป...หลุดกรอบ&amp;rdquo; ครั้งแรกของโลกกับการผสาน 2 ไอคอนแห่งความสนุกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นั่นคือ Scoopy ไอคอนรถจักรยานยนต์ที่โดนใจวัยรุ่นไทย และ Snoopy ไอดอลแห่งความกวนจากการ์ตูน 4 ช่องของหนังสือพิมพ์อเมริกัน ตัวรถถ่ายทอดคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Snoopy และ Charlie Brown อย่างเด่นชัด เท่ทุกมุมมอง ด้วยลวดลายที่ไม่เหมือนใคร ด้านหนึ่งเป็นการ์ตูน Snoopy ที่มาในชุดนักบินมาดเท่ และอีกด้านหนึ่งเป็นเพื่อนซี้คู่ใจอย่าง Charlie Brown เสริมความเท่ด้วยการเล่นแถบสีเหลือง แดง น้ำเงิน บนพื้นสีขาวของตัวรถ พร้อมกับบ่งบอกความเป็นลิมิเต็ดด้วยแบดจ์ Scoopy x Snoopy ผสานความสนุกและความกวน Scoopy ไอคอนรถจักรยานยนต์ที่เต็มไปด้วยความสนุก และ Snoopy ไอคอนการ์ตูนที่เป็นสัญลักษณ์ของความกวน หลุดกรอบจากการ์ตูน 4 ช่องของหนังสือพิมพ์อเมริกัน ส่งมอบความมันส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากลวดลายที่โดดเด่นแล้ว New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition ยังทันสมัยด้วยไฟหน้า LED ช่องชาร์จไฟสำรอง USB Socket กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key และกล่องเก็บของ U Box ที่มีความจุถึง 15.4 ลิตร New Honda Scoopy Snoopy Limited Edition มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือ ขับขี่สนุกยิ่งกว่า และให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) พร้อมระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop System และระบบ Combi Brake ช่วยกระจายแรงเบรกหน้า-หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผลิตจำนวนจำกัดเพียง 4,000 คัน เท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายคู่กับหมวกกันน็อกลายพิเศษ Scoopy x Snoopy สีดำเงาสุดพรีเมียม ด้วยราคาแนะนำ 54,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113779</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Scoopy Snoopy Limited Edition, ข่าวรถ, ฮอนด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611d0d291b505.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 สปอร์ตพรีเมียมซีดานไอคอนแรง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ตอกย้ำความเป็นไอคอนของยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน ที่ได้รับการพัฒนาดีเอ็นเอความสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ให้ก้าวล้ำตลอด 10 เจเนอเรชันที่ผ่านมา ครั้งนี้ ฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชันที่ 11 พร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์อีกครั้ง ด้วยดีไซน์ภายนอกสปอร์ตพรีเมียมในทุกมุมมอง เสริมความโฉบเฉี่ยวเร้าใจด้วยรุ่น RS ดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟสไตล์สปอร์ตที่ตกแต่งพิเศษด้วยโทนสีดำรอบคัน พร้อมปลอกท่อไอเสียคู่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ถึง 3 โหมด นอกจากนี้ ในทุกรุ่นย่อย ให้ความแรงทรงพลังเร้าใจเกินใคร ด้วยเครื่องยนต์ VTEC TURBO 1.5 ลิตร ใหม่ พร้อมระบบเกียร์ CVT ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม 17.2 กม./ลิตร ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 และมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ที่ยกระดับไปอีกขั้นกับระบบใหม่ Lead Car Departure Notification System (LCDN) สะดวกสบายแบบเหนือกว่ากับครั้งแรกของระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย โดยพร้อมให้สัมผัสได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่ 6 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป&amp;nbsp; ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้น 964,900 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้า ซีวิค เป็นยนตรกรรมที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ตลอดเวลาเกือบ 50 ปี ได้รับการพัฒนาและสร้างมาตรฐานใหม่มาอย่างต่อเนื่องในทุกเจเนอเรชัน โดยได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลกด้วยยอดขายมากกว่า 27 ล้านคัน ในมากกว่า 170 ประเทศ และวันนี้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกนอกทวีปอเมริกาเหนือที่จะเปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ซีดาน ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ในฐานะตลาดที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้า ซีวิค ถือเป็นไอคอนของรถซีดานที่เติบโตคู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ซึ่งตลอด 37 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด พิสูจน์ได้จากการเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์คอมแพคท์ ด้วยยอดขายสะสมเกือบ 600,000 คัน ด้วยดีเอ็นเอความสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในด้านดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่ อีกทั้งครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ ส่งผลให้ล่าสุด ฮอนด้า ซีวิค สามารถครองอันดับ 1 ในเซกเมนต์ถึง 5 ปีซ้อน และในวันนี้ ผมเชื่อมั่นว่า ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 จะเข้ามายกระดับคอมแพคท์ซีดานให้เหนือกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมาอีกครั้ง ด้วยดีไซน์ที่สปอร์ตพรีเมียม ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมันด้วยขุมพลัง VTEC TURBO พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย ที่จะมาสร้างตำนานบทใหม่ ให้สมกับเป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานที่ทุกคนรอคอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชันที่ 11 มาพร้อมการออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความสปอร์ตพรีเมียม โดดเด่นด้วยเส้นสายโฉบเฉี่ยวรอบคัน หรูหราในทุกมุมมองด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ มาพร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน&amp;nbsp; ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED 
สไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เสาอากาศแบบครีบฉลาม ท่อไอเสียแบบคู่ และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ยกระดับความสปอร์ตในรุ่น RS ด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้า ดีไซน์ใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ RS ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED กระจกมองข้างสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำ เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย ท่อไอเสียแบบคู่พร้อมปลอกท่อไอเสีย และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 17 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต และสะกดทุกสายตาด้วย สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง มอบความสะดวกสบาย ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียม มาพร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัย พร้อมเชื่อมต่อคุณและรถยนต์ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีที่หลากหลาย สำหรับรุ่น RS อาทิ ใหม่ ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ดีไซน์เรียบหรู พกพาสะดวก ให้คุณล็อกและปลดล็อกรถได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่พกการ์ดไว้กับตัว มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา และ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เป็นต้น สำหรับรุ่น EL+ และ EL อาทิ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงทรงพลังที่มอบความเร้าใจเกินใครกับ ขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO ใหม่ 4 สูบ 16 วาล์ว ที่พัฒนาไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ มาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศ เข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้กำลังสูงสุด 178 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 - 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง CVT ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 17.2 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 พร้อมโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ตามสไตล์ 3 โหมด ได้แก่ ECON Mode - Normal Mode -&amp;nbsp; Sport Mode&amp;nbsp; (เฉพาะรุ่น RS) ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย&amp;nbsp; ได้แก่ รุ่น RS ราคา 1,199,900 บาท รุ่น EL+ ราคา 1,009,900 บาท รุ่น EL ราคา 964,900 บาท &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112814</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีวิคใหม่, ฮอนด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611206272bdf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 00:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้า จับมือตำรวจภูธรภาค 8 ทดลองนำ Honda PCX Electric ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เดินหน้าสานต่อโปรเจกต์ศึกษาข้อมูลการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเชิง Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ร่วมมือกับตำรวจภูธรภาค 8 ในการนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda PCX Electric เข้ามาใช้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดภูเก็ต โดยใช้ระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือ Battery Swapping ซึ่งผู้ขับขี่สามารถสลับแบตเตอรี่ได้เองโดยไม่ต้องรอชาร์จที่ตัวรถ ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda PCX Electric เข้ามาใช้ในครั้งนี้ยังถือเป็นการสนับสนุนโครงการ Phuket Smart Safety Zone 4.0 ของตำรวจภูธรภาค 8 นำโดย พลตำรวจตรีศักย์ศิรา เผือกอ่ำ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อยกระดับความปลอดภัย ไปพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และลดมลพิษ โดยทางฮอนด้าได้นำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda PCX Electric เข้าร่วมโครงการนี้ถึง 15 คัน พร้อมด้วยจุดสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งประกอบด้วยแท่นชาร์จและแบตเตอรี่สำรอง เพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 จุด ได้แก่ สถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต ป้อมตำรวจขุนเลิศโภคารักษ์ และป้อมตำรวจสะพานหิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการติดตั้งจุดชาร์จให้กับสถานีตำรวจและจุดอื่นๆ รวม 3 แห่งแล้ว รถจักรยานยนต์ฮอนด้ายังได้เพิ่มจุดให้บริการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำรองที่ศูนย์ Honda Wing Center อีก 2 แห่ง โดยตั้งอยู่ในอำเภอเมืองภูเก็ต ได้แก่ บริษัท ภูเก็ตนำแสง จำกัด สาขาเจ้าฟ้า และ บริษัท ภูเก็ต เอส.ที. จำกัด เพื่อให้การใช้งานในตัวเมืองเป็นไปอย่างสะดวกที่สุด ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดครั้งสำคัญหลังจากที่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีและ HAUP วางระบบการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda PCX Electric ภายในพื้นที่ของสถาบันและชุมชนใกล้เคียงเมื่อปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยโปรเจกต์วินสะอาด หรือ Green Win by Honda และโครงการ Thailand Post Green Energy with Honda มาใช้ในธุรกิจเดลิเวอรี่ที่กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112805</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฮอนด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611202d329f1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110699</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย เดินหน้าเคียงข้างสังคมไทยร่วมต้านภัยโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่กระจายวงกว้าง กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย ขอเป็นอีกหนึ่งพลังในการส่งมอบความช่วยเหลือเพื่อเสริมเกราะป้องกันและสนับสนุนการทำงานให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก และช่วยป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ในผู้ป่วย ด้วยการส่งมอบนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวกที่ผลิตโดยทีมวิศวกรฮอนด้าจิตอาสา เพิ่มเติมจำนวน 1,100 ชิ้น รวมมูลค่า 42 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อจัดสรรตามความต้องการและกระจายต่อไปยังโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 114 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงกรมราชทัณฑ์ เพื่อกระจายต่อไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โรงพยาบาลเรือนจำกลางบางขวาง และโรงพยาบาลเรือนจำกลางสมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สถานการณ์โควิด-19 ได้กลับมาระบาดอีกครั้ง มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์รวมถึงผู้ป่วยมีความต้องการอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น&amp;nbsp; กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย โดยทีมวิศวกร&amp;nbsp; ฮอนด้าจึงได้เร่งดำเนินการผลิตหน้ากากแรงดันฯ เพิ่มเติมอีก 1,100 ชิ้น เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลรัฐ รวมทั้งเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือและความพยายามของทุกภาคส่วนจะช่วยให้เราก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ และขอเป็นกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่อาสา รวมถึงผู้ป่วยทุกคน ให้พร้อมต่อสู้เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดในเรือนจำและทัณฑสถาน โดยปรับพื้นที่บางแห่งเป็นโรงพยาบาลสนามและปรับบทบาทเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้ทำหน้าที่สายการแพทย์ร่วมด้วย เพื่อแก้ไขสถานการณ์การติดเชื้อภายในเรือนจำ ขณะที่โรงพยาบาลภายนอกไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ ทำให้จำเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ป้องกันสำหรับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และผู้ต้องขังจำนวนมาก โดยหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวกที่ได้รับจากกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย จำนวน 100 ชิ้น จะสามารถป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อจากผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถาน และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยและบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรมราชทัณฑ์ขอขอบคุณกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย สำหรับความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ต้องขัง เพื่อให้ผู้ต้องขังได้เห็นถึงคุณค่าของตนเอง และรับรู้ถึงความห่วงใยของสังคม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างจิตสำนึกที่ดีและประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่ปี 2563 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ทางกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ได้มอบความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงกรมราชทัณฑ์ ด้วยการผลิตและบริจาคเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบจำนวน 100 เตียง ซึ่งมีต้นแบบมาจากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และยังต่อยอดนวัตกรรมมาเป็นหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวก 2,100 ชิ้น พร้อมด้วยเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อฮอนด้า และอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็น อาทิ ชุดป้องกันเชื้อ PPE หน้ากาก Face Shield หน้ากากอนามัยแบบผ้า รวมถึงการบริการรถยนต์และรถจักรยานยนต์พยาบาลกองทุน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ฮอนด้าเคียงข้างไทย เพื่อร่วมต้านภัยโควิด-19 รวมงบประมาณกว่า 122 ล้านบาท (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2564) โดยงบประมาณส่วนนี้มาจากเงินสมทบจากการซื้อรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ขอขอบคุณลูกค้าฮอนด้าทุกท่าน เราพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เพื่อก้าวผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110699</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, ฮอนด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f90cebda698.