<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 20:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรพารวย ช่วงโควิด! สองสามีภรรยาเพาะเห็ดโคนขายโกยรายได้อู้ฟู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.64 - ที่บ้านเลขที่ 54/3 หมู่ 4 บ้านท่าพญาใน ต.ท่าพญา อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเปิดเป็นฟาร์มเห็ดภายใต้ชื่อชื่อ &amp;ldquo;ฟาร์มเห็ดโคนน้อยท่าพญา&amp;rdquo; โดยมีนางลักขณา นาคบรรพ์ หรือพี่เขียว อายุ 40 ปี พร้อมด้วย นายดำรัส หล้อศรี อายุ 40 ปี สองสามีภรรยา และทีมงานกำลังขะมักเขม้นช่วยกันเพาะเห็ดโคนน้อย หรือที่เราเรียกกันว่า เห็ดถั่ว หรือ เห็ดหมึก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของตลาดเป็นอย่างมากในปัจจุบัน รวมทั้งมีความต้องการของตลาดสูง ถึงขั้นผลิตส่งจำหน่ายไม่ทัน และยังให้ราคาดีมีการรับประกันราคาเห็ดโคนน้อยอบแห้งอยู่ที่ กก.ละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ฟาร์มเห็ดโคนน้อยท่าพญา ใช้พื้นที่ว่างบริเวณข้างบ้านพัก และภายในสวนยางพาราที่อยู่ติดกัน เป็นโรงเพาะและผลิต มีวิธีการเพาะเห็นโคนน้อยเริ่มต้นจากการนำขี้เลื้อย 100 กก. รำข้าว 8 กก. เกลือ 8 ขีด ปูนขาว 0.5 กก. ยิปซั่ม 0.5 กก. ปุ๋ยยูเรีย 8 ขีด ในอัตราส่วน 100 กก.นำมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน และนำบรรจุใส่ถุงพลาสติก และสวมพลาสติกบริเวณปากถุง ก่อนนำไปนึ่งประมาณ 6 ชม. จึงจะหยอดเชื้อข้าวฟ่างเข้าไปในถุง และบ่มก้อนต่ออีก 6-7 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนจะย้ายมาบ่มต่อภายในโรงเพาะซึ่งควบคุมความชื้นประมาณ 70 เปอร์เซ็น ประมาณ 2-3 วัน ก้อนเห็นจึงจะโผล่ดอกหรือเปิดดอกขึ้นมา ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายแบบสดๆได้ทันที หากเป็นแห้งโคนน้อยอบแห้ง จะเก็บดอกมาทำการฉีกให้เป็นเส้น และนำไปอบแห้งด้วยความร้อน 4-6 ชม.ก่อนจะนำใส่ถุง ส่งจำหน่ายได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดีของก้อนเห็ดโคนน้อยสามารถเก็บผลผลิตได้ในทุกวัน ซึ่งก้อนเห็ด 1 ก้อนสามารถให้ผลผลิตได้มากกว่า 15-16 วัน ทั้งนี้ก้อนเห็ดโคนน้อยหลังจากพ้นอายุ 15-16 วันแล้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลได้โดยการนำมาผสมคลุกเคล้าและหยอดเชื้อใหม่ลงไป ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้อย่างมาก นอกจากมีการเพาะเห็นโคนน้อยแล้ว ยังคงมีการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรม เห็ดนางรมเทา เห็ดแคลง และเห็ดหูหนู ควบคู่กันไปด้วยเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวว่า ตนเองเป็นแม่ค้าตลาดนัด จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา คืออยากหาสินค้าที่สามารถผลิตเอง นำไปขายเองได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เลยมาเริ่มต้นที่สินค้าเกษตร เพราะคนก็ต้องบริโภคอยู่แล้ว ก็เลยมาเลือกเพาะเห็ดนางฟ้า โดยไปซื้อก้อนเห็ดจากรายอื่นมาฝึกเลี้ยง ศึกษาข้อมูล อบรม สัมมนา และเริ่มที่จะขายสร้างรายได้ จึงเริ่มมาผลิตก้อนเห็ดด้วยตัวเอง&amp;nbsp;ต่อมาจึงได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ว่ามีเห็ดโคนน้อย ซึ่งเป็นที่นิยม แต่ปรากฏว่าช่วงแรกเห็ดโคนน้อยในพื้นที่ภาคใต้ไม่มีใครรู้จัก แทบจะจำหน่ายไม่ได้ จึงได้เริ่มขายให้ญาติ คนรู้จัก และให้กินฟรี จนทำให้คนที่กินแล้วติดใจหันกลับมาซื้อซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวอีกว่า จนปัจจุบันนี้ตลาดหลัก