<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2019 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2019 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขปริศนา &#039;ประตูผี&#039; วัดโอกาสนครพนม ตะลึง!ใช้โกศคนตายแทนกำแพงแก้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดโอกาส&amp;nbsp;ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครพนม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เดิมชื่อว่า วัดพระศรีบัวบานพระเจ้าติ้ว&amp;nbsp;มีพื้นที่ 3 ไร่ 2 งาน 28 วา ในปี พ.ศ.2281 ราชบุตรพรหมา เจ้าผู้ครองนครบุรีศรีโคตรบูร (ต่อจากพระบรมราชากู่แก้วพระบิดา) ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดพร้อมสร้างพระอุโบสถ และพระประธานในโบสถ์นามว่า &amp;ldquo;หลวงพ่อพระบรมราชาพรหมา&amp;rdquo; นอกจากนี้ราชบุตรพรหมายังได้อัญเชิญพระติ้ว-พระเทียม จากวัดธาตุบ้านสำราญ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม มาประดิษฐานไว้ที่วัด ก่อนจะเปลี่ยนชื่อจาก &amp;ldquo;วัดพระศรีบัวบานพระเจ้าติ้ว&amp;rdquo; มาเป็นวัดโอกาส และมีสร้อยตามหลังว่า &amp;ldquo;ศรีบัวบาน&amp;rdquo; เป็นวัดโอกาสศรีบัวบาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัดโอกาสจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ริมแม่น้ำโขง โดยด้านหน้าจะมีประตูโขง เคียงข้างกัน 2 แห่ง ด้านแรกจะมีรูปปั้นท้าวมหาพรหมในท่านั่งสถิตอยู่ด้านบน ส่วนประตูโขงอีกด้านที่อยู่ใกล้กัน จะมีรูปปั้นท้าวมหาพรหมในท่ายืน ซึ่งชาวบ้านเรียกประตูโขงทั้งสองนี้ว่า &amp;ldquo;ประตูพรหม&amp;rdquo; &amp;nbsp;ส่วนทางด้านทิศตะวันตก มีประตูโขงที่มีรูปปั้นยักษ์ยืนกุมไม้กระบองหรือคฑาอยู่ 2 ตน เบื้องต้นชาวบ้านต่างเชื่อว่ารูปปั้นดังกล่าวคือท้าวเวสสุวรรณ อธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย ชาวบ้านจึงเรียกประตูแห่งนี้ว่า &amp;ldquo;ประตูผี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวได้กราบนมัสการถามพระครูศรีปริยัติการ เจ้าอาวาสวัดโอกาส เกี่ยวกับประตูผีที่ชาวบ้านมีคติความเชื่อว่า เป็นประตูสำหรับพวกภูตผีใช้เป็นทางสัญจรเข้าออก ซึ่งได้คำตอบว่ารูปปั้นดังกล่าวไม่ใช่ท้าวเวสสุวรรณ แต่เป็นรูปปั้นของท้าววิรูปักษ์นาคราช หรือวิรูปักโขนาคราช เจ้าแห่งพญานาคทั้งปวง โดยมีตำนานเล่าขานกันว่าพญานาคนั้นมีอยู่ 4 ตระกูลด้วยกัน คือ ตระกูลวิรูปักษ์ เป็นพญานาคสีทอง,กัณหาโคตมะ พญานาคสีดำ,ฉัพพยาปุตตะ พญานาคสีรุ้ง และ ตระกูลเอราปถ พญานาคสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตระกูลวิรูปักษ์ เป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด เป็นเทพนาคราชคู่พระทัยของท้าวสักกะเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และได้ทรงเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน เนื่องจากได้ฟังธรรมจากพระโคดมและทรงบำเพ็ญเพียร เมื่อท้าววิรูปักษ์องค์เดิมสิ้นอายุขัยแล้ว ท่านจึงได้รับโองการจากท้าวสักกะฯ &amp;nbsp;ให้มาเป็นเจ้าแห่งโลกบาลทั้ง 4 และถือเป็นเจ้าแห่งทรัพย์ในบาดาลพิภพ โดยท่านจะปกครองในทิศปัจจิม (ตะวันตก) ในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้าววิรูปักษ์นาคราชยังดำรงตำแหน่งอธิบดีปกครองหมู่นาคด้วย