<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 เคล็ดลับ ท่องเที่ยวปลอดภัย ไร้กังวลในช่วงหน้าฝน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เดือนพฤษภาคมนับเป็นเดือนที่หลายๆ คนกำลังเริ่มต้นวางแผนในการท่องเที่ยวเพราะเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูฝน อากาศกำลังสบาย จึงเหมาะกับกับการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติไม่ว่าจะท่องเที่ยวชมป่าเขาเขียวชอุ่ม ล่องแพสัมผัสบรรยากาศเงียบสงบที่อ่างเก็บน้ำ หรือจะขับรถลุยเข้าสวนเกษตรกรรมทานผลไม้สดๆ จากต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;อย่างไรก็ดี การขับรถท่องเที่ยวในหน้าฝนต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างมากเนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพถนนที่เปลี่ยนไป รวมถึงวิสัยทัศน์การมองเห็นถนนของผู้ขับขี่ และความสามารถในการควบคุมรถยนต์ด้วย รวมถึงพฤติกรรมของผู้ขับขึ่เช่น การขับรถเร็วเบนถนนเปียก การจอดรถใกล้รถคันข้างหน้ามากเกินไปจนไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะหยุดรถในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เอง ฟอร์ด ประเทศไทย จึงได้เตรียมข้อแนะนำดี ๆ เพื่อช่วยให้การท่องเที่ยช่วงหน้าฝนปลอดภัยขึ้น ได้แก่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เตรียมรถให้พร้อมผู้ขับขี่ควรหมั่นตรวจเช็ค ดูแลรถยนต์ และเข้าศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ โดยควรให้ความสนใจสิ่งเหล่านี้เป็นพิเศษ (1) ใบปัดน้ำฝน เพื่อปัดน้ำฝนไม่ให้บดบังวิสัยทัศน์ซึ่งปกติมีระยะเวลาใช้งานประมาณ 1 ปี (2) น้ำฉีดกระจก เตรียมไว้ในกรณีที่มีดินหรือโคลนกระเด็นใส่กระจกหน้าด้วยเหตุนี้เอง จึงควรเช็คปริมาณน้ำฉีดกระจกและเติมน้ำสะอาดในถังน้ำฉีดกระจกให้ถึงขีดที่กำหนดทุกเดือน (3) ไฟหน้า-หลังรถ ช่วยให้มองเห็นข้างหน้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นและให้รถคันอื่นมองเห็นรถของคุณ และ (4) สภาพยาง เพื่อให้ล้อรถอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ควรเปลี่ยนยางรถทุก 4-5 ปี เนื่องจากโดยทั่วไปอายุของยางมักจะไม่เกิน 6 ปี นับตั้งแต่วันที่ผลิต หรือควรเปลี่ยนยางเมื่อสภาพไม่อำนวยต่อการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น โครงสร้างของยางชำรุด ความลึกของดอกยางต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;วิธีขับรถไม่ให้ไถลเนื่องจากฝนตกทำให้ถนนเปียกและลื่น รวมถึงการยึดจับของยางกับถนนจะลดลงเมื่อขับเร็วขึ้น ดังนั้น การขับรถเร็วเกินความเหมาะสมในขณะที่ถนนเปียกจะส่งผลให้รถเสียหลักและไถลลื่นได้ โดยควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่ควรขับเกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการเหินน้ำของรถ ป้องกันการลื่นไถลและเพื่อที่ผู้ขับจะสามารถควบคุมรถได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;รับมือกับฝนตกหนักจนมองไม่เห็นถนน หากฝนตกในช่วง 10 นาทีแรก ควรเริ่มลดความเร็ว หากฝนตกหนักเกินกว่าที่ผู้ขับขี่จะสามารถมองเห็นถนนและข้างทางและไม่สามารถขับรถต่อได้อย่างปลอดภัยได้ ผู้ขับขี่ควรหาจุดจอดรถที่ปลอดภัย และโทรแจ้งสถานการณ์ต่อคนใกล้ชิดหรือคนรู้จัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ห้ามเบรกกะทันหัน ถนนลื่นเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อฝนตก การเบรกกะทันหันบนถนนเปียกอาจส่งผลให้เบรกไม่อยู่ เสียการควบคุมรถ จนเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงควรทิ้งระยะห่างจากรถคันข้างหน้ามากกว่าปกติ หรือราว 2 เท่าของระยะทิ้งห่างเมื่อขับรถในสภาพอากาศปกติ เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างทันท่วงที ไม่ต้องเบรกอย่างกระทันหัน และหลีกเลี่ยงการชนคนเดินถนนหรือรถคันอื่นบนท้องถนน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;ขับรถลุยน้ำยังไงไม่ให้รถดับ เมื่อพบว่าถนนที่ขับไปมีน้ำท่วมขังหรือแอ่งน้ำ ให้สังเกตระดับความลึกของน้ำจากฟุตบาทและสภาพแวดล้อมข้างทาง หรือจากรถคันข้างหน้า เพื่อประเมินความลึกและสถานการณ์ ซึ่งถ้าระดับน้ำไม่สูงมาก คุณสามารถขับผ่านไปได้โดยในเบื้องต้นควรปิดแอร์ และใช้เกียร์ต่ำ แต่ถ้าระดับน้ำสูงเกินและฝืนขับลุยต่อไปก็อาจส่งผลให้น้ำเข้าเครื่องยนต์และเกิดความเสียหายต่อรถได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37717</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ขับรถหน้าฝน, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ฟอร์ด., ยานยนต์ไทยโพสต์, รีวิว, เกร็ดความรู้, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf7485412b60.