ตนเองจัดส่งเห็ดโคนน้อยแบบอบแห้งในทุกๆวัน ให้กับคนรับซื้อประจำ มีตลาดรองรับอยู่ตลอด เป็นตลาดที่มาแรงแซงทางโค้ง ซึ่งรับซื้อไม่อั้น ส่วนตลาดรองลงมาจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ รวมทั้งตลาดที่นำไปจำหน่ายเอง และตัวแทนจำหน่ายที่รับไปขายต่อ รวมทั้งยังคงจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเพื่อลูกค้าสามารถนำไปเปิดดอกกินเองได้ที่บ้านในรูปแบบเห็ดสด และยังคงรับซื้อผลผลิตกลับคืนในทุกๆชนิดเห็ดเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวต่อว่า โดยเห็ดโคนน้อยสด 10 กก. เมื่อนำมาอบแล้วจะได้เห็ดแบบอบแห้ง 1 กก. แต่จะได้เปรียบอยู่ที่ว่าเราจะผลิตส่งขายเท่าไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะนำไปขายที่ไหน ขายใคร เพราะข้อเสียของเห็ดโคนน้อยแบบสด เมื่อผลผลิตออกมาแล้ว จะต้องรีบจำหน่ายให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชม. เพื่อที่จะคงคุณภาพไว้ แต่แบบอบแห้งจะอยู่ได้นานกว่า ส่วนราคาดอกเห็ดสดจะอยู่ที่ กก. 100 บาท แบบอบแห้ง กก. 1,000 บาท ทำรายได้ต่อเดือนตกอยู่ที่ประมาณ 30,000-60,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวเพิ่มว่า สำหรับ เห็ดโคนน้อยทั้งอบแห้งและแบบสด สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีไขมันต่ำมากจนถึงไม่มีเลย มีปริมาณน้ำตาล โซเดียมน้อย อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน หรือต้องการควบคุมอาหารสรรพคุณยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ลดอาการโรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีสาร Eritadenine ที่ช่วยระบบหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของไขมันอุดตันในเส้นเลือด และควบคุมไขมันได้ดี แก้โรคอัลไซเมอร์ เสริมความจำ และบำรุงสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุว่า ยอมรับว่าโควิดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อยู่ได้เพราะเห็ด เพราะเมื่อก่อนขายของตลาดนัด 5 วัน ทำเห็ด 2 วัน แต่เดี๋ยวนี้ขายของ 2 วัน ทำเห็ด 5 วันในรอบสัปดาห์ ทุกคนในบ้าน และในหมู่บ้านก็ได้มีงานทำและมีรายได้ไปด้วยกัน แถมมีการประกันราคาให้ ส่วนออเดอร์อยู่ที่กำลังในการผลิตของเราว่าจะไหวแค่ไหน ซึ่งทางตลาดรับซื้อไม่อั้น ยอมรับว่าตอนนี้ผลิตไม่ทัน และเตรียมที่จะขยายโรงเรือนเพิ่ม ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีในสถานการณ์โควิด-19 นี้ สำหรับคนที่ตกงาน หรือมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงข้างนอก ทั้งนี้หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ทางเฟสบุ๊ก &amp;ldquo;ลักขณา นาคบรรพ์&amp;rdquo; เพจเฟสบุ๊ก &amp;ldquo;เห็ดโคนน้อยท่าพญา&amp;rdquo; หมายเลขโทรศัพท์ 099-491-3529 .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118662</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกษตร, เห็ดโคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_6159a103a587a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรพารวย ช่วงโควิด! สองสามีภรรยาเพาะเห็ดโคนขายโกยรายได้อู้ฟู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค.64 - ที่บ้านเลขที่ 54/3 หมู่ 4 บ้านท่าพญาใน ต.