<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะ1-3ก.ค.ถกงบฯปี64 ไพบูลย์นั่งปธ.สอบกู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิป 2 ฝ่ายเคาะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบปี 64 วาระแรก 1-3 ก.ค. เริ่ม 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนครึ่ง &amp;nbsp;&amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; หืดจับนั่งประธาน กมธ.สอบงบกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท หลังพรรคร่วมรัฐบาลจับมือฝ่ายค้านขวางดัน &amp;quot;กนก&amp;quot; แทน ทำบิ๊ก พปชร.เต้นผางล็อบบี้ก่อนโหวตลับชนะ 9 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกำหนดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 เพื่อรับหลักการวาระที่ 1 ว่า เดิมรัฐบาลมีความประสงค์จะพิจารณาวันที่ 24-25 มิ.ย. แต่สมาชิกจะมีเวลาศึกษาเอกสารเพียง 7 วันเท่านั้น แต่ด้วยเอกสารมีจำนวนมาก จึงให้แนวทางปฏิบัติไปว่าควรมีเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหารือกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากรัฐบาลว่าขอเป็นวันที่ 1-2 ก.ค. &amp;nbsp;แต่หากเวลาไม่พอก็สามารถขยายออกไปได้ตามความจำเป็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การกำหนดจำนวนชั่วโมงการอภิปรายให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกันเอง จะสะดวกกับการทำหน้าที่ของประธานที่ประชุม แต่มีจุดอ่อนกรณีสมาชิกบางคนพูดนอกประเด็นไปเยอะ ทำให้ฝ่ายค้านแจ้งขอให้ประธานในที่ประชุมช่วยเตือน รวมถึงปัญหาการอ่านเอกสาร ซึ่งบางคนก็เปลี่ยนวิธีการไปอ่านผ่านไอแพด จึงได้เตือนไปแล้วและขอให้การอภิปรายเป็นไปตามข้อบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวด้วยว่า สำหรับการกำหนดสัดส่วนกรรมาธิการใหม่ หลังจากจํานวน ส.ส.แต่ละพรรคการเมืองเปลี่ยนแปลงไป วันนี้มีวาระเพื่อทราบขอเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในคณะกรรมาธิการใหม่เกือบ &amp;nbsp;10 คณะ แต่ยังคงยึดไปตามสัดส่วนเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในช่วงบ่าย มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้เเทนราษฎร มีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีตัวแทนฝ่ายค้านและรัฐบาล อาทิ &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล, นายสุทิน คลังเเสง ประธานวิปฝ่ายค้าน เข้าร่วมหารือเพื่อกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ในวาระที่ 1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติจะประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 64 ในวันที่ 1-3 ก.ค. เริ่มประชุมตั้งแต่ 09.00-00.30 น. และจะมีการลงมติรับหลักการหรือไม่ในวันที่ 3 ก.ค. ทั้งนี้ การจัดสรรเวลาการประชุมนั้นฝ่ายค้านได้เวลาอภิปราย 22.50 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีได้ 22 ชั่วโมง ขณะที่ในส่วนของประธานสภาได้ 2 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันเวลา 13.30 น. มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตาม ตรวจสอบ การใช้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เป็นนัดแรก มีนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุมชั่วคราว ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุด เพื่อทำหน้าที่เลือกผู้ทำหน้าที่ประธาน กมธ.อย่างเป็นทางการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทันทีที่เข้าสู่วาระการประชุม ส.ส.ซีกพรรคฝ่ายค้าน อาทิ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กับนายอดิศร เพียงเกษ กมธ.สัดส่วนเพื่อไทย และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอให้ซีกรัฐบาลเสียสละให้ตัวแทนจากฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในฐานะประธาน กมธ.เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบ เพราะเป็นเงินจำนวนมากที่รัฐบาลกู้มา เพื่อสอดคล้องกับสิ่งที่ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ประกาศถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลนิวนอร์มอล ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นและร่วมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล &amp;nbsp;ทำให้นายสัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ พูดตัดบทด้วยการเสนอชื่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ.ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นทำให้ที่ประชุมตึงเครียดทันที โดยมี กมธ.ยกมือเพื่อขออภิปรายจำนวนมาก นายมุข สุไลมาน รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการซีกฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประธานกมธ.คณะนี้ต้องเป็นผู้ที่สังคมให้การยอมรับ เพราะการใช้งบประมาณตาม พ.ร.บ.การกู้เงิน ประชาชนจับตาดูอยู่ จึงต้องให้คนที่ไว้วางใจได้ทำหน้าที่ ดังนั้นถ้าประธานไม่เป็นที่ยอมรับ ประชาชนจะร้องยี้ตั้งแต่แรก อยากให้เห็นประโยชน์ และควรเอาบุคคลที่มีความสามารถและมีปัญหาน้อยที่สุดใน 49 คนมาทำหน้าที่ประธานจะดีที่สุด โดย กมธ.สัดส่วนฝ่ายค้านและซีกพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วนเห็นด้วยกับสิ่งที่นายมุขอภิปราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา อภิปรายว่า ประธาน กมธ.คณะนี้จำเป็นต้องได้คนที่มีความรู้ความสามารถ มีความอาวุโสทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ซึ่งเห็นว่าใน กมธ.นี้ &amp;nbsp;นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นผู้ที่เหมาะสม เพราะจากการฟังการอภิปรายในสภา ถือว่าเป็นผู้ที่ปรารถนาดีในการรักษางบประมาณจากภาษีของประชาชน &amp;nbsp;ถ้ารัฐบาลอยากให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมจำเป็นต้องใจกว้าง เพราะจะทำให้ตำแหน่งประธานสง่างามมากขึ้น ในฐานะที่เป็น ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ก็อยากเห็น กมธ.มองที่ตัวบุคคลที่จะทำให้ภารกิจที่ได้รับเป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน ทำให้ กมธ.ซีกฝ่ายค้านนำโดยนายอดิศร เพียงเกษ กับนายวิสาร &amp;nbsp;เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย สนับสนุนให้นายกนกเป็นประธาน โดยเห็นว่าแม้นายไพบูลย์จะมีความสามารถแต่ไม่มีความเหมาะสม เพราะจากข่าวเห็นว่าเป็นชื่อที่ถูกเสนอมาจากรัฐบาล &amp;nbsp;การตรวจสอบงบก้อนนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จึงขอให้นายไพบูลย์ถอนตัวแล้วให้นายกนกทำหน้าที่จะดีกว่า &amp;nbsp;เพราะเป็นที่ยอมรับ ไม่มีตำหนิ โดยนายอดิศรถึงขั้นระบุเลยว่า หากนายไพบูลย์เป็นประธานจะลาออกจาก กมธ.คณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายวิสารได้เสนอให้มีการลงคะแนนลับ หากนายกนกไม่รับการเสนอชื่อ ฝ่ายค้านจะวอล์กเอาต์ ทำให้ น.ส.พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอให้มีการลงคะแนนแบบเปิดเผย แต่ฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยืนยันว่าตามข้อบังคับเมื่อมีคู่แข่งต้องลงคะแนนแบบลับ โดยทั้งนายไพบูลย์และนายกนกไม่มีใครถอนตัว ที่สุดจึงเปิดให้มีการลงคะแนนลับ โดยให้เขียนหมายเลขลงในกล่องลงคะแนนหน้าห้องประชุม โดยมี กมธ.ลงคะแนน 48 คน ขาด 1 เสียง เนื่องจาก น.ส.นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ได้เข้าประชุม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างการลงคะแนนนายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้เดินล็อบบี้ กมธ.