<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองปราบฯฝากขัง &#039;2 พ่อลูก&#039; ฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่ ค้านประกันตัว ชี้เหิมเกริมปั้นหลักฐานเท็จ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11&amp;nbsp;มิ.ย.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.วิทวัส สายอ๋อง พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้ควบคุมตัว นายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 79 ปี ภูมิลำเนา จ.สงขลา และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี ภูมิลำเนา จ.จันทบุรี บุตรชายของนายบุญช่วย&amp;nbsp;ผู้ต้องหาที่ 1-2 คดียักยอกที่ดินมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 - 22 มิ.ย.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 10 ปาก และรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.&amp;nbsp;2563 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองว่า ร่วมกันยักยอก,&amp;nbsp;ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความลงในเอกสารราชการ,&amp;nbsp;ร่วมกันเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,&amp;nbsp;177,&amp;nbsp;267,&amp;nbsp;352 ประกอบ&amp;nbsp;83 โดยเหตุจากเมื่อปี พ.ศ.2510 มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลมีพระกิตติวุฑโฒ&amp;nbsp;เป็นกรรมการผู้จัดการมูลนิธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาปี พ.ศ.2513-2515 พระกิตติวุฑโฒซื้อที่ดินที่เป็น นส.3 (หนังสือรับรองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์) และที่ดินมือเปล่า รวมเนื้อที่ 4,000 ไร่ ในราคา 12 ล้านบาท จากนายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดิน โดยนำเงินที่เรี่ยไรการทำบุญมาจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธา ไปชำระให้นายสมพล 8 ล้านบาท แล้วนายสมพลส่งมอบที่ดินให้ครอบครองเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมทางศาสนา ระหว่างนั้นมีการมอบหมายผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒ มาดูแล และมีผู้ต้องหาที่ 2 มาอยู่ด้วย โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ไปติดต่อหน่วยราชการและเสียภาษีที่ดินในนามมูลนิธิฯ จนมาถึงปี พ.ศ.2538 นายสมพล เสียชีวิต และปี พ.ศ.2548 พระกิตติวุฑโฒ มรณภาพ ก็ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี พ.ศ.2550 นายบุญช่วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาทุจริตต้องการเอาที่ดินซึ่งเป็นของมูลนิธิที่ตนครอบครองแทนอยู่ให้มาเป็นของตนเอง จึงวางแผนด้วยการทำเอกสารอันเป็นเท็จระบุว่า นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งหมดจากนายสมพล (ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.2538) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ต่อมามีการสมยอมกันระหว่างผู้ต้องหาที่ 1 กับนายเรวัติ โกศลานันท์ ทายาทของนายสมพล จนเป็นเหตุให้ศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาตามยอม โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้คำพิพากษาไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน ใน นส.3 จากนายสมพลมาเป็นชื่อของนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 แต่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งว่านายเรวัติไม่ใช่ทายาทของนายสมพลเพียงคนเดียว จึงไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 จึงทำเอกสารเท็จขึ้นมาอีก ให้ทายาทของนายสมพลอีก 2 คนลงนามว่านายสมพลขายที่ดินให้ผู้ต้องหาที่ 1 แล้วนำไปเสนอต่อศาล แล้วต่อมาศาลจังหวัดจันทบุรี ได้มีหนังสือให้เจ้าพนักงานที่ดิน โอนเปลี่ยนชื่อ ใน นส.3&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากชื่อนายสมพลเป็นนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี พ.ศ.2553-2554 ผู้ต้องหาที่ 1-2 มีเจตนาแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของมูลนิธิฯ มาเป็นของตัวเอง ด้วยการแจ้งความเท็จกับเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน นส.3 และที่ดินเปล่าทั้งหมด ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้ผู้ต้องหาที่ 1-2 รวม 99 ฉบับ ต่อมาทายาทนายสมพลทราบเรื่องดังกล่าว จึงไปยื่นฟ้องศาลเพื่อทวงที่ดินคืนจากผู้ต้องหาที่ 1 และเป็นเหตุให้ฟ้องร้องต่อเนื่องกันไปมาทั้งแพ่ง-อาญา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2562 และมีการเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดจันทบุรี 3 คดี ผู้ต้องหาที่ 1 เบิกความเท็จรวม 8 กรรม และผู้ต้องหาที่ 2 เบิกความเท็จ 4 กรรม เป็นเหตุให้มูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง เสียหาย 207,178,580 บาท (ตามราคาซื้อขายในปัจจุบันราคาไร่ละ 700,000 บาท รวมราคาที่ดินประเมิน 2,450 ล้านบาท) มูลนิธิฯ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสอง เหตุเกิดที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 3 พ.ค.&amp;nbsp;2550&amp;nbsp;-&amp;nbsp;13 ก.ย.