ซึ่งพญานาคนั้นมีฤทธิ์มาก จะแปลงกายเป็นเทวดา เป็นมนุษย์หรือสิ่งอื่นๆก็ได้ ลักษณะกายของวิรูปักโขนาคราชนั้น จะมีสีทองทั้งองค์ ดวงตามีสีขาวอมฟ้าคล้ายตาของมนุษย์ ที่มีฤทธิ์อานุภาพและความเมตตาอย่างมาก หากใครบูชาท่านด้วยใจบริสุทธิ์จะเกิดความเป็นสิริมงคลในชีวิตและประสบพบแต่โชคลาภ เงินทอง เพราะตามประวัติท่านเป็นพญานาคราชที่เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ในบาดาลพิภพนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากพระครูศรีปริยัติการ จะไขปริศนาเกี่ยวกับท้าววิรูปักษ์แล้ว วักโอกาสยังมีความแปลกพิสดารกว่าวัดอื่นๆ คือเป็นวัดที่ไม่มีกำแพงแก้ว ซึ่งลักษณะกำแพงแก้วเป็นกำแพงเตี้ยๆ ที่ทำไว้เพื่อล้อมโบสถ์ วิหาร หรือเจดีย์ของพระอารามแต่ละแห่งให้ดูดียิ่งขึ้น ดังนั้นกำแพงแก้วจึงมีกันเกือบทุกวัด คล้ายกับเป็นส่วนหนึ่งของพุทธจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่วัดโอกาสศรีบัวบานแห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นวัดแห่งเดียวที่ฉีกตำราการสร้าง ที่ไม่มีกำแพงแก้ว แต่กลับใช้โกศบรรจุอัฐิผู้ล่วงลับไปแล้วล้อมรอบแทน นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกและชวนสนใจไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องกำแพงแก้วล้อมรอบโบสถ์นั้น เท่าที่ทราบจากปากต่อปากว่า เดิมทีทางวัดจะสร้างกำแพงแก้วล้อมโบสถ์ให้เหมือนกับวัดทั่วๆไป แต่วัดมีเนื้อที่น้อยและจำกัด ประกอบกับต้องบริจาคพื้นที่ส่วนหนึ่งไปสร้างศาลเจ้าหมื่น (เจ้าพ่อหลักเมือง)&amp;nbsp;เวลามีญาติโยมมาขอสร้างโกศบรรจุอัฐบรรพบุรุษ ทางวัดไม่สามารถจัดหาพื้นที่อันเหมาะสม จึงตัดสินใจให้ไปสร้างโกศล้อมรอบพระอุโบสถ ดังที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบัน&amp;rdquo; พระครูศรีปริยัติการ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัดโอกาส(ศรีบัวบาน) ยังมีสิ่งดีๆที่เป็นมงคลอีกมากมาย เช่นพระติ้ว พระเทียม ที่มีประวัติการสร้างยาวนานกว่า 1,300 ปี (สมัยพระบรมราชากู่แก้วเป็นเจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร) และถึงแม้จะมีเนื้อที่เพียง 3 ไร่เศษ แต่ก็มีการสร้างประตูโขงมากถึง 11แห่ง โดยแต่แห่งผู้สร้างมักจะเป็นคหบดีใหญ่ของจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และนอกจากวัดโอกาสจะมีงานบุญสรงน้ำพระติ้ว พระเทียม ในทุกปีของเทศกาลวันวิสาขบูชาแล้ว ยังมีบุญเดือน 7 หรือ บุญซำฺฮะ(ชำระ) ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นอีสาน ฮีต 12 ครอง(คอง) 14&amp;nbsp;ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน เทศบาลเมืองนครพนมโดยนายนิวัต เจียวิริยบุญญา นายกเทศมนตรี ได้จัดงานบุญซำฮะเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคำว่า&amp;ldquo;ซำฮะ&amp;rdquo; หมายถึง การชำระนั่นเอง มีความหมายว่า ต้องการให้ชำระล้างสิ่งสกปรกรุงรังให้สะอาดปราศจากมลทิน แต่การซำฮะในที่นี้มีอยู่ 2 อย่างคือ 1.การชำระความสกปรกภายนอก ได้แก่ร่างกายเสื้อผ้า อาหารการกิน ตลอดจนที่อยู่อาศัย และ 2.