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ กมธ.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้เลือกนายไพบูลย์ &amp;nbsp;นอกจากนั้นยังมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ได้โทรศัพท์มายังนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอคุยกับนายกนกให้ถอนตัว แต่นายกนกไม่คุยด้วย จนในที่สุดผลการลงคะแนนลับปรากฏว่านายไพบูลย์ชนะ นายกนก 28 ต่อ 19 โดยไม่ลงคะแนน 1 เสียง ได้เป็นประธาน กมธ.วิสามัญ โดยใช้เวลาในการพิจารณานานเกือบ 2 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนก วงษ์ตระหง่าน, ชวน หลีกภัย, พัชรินทร์ ซําศิริพงษ์, มุข สุไลมาน, สมคิด เชื้อคง, สุชาติ ชมกลิ่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200618/image_big_5eeb6734a0f96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68356</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.ซัดกันนัว/ปชป.ไล่&#039;จุรินทร์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ยกอดีตมี 3 สูตรปรับ ครม. ระบุ​ดีสุดแจ้งล่วงหน้าพรรคร่วม-ให้เวลาเตรียมตัว &amp;quot;อุตตม&amp;quot; เรียกประชุม พปชร. 19 มิ.ย. กำหนดเลือก กก.บห.ชุดใหม่ 3 ก.ค. ขณะที่ไวรัสการเมืองระบาดหนัก ประชาธิปัตย์-เพื่อไทยติดกันงอมแงม เด็ก ปชป.ล่าชื่อหวังเขี่ย &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; เปลี่ยนแม่ทัพ เพื่อไทยไม่น้อยหน้าซัดกันกลางที่ประชุม อัดบิ๊กเนมเตรียมแยกตัวไปตั้งกลุ่มการเมืองใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่เคยพูด มีแต่พูดในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ว่าเป็นอำนาจของท่าน แต่ท่านยังไม่ทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีสัญญาณบ้างหรือไม่ รองนายกฯ ปฏิเสธว่า &amp;quot;ไม่มี ไม่มีทั้งสัญญา และไม่มีทั้งสัญญาณ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ในอดีตเคยมีกรณีที่ให้รัฐมนตรีเซ็นใบลาออกล่วงหน้าเพื่อรองรับการปรับ ครม.หรือไม่ &amp;nbsp;นายวิษณุตอบว่าเป็นของพรรคการเมืองทำ แต่ว่าหัวหน้ารัฐบาลทำไม่เคยมี และไม่กล้าไปทำด้วย &amp;nbsp;เพราะสมัยก่อนเป็นรัฐบาลผสม มีหลายพรรคการเมือง หากเอาเขาเข้ามาร่วมรัฐบาล แล้วจะไปบังคับเขาเซ็นลาออกล่วงหน้าไม่ได้ แต่หากพรรคใครพรรคมันทำก็ได้ บางพรรคก็ทำ บางพรรคก็ไม่ทำ บางพรรคก็ทำด้วยเจตนาดี ในแง่เผื่อเหตุการณ์ปุบปับ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่มีเหตุจำเป็นต้องปรับ ครม. &amp;nbsp;เจ้าตัวอยู่เมืองนอก หากต้องรอให้เซ็นแล้วส่งกลับมาก็คงไม่ทัน ก็อาศัยใบลาออกที่เขียนไว้ให้ก่อนนั่นแหละ แล้วค่อยนำมากรอกวันที่ เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เป็นเรื่องเทคนิค ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร &amp;nbsp;บางทีเซ็นไว้แล้วก็สามารถยกเลิกได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าโดยปกตินายกฯ จะแจ้งล่วงหน้าเรื่องการปรับ ครม.หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่ามีทุกแบบ &amp;nbsp;แบบที่หนึ่งคือ ไม่แจ้งรัฐมนตรี ซึ่งหากจะปรับอย่างนั้นก็เหมือนกับการปลดออกจากตำแหน่ง คือกราบบังคมทูลฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเลย แบบที่สองคือ แจ้งรัฐมนตรี หมายความว่าเป็นการบอกให้เขาเขียนลาออก และแบบที่สามคือ แจ้งแต่ว่ายังไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่ เพียงแต่แจ้งว่ามรสุมกำลังจะมา ฝนกำลังจะตก กางร่มเตรียมไว้นะ แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ ก็มีเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีทุกรูปแบบ ในอดีตเคยมีด้วยซ้ำไป ผมเคยเขียนในหนังสือของผมว่า นายกฯ บางท่านหากต้องการปรับ ครม. ก็จะไม่บอกก่อน ซึ่งตอนนั้นผมเป็นเลขาฯ ครม. ผมจึงเรียนท่านว่าถ้าไม่บอกก่อนจะผิดใจกันนะ จึงแนะนำว่าให้บอกเขาแล้วให้ยื่นใบลาออกแทน นายกฯ จึงบอกผมว่าคุณไปบอกเอง ท่านจะไม่บอก ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลกำลังจะปรับ ครม. เพราะมีหลายคน โดยรัฐมนตรีบางคนก็เขียนมาให้ บางคนบอกไม่เขียน เก่งจริงก็ปลดสิ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ารัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่สมัย คสช.ช่วงที่ต้องปรับ ครม. มีการแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่าแจ้ง​ เพราะตอนมาก็มาด้วยกัน เราไม่ได้เป็นพรรคการเมือง ที่จะแจ้งกันยากหน่อยก็เพราะเป็นพรรค แต่ต่อให้เป็นพรรคของตัวเองก็แจ้งยากนะ
ไม่ใช่การทำตามอำเภอใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่ารอบนี้จะมีการแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ปัญหาคือเรื่องแจ้งหรือไม่แจ้งล่วงหน้า &amp;nbsp;ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่การทำตามอำเภอใจ ถ้าเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง รัฐบาลผสมหลายพรรค ก็ต้องเข้าใจว่า หากมีการปรับแล้วไม่ได้แจ้ง แล้วถ้าเกิดพรรคเขาคิดว่าน่าจะบอกกันก่อนนั้น เขาก็อาจจะขอเปลี่ยนตำแหน่งคนนั้นคนนี้ด้วย คืออาจจะได้ทำไปในคราวเดียวกัน แต่หากเล่นเงียบๆ และปรับ ครม.เลย &amp;nbsp;ตั้งใจจะปรับสักคนหนึ่งหรือสองคน ถ้าบอกให้รู้พรรคก็อาจจะแถมมาอีกสักสามคนห้าคน ทำไปทีเดียว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการดำเนินการหลายครั้ง มันจะกลายเป็นความล่าช้าและอาจจะพลาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมัยที่เป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลประยุทธ์ 1 นั้น เวลานายกฯ เลือกใครออก นายกฯ ก็จะเป็นคนเลือกคนเข้า จึงไม่ต้องปรึกษากับคนอื่น แต่ถ้าอยู่กันหลายพรรค สมมติจะปรับพรรค ก. แล้วตั้งใจจะทำเฉพาะพรรค ก. แต่พรรค ข.ก็อาจจะอยากปรับของเขาอยู่ เพียงแต่เขาไม่รู้ว่านายกฯ จะปรับ &amp;nbsp;ถ้าอยู่ดีๆ แล้วประกาศปรับ ครม. โอเคได้ปรับพรรค ก. แล้วเดี๋ยวเขาก็ขอยื่นให้ปรับพรรค ข.บ้าง เลยกลายเป็นปรับ ครม.ทุกอาทิตย์ ฉะนั้นทำเสียทีเดียวไปเลย ดังนั้นเมื่อจะทำทีเดียวก็ต้องแจ้งล่วงหน้า&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปฏิเสธที่จะตอบผู้สื่อข่าวกรณีความวุ่นวายในพรรค โดยระบุว่าขณะนี้ขอไม่พูดเรื่องการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดแล้วว่าให้เน้นเรื่องการทำงานให้มาก ส่วนเรื่องการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงยังไม่ขอพูดตอนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์​ นิติตะวัน​ ส.ส.บัญชีรายชื่อ​ พรรคพลังประชารัฐ​ (พปชร.)​ รักษาการรองหัวหน้าพรรค​ &amp;nbsp;พปชร.​ ในฐานะฝ่ายกฎหมาย​ เปิดเผยว่า​ ขณะนี้รับทราบมาว่านายอุตตมได้​ดำเนินการเรียกประชุมรักษาการกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 19 มิ.ย. เพื่อกำหนดวาระวันประชุมใหญ่สามัญในการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ที่จะมีการจัดประชุมใหญ่สามัญในวันที่ 3 ก.ค. ถือว่าเป็นข่าวที่ดี ทำให้เห็นบรรยากาศของพรรคที่จะเป็นไปในทางที่ดีหลังจากนี้ มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น เพราะถือว่าทุกคนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากมีความปั่นป่วนในพรรคพลังประชารัฐแล้ว ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคให้ได้เกินครึ่ง จากที่มี 39 คนตามโครงสร้างพรรค ให้ลาออกเพื่อให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห.พรรคชุดใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ นายอันวาร์ สาและ รองเลขาธิการพรรคและ ส.ส.ปัตตานี พร้อม 9 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงชื่อเรียกร้องขอให้ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาภายในพรรค กรณี ส.ส.และสมาชิกของพรรคทยอยลาออก &amp;nbsp;ตามมาด้วยการลาออกจากตำแหน่งเหรัญญิกพรรคของนายอภิชัย เตชะอุบล ส.ส.บัญชีรายชื่อ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นการลาออกนำร่องของ กก.บห.คนแรก และมีการเตรียมจัดประชุมใหญ่ในวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ต้องสะดุดเพราะอยู่ในช่วงยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทั่งเริ่มมีความเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อ กก.บห.พรรคให้ลาออกอีกครั้ง เพื่อรอการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด ซึ่งตามข้อบังคับพรรคหากมี กก.บห.พรรคเกินกึ่งหนึ่งลาออก จะทำให้ &amp;nbsp;กก.บห.พรรคทั้งหมดต้องพ้นตำแหน่งทั้งคณะ และต้องดำเนินการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันพ้นตำแหน่ง
ลักษณวิศิษฏ์รวมศูนย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวระบุถึงสาเหตุที่ทำให้มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ เกิดจากการบริหารของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เป็นลักษณะรวมศูนย์ ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับ ส.ส.ในพรรค จนลูกพรรคส่วนใหญ่คุยลับหลังว่าเหมาะกับการเป็นรัฐมนตรี แต่ไม่เหมาะเป็นหัวหน้าพรรค เพราะสนใจแต่งานในกระทรวงของตัวเอง ขณะที่ปัญหาการบริหารภายในพรรค ทั้งกรณีสมองไหล แกนนำและสมาชิกพรรคทยอยลาออก ไม่ประชุมแก้ไขเพื่อรักษาบุคลากรของพรรคไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า กรณีที่สร้างความไม่พอใจถึงการแสดงภาวะผู้นำต่อลูกพรรค คือการนำข้าวสารจำนวน 25.5 ตันไปแจกให้ อบต.ทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดพังงาในช่วงวิกฤติโควิดเพียงจังหวัดเดียว &amp;nbsp;ทั้งที่พื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัดก็ประสบปัญหาเดียวกัน จน ส.ส.ลูกพรรคบางคนเอ่ยปากว่าใจดำ แทนที่จะกระจายข้าวให้จังหวัดละ 2-3 ตันให้ทั่วถึงเท่าเทียม โดยเปรียบเทียบยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ส่งถุงยังชีพแจกจ่ายลูกพรรคทุกเขตเลือกตั้งให้แจกจ่ายประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงไม่มีการแสดงจุดยืนทางการเมือง แต่กลับวางบทบาทของพรรคในสถานะเหมือนเป็นลูกไล่ที่ต้องปฏิบัติตามพรรคพลังประชารัฐ บนข้ออ้างว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแกนนำ ต้องมีมารยาททางการเมืองในการร่วมรัฐบาล จน ส.ส.หลายคนรู้สึกอึดอัดและกังวลต่ออนาคตพรรคว่าจะตกต่ำลง จากการนำพาพรรคที่กำลังแปรสภาพกลายเป็นพรรครอเสียบ รอร่วมรัฐบาลแบบไร้ข้อแม้ ไม่ต่างจากพรรคตัวแปรอื่นๆ ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้พรรคเสียแนวทางและอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ยินเรื่องดังกล่าวเหมือนกัน แต่ยังไม่มีใครมาทาบทามร่วมลงชื่อลาออกจากการเป็นรองเลขาธิการพรรค ซึ่งส่วนตัวต้องการให้มีการปรับปรุงพรรคไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ได้ต้องการโค่นล้มใคร ยืนยันตามเนื้อหาในจดหมายที่เคยยื่นต่อหัวหน้าพรรคไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าต้องการให้มีการประชุมใหญ่โดยเร็วที่สุด เพื่อระดมสมองแก้ปัญหาภายในพรรคที่สูญเสียบุคลากรของพรรคไปอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นรองเลขาธิการพรรค ตนไม่ได้ต้องการมีตำแหน่งนี้เพียงเพื่อมาพิมพ์ในนามบัตร แต่เห็นว่าตำแหน่งบริหารมาพร้อมความรับผิดชอบที่ต้องขับเคลื่อนพรรคไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อเห็นอะไรเป็นปัญหาต้องร่วมกันแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่เราต้องกลับมาพิจารณาคือ สมาชิกที่ลาออกไปล้มเหลวที่จะอยู่กับพรรค หรือว่าการบริหารพรรคล้มเหลว สมาชิกไม่เห็นอนาคตจึงลาออกไป การประชุมใหญ่จะทำให้เราได้ระดมสมองร่วมกัน ซึ่งผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องยืนเคียงข้างประชาชนตามอุดมการณ์ของผู้ก่อตั้งพรรค อะไรทำให้พรรคตกต่ำลง เราต้องหาคำตอบให้ได้เพื่อแก้วิกฤติพรรค และแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน โดยในจดหมายที่ผมยื่นต่อหัวหน้าพรรคได้แสดงเจตจำนงไว้ด้วยว่า หากแนวทางแก้ไขวิกฤติพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีการเสียสละ เพื่อให้มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาสร้างศรัทธาให้กับสังคม ผมก็ยินดี เพราะไม่ยึดติดกับตำแหน่งและไม่เคยคิดโค่นล้มใคร แต่ต้องการเห็นพรรคยืนหยัดได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง&amp;quot; นายอันวาร์กล่าว
พรรคแตกโทษรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็มีปัญหาต่อเนื่อง มีรายงานว่าในการประชุมพรรคเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย มีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ &amp;nbsp;อดีตหัวหน้าพรรค นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมทำหน้าที่ประธานการประชุม มีแกนนำพรรคและกลุ่ม ส.ส.ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ถึงกรณีแกนนำพรรคและสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนเตรียมออกไปตั้งกลุ่มแคร์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวในที่ประชุมว่า เมื่อมีข่าวพวกเราจะแยกไปตั้งกลุ่ม ก็ไม่แปลก เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้ เราจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ถึงไม่ได้ตนก็ยังอยู่ แม้จะสอบตก จะยืนตรงนี้ เพราะตรงนี้คือบ้านของตน ไม่แปลกใจที่บางคนจะไป แต่ถ้าจะไปไม่ควรจะทำลายที่นี่ คำพูดที่บอกว่าต้องออกไปเพราะว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นที่หวังของประชาชน เป็นคำพูดที่ใช้ไม่ได้ ถ้าเปรียบเป็นผัวเมียเมื่ออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็แยกกันไป ไม่ใช่ปักหลักอยู่ในบ้านอย่างนี้ &amp;nbsp;ถือว่าเห็นแก่ตัว เมื่อยังอาศัยพรรคนี้กลับมาสร้างความขัดแย้ง แล้วบอกว่าพรรคนี้ไม่ได้เป็นที่หวัง ไม่ได้เป็นโอกาสของประชาชน มันย้อนแย้ง คนที่จะออกไปที่จะไปตั้งพรรค เมื่อไม่มีความศรัทธา เมื่อไม่มีความเชื่อมั่น ก็ควรจะไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อนายวัฒนาพูดจบ นายสุทินชี้แจงกับที่ประชุมตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ใครประสงค์จะพูดอีกก็พูดเลย พูดแล้วจะได้จบที่นี่ จบในห้องประชุมนี่แหละ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม กล่าวว่า พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากควรได้รับโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ถ้าเราแตกแบงก์พันกันไปมากๆ โอกาสที่จะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลจะยากขึ้น ครั้งที่แล้วขณะที่เขาจะสืบทอดอำนาจ เราจึงไม่มีโอกาสจะจัดตั้งรัฐบาล แต่ในโอกาสครั้งต่อไปคิดว่าโอกาสเรายังมีอยู่ การเลือกตั้งเชื่อว่าเรายังเป็นอันดับหนึ่ง คิดว่า ส.ส.เขตไม่มีใครคิดจะออกไปจากพรรคเพื่อไทย การจะทำให้พรรคมั่นคงแข็งแกร่งต้องตั้งหลักตั้งสติให้ดี จะเดินงานการเมืองข้างหน้าอย่างถูกต้อง เป็นประเพณีที่ถูกต้องสวยงาม ถ้าอยู่ที่นี่ต้องส่งเสริมสนับสนุนพรรคของเรา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่เจ็บปวดมากที่สุด ฝ่ายเราที่จะออกไปมาบอกว่า ส.