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 11:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิธีเลี่ยงโรคกล้ามเนื้อที่เกิดจากการขับรถ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;ปัญหารถติดก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเสียเวลา สิ้นเปลืองพลังงาน ก่อให้เกิดมลพิษ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิต ทำให้เกิดความเครียด อารมณ์หงุดหงิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อตนเองและคนรอบข้าง ยิ่งไปกว่านั้น การนั่งขับรถนานๆ ยังทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกาย โดยเฉพาะโรคทางกล้ามเนื้อต่างๆ สภาพการจราจรที่ติดขัด ทำให้คนที่ขับรถหลายคนนั่งอยู่ท่าเดิมโดยมือจับพวงมาลัยค้างไว้นานๆ  เนื่องจากจะต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลาว่ารถจะหยุดหรือเคลื่อนตัว สามารถทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ และเป็นอันตรายไปถึงกระดูกสันหลังได้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;โรคพังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ เกิดจากการที่ขับรถและมืออยู่ที่พวงมาลัยนานมาก ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี คล้ายอาการเส้นเลือดตีบ และอาจทำให้รู้สึกชาครึ่งตัว ซึ่งถือว่าเป็นอันตราย , โรคกล้ามเนื้อคออักเสบ การเกร็งอยู่ท่าเดิมจะทำให้เกิดอาการปวดคอ ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถ ส่งผลต่อเนื่องไปสู่บ่า แขน และขา ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;, หมอนรองกระดูกเสื่อม อาการจะเริ่มจากการปวดหลัง และรู้สึกเหมือนร้าวลงขาทั้ง 2 ข้าง หรือขาชา ซึ่งยังอาจทำให้เกิดอาการเอวคดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ฟอร์ดจึงขอแนะนำ 5 วิธีการป้องกันโรคกล้ามเนื้อที่สามารถทำได้อย่างง่ายๆ โดยใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ เป็นตัวช่วย รวมถึงการยืดเหยียดในรถ เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการดังกล่าว 1.ปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะกับสรีระสิ่งที่ผู้ที่ขับรถมักลืมทำก่อนขับรถ คือ การปรับเบาะให้นั่งสบายที่สุด หากที่นั่งตั้งตรงเกินไป อาจทำให้ต้องนั่งเกร็งในท่าเดิมเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดอาการทางกล้ามเนื้อได้ เพื่อป้องกันความปวดเมื่อยที่อาจเกิดขึ้น รถฟอร์ด เอเวอเรสต์และฟอร์เรนเจอร์ไวล์ดแทรค ที่มาพร้อมเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ทำให้คุณสามารถปรับระยะห่างระหว่างเบาะกับพวงมาลัย ความสูงของเบาะ รวมถึงองศาที่นั่ง ให้เข้ากับสรีระร่างกายของคุณอย่างง่ายดายและลงตัว 2.สร้างบรรยากาศเพื่อลดความตึงเครียด ภาวะเครียดสะสมของกล้ามเนื้อที่ตึงตัวและหดเกร็ง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณนั่งเกร็งอยู่ในท่าเดิม การเล่นเพลย์ลิสท์ที่คุณชื่นชอบ หรือปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ช่วยสร้างบรรยากาศที่อาจทำให้คุณบรรเทาความตึงเครียดและผ่อนคลายยิ่งขึ้น ซึ่งคุณสามารถใช้ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNCTM 3 ในรถฟอร์ดสั่งการทำงานระบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย 3.ระมัดระวังการหยิบสิ่งของในรถหลายคนอาจจะชินกับการวางของใช้ส่วนตัวไว้ที่เบาะหลัง และเมื่อถึงเวลาต้องหยิบมาใช้ ก็จะเอี้ยวตัวไปหยิบด้านหลังซึ่งทำให้เกิดอาการผิดท่าและเส้นเอ็นพลิกได้ ห้องโดยสารที่กว้างขวาง รวมถึงช่องเก็บของที่เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าของฟอร์ด ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่วางของใช้ส่วนตัว คุณสามารถวางของไว้ใกล้ตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเอี้ยวตัวไปเบาะหลังอีกต่อไป 4.