การชำระความสกปรกภายใน ได้แก่จิตใจเกิดความโลภ โกรธ หลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิธีนี้ชาวบ้านจะปลูกปะรำพิธีขึ้นกลางหมู่บ้านหรือจะเอาศาลากลางบ้านก็ได้ แต่ทุกเรือนจะต้องเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน ขันน้ำ ไหมหลอด ฝ้ายผูกแขน หินแฮ่(กรวด)ทรายมารวมกัน ณ ปะรำพิธี พอเวลากลางคืนนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ตอนเช้าถวายอาหารบิณฑบาต หลังจากที่พระสงฆ์ฉันแล้ว จะประพรมน้ำพุทธมนต์ให้แก่ผู้ที่มาในงาน ซึ่งทุกคนจะเอาขันน้ำมนต์ ฝ้ายผูกแขน หินแฮ่(กรวด) ทรายของตนกลับคืนไป เพื่อนำน้ำมนต์ไปรดให้ลูกหลานบ้านเรือนวัวควาย ฝ้ายเอาไปผูกแขนลูกหลาน หินแฮ่ (กรวด) ทรายเอาไปหว่านรอบบ้านเรือน เพื่อให้เกิดความสวัสดิมงคลตลอดปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำว่า &amp;ldquo;ประตูโขง&amp;rdquo; หรือซุ้มประตูโขง เป็นภาษาอีสาน มีลักษณะเป็นซุ้มยอมดอกบัวตูม สันนิษฐานว่า &amp;ldquo;โขง&amp;rdquo; หมายถึง &amp;ldquo;โค้ง&amp;rdquo; ซึ่งจะเห็นได้จากวงประตูรูปโค้งครึ่งวงกลมเชื่อว่าประตูโขงคงพัฒนามาจากทวารโตรณะ(Drava Torana) ของอินเดีย ซึ่งเป็นเครื่องหมายบอกทางเข้าพุทธสถาน ประตูโขงมีลักษณะคล้ายปราสาทย่อส่วนซ้อนชั้น ส่วนหลายสุดเป็นยอดแหลม ซึ่งตามความหมายของคำว่า&amp;ldquo;ปราสาท&amp;rdquo; จะเห็นได้จากเหนือชั้นหลังคาเอนลาดจะสร้างปราสาทย่อส่วนซ้อนขึ้นไป ที่องค์ปราสาทจะมีซุ้มโค้งประดับ ในศิลปะอินเดียเรียกซุ้มโค้งนี้ว่า &amp;ldquo;กุฑุ(Kudu)&amp;rdquo; อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นฟ้า คือเขาไกรลาส ที่ประทับแห่งพระศิวะ หรือเขาพระสุเมรุศูนย์กลางแห่งจักรวาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38933</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานบุญซำฮะ, จังหวัดนครพนม, ประเพณีท้องถิ่นอีสาน, วัดโอกาส, วัดโอกาสศรีบัวบาน, ฮีต 12 คอง 14, เทศบาลเมืองนครพนม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190619/image_big_5d09eb46768f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตื่นตาจารีตอีสาน &#039;ฮีต 12 คอง 14&#039;  &#039;บุญบั้งไฟตะไลล้าน&#039;   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;จารีตประเพณีชาวอีสานที่เรียกว่า &amp;ldquo;ฮีต 12 คอง 14&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรืองานบุญเดือนหก (เดือนพฤษภาคม) นั้น สำหรับคนต่างถิ่นแล้วนับเป็นเสน่ห์แบบบ้านๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและความศรัทธาของผู้คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชาวอีสานทำบุญประเพณีบั้งไฟก่อนเริ่มฤดูกาลทำนา ด้วยความเชื่อว่าเป็นการขอฝนจากเทวดาให้ตกต้องตามฤดูกาล เพื่อให้ข้าวได้รับน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในเขตภาคอีสานหลายพื้นที่มีการจัดกิจกรรมเช่นนี้...แต่ที่แตกต่าง โดดเด่น และถือเป็นหนึ่งเดียวไม่เหมือนใคร ต้องยกให้ &amp;ldquo;บุญบั้งไฟตะไลล้าน&amp;rdquo; จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จารีตประเพณีสำคัญของชาวอีสานตาม &amp;ldquo;ฮีต 12 คอง 14&amp;rdquo; เมื่อถึงเดือนหกของทุกปีคือประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งบุญบั้งไฟตะไลล้านของจังหวัดกาฬสินธุ์นั้น ถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่มีที่ใดเหมือน ทั้งในส่วนตัวกระบอกของบั้งไฟ ซึ่งบรรจุดินเชื้อเพลิงยาวตั้งแต่ 3-6 เมตร และไม้ไผ่สานซึ่งล้อมรอบตัวกระบอกบั้งไฟ ส่วนการจุดบั้งไฟนั้นจะต่างกับบั้งไฟหางทั่วไปที่จุดกันตรงส่วนท้ายเพื่อให้บั้งไฟนั้นขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่สำหรับบั้งไฟตะไลล้านของกาฬสินธุ์ จะจุดจากกลางลำตัว โดยจะเจาะรูเชื้อเพลิงให้ออกด้านข้างลำตัวของบั้งไฟ ทำให้บั้งไฟหมุนขึ้นท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;งานประเพณีบั้งไฟตะไลล้าน ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนกุดหว้า เป็นภูมิปัญญาชาวภูไทที่สืบทอดต่อให้ลูกหลานมานาน และความตื่นเต้น สวยงามของบ้องไฟตะไลล้านจะเกิดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 18-19 พฤษภาคม 2562 นี้ ที่ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ถือเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด และสอดคล้องกับแนวความคิด &amp;quot;amazing ไทยเท่&amp;quot; ของ ททท.&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทางด้านนางสาวศิริวรรณ สีหาราช ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานขอนแก่น (รับผิดชอบพื้นที่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม) กล่าวต่อว่า ในจังหวัดกาฬสินธุ์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมได้หลายแห่ง เช่น &amp;ldquo;หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยบ้านกุดหว้า&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นแหล่งเรียนรู้งานหัตถกรรมฝีมือการทำมาลัยไม้ไผ่อันประณีตงดงาม&amp;nbsp; ซึ่งผูกโยงกับงานประเพณีบุญข้าวสากและบุญข้าวประดับดินตามวิถีประเพณีฮีตสิบสองของชาวอีสาน&amp;nbsp; อีกทั้งเป็นแหล่งกำเนิดประเพณีบั้งไฟตะไลล้านขนาดใหญ่แห่งเดียวในประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต่อด้วย &amp;ldquo;หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยบ้านโคกโก่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ ชาวผู้ไทยบ้านโคกโก่ง เป็นชนผู้ไทยอีกหนึ่งกลุ่มที่เดินทางอพยพย้ายถิ่นฐานมาเรื่อยๆ จนมาตั้งหมู่บ้านโคกโก่งขึ้นในราวปี&amp;nbsp; พ.ศ.2499 ปัจจุบัน ชาวผู้ไทยโคกโก่งยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองไว้อย่างเข้มแข็ง ทั้งด้านการแต่งกาย ขนบธรรมเนียมประเพณีของบรรพบุรุษ&amp;nbsp; วิถีชีวิตที่เรียบง่าย การประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงไหม&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์ ปลูกฝ้าย ปลูกพืชผักสวนครัว และทอผ้าฝ้ายใช้เอง ขณะที่ในบริเวณหมู่บ้าน มีแหล่งท่องเที่ยว ที่แสดงวิถีชีวิตของชาวผู้ไทย และการผลิตสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน การทอผ้า จักสานไม้ไผ่ รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติภายในวนอุทยานภูผาวัว&amp;nbsp; ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านด้านทิศเหนือ มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ชมน้ำตกตาดสูง น้ำตกตาดยาว ผานางคอย ผานางแอ่น และดานโหลง ซึ่งเป็นลานหินกว้างที่มีต้นกระบองเพชรหินขึ้นประดับสวยงามและแปลกตา