ส.อีสานหมดน้ำยา ขาดความร่มเย็นที่จะมาสร้างความเป็นสุขให้พี่น้องประชาชน &amp;nbsp;คนที่ออกไปแล้ว เช่น นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เราไม่ติดใจสักเท่าไหร่ แต่คนอื่นๆ มาพูดมันเสียความรู้สึก &amp;nbsp;วันนี้อยากจะเชิญให้ท่านมาพูดว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะได้ทำตัวทำใจให้เข้าใจกัน จะไปหรือจะอยู่ แล้วภาระที่ต้องไปประชุมกับตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน อาจเป็นภาระที่ทำความสับสนให้เกิดขึ้น ถ้าคนพูด ส.ส.ไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นที่พึ่งประชาชนไม่ได้ มันก็จบแล้ว นักการเมืองเวลาแบบนี้พูดกันอย่างอื่นไม่ได้ ต้องแสดงความจริงใจว่าจะอยู่หรือจะไป ขอให้แสดงความจริงใจกับประชาชน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนเลือกตั้งได้เสนอแนวความคิดขอให้พรรคสู้เลย ส่งทั้ง 350 เขต ยังไงก็ได้ไม่ต่ำกว่า 210 เสียง ส่วนบัญชีรายชื่อรอเป็นรัฐมนตรี เพราะเราได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่จากนั้นก็มาแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย จุดเปลี่ยนการเมืองที่ผ่านมาอยู่ที่ทษช. (ไทยรักษาชาติ) ถูกยุบ ไม่ว่าคนที่อยู่ที่นี่หรืออยากไป เชื่อว่าเรายังเป็นเพื่อน เป็นมิตร เป็นคนที่เคยกินข้าวหม้อเดียวกันอยู่ ยังเชื่อว่าคนที่จะไปตั้งพรรคหรือพวกเราที่อยู่นี่ ยังรักการต่อสู้แนวทางประชาธิปไตย คงไม่มีใครย้ายไปฝั่งเผด็จการ ถ้ามีความจำเป็น ไปแล้วก็ต้องยังรักกันได้ ทำงานร่วมกันได้ การเมืองวันข้างหน้าต้องเดินตามระบอบประชาธิปไตย ยังต้องอาศัยมือทั้งหลายในการมาจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าดีที่สุดไม่ต้องไป สู้ด้วยกัน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
รัฐบาลอยู่ในภวังค์ที่โซเซ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นก็มีสมาชิกและ ส.ส.สลับกันลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอีกระยะ ทำให้นายสมพงษ์กล่าวขึ้นมาว่า ไม่สบายใจเมื่อมีคนมาพูดว่าพรรคเพื่อไทยไม่สามารถเป็นที่คาดหวังประชาชนได้ ควรนำคำพูดนั้นมาเป็นพลัง ทำงานหนักลบคำสบประมาท หากตนและคุณหญิงสุดารัตน์ผนึกกำลังก็จะขับเคลื่อนพรรคให้ประสบความสำเร็จได้ และขอให้คุณหญิงกับตนไปร่วมแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกระแสข่าวต่างๆ ด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ คุณหญิงสุดารัตน์, นายสมพงษ์, นายสุทิน พร้อมทั้งคณะ ส.ส.เพื่อไทยหลายคน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย โดยนายสมพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการออกข่าวพรรคเพื่อไทยขาดความสามัคคีนั้น ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีการแบ่งกันทำงาน ตนทำงานในสภา คุณหญิงสุดารัตน์ทำงานด้านยุทธศาสตร์ ยืนยันว่าเราทำงานกลมเกลียวและเข้าใจกัน &amp;nbsp;ประโยชน์สูงสุดตกแก่พรรคเพื่อไทย อะไรที่เข้าใจผิดขอให้เข้าใจกันด้วย เราสองคนทำงานกันอย่างกลมเกลียวและจริงจัง แต่แน่นอนว่าการทำงานย่อมติดขัดกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่และแก้ไขได้ ตนทำงานประสานกับคุณหญิงสุดารัตน์โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์กล่าวว่า บางทีรัฐบาลอยู่ในภวังค์ที่โซเซ ย่อมมีบุคคลที่ต้องเตรียมตัวเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักษาชาติ แต่ทุกคนเป็นเพื่อนฝูงกันหารือกันตลอดเวลา ซึ่งการตั้งพรรคใหม่ก็เพื่อให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้าสภา ส่วนตัวเชื่อว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยยังอยู่กับพรรคตามเดิม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อรัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ ก็กำลังต้องเตรียมตัวเท่านั้นเอง พรรคอื่นๆ ก็ต้องเตรียมตัวเช่นกัน &amp;nbsp;อย่างพรรครัฐบาล แต่เราไม่ขัดแย้งกัน ขอให้สบายใจกันได้&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า การที่มี ส.ส.จะไปตั้งพรรค เราเข้าใจดีว่ากติกาแบบนี้ไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ดังนั้นผู้เป็นนักการเมืองและต้องการเข้าสภาจึงไปทำพรรคการเมือง ต่างเป็นเรื่องดีทั้งนั้นเพราะยังอยู่กับซีกประชาธิปไตย เป็นความจำเป็นจากรัฐธรรมนูญและกติกาที่บิดเบี้ยวและเข้าใจกันดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินกล่าวว่า การตั้งพรรคเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่การไปตั้งพรรคนั้นมีการเสนอข่าวที่ทำให้พรรคเดิมเสียหาย ซึ่งคิดว่าไม่มีเจตนาเหล่านั้น ตนยังมั่นใจว่าเราที่ยังอยู่และสมาชิกที่ไปก็จะยังทำงานร่วมกันในอนาคตได้อีกยาว เพราะยังอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่มีการสื่อสารผิดพลาด ทำให้ ส.ส.โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคอีสานได้รับความทุกข์มากที่สุด ดังนั้นการยืนยันถึงความเป็นเอกภาพของพรรคได้ดีที่สุด คือการทำงานในสภาที่ผ่านมา เช่นการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งเราภูมิใจว่า ส.ส.ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ทำงานได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เป็นอย่างนี้ เชื่อว่ายังอยู่ด้วยกันทั้งหมด แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีทางแก้ได้จึงต้องมีการหาที่ยืน อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังจับมือทำงานได้กันเหมือนเดิม&amp;quot; นายสุทินกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และประธาน ส.ส.ภาคอีสาน กล่าวว่า &amp;nbsp;ส.ส.อีสานมีความเหนียวแน่นและกลมเกลียวที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตั้งแต่พรรคไทยรักไทยมาถึงพรรคเพื่อไทย จะไม่มี ส.ส.อีสานหนีไปไหน ยังอยู่กับเพื่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากพรรคก้าวไกลระบุว่า เมื่อช่วงที่มีการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านมา มี ส.ส.จากพรรคก้าวไกลและอดีตผู้สมัคร ส.ส.จากเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวนหนึ่ง ได้นัดรับประทานอาหารเป็นการส่วนตัวร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์ โดยอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย จากกลุ่ม &amp;quot;คนรุ่นใหม่&amp;quot; &amp;nbsp;เป็นตัวกลางในการติดต่อประสานงานครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เมื่อเรื่องแดงไปถึงหูของแกนนำพรรคได้สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยแกนนำท่านนั้นได้เรียกกลุ่ม ส.ส.มาตักเตือน ทั้งยังแจ้งไปยังฝั่งพรรคเพื่อไทยว่า พรรคก้าวไกลไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายผู้บริหารและผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยก็ไม่พอใจต่อการกระทำของคนฝ่ายตัวเองด้วยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การนัดรับประทานอาหารระหว่าง ส.ส.