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2021 23:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2021 00:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรง ล้ำ ประหยัด กับ e:HEV, Powerful Hybrid by Honda</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮอนด้า ตอกย้ำความทรงพลังและการทำงานอย่างชาญฉลาดของระบบขับเคลื่อนไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid โดยได้สื่อสารถึงผลิตภัณฑ์รถยนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริด ในชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV) และเริ่มในรุ่น ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี เป็นครั้งแรกในประเทศไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ยนตรกรรมซิตี้คาร์ Full Hybrid รุ่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2563 ได้รับการตอบรับอย่างสูงจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดจองสะสมกว่า 2,200 คัน ในระยะเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่เปิดตัว (23 พฤศจิกายน 2563 - 31 พฤษภาคม 2564) ระบบขับเคลื่อนไฮบริด Sport Hybrid i-MMD เป็นระบบ Full Hybrid ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน (Lithium-ion) ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด จะเริ่มตั้งแต่การออกตัว การขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ การใช้ความเร็วสูง และระหว่างลดความเร็ว โดยระบบจะเลือกและปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่อย่างอัจฉริยะ ทั้งโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดสะท้อนจุดเด่นที่โดนใจและพร้อมตอบโจทย์การใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ &amp;ldquo;แรง ล้ำเกินคาด ประหยัดเกินใคร มั่นใจทุกการขับขี่&amp;rdquo; High Performance ขับสนุกด้วยแรงบิดและอัตราเร่งที่ทรงพลัง&amp;nbsp; High Saving ประหยัดเกินคาดด้วยโหมดการขับขี่ที่ปรับให้เหมาะกับทุกการเดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ High Confidence เพิ่มความมั่นใจไปถึงทุกจุดหมายได้อย่างอิสระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังมอบความมั่นใจในการใช้งานยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care)* ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็คระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107304</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ฮอนด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d20abd2a8b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 22:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย เดินหน้าผลิตและเตรียมส่งมอบหน้ากากแรงดันลบและบวกเพิ่ม 1,100 ชิ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ร่วมกับกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือครั้งใหม่เพื่อเคียงข้างคนไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นและขยายเป็นวงกว้างในปัจจุบัน โดยเร่งผลิตนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวกเพิ่มเติมอีกจำนวน 1,100 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 42 ล้านบาท ซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นโดยทีมวิศวกรจิตอาสาของฮอนด้า เพื่อเป็นเกราะป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งช่วยป้องกันผู้ป่วยในการแพร่กระจายเชื้อ โดยเริ่มผลิตแล้ว ณ โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า จ.อยุธยา และจะทยอยส่งมอบให้กับกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อกระจายไปยังโรงพยาบาลรัฐต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงกรมราชทัณฑ์ ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ คนไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง กองทุนฮอนด้าฯ จึงได้เร่งผลิตนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและบวกเพิ่มเติมอีกจำนวน 1,100 ชิ้น หลังจากในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ได้ผลิตและกระจายการส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไปแล้วทั้งหมด 1,000 ชิ้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงสามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจาย สำหรับครั้งนี้ เราจะทยอยส่งมอบได้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ให้กับกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเร่งจัดสรรให้กับโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ รวมถึงมอบให้กับกรมราชทัณฑ์ ในนามตัวแทนของกองทุนฮอนด้าฯ ขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงคนไทยทุกคน ผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันได้ในเร็ววัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ญ. ณัฏฐาพร หะรังศรี วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลระนอง เปิดเผยว่า จุดเด่นของนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวก คือเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลทางการแพทย์ ซึ่งสามารถปรับใช้งานได้ 2 รูปแบบ คือ แรงดันลบ ใช้ในการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อโควิด-19 และแรงดันบวก ใช้เพื่อป้องกันและช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์หายใจสะดวก หน้ากากมีน้ำหนักเบา ใส่สบายไม่แนบหน้าเกินไป ที่สำคัญคือสามารถปรับระดับลมได้ ซึ่งช่วยให้อากาศถ่ายเท และช่วยลดการเกิดฝ้าบนหน้ากากขณะอากาศร้อน จึงทำให้สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้นานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผ่าตัดหรือการใส่ท่อช่วยหายใจ ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะไอ ทำให้เชื้อที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจกระจายเยอะขึ้น ซึ่งขณะนี้อุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลทางการแพทย์ยังเป็นที่ต้องการอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนวัตกรรมหน้ากากแรงดันลบและแรงดันบวกซึ่งผลิตขึ้นโดยทีมวิศวกรฮอนด้า ผ่านการทดสอบมาตรฐานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วยตัวหน้ากาก ท่ออากาศ และเครื่องกรองอากาศ สามารถปรับการทำงานเป็นหน้ากากแรงดันบวกสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหน้ากากแรงดันลบสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางกองทุนฮอนด้าฯ ได้กระจายการส่งมอบจำนวน 1,000 ชิ้น ไปยังโรงพยาบาล 77 จังหวัดทั่วประเทศ และได้เร่งผลิตเพิ่มเติมอีกจำนวน 1,100 ชิ้น รวมการผลิตทั้งหมด 2,100 ชิ้น เพื่อรองรับความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยครั้งนี้จะมอบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อกระจายไปยังโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงกรมราชทัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่ปี 2563 ที่สังคมไทยได้เผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน กองทุนฮอนด้าฯ ได้ร่วมต้านภัยโควิด-19 รวมงบประมาณกว่า 122 ล้านบาท ซึ่งมาจากเงินสมทบจากการซื้อรถจักรยานยนต์ รถยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของลูกค้าทุกท่าน เราพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือสังคมไทยเพื่อที่จะก้าวพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105477</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวรถ, ฮอนด้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bce725ebb4b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 11:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้าประกาศแต่งตั้ง นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ประกาศแต่งตั้ง นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานคณะกรรมการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขึ้นมารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการของนายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ได้เปลี่ยนบทบาทจากการบริหารงานโดยตรงมาเป็นการกำกับดูแลการดำเนินงาน พร้อมให้นโยบายและคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมขับเคลื่อนให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิทักษ์ พฤทธิสาริกร จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และเข้าร่วมงานกับฮอนด้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในตำแหน่งที่สำคัญต่าง ๆ และมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเป็นผู้บริหารเพียงท่านเดียวของบริษัทฯที่ผ่านประสบการณ์ทั้งทางด้านการผลิต การขาย และการตลาด ล่าสุดในปี พ.ศ. 2557 &amp;nbsp;ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ (COO - Chief Operating Officer) ของบริษัทฯ ดูแลครอบคลุมทั้งในส่วนการผลิต งานขาย และการตลาด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ฮอนด้าแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงที่เป็นชาวไทยและเป็นคนแรกให้ดำรงตำแหน่งนี้ นอกเหนือจากความรับผิดชอบในประเทศไทยแล้ว นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย (Regional Operating Board) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ซึ่งนับเป็นผู้บริหารคนแรกที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นที่ได้รับตำแหน่งนี้ นานถึง 9 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดชาวไทยของบริษัทฯ มีบทบาทสำคัญในการดึงศักยภาพของทีมผู้บริหารและพนักงานคนไทย พร้อมทั้งเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยได้ผสานวัฒนธรรม แนวคิด วิธีการ ในการทำงานแบบไทยและญี่ปุ่นให้กลมกลืนและผนึกกำลังไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถฝ่าฟันความท้าทายต่าง ๆ มากมายและแข็งแกร่งขึ้น จนประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ในด้านการขายได้สร้างประวัติศาสตร์ในการขึ้นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์นั่งอันดับหนึ่งของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2556 &amp;nbsp;บริษัทฯ มีการเติบโตทางด้านยอดขายมาอย่างต่อเนื่องและมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน (พ.ศ. 2558 &amp;ndash; พ.ศ. 2560) รวมถึงปีล่าสุด (พ.ศ. 2563) และยกระดับการบริการเพื่อลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้าให้มีความพึงพอใจในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดมา &amp;nbsp;ในด้านสังคม นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร เป็นผู้บริหารที่ร่วมผลักดันให้มีการก่อตั้งกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ภายใต้มูลนิธิฮอนด้าประเทศไทย ซึ่งเป็นกองทุนที่มีบทบาทหลักในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบแทนสังคมไทยของกลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย และดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการกองทุนฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฮอนด้า, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061525b7af82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