&amp;nbsp;2562 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวด้วย ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์เหิมเกริม สร้างพยานหลักฐานเท็จเอาไปฟ้องศาล และให้การเท็จต่อศาลหลายครั้ง โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีหน้าที่ดูแลที่ดินแทนมูลนิธิฯ ซึ่งซื้อมาด้วยเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ไปเป็นของตนเองจำนวนมาก แล้วยังยักยอกเอาทรัพย์ของมูลนิธิฯ ไปทั้งหมดโดยไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐาน และอาจก่อเหตุอันตรายประการอื่น ทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายมีมูลค่าสูง ประกอบกับการกระทำผิดบางกรรมใกล้หมดอายุความ หากผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยชั่วคราวและหลบหนี ไม่สามารถนำตัวมาฟ้องได้ภายในอายุความจะเกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดี จนไม่อาจเยียวยาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้&amp;nbsp;ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยื่นหลักทรัพย์เงินสดคนละ 1 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว อยู่ระหว่างศาลพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68414</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, บุญช่วย เจริญสถาพร, พระกิตติวุฑโฒภิกขุ, ฮุบที่ดิน, ฮุบที่ธรณีสงฆ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee1ee702b756.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัจฉริยะ&#039;พาผู้เสียหายร้องตร.ป่าไม้แจ้งจับ&#039;ทวี-ปารีณา&#039;ฮุบที่ดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.62-ที่กองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(บก.ปทส.)นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม น.ส.ปราณี นำพา อายุ 49 ปี เข้าพบ พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ ผบก.ปทส.เพื่อร้องขอให้ดำเนินคดีต่อ นายทวี ไกรคุปต์ รมช.กระทรวงคมนาคม และ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ข้อหาบุกรุกป่าสงวน ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ปี 2507 ม.14 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 ม.54 &amp;ldquo;ห้ามไม่ให้บุคคลใดยึดถือครองทำประโยชน์ อาศัยในที่ดิน แผ้วถางทำลายป่า หรือกระทำการใดอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าฯ&amp;rdquo; ในพื้นที่ ม.6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ได้พาครอบครัว น.ส.ปราณี มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายทวี ฐานบุกรุกที่ดินของ น.ส.ปราณี กว่า 30 ไร่ และบุกรุกที่ดินป่าสงวนย่านสวนผึ้งกว่า 1,000 ไร่ และดำเนินคดีต่อ น.ส.ปารีณา กรณีบุกรุกที่ดินย่านจอมบึง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ยืนยันว่าตนมีหลักฐานเอาผิดทั้งสองคนได้ ซึ่งนับเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถร้องทุกข์ตามกฎหมาย เพราะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินจึงไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่รัฐหรือกรมป่าไม้เป็นเจ้าทุกข์ สำหรับประเด็นที่ น.ส.ปารีณา เตรียมแจ้งความกลับกับตนและนายวีระ นั้น ไม่มีความกังวล ขอให้รีบไปแจ้ง ตนต้องการหมายศาลเพื่อที่จะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.ปราณี ชาวบ้านหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า พ่อตนได้ยกที่ดินให้ตนและน้องสาวกว่า 50 ไร่ เป็นผู้ครอบครองเมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฎว่าถูกนายทวี บุกรุกล้อมรั้วปลูกต้นมะพร้าวไปกว่า 30 ไร่ และอ้างว่าเป็นที่ดินของนายทวี เอง ซึ่งที่ผ่านมา พ่อได้ใช้ที่ดินผืนทำมาหากินมากว่า 50 ปี ทั้งนี้ได้นำเอกสารหลักฐานใบเสียภาษี ภ.บ.ท.5 ที่ ตนเองเสียภาษีมาตั้งแต่ ปี 2517-2557 และเอกสารการตรวจสอบของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 10 จ.ราชบุรี ที่ยืนยันการครอบครองที่ดินตามโครงการสำรวจถือครองเพื่อการจัดการที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ และเอกสารกรมป่าไม้ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับ ซึ่งก็เคยได้แจ้งความที่ สภ.สวนผึ้ง พร้อมกับร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า แม้เจ้าหน้าที่ได้ประสานให้นายทวี เข้ามาไกล่เกลี่ยแต่เจ้าตัวไม่ยอมเข้ามาพบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.วิวัฒน์ กล่าวว่า หลังรับเรื่องร้องทุกข์ก็จะต้องสอบปากคำก่อนไปตรวจสอบว่าผู้ร้องทุกข์เคยไปร้องทุกข์ในพื้นที่ใดไปแล้วบ้าง ส่วนเรื่องทางคดีหากพบว่าเป็นคดีเดียวกันกับที่กรมป่าไม้จะเข้าแจ้งความ ก็จะรวมสำนวนเป็นคดีเดียวกัน ซึ่งตำรวจต้องประสานรับข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งเรื่องการรังวัดและอื่นๆ สำหรับการใช้แผนที่รังวัดที่ดินที่ยังไม่ชัดเจนในเรื่องนี้ ทางกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่าระวางตรงกันหรือไม่ หากไม่ตรง มีสาเหตุจากอะไร เพราะประเทศไทยมีแผนที่เพียงฉบับเดียว ยืนยันว่าคดีนี้ไม่กังวลแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นนักการเมือง ก็ขอให้ว่ากันตามกฎหมาย ใครผิดก็ติดคุก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51573</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, นายทวี ไกรคุปต์, นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์, บก.ปทส., ฮุบที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de496224f267.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