บางส่วนของพรรคก้าวไกลกับคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพียงแต่ครั้งที่ผ่านๆ มาไม่ได้เป็นข่าวเท่านั้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68356</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ, น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, วัฒนา เมืองสุข, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อันวาร์ สาและ, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม, ไพจิต ศรีวรขาน, ไพบูลย์​ นิติตะวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200610/image_big_5ee0e54444b3b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงรัฐบาลแห่งชาติ &#039;เทพไท&#039;จุดพลุอยู่2ปี ชู‘พลากร’นั่งนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เทพไท&amp;quot; จุดพลุรัฐบาลแห่ชาติ เผยคุยกับเพื่อนหลายคนเห็นตรงกัน &amp;quot;พลากร สุวรรณรัฐ&amp;quot; &amp;nbsp;เหมาะเป็นนายกฯ มากที่สุด เพราะเป็นคนกลาง ไม่สืบทอดอำนาจ วาระ 2 ปี แก้รัฐธรรมนูญแล้วคืนอำนาจให้ประชาชน &amp;quot;พุทธิพงษ์&amp;quot; เชื่อหลังวันที่ 9 พ.ค.จัดตั้งรัฐบาลได้แน่ พยายามทุกทางเพื่อให้เสียงเกิน 251 เสียง &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; ยันประชาธิปัตย์ไม่ตาย ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ส่วนพรรคที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารไม่ยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 เมษายน นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองของประเทศ &amp;nbsp;โดยย้ำว่าจะต้องจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และแก้รัฐธรรมนูญให้มีวาระเพียงแค่ 2 ปี จากนั้นให้คืนอำนาจแก่ประชาชนและจัดการเลือกตั้งใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายเทพไทยังกล่าวถึงบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางของรัฐบาลแห่งชาติ ว่า เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองพร้อมถอยคนละก้าว แต่พรรคที่มีปัญหาและข้อจำกัดมากที่สุดคือ พรรคอนาคตใหม่ เพราะมีจุดยืนชัดเจน คือ 1.ไม่สืบทอดอำนาจ และ 2.ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามที่ตนเสนอไม่ขัดกับจุดยืนนี้แน่นอน เนื่องจากมีการตัดตอนสืบทอดอำนาจที่ชัดเจน เพราะนายกฯ คนกลางไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกทั้งรัฐบาลดังกล่าวจะมีภารกิจแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ขัดจุดยืนของอนาคตใหม่ ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่จึงสามารถเข้าร่วมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า สำหรับนายกฯ คนกลางต้องเป็นคนที่เข้าได้กับทุกฝาย ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง มีอยู่ด้วยกัน 4 คน &amp;nbsp;โดยสองคนเป็นองคมนตรีที่มีความสามารถเพียงพอ ได้แก่ 1.พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีต ผบ.ทบ. แม้จะเป็นทหาร แต่มีหลักประชาธิปไตยค่อนข้างชัดเจน 2.นายพลากร สุวรรณรัฐ ที่ผ่านมาเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง มีประสบการณ์การปกครองค่อนข้างสูง เชื่อว่าจะนำพาประเทศชาติได้ 3.นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) โดยออกจากการเมืองไปแล้ว และมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตรงกับภารกิจของรัฐบาลแห่งชาติที่ต้องการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;และ4.นายชวน หลีกภัย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง และถือเป็นบุคคลที่ทำงานภายในสภามานาน ทุกฝ่ายพอยอมรับได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากรายชื่อคนที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับการเมืองคือ พล.อ.เฉลิมชัยและท่านพลากร ซึ่งจากการพูดคุยกับเพื่อนๆ หลายคน เขาบอกว่าอยากได้นายกฯ คนกลางที่มาจากพลเรือน แต่ไม่ได้แปลว่ารังเกียจ พล.อ.เฉลิมชัย แต่กังวลถึงภาพลักษณ์ว่าจะเป็นการนำภายใต้ทหารอีกหรือไม่ แต่หากเป็นพลเรือนจะอธิบายกับสังคมและสังคมโลกได้ว่าเป็นรัฐบาลเป็นกลางจริงๆและนำโดยพลเรือน ทำให้ตอนนี้น้ำหนักเอนไปทางท่านพลากรมากที่สุด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวว่า เรายังมีเวลาอีกพอสมควรให้ถกเถียงจนตกผลึก บ้านเมืองต้องมีทางออก ไม่เจอทางตัน เพราะหากใช้ ม.44 ยกเลิกการเลือกตั้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ จะต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ เมื่อบรรยากาศการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว และเห็นว่าทางออกของบ้านเมืองยังมีทางออกได้ นั่นก็คือเรามาจับมือกันร่วมกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
ความหลากหลายเป็นเรื่องปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ในพรรคที่มีความเห็นต่างในการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายทางความคิด และปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดมาหลายครั้งเหมือนกับพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจะมีกลไกตัดสิน ซึ่งพรรคมีที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเป็นที่ประชุมเพื่อหาข้อยุติ และเมื่อมีมติเป็นอย่างไร ตนมั่นใจว่าทุกคนในพรรคจะเคารพมตินี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาบอกว่า สำหรับความพยายามที่จะขอเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของโหวตเตอร์ในการเลือกหัวหน้าพรรคและ กก.บห.พรรคในที่ประชุมใหญ่พรรค โดยเสนอให้อดีต ส.ส.ปี 2554 มีสัดส่วนโหวตที่ 70% เท่ากับว่าที่ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นว่าจะต้องมีหารือกับ กก.บห.รักษาการ เพื่อตั้งคณะทำงานหนึ่งชุด เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์รายละเอียดต่างๆ ในการที่จะจัดการเลือก กก.บห. โดยยึดข้อบังคับพรรคเป็นหลัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์อะไรหรือไม่ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่โดยหลักทุกครั้งพรรคจะมีคณะทำงานตามข้อบังคับพรรคกำหนดว่า จะต้องมีการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ภายใน 60 วัน นับจากวันพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคในวันที่ 24 มี.ค. ในการประชุมกก.บห.พรรคครั้งล่าสุด พิจารณาแล้วว่าจะต้องเลือก กก.บห.ชุดใหม่ และหัวหน้าพรรคคนใหม่ ให้เสร็จสิ้นภายในวันสุดท้ายคือ 23 พ.ค.นี้ ตามข้อบังคับพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการเสนอเพื่อให้เลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่ นายจุรินทร์ตอบว่า &amp;nbsp;วันที่ 24 เม.ย. จะเป็นการรับรองงบดุลประจำปีของพรรค ที่จำเป็นต้องทำตามกำหนดเวลาและข้อบังคับพรรค ส่วนจะมีใครเสนอวาระอื่นอีกหรือไม่ ตนไม่อยู่ในฐานะที่จะไปคาดการณ์อะไรล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การที่นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา ระบุว่าทุกอย่างควรเสร็จก่อน 9 พ.ค. ขอย้ำว่า เรื่องการเลือก กก.บห.พรรคใหม่เป็นหน้าที่ของคณะทำงาน หากจะมีการเสนอให้พิจารณาวาระเลือกหัวหน้าพรรคในวันที่ 24 เม.ย.นี้เลยหรือไม่ มันไม่ยากที่จะตอบ แต่ถ้าตอบไปแล้วมันกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็น ยังมองในแง่ดีว่าทุกคนในพรรคมีวุฒิภาวะและทราบดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพรรค &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ขอพูดเรื่องตัวบุคคล และไม่ขอพูดเรื่องปรากฏการณ์ใดๆ ในขณะนี้ เพียงแต่ว่ายังมั่นใจว่ามันเป็นขั้นตอนกระบวนของความหลากหลายทางความคิดของพรรค เมื่อถึงเวลากลุ่มที่มีหน้าที่ตามข้อบังคับพรรคได้พิจารณาตัดสินแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนจะเคารพมติพรรค&amp;rdquo;&amp;nbsp;
อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่บนทางสองแพร่ง ระหว่างจะไปร่วมรัฐบาล หนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ หรือจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอิสระ ต่างฝ่ายต่างอ้างอุดมการณ์พรรค จะบอกสังคมอย่างไร นายจุรินทร์กล่าวว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องสำคัญ ตนมั่นใจว่าทุกคนยึดถือและไม่ได้มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหัวหน้าพรรค จะฟื้นความเชื่อมั่นและศรัทธาของสมาชิกพรรคที่เลือกคนของพรรค 3.9 ล้านเสียงให้เพิ่มขึ้นอย่างไร นายจุรินทร์ตอบว่า วันนี้ตนยังไม่ได้เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค จึงยังไม่ควรจะพูดอะไร และเมื่อถึงเวลา จะพูดแน่นอน ที่สำคัญเชื่อมั่นและมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถกลับไปนั่งในหัวใจของประชาชนได้อีกครั้งแน่นอน เพราะเรามีจุดแข็งมากมาย ทั้งบุคลากรที่มีศักยภาพ ความหลากหลายทางความคิดสร้างสรรค์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การเป็นพรรคการเมืองที่ประกอบด้วยคนทุกรุ่น โดยเฉพาะเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองชัดเจน ที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปัตย์ ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีอุดมการณ์การทำหน้าที่เพื่อประชาชนเป็นหลักอย่างมุ่งมั่น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญอีกสิ่งคือ เราเป็นพรรคการเมืองที่มีอดีต ปัจจุบัน และมีอนาคต วันเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ในยามที่เราตกต่ำในบางยุคบางสมัย แต่สุดท้ายเราก็สามารถลุกขึ้นยืนและพลิกฟื้นให้กลับมาเป็นที่ยอมรับ หรือเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจประชาชนได้อีกครั้งหนึ่งในระยะเวลาไม่ไกล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เงื่อนไขและปัจจัยทางการเมืองต่างจากอดีต เพราะฐานเสียงของพรรคแตก &amp;nbsp;ทหารกลับเข้ามาเป็นผู้เล่นเอง จะทำอย่างไรให้สังคมเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์คือทางเลือกหลัก นายจุรินทร์ตอบว่า ขอแยกทหารกับ คสช.ออกจากกันเสียก่อน เพื่อความชัดเจน ถ้าเราย้อนไปดูทั่วโลกหลายประเทศ พรรคการเมืองที่ตั้งมาโดยคณะรัฐประหารแล้ว ลงมาแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถอยู่ได้ยั่งยืนตลอดไป ตนคิดว่าประเทศไทยก็หนีไม่พ้นบทพิสูจน์นี้ พรรคการเมืองที่จะยืนหยัดได้อย่างยั่งยืนต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รับใช้ประชาชนในทางการเมือง และต้องการพัฒนาตัวเองไปสู่สถาบันทางการเมือง สถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะอยู่ยั้งยืนยง และทุกพรรคการเมืองในโลกก็มีแพ้มีชนะตามยุคสมัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราผ่านการพิสูจน์แล้วว่าประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ เราทำงานรับใช้ประชาชนและประเทศชาติมาต่อเนื่อง มีหัวหน้าพรรคมา 7 คน และยังต้องมีต่อไปอีกในอนาคต โดยยึดเหนี่ยวอุดมการณ์ของพรรค สำคัญที่สุดที่สะท้อนความเป็นเราคือ ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะอยู่ในฐานะไหน เราทำหน้าที่ของเราแทนประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริต&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว
สถานการณ์ยังไม่นิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าที่ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เรื่องความขัดแย้งและทิศทางของพรรค ตนทราบดีว่ามีสมาชิกออกมาพูดเรื่องนี้เยอะแล้ว จึงไม่อยากพูดอะไรให้เป็นเรื่องสับสนต่อสังคมอีกต่อไป เนื่องจากเวลานี้สถานการณ์ทุกอย่างยังไม่นิ่ง กกต.ก็ยังไม่มีการรับรอง ส.ส. อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องสูตรคำนวณจำนวน ส.ส.ที่ยังวุ่นวาย ถึงขั้นต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ดังนั้นตอนนี้หากพูดอะไรไป คนก็จะสับสนเปล่าๆ ทั้งนี้ ในเวลานี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าฝ่ายใดจะได้จัดตั้งรัฐบาลตนจึงมองว่าต้องรอคะแนนอย่างเป็นทางการเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยก็อ้างจำนวน ส.ส. เยอะที่สุดส่วนพรรคพลังประชารัฐ ก็อ้างว่ามีคะแนนนิยมเยอะที่สุด ทุกคนพูดได้ แต่สถานการณ์ยังไม่จบ ดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิ แต่ใครจะตั้งรัฐบาลได้ก็ต้องรอความชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างวาทกรรมในขณะนี้ในเรื่องของคำว่าเผด็จการ หรือประชาธิปไตย ผมอยากบอกว่าคำว่าเผด็จการจบลงแล้วตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่ผมสังเกตเห็นฝ่ายที่สนับสนุนนายทักษิณ ชินวัตร พยายามใช้วาทกรรมเผด็จการเพื่อโจมตีให้คนเข้าใจผิดในกระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ จึงอยากบอกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งมองว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้รอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาทิตย์เผยว่า ทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ &amp;nbsp; ต้องรอสถานการณ์ในการที่จะให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาตัดสินจนเป็นมติ และสมาชิกทุกคนก็ต้องยอมรับมติของ กก.บห. ตนไม่อยากให้คนมอง ปชป.ว่ามีความขัดแย้งกันในพรรค เพราะเราทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นต่าง เนื่องจากพรรคเราไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกคนจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่อยากให้มีคนมาพูดว่าเลือกตั้งแพ้แล้วยังมาทะเลาะกันอีก เพราะเราไม่ได้ทะเลาะกัน เราเป็นเพียงพรรคที่สามารถ หรือต้องการแสดงความเห็นต่างต่อกันได้ทุกเมื่อ ก็เท่านั้นเอง&amp;quot; ว่าที่ ส.ส.ตรังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ว่าที่ ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทิศทางของพรรคต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ว่าจะเป็นฝ่านค้านอิสระ หรือไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งความเห็นส่วนตัวอยากเห็น ปชป.ร่วมรัฐบาลกับ พปชร. เพราะจะได้ขับเคลื่อนนโยบายให้ประชาชนได้ แต่ทั้งหมดต้องรอมติพรรคเท่านั้น โดยจะมีการประชุม กก.บห.รักษาการอีกครั้งในวันที่ 18 เมษายนนี้ ก็ต้องรอดูความคืบหน้าอีกครั้ง ถ้ามติพรรคออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องว่ากันอีกครั้งหนึ่ง
ทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าขณะนี้สังคมมองว่า ปชป.พรรคแตก มีทั้งงูเห่าและแบ่งขั้วเป็น 2 ฝ่าย เธอตอบว่า เรื่องนี้จริงๆปชป.ตกลงกันไม่ยาก และอยากบอกว่าคน ปชป.ทะเลาะกันเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ เพราะเราเป็นประชาธิปไตย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าพรรคเราไม่ว่าจะทำอะไรจะมีเรื่องเสียงแตก เสียงไม่ตรงกันทุกครั้ง แต่เมื่อมติพรรคออกมาแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม แม้แต่หัวหน้าพรรคก็จะมาชี้นำให้ไปทางไหนก็ไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รังสิมากล่าวว่า ตอนนี้ทำได้แค่รอคอย เพราะจะมีเลือกตั้งซ่อมอีก 6 เขต และเชื่อว่าอาจจะต้องมีการแจกใบแดงใบส้มอะไรกันอีก เชื่อว่าทุกอย่างจะชัดเจนหลังวันที่ 9 เมษายน ส่วนเรื่องพรรคเราเถียงกัน เราเถียงกันมาตลอด เช่นตอนที่เรามีมติไม่ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคชาติไทยและพรรคมหาชน ตอนนั้นเราประชุมถกเถียงกันนาน 3 วัน 3 คืนก็ยังไม่จบ แต่พอทุกอย่างลงตัวแล้วว่าเราจะไม่ส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้ง ทุกอย่างก็จบ และทุกคนก็ต้องเคารพมตินี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินว่ามีการหารือตั้งรัฐบาล และไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง น่าจะเป็นข่าวปล่อยมากกว่า เพราะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ำกับสมาชิกพรรคทุกคนให้งดการให้ความเห็นเรื่องการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใด เพราะต้องรอการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่และมติของพรรค ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งที่จะเป็นผู้ที่ลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในฐานะสมาชิกพรรค เมื่อนายชวน ได้บอกกับสมาชิกพรรคแบบนี้แล้ว เราทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามอุดมการณ์และมารยาททางการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่มีผู้อาวุโสอยู่เป็นจำนวนมาก ผมจึงอยากให้บรรดาคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีทั้งหลาย อย่าเพิ่งใจร้อนหรือไปแอบอ้างโมเม นำชื่อพรรคไปต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พระแม่ธรณีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพรรค ท่านมีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดคิดคดทรยศต่อพรรคประชาธิปัตย์ มักจะมีจุดจบทางการเมืองที่ไม่น่าพิสมัย ผมจึงต้องการให้ทุกคนปฏิบัติตามที่นายชวนได้พูดไว้ เพื่อความเป็นเอกภาพและความสามัคคีของสมาชิกพรรค&amp;rdquo; นายวัชระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐสามารถรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วว่า ไม่ทราบว่ากระแสข่าวดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่คงต้องรอ กกต.ประกาศรับรองหลังวันที่ 9 พ.ค.ก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเจรจาพูดคุยนั้น เป็นเรื่องปกติที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคจะมีการพูดคุยกันบ้างกับพรรคเล็กๆ นั้นตนก็เจอกันบ้าง เพราะส่วนใหญ่ก็รู้จักมักคุ้นกัน มีการแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองกันบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำงานต่อ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์เหมาะสมที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐกล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ อยู่ระหว่างเจรจากับพรรคพลังประชารัฐนั้น นายมิ่งขวัญได้ออกแถลงการณ์แล้วว่าไม่เคยเจรจากับพรรคพลังประชารัฐ แต่เป็นเรื่องแปลกว่าคนที่กระสับกระส่ายมากกว่านายมิ่งขวัญ กลับเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่กุลีกุจอออกมาพูดแทนทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคของตัวเองเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่เข้าใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์ทำไมจึงยังใช้วาทกรรมสืบทอดอำนาจเผด็จการอยู่อีก อย่าพยายามสร้างความขัดแย้งหรือแบ่งข้างประชาชนอีกเลย เมื่อเลือกตั้งจบแล้วก็รอจัดตั้งรัฐบาล ทุกอย่างก็จบ&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;quot;พุทธิพงษ์&amp;quot;ยันเกิน 251 เสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่มีนายมิ่งขวัญเป็นหัวหน้า จะจับมือร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.หรือไม่ ว่าตนได้ทราบเรื่องนี้จากข่าว แต่ทุกอย่างต้องรอการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของ กกต. ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ตอนนี้หลายฝ่ายต่างก็คาดการณ์กันไป ขอให้ใจเย็นๆ เนื่องจากตัวเลขเก้าอี้ ส.ส.บางพรรคอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง 1-2 ที่นั่ง จึงต้องรอให้ทุกอย่างนิ่งและชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะคุยกันยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวร่วมของพรรคพอมีบ้าง เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ ส.ส.เกิน 251 เสียง เพื่อให้สามารถทำงานในสภาได้ เรามั่นใจว่าจะมีเสียงเกินนั้น แต่จะมีใครร่วมงานบ้าง ขอรอความชัดเจนหลังวันที่ 9 พ.ค.นี้ ก่อน&amp;quot; นายพุทธิพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า ที่นายถาวร เสนเนียม ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำว่าที่ ส.ส.ของพรรคกว่า 30 คน มาร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.นั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคนที่มีความชัดเจน แต่เราต้องเคารพและให้เกียรติพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกระบวนการพิจารณาและตัดสินใจเรื่องดังกล่าว ว่าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ปชป.จะมีมติอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @phumtham ระบุว่า &amp;ldquo;วันนี้&amp;hellip;เราควรจะปล่อยให้พวกนักการเมืองที่ไร้จรรยาบรรณ สร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่เอาแต่ประโยชน์ตน พยายาม โยนหินถาม เพื่อหว่านล้อมให้ยอมรับการแย่งชิงอำนาจเพื่อยึดครองอำนาจและสืบต่ออำนาจหรือครับ&amp;hellip;ใครตระบัดสัตย์ &amp;ldquo;ครั้งหน้าอย่าเลือก&amp;rdquo;&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวของ กกต.นั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ​กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่ารับทราบ และเคารพในทุกความเห็นของทุกคนอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยพูดถึงความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะนี้จะพูดถึงความกล้าหาญที่จะถูกตรวจสอบ เราทำงานด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้พิจารณาว่าจะเห็นอย่างไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการที่มีผู้ยื่นถอดถอนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ และขู่ว่าจะฟ้องตามมาตรา 157 นั้น ส่วนตัวมองว่าเป็นไม่ได้การขู่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของผู้ที่มีความเห็นต่างมีสิทธิตรวจสอบ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม พร้อมให้ข้อมูลกับหน่วยงานทุกหน่วยหากเรียก กกต.เข้าชี้แจง ซึ่งผลการพิจารณาขึ้นอยู่กับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพรกล่าวถึงรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุความล่าช้าของการส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากนิวซีแลนด์ที่มาไม่ทันการนับคะแนนว่า ได้รับรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ได้มอบหมายให้สำนักงาน กกต.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร และมีผู้ใดบ้างที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ ซึ่งการหาผู้รับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ และถ้ามีผู้ต้องรับผิดชอบจะต้องดำเนินการอย่างไร&amp;nbsp;
หาคนรับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เบื้องต้นได้รับทราบว่าถุงเมล์ที่บรรจุบัตรเลือกตั้งจากเวลลิงตัน ต้องมาถึงให้ถึงแอร์นิวซีแลนด์ตามกำหนด แต่เกิดเหตุความล่าช้า ขณะเดียวกันเมื่อมาถึงแล้ว มีเหตุอะไรที่ไม่สามารถนำไปส่งทัน ในสถานที่นับคะแนนกลางได้ ซึ่งจะรอความชัดเจนจากการดำเนินงาน ติดตามตรวจสอบจากสำนักงาน กกต. ให้หาข้อเท็จจริงถึงความผิดพลาด ขณะเดียวกันก็เป็นดุลพินิจของสำนักงาน กกต.ว่าหากพบผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ เช่น การเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้องตั้งกรรมการสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเรื่องการนับคะแนนว่า กกต. ต้องพิจารณาเองก่อนว่าสิ่งที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีความก้ำกึ่ง หรือข้อขัดแย้งในทางกฎหมายจนถึงขั้นที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือยัง หรือการที่ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น เพราะ กกต.ไม่มั่นใจในการตีความ และการทำงานของตนเองถึงส่งและโยนภาระหน้าที่ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เพราะสิ่งที่มีปัญหาอยู่ในตอนนี้คือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ขัดอยู่กับรัฐธรรมนูญ และถ้าทั้งสองอย่างขัดหรือแย้งกันเราสามารถส่งประเด็นนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่สิ่งที่ กกต.ส่งไปไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นความขัดหรือแย้งกันระหว่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญ แต่กลับส่งไปเป็นเรื่องของการนับคะแนนของพรรคการเมืองว่าแบบนี้จะทำได้หรือไม่ ซึ่งในที่สุดแล้วผมก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร แต่จะติดตามประเด็นนี้เพื่อความชัดเจนต่อไป&amp;quot; นายนิพิฏฐ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า โดยหลักการ ถ้าประเด็นใดเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญในเรื่องของเจตนารมณ์ แนวทาง หากยังมีข้อสงสัยหรือความเห็นต่างกัน ก็เป็นเรื่องดีที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็น จะได้เป็นที่ยอมรับ เพราะในหลักการแล้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันไปทุกองค์กร แม้จะเป็นอำนาจของ กกต.โดยตรงในการใช้สูตรคำนวณ และสูตรทั้งหลายก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่หากมีข้อสงสัย กังวลใจว่าองค์กรต่างๆ หรือประชาชนจะมองว่า กกต.ไม่เป็นกลาง ตนมองว่าควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นจะเป็นประโยชน์ให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้
ทำไมต้องตีความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ คงไม่มีใครไปเขียนรัฐธรรมนูญโดยไม่มีที่มาที่ไป ความชัดเจนมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าวันนี้มันจะเอาความจริงมาพูดกันหรือเปล่าเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐธรรมนูญเขียนแล้วทำไมต้องตีความ โดยเฉพาะในเรื่องของสูตรคำนวณการคิดสัดส่วน มันมีความชัดเจนของมันอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรที่ต้องไปคิดเป็นอย่างอื่น แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทรงศักดิ์ยังกล่าวว่า การคิดคำนวณ ส.ส.ไม่ให้เกิน ส.ส.พึงมีตามที่กฎหมายกำหนดนั้นมีหลักการอยู่แล้ว ไม่มีอะไรทำให้น่ากังวล แต่เนื่องจากมีความเห็นหลายแนวทาง หลายกลุ่ม หลายความคิด แต่ไม่ใช่คนที่จะชี้ว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นเพียงความเห็นแต่ละท่าน ความเห็นของผู้รู้ ซึ่งมีทั้งที่ถูกและอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ตนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ตีความเป็นอย่างอื่น ส่วนจะทันก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 9 พฤษภาคมหรือไม่นั้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าใจถึงเงื่อนไขเวลา อะไรที่จำเป็นต้องรีบให้ความเห็นก็ต้องเร่งให้ทันต่อเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ว่าที่ ส.ส.อุดรธานี &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เกิดเรื่องประหลาดขึ้นในสังคมไทย​ คือรัฐธรรมนูญมาตรา​ 91 และกฎหมายลูกว่าด้วย กกต. มาตรา​ 128, 129 เขียนถ้อยคำไว้ชัดเจน ไม่มีความซับซ้อน เข้าใจง่าย นักกฎหมายโดยทั่วไปเข้าใจได้​ ประกอบกับ กกต.​ผู้ทรงเกียรติก็ล้วนเป็นนักกฎหมายใหญ่หลายคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่แปลกใจทำไมต้องใช้ตรรกะตั้ง 3 แนวทางมาคำนวณ คือ​ ตรรกะคณิตศาสตร์ ตรรกะรัฐศาสตร์ และตรรกะกฎหมาย ทั้งที่เป็นตรรกะกฎหมายล้วนๆ สถานการณ์นี้อาจทำให้ประเทศตกสู่หลุมดำทางการเมืองทางการบริหาร ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย คือต้องเอาจำนวนคะแนนทั่วประเทศ​ 35,532,647 คะแนน​หารด้วย 500 เขต ซึ่งก็คือตัวเลขที่จะกำหนด ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค หากพรรคใดมีคะแนนทั้งพรรคไม่ถึงจำนวนนี้ ย่อมไม่ใช่พรรคที่จะมี ส.ส.ได้เล​ย ง่ายๆ อธิบายได้ไม่ซับซ้อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพยายามคิดให้ซับซ้อนไปเพื่อเหตุผลใด หรือจะมีวาระซ่อนเร้นประการใดหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33634</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ทรงศักดิ์ ทองศรี, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลากร สุวรรณรัฐ, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, ภูมิธรรม เวชยชัย, รังสิมา รอดรัศมี, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม, เทพไท เสนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190414/image_big_5cb34a5cb68d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33605</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2019 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2019 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยชี้วิธีคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ที่ซับซ้อน เพราะมีวาระซ่อนเร้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 14 เม.ย. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ว่าที่ ส.ส.อุดรธานี เขต 7 พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เกิดเรื่อง ประหลาดขึ้นในสังคมไทย​ คือ รัฐธรรมนูญมาตรา​ 91 และกฎหมายลูกว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.​) มาตรา​ 128, 129 เขียนถ้อยคำไว้ชัดเจน ไม่มีความซับซ้อนเข้าใจง่าย นักกฎหมายโดยทั่วไปเข้าใจได้​ ประกอบกับ กกต.​ ผู้ทรงเกียรติ ก็ล้วนเป็นนักกฎหมายใหญ่หลายคน แต่แปลกใจทำไมต้องใช้ตรรกะตั้ง 3 แนวทาง มาคำนวณ คือ​ ตรรกะคณิตศาสตร์ ตรรกะรัฐศาสตร์ และตรรกะกฎหมาย ทั้งที่เป็นตรรกะกฎหมายล้วนๆ สถานการณ์นี้อาจทำให้ประเทศตกสู่หลุมดำทางการเมืองทางการบริหาร ไม่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดเลย คือต้องเอาจำนวนคะแนนทั่วประเทศ​ 35,532,647 คะแนน​หารด้วย 500 เขต ซึ่งก็คือตัวเลขที่จะกำหนด ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค หากพรรคใดมีคะแนนทั้งพรรคไม่ถึงจำนวนนี้ ย่อมไม่ใช่พรรคที่จะมี ส.ส.ได้เล​ย ง่ายๆ อธิบายได้ไม่ซับซ้อน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะพยายามคิดให้ซับซ้อนไปเพื่อเหตุผลใด หรือจะมีวาระซ่อนเร้นประการใดหรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33605</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, คำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ, ว่าที่ ส.ส.อุดรธานี, เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190414/image_big_5cb2d33c38c66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