ใช้ฟังก์ชั่นช่วยขับขี่ นอกจากความนุ่มนวลของจุดสัมผัสต่างๆ ในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบเพื่อความสะดวกสบาย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังมีเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่เรียกว่า ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งจะช่วยรักษาความเร็ว และระยะห่างกับรถคันหน้าให้สม่ำเสมอ ทำให้คุณไม่ต้องใช้เท้าคาไว้ที่เบรกตลอดเวลา ลดอาการเกร็งที่อาจนำไปสู่การปวดกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้ 5.เล่นโยคะง่ายๆคุณอาจจะคิดว่าที่นั่งคนขับนั้นมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถยืดกล้ามเนื้อได้เต็มที่ แต่อันที่จริงแล้ว มีท่าบริหารที่สามารถทำได้ง่ายๆ ขณะรถติด อย่างเช่น การยืดกล้ามเนื้อแขน โดนเอื้อมมือไปแตะบ่าด้านหลังและใช้มืออีกข้างดึงเข้าหาศีรษะ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอ ด้วยการกดศีรษะซ้ายขวาและด้านหน้า หรือค่อยๆ หมุนคอไปรอบๆ รวมถึงการยืดกล้ามเนื้อหลังและเอว โดยค่อยๆ หันลำตัวไปจับเบาะที่นั่งคนขับและบิดเอว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;ในเมื่อปัญหารถติดเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ แต่พฤติกรรมการดูแลรักษาร่างกายในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นทุกคนที่ขับรถในเส้นทางที่ติดขัดเป็นประจำ จึงควรสังเกตพฤติกรรมการนั่งขับรถของตนเอง และลองป้องกันอาการต่างๆ ได้เมื่ออยู่ในรถ ก่อนที่จะเกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36373</URL_LINK>
                <HASHTAG>nattythaipost, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ฟอร์ด., รีวิว, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce3857f4253e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32883</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2019 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2019 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วางแผนพาผู้สูงวัย เที่ยวสไตล์โรดทริป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเดือนมีนาคมเป็นอีกเดือนที่ใครหลายคนเฝ้าคอย ทั้งเด็กนักเรียนที่เริ่มทยอยปิดภาคเรียนช่วงฤดูร้อนหลังจากที่ตั้งใจเรียนมาทั้งปี หรือจะเป็นผู้สูงอายุที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับหลานมากขึ้น รวมถึงผู้ปกครองที่เตรียมตัววางแผนท่องเที่ยวกับครอบครัวและพักผ่อนคลายเครียดหลังจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งปี แน่นอนว่าการท่องเที่ยวสไตล์โรดทริป หรือการขับรถเที่ยวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกยอดนิยมของหลายครอบครัว เพราะครอบครัวได้ออกไปเที่ยวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา สามารถวางแผนเลือกสถานที่ท่องเที่ยวเองตามต้องการ ได้เปิดโลกทัศน์ตามเส้นทางที่ขับผ่าน แถมยังสามารถใช้เวลาร่วมกันกับสมาชิกในครอบครัวระหว่างการเดินทางอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;การเตรียมตัววางแผนขับรถเที่ยวจะต้องคำนึงถึงความต้องการของสมาชิกที่อาจมีหลายรุ่นหลายช่วงอายุที่เดินทางไปด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละวัยได้อย่างเหมาะสม ทำให้ทุกคนสนุกสนานกับการเดินทาง และเป็นทริปที่น่าประทับใจสำหรับทุกคนในครอบครัว การเลือกรถที่เหมาะกับการเดินทางสำหรับครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัย ที่มอบความคุ้มค่าเกินราคา ด้วยสมรรถนะ ความนุ่มนวลในการขับขี่ ยังมาพร้อมความสะดวกสบายในห้องโดยสาร ด้วยพื้นที่กว้างขวาง นั่งได้ถึง 7 ที่นั่ง สามารถพับปรับเบาะที่นั่งแถวสามได้ด้วยระบบไฟฟ้าซึ่งตอบโจทย์เรื่องการเดินทางสำหรับทุกคนในครอบครัว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เผื่อเวลาในการเดินทาง การเดินทางกับผู้สูงอายุอาจต้องมีการเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ผู้สูงอายุไม่ต้องรีบเร่งและเหนื่อยกับการเดินทางมากเกินไป อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการพลัดหลงและการเกิดอุบัติเหตุจากความเร่งรีบ นอกจากนี้ ยังควรเผื่อเวลาสำหรับการแวะพักเพื่อเดินยืดเส้นยืดสายและเข้าห้องน้ำอีกด้วย ซึ่งระบบแผนที่นำทาง (Navigation System) อันทันสมัยของฟอร์ด เอเวอร์เรสต์สามารถแสดงแผนที่ในรูปแบบสามมิติพร้อมชื่อถนนและสถานที่เป็นภาษาไทยบนหน้าจอแบบ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบเสียงนำทางภาษาไทยสามารถพาคุณไปสู่จุดพักรถและจุดหมายได้อย่างแม่นยำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;เตรียมยาและของใช้ประจำตัวให้พร้อม ยาประจำตัวของผู้สูงอายุสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากไม่ทานยาอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลให้อาการของโรคประจำตัวกำเริบได้ ในบางกรณี อาจเตรียมใบรับรองแพทย์ที่ตรวจวินิจฉัยโรคประจำตัวติดตัวไปด้วย เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออาการกำเริบขณะเดินทาง จะได้สามารถแจ้งอาการหรือโรคของผู้สูงอายุกับหมอหรือเภสัชได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะจัดเตรียมยาประจำตัวแล้ว ยังควรเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวให้พร้อมเหมาะกับสภาพอากาศและภูมิประเทศที่กำลังจะเดินทางเพื่อป้องกันการไม่สบายหรือเจ็บป่วยจากการไปเที่ยว เช่น เตรียมหมวก ร่ม และแว่นกันแดด เพื่อการท่องเที่ยวในหน้า รวมถึงรองเท้าที่เหมาะสำหรับการเดินทาง ดูแลเรื่องอาหารและกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุบางท่านมีข้อจำกัดในการรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารที่มีรสจัด หรืออาหารประเภทไขมันสูง ดังนั้น จึงควรเช็คให้ดีว่ามีอาหารประเภทใดบ้างที่ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงก่อนการเดินทางและวางแผนเลือกร้านอาหารที่เหมาะสม กิจกรรมระหว่างทริปควรเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้กำลังหรือใช้ร่างกายหนักมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยงอย่างการปีนเขา การดำน้ำลึก หรือการเดินขึ้นบันไดสูงชัน เพราะจะทำให้ผู้สูงอายุเกิดอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายหรืออาการของโรคประจำตัวได้ ควรเลือกสถานที่เที่ยวเพื่อผู้สูงอายุได้ผ่อนคลาย หรือมีบรรยากาศย้อนยุค ให้ผู้สูงอายุรู้สึกกระชุ่มกระชวยชวนย้อนวัยเหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt;&quot;&gt;อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางกับผู้สูงอายุคือความราบรื่นและนุ่มนวลระหว่างการเดินทางเพิ่มความเพลิดเพลินในทางเดินทาง เพราะหากเกิดการกระแทกระหว่างเดินทางอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของผู้สูงอายุได้ เนื่องจากการทำงานหรือโครงสร้างของเนื้อเยื่อของผู้สูงอายุเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา ซึ่งส่งผลให้สภาพร่างกายเปราะบางกว่าคนวัยหนุ่มสาว ระบบกันสะเทือนช่วงล่างแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ ในฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ มอบการขับขี่ที่นุ่มนวลในทุกสภาพถนน จึงมอบความสะดวกสบายสำหรับผู้สูงอายุในทุกเส้นทาง การเลือกใช้รถสมรรถนะสูงที่มีเทคโนโลยีทันสมัยสามารถช่วยลดอุบัติเหตุทำให้การเดินทางราบรื่น ด้วยระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน และระบบตรวจจับยานพาหนะบริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถและช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ในฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ยังรองรับการสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการโทรเข้า รับสาย ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากการขับขี่ และยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัย ทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวอุ่นใจและเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเดินทาง ไม่ว่าโรดทริปครั้งไหนๆ ก็เป็นเรื่องสนุก น่าตื่นตาตื่นใจ สะดวกสบาย และปลอดภัยสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32883</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ฟอร์ด, ข้อควรรู้, ทดลองขับ, ทดสอบ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, รีวิว, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย, ไทยโพสต์., ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190403/image_big_5ca434d7ba497.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18777</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 10:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 10:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชฟโรเลต แนะเคล็ดลับประหยัดน้ำมัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักข่าว บลูมเบิร์ก หน้าเศรษฐกิจ ระบุว่า ราคาน้ำมันสูงขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ จากปีก่อน และหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ได้มีการคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ที่ 0.8-1.6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บริโภคผ่านการอุดหนุนพลังงานเชื้อเพลิง ผู้บริโภคสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ ด้วยการปฏิบัติตามเคล็ดลับการประหยัดน้ำมันที่แนะนำโดยเชฟโรเลต ดังนี้ ปรับตั้งเครื่องยนต์อย่างถูกต้อง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐหรืออีพีเอ เผยว่า เครื่องยนต์ที่มีการปรับตั้งที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาที่สำคัญ เช่น เซ็นเซอร์วัดปริมาณออกซิเจนทำงานผิดปกติ &amp;nbsp;จะสามารถช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้มากขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ และผู้ขับขี่ไม่ควรละเลยสัญญาณไฟเตือนให้นำรถเข้าไปตรวจสอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&amp;nbsp;ตรวจสอบแรงดันลมยาง การเติมลมยางที่เหมาะสมสามารถเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้มากขึ้นถึง 3.3 เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้ปลอดภัยและใช้งานได้ยาวนานขึ้น ยางที่มีลมยางอ่อนอาจทำให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น 0.3 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;, แก้ไขปัญหาสิ่งอุดตัน หากคุณหายใจไม่ออก คุณก็จะเคลื่อนไหวได้ยากลำบาก เครื่องยนต์ก็เช่นกัน เครื่องกรองอากาศที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานอย่างหนัก และสิ่งแปลกปลอมอาจทำลายเครื่องยนต์ได้ การเปลี่ยนไส้กรองที่อุดตันจะช่วยเพิ่มการประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันขึ้น&amp;nbsp; 14 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;, เลือกใช้น้ำมันเครื่องให้เหมาะสม การใช้น้ำมันเครื่องจะช่วยลดการเสียดสีของเครื่องยนต์ เพราะการเสียดสีนั้นจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้ยากขึ้น ดังนั้น การใช้น้ำมันเครื่องตามที่บริษัทผู้ผลิตรถแนะนำจะช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันขึ้นอีก 1-2 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;, ตรวจสอบฝาถังน้ำมัน ฝาถังน้ำมันที่หลวมหรือปิดไม่สนิท ไม่เพียงแต่จะทำให้ &amp;ldquo;ไฟเตือนรูปเครื่องยนต์&amp;rdquo; แจ้งเตือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ยังเป็นเหตุทำให้น้ำมันระเหยไปหลายล้านลิตรในทุกๆ ปี ฝาถังน้ำมันที่หลวมหรือปิดไม่สนิทจะทำให้การประหยัดน้ำมันลดลง 1-2 เปอร์เซ็นต์

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt;&quot;&gt;นอกจากนี้ยังควร หลีกเลี่ยงสิ่งของที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ การมีล้อขนาดใหญ่เต็มซุ้มล้อ และยางอัลตราโลว์โปรไฟล์อาจจะทำให้รถดูน่ามอง แต่จะเพิ่มอัตราการบริโภคน้ำมันให้สูงขึ้น , วางแผนการเดินทางของคุณ ควรวางแผนการเดินทางให้ดี , &amp;nbsp;นำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากรถ การบรรทุกสัมภาระที่มากเกินไปทำให้รถของคุณต้องใช้กำลังและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเพิ่มขึ้น , ขับรถให้ช้าลง การขับรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจะใช้น้ำมันมากกว่าการรักษาความเร็วให้คงที่ เหยียบคันเร่งอย่างนุ่มนวล เมื่อออกจากทางแยกหรือสัญญาณไฟจราจร หลีกเลี่ยงการเร่งรถอย่างรวดเร็ว การใช้ความเร็วมากเกินไป