ท่าพญา อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเปิดเป็นฟาร์มเห็ดภายใต้ชื่อชื่อ &amp;ldquo;ฟาร์มเห็ดโคนน้อยท่าพญา&amp;rdquo; โดยมีนางลักขณา นาคบรรพ์ หรือพี่เขียว อายุ 40 ปี พร้อมด้วย นายดำรัส หล้อศรี อายุ 40 ปี สองสามีภรรยา และทีมงานกำลังขะมักเขม้นช่วยกันเพาะเห็ดโคนน้อย หรือที่เราเรียกกันว่า เห็ดถั่ว หรือ เห็ดหมึก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของตลาดเป็นอย่างมากในปัจจุบัน รวมทั้งมีความต้องการของตลาดสูง ถึงขั้นผลิตส่งจำหน่ายไม่ทัน และยังให้ราคาดีมีการรับประกันราคาเห็ดโคนน้อยอบแห้งอยู่ที่ กก.ละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ฟาร์มเห็ดโคนน้อยท่าพญา ใช้พื้นที่ว่างบริเวณข้างบ้านพัก และภายในสวนยางพาราที่อยู่ติดกัน เป็นโรงเพาะและผลิต มีวิธีการเพาะเห็นโคนน้อยเริ่มต้นจากการนำขี้เลื้อย 100 กก. รำข้าว 8 กก. เกลือ 8 ขีด ปูนขาว 0.5 กก. ยิปซั่ม 0.5 กก. ปุ๋ยยูเรีย 8 ขีด ในอัตราส่วน 100 กก.นำมาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน และนำบรรจุใส่ถุงพลาสติก และสวมพลาสติกบริเวณปากถุง ก่อนนำไปนึ่งประมาณ 6 ชม. จึงจะหยอดเชื้อข้าวฟ่างเข้าไปในถุง และบ่มก้อนต่ออีก 6-7 วัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนจะย้ายมาบ่มต่อภายในโรงเพาะซึ่งควบคุมความชื้นประมาณ 70 เปอร์เซ็น ประมาณ 2-3 วัน ก้อนเห็นจึงจะโผล่ดอกหรือเปิดดอกขึ้นมา ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายแบบสดๆได้ทันที หากเป็นแห้งโคนน้อยอบแห้ง จะเก็บดอกมาทำการฉีกให้เป็นเส้น และนำไปอบแห้งด้วยความร้อน 4-6 ชม.ก่อนจะนำใส่ถุง ส่งจำหน่ายได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดีของก้อนเห็ดโคนน้อยสามารถเก็บผลผลิตได้ในทุกวัน ซึ่งก้อนเห็ด 1 ก้อนสามารถให้ผลผลิตได้มากกว่า 15-16 วัน ทั้งนี้ก้อนเห็ดโคนน้อยหลังจากพ้นอายุ 15-16 วันแล้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิลได้โดยการนำมาผสมคลุกเคล้าและหยอดเชื้อใหม่ลงไป ทำให้ประหยัดต้นทุนไปได้อย่างมาก นอกจากมีการเพาะเห็นโคนน้อยแล้ว ยังคงมีการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรม เห็ดนางรมเทา เห็ดแคลง และเห็ดหูหนู ควบคู่กันไปด้วยเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวว่า ตนเองเป็นแม่ค้าตลาดนัด จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา คืออยากหาสินค้าที่สามารถผลิตเอง นำไปขายเองได้ โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เลยมาเริ่มต้นที่สินค้าเกษตร เพราะคนก็ต้องบริโภคอยู่แล้ว ก็เลยมาเลือกเพาะเห็ดนางฟ้า โดยไปซื้อก้อนเห็ดจากรายอื่นมาฝึกเลี้ยง ศึกษาข้อมูล อบรม สัมมนา และเริ่มที่จะขายสร้างรายได้ จึงเริ่มมาผลิตก้อนเห็ดด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ต่อมาจึงได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ว่ามีเห็ดโคนน้อย ซึ่งเป็นที่นิยม แต่ปรากฏว่าช่วงแรกเห็ดโคนน้อยในพื้นที่ภาคใต้ไม่มีใครรู้จัก แทบจะจำหน่ายไม่ได้ จึงได้เริ่มขายให้ญาติ คนรู้จัก และให้กินฟรี จนทำให้คนที่กินแล้วติดใจหันกลับมาซื้อซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวอีกว่า จนปัจจุบันนี้ตลาดหลัก ตนเองจัดส่งเห็ดโคนน้อยแบบอบแห้งในทุกๆวัน ให้กับคนรับซื้อประจำ มีตลาดรองรับอยู่ตลอด เป็นตลาดที่มาแรงแซงทางโค้ง ซึ่งรับซื้อไม่อั้น ส่วนตลาดรองลงมาจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ รวมทั้งตลาดที่นำไปจำหน่ายเอง และตัวแทนจำหน่ายที่รับไปขายต่อ รวมทั้งยังคงจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเพื่อลูกค้าสามารถนำไปเปิดดอกกินเองได้ที่บ้านในรูปแบบเห็ดสด และยังคงรับซื้อผลผลิตกลับคืนในทุกๆชนิดเห็ดเช่นกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวต่อว่า