<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2019 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2019 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘สนธิรัตน์’ ดันไทยขึ้นฮับรถอีวี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการจักรยานยนต์ไฟฟ้าเบอร์ 5 พร้อมมอบนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ว่า การดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ในประเทศ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี2018) ที่คาดว่าจะมี 1.2 ล้านคันตลอดทั้งแผน โดยเรื่องนี้ต้องเป็นการร่วมมือกันหลายฝ่ายทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เพื่อร่วมพัฒนาแผนส่งเสริมการใช้ สนับสนุนทางด้านภาษี และทำให้เกิดการผลิตในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เร็วนี้คาดว่าจะมีแคมเปญที่ส่งเสริมการใช้รถอีวีในประเทศเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการร่วมมือกับหน่วยงานดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ยังตั้งเป้าที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของภูมิภาคในการใช้รถอีวีอีกด้วย&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การมอบนโยบายให้กับ กฟผ. เน้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. กฟผ.ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เนื่องจากเห็นว่าหากในอนาคตประชาชนเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น การให้บริการของ กฟผ. จะต้องเปลี่ยนไป ทั้งนี้จะต้องทำความเข้าใจในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน และผันตัวมาเป็นผู้กำกับดูแลการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคตผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กฟผ.ยังจะต้องคงความเป็นผู้นำในด้านการผลิตไฟฟ้า โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพเดิมที่มีอยู่ยกระดับประเทศไปสู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าของภูมิภาค ซึ่งเรื่องเป็นเรื่องหลักที่ กฟผ. จะต้องให้ความสนใจเป็นลำดับต้น ๆ และ 3. กฟผ.จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรเดิมที่มีอยู่เพื่อให้เดินหน้าทันกับองค์กรเล็ก ๆ ที่ปัจจุบันเติบโตเร็วมาก โดยจะต้องปฏิรูปองค์กร ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ กล่าวว่าการดำเนินโครงการสนับสนุนให้เกิดโรงไฟฟ้าระดับชุมชน ปัจจุบันกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กำลังกำหนดแผนดำเนินการอยู่ โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า โดยดูจากศักยภาพและความพร้อมของชุมชน ซึ่งอาจจะอยู่ที่สัดส่วน 30% และนอกนั้นให้เอกชนเข้าไปดำเนินการ ซึ่งหากมีการกำหนดแผนเรียบร้อยแล้วจะออกมาประกาศผลเป็นระยะเพื่อประกาศพื้นที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44541</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถยนต์ไฟฟ้า, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, ฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d11ddce60e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2019 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2019 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โปแลนด์เล็งเปิดสำนักงานการค้าการลงทุนในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โปแลนด์&amp;rdquo;ชี้ศักยภาพ&amp;rdquo;ไทย&amp;rdquo;เป็นฮับสู่อาเซียน เล็งลงทุนจ่อเปิดสำนักงานการค้าไตรมาสแรกปี 62 หวังขยายความร่วมมือทางการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 ม.ค. 62 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า รัฐบาลสาธารณรัฐโปแลนด์ มีนโยบายที่ชัดเจนที่จะขยายตลาดการค้าการลงทุนกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ASEAN ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน รวมถึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2562 ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นประธานอาเซียน ทำให้สาธารณรัฐโปแลนด์เล็งเห็นถึงศักยภาพและบทบาทสำคัญของไทยในภูมิภาคนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้รัฐบาลโปแลนด์ จึงได้กำหนดแผนที่เปิดสำนักงาน Polish Investment and Trade Agency ที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนกับไทย และใช้ไทยเป็น Hub สู่อาเซียน ซึ่งคาดว่าการเปิดสำนักงานในครั้งนี้จะมีระดับรัฐมนตรีโปแลนด์เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด และจัดคณะผู้แทนการค้าจากภาคเอกชนเดินทางมาเจรจาการค้าในประเทศไทยอย่างเป็นทางการการเยือน พร้อมคณะผู้แทนการค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการเปิดสำนักงานฯ ในกรุงเทพฯ โปแลนด์เตรียมที่จะจัดพิธีลงนาม MOU ความร่วมมือกับ DITP เพื่อขยายการค้าการลงทุนพร้อมผลักดันและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งนี้ ภาครัฐของสาธารณรัฐโปแลนด์เตรียมขยายกรอบความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในหลากหลายมิติกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งบางส่วนได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น การลงนามบันทึกความเข้าใจ MOU ว่าด้วยเรื่อง การท่องเที่ยว นวัตกรรม Startups การเกษตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาธารณรัฐโปแลนด์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 46 ของไทยในโลกและเป็นอันดับที่ 13 ในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยการค้าของไทยกับโปแลนด์ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา 2559-2560 มีมูลค่าเฉลี่ย &amp;nbsp;ปีละ 670.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2560 การค้ารวมมีมูลค่า 798.84 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.49% โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า 103.86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ &amp;nbsp;ส่วนการส่งออกสาธารณรัฐโปแลนด์เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 43 ของไทยและเป็นอันดับที่ 10 จากสหภาพยุโรป ในระยะ 3 ปี ที่ผ่านมา 2558-2560 การส่งออกของไทยไปยังโปแลนด์มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 408.76 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2560 การส่งออกมีมูลค่า 451.33 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16.19%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26053</URL_LINK>
                <HASHTAG>อาเซียน, ฮับ, โปแลนด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c346df7214bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อชงครม.ตั้งโคราชฮับอุตสาหกรรมอีสาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก.อุตฯ ปิ๊งไอเดียพัฒนาประตูสู่อีสาน ตั้งศูนย์ทดสอบหนุนอุตฯชิ้นส่วนยานยนต์ คุยเอกชนน้ำตาลต่อยอดเคมีชีวภาพ จ่อชงครม.สัญจร 8 พ.ค. นี้ พร้อมเร่งดันมหานครผลไม้ ตั้งคณะทำงานจัดทำร่างศึกษา ก่อนทดสอบความสนใจนักลงทุนปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค. 2561 - นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมลงพื้นที่กลุ่มจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และชัยภูมิ โดยจะนำหารือแนวคิดโครงการพัฒนาชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ต่อยอดศักยภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งจะเสนอแนวทางจัดศูนย์ทดสอบยานยนต์ประสิทธิภาพสูงสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาช่างฝีมือด้านวิชาชีพเฉพาะทางให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่(ครม.สัญจร) พิจารณาในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ที่จ.บุรีรัมย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จะเสนอ ครม. พิจารณาศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า เพื่อยกระดับการพัฒนาศักยภาพจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่โดยรอบ อาทิ ธุรกิจบำรุงรักษาคอนเทนเนอร์ โลจิสติกส์ เป็นต้น พร้อมกันนี้จะหารือกับผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ ถึงแนวทางส่งเสริมงานวิจัยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชีวภาพต่อยอดอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลในพื้นที่ เพราะมีความใกล้ชิดกับชาวไร่ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์อื่นนอกเหนือจากอุตสาหกรรมน้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายพสุ &amp;nbsp;โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก(อีเอฟซี) เปิดเผยว่า ในที่ประชุมฯ ได้มีการพิจารณาการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอีเอฟซี ซึ่งคณะทำงานฯจะดำเนินการศึกษาข้อมูล และยกร่างแนวทางการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปคณะทำงานชุดนี้ภายในเดือนพ.ค.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นจะเริ่มการดำเนินการจัดจ้างศึกษาโครงการอีเอฟซี ที่จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตามกรอบการดำเนินโครงการจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ย. 2561 และจัดทำการออกแบบรายละเอียด พร้อมประกาศทดสอบความสนใจของนักลงทุน ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 61&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม., ครม.สัญจร, ครม.สัญจรบุรีรัมย์, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, รมว.อุตสาหกรรม, สุรินทร์, อุตตม สาวนายน, อุตสาหกรรม, ฮับ, ฮับอุตสาหกรรม, โคราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180226/image_big_5a93ce3378ce0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