และการเบรกอย่างรุนแรง ซึ่งจะทำให้การประหยัดน้ำมันลดลง , หลีกเลี่ยงการจอดรถแบบติดเครื่องยนต์นานเกินไป การจอดรถโดยที่ติดเครื่องยนต์ไว้จะเผาผลาญน้ำมันอย่างไร้ประโยชน์ รถคันหนึ่งจะกินน้ำมันศูนย์กิโลเมตรต่อหนึ่งลิตร เมื่อเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ขณะที่การสตาร์ทรถใหม่จะใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อย แต่การจอดรถติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 15 นาที จะเผาผลาญน้ำมันเกือบหนึ่งลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt;&quot;&gt;ใช้ระบบปรับอากาศอย่างชาญฉลาด เครื่องปรับอากาศในรถยนต์ลดประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันลง 10 เปอร์เซ็นต์ แนะนำให้ปรับเพิ่มแรงลมให้สูงขึ้น เพื่อหมุนเวียนอากาศแทนการปรับลดอุณหภูมิลง และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรับอากาศหากขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่า 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถปิดแอร์และเปิดหน้าต่างแทนได้ถ้าอากาศดี แต่ถ้าหากขับด้วยความเร็วเกินกว่า 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วเปิดหน้าต่างรับอากาศจากด้านนอก แรงฉุดของลมที่ไหลเวียนเข้ามาทางหน้าต่างจะทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าการเปิดแอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt;&quot;&gt;ใช้เกียร์สูง เมื่อขับรถด้วยเกียร์ธรรมดาให้ใช้เกียร์สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อรักษารอบเครื่องยนต์ให้ต่ำเนื่องจากการหมุนรอบเครื่องยนต์ต่ำจะใช้น้ำมันที่น้อยกว่า แต่ไม่ควรขับขี่เช่นนี้มากเกินไป เพราะจะฉุดกำลังเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์หยุดทำงาน หากขับขี่รถเกียร์อัตโนมัติ ควรผ่อนคันเร่งเล็กน้อย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในจังหวะที่ระบบเกียร์เปลี่ยนไปสู่เกียร์ที่สูงขึ้น รถเชฟโรเลตทุกรุ่นใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ซึ่งมีอัตราการทดเกียร์ที่สูงกว่า ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่และประหยัดน้ำมัน , ใช้ระบบควบคุมความเร็วให้คงที่อัตโนมัติ (ครูสคอนโทรล) ถ้ารถของคุณมาพร้อมระบบครูสคอนโทรล ให้เปิดใช้ระบบนี้ โดยเฉพาะการขับรถบนทางหลวง ระบบครูสคอนโทรลจะช่วยป้องกันไม่ให้ขับรถเร็วเกินกำหนด และช่วยประหยัดน้ำมัน ผ่านการเร่งและผ่อนความเร็วอย่างนุ่มนวล ซึ่งระบบจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อใช้ร่วมกับโหมด &amp;ldquo;ประหยัด&amp;rdquo; หรือโหมด &amp;ldquo;ออโต้&amp;rdquo; ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ระบบดังกล่าวในช่วงที่ฝนตกหนักหรือบนถนนที่เปียกลื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;, ลดความเร็วลงอย่างนุ่มนวลหรือเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์สูงมาเกียร์ต่ำจนรถจอดสนิท หากขับรถเกียร์ธรรมดา ให้ลดเกียร์ลงอย่างต่อเนื่องจนรถจอดสนิท ผู้ขับขี่สามารถถอนคันเร่งออก ขณะที่ยังใส่เกียร์เดินหน้าอยู่ได้ เครื่องยนต์สมัยใหม่แทบจะไม่ใช้น้ำมัน และเพียงพอต่อการเลี้ยงเครื่องยนต์ไม่ให้ดับ เครื่องยนต์จะใช้น้ำมันมากกว่าถ้าอยู่เกียร์ว่างขณะรถจอดนิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18777</URL_LINK>
                <HASHTAG>thaipost, ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย, เชฟโรเลต, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb18f96a2926.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 20:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 11:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 ข้อควรรู้ เพื่อการควบคุมรถอย่างปลอดภัยในระหว่างและหลังฝนตก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักขับที่เชี่ยวชาญและเคยชินกับสภาพอากาศชื้นแฉะของฤดูฝน การควบคุมรถจึงกลายเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยมีสถิติสะท้อนให้เห็นความจริงที่น่าใจหายว่า อุบัติเหตุมักเกิดมากขึ้นในระหว่างฝนตก การที่ผู้ขับขี่มีสติและระมัดระวังมากขึ้นเมื่อต้องขับขี่บนถนนที่เปียกและลื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อต้องขับรถออกไปท่ามกลางสายฝน ควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้เสมอ 1.