หรือพักอาศัยในบ้านพักโฮมสเตย์เพื่อสัมผัสกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวผู้ไทยบ้านโคกโก่งอย่างใกล้ชิด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ถัดมาคือ &amp;ldquo;หมู่บ้านทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอคำม่วง&amp;nbsp; หมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าผู้ไทย ซึ่งเป็นแหล่งทอผ้าไหมแพรวาอันละเอียดประณีต มีชื่อเสียงระดับประเทศ ได้ชื่อว่าเป็น &amp;ldquo;ราชินีแห่งไหม&amp;rdquo; มีลักษณะเด่นคือลวดลายต่างๆ ทรงเรขาคณิตเป็นจำนวนมากในผืนเดียวกัน ใช้เส้นไหมหลากสีสอดสลับกันในลวดลาย ประกอบด้วย ลายหลัก ลายคั่น&amp;nbsp; และลายช่อปลายเชิงสลับกันไป หากเป็นสไบหรือแพรจะมีเชิงแพรเพื่อเพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น เอกลักษณ์ดั้งเดิมของผ้าไหมแพรวาจะมีสีโทนแดงเป็นพื้น แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาจนมีหลากหลายสีสันและลวดลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปิดท้ายด้วย &amp;ldquo;วัดวังคำ&amp;rdquo; ตั้งอยู่บ้านนาวี ตำบลสงเปลือย อำเภอเขาวง มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ สิมไทเมืองวัง หรืออุโบสถรูปทรงศิลปะล้านช้างที่มีความอ่อนช้อยงดงาม นอกจากนี้ยังมีพระธาตุเจ้ากูและศาลาการเปรียญซึ่งภายในเป็นที่ประดิษฐานของ &amp;ldquo;หลวงปู่วังคำ&amp;rdquo; พระประธานศิลปะล้านช้างที่งดงาม&amp;nbsp; พร้อมทั้งธรรมาสน์ซึ่งสร้างตามแบบดั้งเดิมตามที่เจ้าอาวาสผู้สร้างเคยเห็นเมื่อครั้งเป็นเด็ก นับเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมในรูปแบบศิลปะล้านช้างให้ได้ชมอย่างหลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;เชื่อว่าการมาท่องเที่ยวเมืองรองกาฬสินธุ์ ผ่านประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้าน นอกจากจะได้ตื่นตาตื่นใจกับกิจกรรมเหล่านี้แล้ว ยังได้สัมผัสวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ผ่านการท่องเที่ยวชุมชนต่างๆ ที่สะท้อนอัตลักษณ์โด่ดเด่นของตัวเองออกมาได้อย่างน่าชื่นชม และทุกท่านยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นได้โดยตรง ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนให้ภูมิปัญญาเหล่านี้ดำรงอยู่สืบไป&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ ททท.&amp;nbsp; สำนักงานขอนแก่น กล่าวปิดท้าย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้สนใจสอบถามข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยวได้ที่ ททท. สำนักงานขอนแก่น เลขที่ 277/20-21 ถ.กลางเมือง (ถนนรอบบึงแก่นนคร ด้านทิศตะวันตก) อำเภอเมืองฯ จังหวัดขอนแก่น 40000 โทร. 0-4322-7714-5 โทรสาร 0-4322-7717, 0- 4322-7719 อีเมล tatkhkn@tat.or.th และ FB ททท.สำนักงานขอนแก่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สรณะ รายงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35602</URL_LINK>
                <HASHTAG>amazing ไทยเท่, กาฬสินธุ์, กุฉินารายณ์, ททท., ท่องเที่ยว, บุญบั้งไฟตะไลล้าน, ผ้าไหมแพรวาบ้านโพน, อำเภอคำม่วง, ฮีต 12 คอง 14</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190511/image_big_5cd6d43c01c33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