ละลองฝ้าเกาะกระจกและหน้าต่าง ควรเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อสลายความชื้นภายในรถ หากรถของคุณไม่มีระบบปรับอากาศ ควรเปิดหน้าต่างด้านหลัง ให้มีช่องว่างเพียงพอให้อากาศถ่ายเท 2.การชะลอความเร็วเมื่อขับขี่บนถนนเปียก เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากพื้นผิวที่เปียกแฉะจะทำให้ผู้ขับขี่บังคับรถได้ไม่ดีเท่ากับการขับบนพื้นถนนแห้ง นอกจากนี้ อาจต้องใช้ระยะเบรกเพิ่มขึ้นเท่าตัว รวมทั้งอาจบังคับพวงมาลัยหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ไม่ดีนัก 3.ระยะห่างระหว่างรถของคุณ&amp;nbsp; ควรรักษาระยะห่างระหว่างรถของคุณกับรถคันหน้าให้เหมาะสม เนื่องจากอาจต้องใช้ระยะเบรกยาวขึ้นเมื่อขับรถบนถนนที่เปียกแฉะ นอกจากนี้ การรักษาระยะห่างเอาไว้ จะช่วยไม่ให้รถโดนน้ำที่กระเซ็นมาจากรถคันข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้ทัศนวิสัยดีขึ้น 4.เทคนิคด้านมุมมองเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับขี่อย่างปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรมองไปบนถนนข้างหน้า ไปที่จุดหมายเบื้องหน้าที่ต้องการจะไปเสมอ 5.การเลี้ยวกระทันหันหรืออย่างกระชากรุนแรง โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่แฉะและลื่น อาจทำให้รถสูญเสียการทรงตัว ควรขับขี่ด้วยการบังคับพวงมาลัยอย่างนุ่มนวลและระมัดระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกเหนือจากเทคนิคเหล่านี้แล้ว ต้องมั่นใจว่าได้เลือกใช้ยางที่เหมาะสม และมีการตรวจสภาพยานพาหนะของคุณอยู่เสมอกู๊ดเยียร์พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล โดยเสริมสมรรถนะด้านความปลอดภัยขณะขับขี่ท่ามกลางสายฝนด้วยยางรุ่นแอชชัวแรนซ์ ทริปเปิ้ลแมกซ์ 2 ที่สะท้อนความก้าวหน้าของนวัตกรรมยาง ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยกว่าเดิมแม้ในสภาพถนนเปียก เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน การควบคุมทิศทางของรถ และการเบรกที่ดียิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคมาเป็นอันดับหนึ่ง คือหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของกู๊ดเยียร์มาโดยตลอด ยางรุ่นแอชชัวแรนซ์ ทริปเปิ้ลแมกซ์ 2 จึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้ผลิตยานยนต์ทั้งหลาย ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าผู้ขับขี่จะมองเห็นจุดเด่นของยางรุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านสมรรถนะพร้อมรองรับสภาพอากาศที่เปียกชื้น และการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม &amp;nbsp;ยางรุ่นแอชชัวแรนซ์ ทริปเปิ้ลแมกซ์ 2 ของกู๊ดเยียร์ ใช้ส่วนผสมคอมปาวด์ยางที่ล้ำหน้า เสริมด้วยซิลิก้ามากขึ้น และยางเรซินที่ยึดติดแน่น เพื่อเสริมความเหนียวทนทาน เมื่อผสานกับการออกแบบลายดอกยางแบบอสมมาตรอันล้ำสมัย และการออกแบบโพรงอากาศในยางให้มีทรงเหลี่ยมมากกว่าเดิม เส้นยางจึงมีหน้าสัมผัสเต็ม ผิวหน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนได้เต็มพื้นที่ที่สุดในพื้นที่เปียกแฉะ ยางรุ่นแอชชัวแรนซ์ ทริปเปิ้ลแมกซ์ 2 จึงช่วยให้ระยะเบรกสั้นลงเมื่อเทียบกับยางคู่แข่งชั้นนำ ทั้งนี้ คอมปาวด์ยางรุ่นใหม่ได้รับการทดสอบแล้วในทุกสภาวะอากาศและสภาพถนน ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยให้ผลทดสอบที่แสดงสมรรถนะแห่งความปลอดภัยไร้กังวล ยางรุ่นแอชชัวแรนซ์ ทริปเปิ้ลแมกซ์ 2 ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่รถส่วนบุคคลขนาดกลาง มีความมั่นใจและสามารถควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบนถนนที่เปียกหรือชื้นแฉะ ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบมาสู่เซกเมนต์นี้ในตลาดรถยนต์ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15919</URL_LINK>
                <HASHTAG>goodyear, thaipost, wheel, กู๊ดเยียร์, ข่าวรถ, ข่าวรถยนต์, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ยาง., ยานยนต์ไทยโพสต์, รถยนต์, รีวิว, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย, แอชชัวแรนซ์ ทริปเปิ้ลแมกซ์ 2, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb16c636bdcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคล็ดลับการเดินทางเพื่อ คุณแม่และลูกในครรภ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟอร์ด ประเทศไทย มีเคล็ดลับการเดินทางสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝาก เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย วิศวกรออกแบบรถยนต์ฟอร์ดเข้าใจดีถึงข้อจำกัดของสตรีมีครรภ์เพราะร่างกายของคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงระยะเวลาของการตั้งครรภ์ รวมถึงอาการที่สามารถส่งผลกระทบในระหว่างการเดินทาง ได้แก่ อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียน ปวดหลังและภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้เกิดได้ทั้งจากทางพันธุกรรมและการนั่งอยู่กับที่นานๆ&amp;nbsp; ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอและหมั่นยืดขาเมื่อต้องเดินทางระยะไกล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;ก่อนออกเดินทางคุณแม่ควรใช้เข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องและจัดตำแหน่งสายเข็มขัดนิรภัยที่พาดในแนวทแยงให้พาดอยู่ระหว่างหน้าอกลงไปตามแนวโค้งของท้อง โดยพาดสายเข็มขัดในแนวนอนให้อยู่เหนือต้นขาและกระดูกเชิงกราน หลังจากนั้นเสียบหัวเข็มขัดเข้ากับตัวล็อก และตรวจสอบอีกครั้งเพื่อไม่ให้สายเข็มขัดรัดแน่นมากจนเกิดความอึดอัดไม่สบายตัว อย่างไรก็ดี คุณแม่ควรป้องกันไม่ให้เข็มขัดนิรภัยขึ้นมาอยู่บริเวณหน้าท้องโดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;ระหว่างการเดินทางไกล คุณพ่อควรจอดพักอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้คุณแม่ได้เคลื่อนไหวเท้าและหมุนข้อเท้าอย่างช้าๆ รวมถึงขยับนิ้วเท้า เนื่องจากการนั่งเป็นระยะเวลานานสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์จะทำให้เท้าและข้อเท้ามีอาการบวมได้ง่าย การได้แวะจอดพักเพื่อยืดเส้นสายหรือทำกายบริหารจะช่วยให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและยังสร้างความผ่อนคลายทั้งแก่ตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ หากคุณแม่มีอาการปวดหลังในระหว่างการเดินทาง คุณแม่สามารถใช้หมอนอิงใบเล็กๆ หรือ ผ้าขนหนูพับทบกันวางหนุนหลัง เพื่อลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;สำหรับคุณแม่ที่อยู่ในช่วงระยะไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไกล หากมีความจำเป็นต้องเดินทาง คุณแม่ควรนั่งที่เบาะหลังซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยมากที่สุด ในกรณีที่นั่งเบาะหน้า โปรดปรับตำแหน่งเบาะนั่งและพนักพิงไปด้านหลังมากที่สุด เพื่อป้องกันการกระแทกจากการทำงานของถุงลมนิรภัย ในทุกๆ การเดินทาง คุณแม่ตั้งครรภ์ควรพกพาสำเนาระเบียนฝากครรภ์ติดตัวไปทุกที่ ซึ่งในสมุดจะรวบรวมข้อมูลจำเป็นต่างๆ ไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ประวัติการตั้งครรภ์ ผลการรักษาไปจนถึงเบอร์โทรติดต่อฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อยและรู้สึกสบายดี ถึงอย่างไรก็ตามคุณแม่ก็ควรไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะครรภ์ของคุณแม่อาจได้รับการกระทบกระเทือนและมีความเสี่ยงของภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด และการคลอดก่อนกำหนด ได้ อย่างไรก็ดี การเดินทางไกลไม่นับเป็นข้อห้ามสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นและปฏิบัติตามเคล็ดลับเบื้องต้นเพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดและให้การเดินทางเป็นไปอย่างสนุกสนาน หมดความกังวลใจสำหรับทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15761</URL_LINK>
                <HASHTAG>motoring, thaipost, คนท้องเดินทาง, ฟอร์ด, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, รีวิว, เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย, เคล็ดลับ, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180820/image_big_5b7a46c2c5f36.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