โดยเห็ดโคนน้อยสด 10 กก. เมื่อนำมาอบแล้วจะได้เห็ดแบบอบแห้ง 1 กก. แต่จะได้เปรียบอยู่ที่ว่าเราจะผลิตส่งขายเท่าไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะนำไปขายที่ไหน ขายใคร เพราะข้อเสียของเห็ดโคนน้อยแบบสด เมื่อผลผลิตออกมาแล้ว จะต้องรีบจำหน่ายให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชม. เพื่อที่จะคงคุณภาพไว้ แต่แบบอบแห้งจะอยู่ได้นานกว่า ส่วนราคาดอกเห็ดสดจะอยู่ที่ กก. 100 บาท แบบอบแห้ง กก. 1,000 บาท ทำรายได้ต่อเดือนตกอยู่ที่ประมาณ 30,000-60,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางลักขณา กล่าวเพิ่มว่า สำหรับ เห็ดโคนน้อยทั้งอบแห้งและแบบสด สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีไขมันต่ำมากจนถึงไม่มีเลย มีปริมาณน้ำตาล โซเดียมน้อย อุดมไปด้วยโปรตีน เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน หรือต้องการควบคุมอาหารสรรพคุณยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ลดอาการโรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีสาร Eritadenine ที่ช่วยระบบหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของไขมันอุดตันในเส้นเลือด และควบคุมไขมันได้ดี แก้โรคอัลไซเมอร์ เสริมความจำ และบำรุงสมอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอระบุว่า ยอมรับว่าโควิดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อยู่ได้เพราะเห็ด เพราะเมื่อก่อนขายของตลาดนัด 5 วัน ทำเห็ด 2 วัน แต่เดี๋ยวนี้ขายของ 2 วัน ทำเห็ด 5 วันในรอบสัปดาห์ ทุกคนในบ้าน และในหมู่บ้านก็ได้มีงานทำและมีรายได้ไปด้วยกัน แถมมีการประกันราคาให้ ส่วนออเดอร์อยู่ที่กำลังในการผลิตของเราว่าจะไหวแค่ไหน ซึ่งทางตลาดรับซื้อไม่อั้น ยอมรับว่าตอนนี้ผลิตไม่ทัน และเตรียมที่จะขยายโรงเรือนเพิ่ม ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีในสถานการณ์โควิด-19 นี้ สำหรับคนที่ตกงาน หรือมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องออกไปเสี่ยงข้างนอก ทั้งนี้หากใครสนใจสามารถติดต่อได้ทางเฟสบุ๊ก &amp;ldquo;ลักขณา นาคบรรพ์&amp;rdquo; เพจเฟสบุ๊ก &amp;ldquo;เห็ดโคนน้อยท่าพญา&amp;rdquo; หมายเลขโทรศัพท์ 099-491-3529 .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118653</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกษตร, เห็ดโคน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_6159a103a587a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>NIAจัดงาน STARTUP X INNOVATION THAILAND EXPO 2021 “เปล่งประกายแห่งเทคโนโลยีเชิงลึก”  เกษตร อาหาร การแพทย์ อวกาศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 15 – 18 ก.ย.นี้  ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ Nia กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ แถลงข่าวการจัดงาน Startup&amp;nbsp; x Innavation Thailand Expo 2021(SITE 2021) ภายใต้แนวคิด การเปล่งประกายแห่งเทคโนโลยีเชิงลึก &amp;ldquo;Deep Tech Rising&amp;hellip;The Next Frontier of Innovation&amp;rdquo; การยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึก...นวัตกรรมด่านหน้าแห่งอนาคตที่จะมาขับเคลื่อนประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า จากวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 ส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ของคนในสังคม ทำให้หลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา NIA ก็ได้ควบรวม 2 งานยิ่งใหญ่แห่งปีด้านสตาร์ทอัพและนวัตกรรมเข้าด้วยกันกลายเป็นงาน &amp;ldquo;STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO&amp;rdquo; พร้อมปรับโฉมจากรูปแบบอีเว้นท์จริง (Physical) สู่รูปแบบออนไลน์ (Online) ผ่านแพลตฟอร์มอีเว้นท์ออนไลน์ในรูปแบบโลกนวัตกรรมเสมือนจริง (Virtual World) เต็มรูปแบบขึ้นเป็นครั้งแรกที่เป็นฝีมือคนไทย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากคนในวงการทั้งสตาร์ทอัพและนวัตกรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พันธุ์อาจ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดงาน &amp;ldquo;STARTUP THAILAND x INNOVATION THAILAND EXPO 2021&amp;rdquo; หรือ SITE 2021 ในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กันยายนนี้ ผ่านเว็บไซต์ https://site.nia.or.th ทุกกิจกรรมเข้าร่วมฟรี!! ภายใต้แนวคิดหลัก คือ &amp;ldquo;DEEP TECH RISING: The Next Frontier of Innovation&amp;rdquo; เพื่อนำเสนอโอกาสการยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึกที่ถือเป็นนวัตกรรมแห่งอนาคตสำหรับการขับเคลื่อนประเทศใน 5 สาขา ได้แก่ เกษตร (AgTech) อาหาร (FoodTech) การแพทย์ (MedTech) อวกาศ (Space Tech) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสําหรับบุคคล (AI Robotic Immersive IoT: ARI Tech) ซึ่งในกลุ่มเกษตร อาหารและการแพทย์ ยังสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy Model) อีกด้วย ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) Virtual Forum เวทีรวบรวมสุดยอดสตาร์ทอัพ นวัตกรชั้นนำของเมืองไทย และวิทยากรชื่อดังจากต่างประเทศ กว่า 60 ท่านมาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ กว่า 50 หัวข้อ&amp;nbsp; 2) Opportunity โอกาสสำคัญในการหาคู่ค้าทางธุรกิจ ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น ทั้ง Marketplace ตลาดจำหน่ายสินค้าในรูปแบบเสมือนกว่า 200 บูธ Online Business Matching การจับคู่ธุรกิจกับหน่วยงานธุรกิจกว่า 30 บริษัท และ Online Business Consulting ที่บริการให้คำปรึกษาออนไลน์จากสุดยอดเมนเทอร์ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน ใน 10 สาขาธุรกิจ 3) SHOW การแสดงสดผ่านทางออนไลน์ที่นำเรื่องราวที่น่าสนใจด้านดีพเทคที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน และ 4) AWARD พิธีประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ Prime Minister Award ให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แพลตฟอร์มในปีนี้ถูกพัฒนาต่อยอดความอัจฉริยะจากเดิม ทั้งการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบไร้รอยต่อด้วยนิทรรศการรูปแบบ 360&amp;rsquo; virtual exhibition เสมือนเดินอยู่ในงานจริง และสามารถสนทนาสดกับผู้ประกอบการได้แบบเรียลไทม์ มีการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมกับนิทรรศการในโลกเสมือนผ่านการสร้างตัวตนของผู้เข้าชม (Avatar) รวมถึงการให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประมวลผลข้อมูลของแต่ละช่วงงานจากทุกความคิดเห็นของผู้เข้าชมผสมผสานกับเครื่องมือส่วน social listening เพื่อฟังเสียงจากทั่วโลก มาผ่านกระบวนการวิเคราะห์ช้อมูล เพื่อประเมินประสิทธิภาพงาน และทิศทางของแนวโน้มและเนื้อหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตั้งเป้าจะผลักดันให้แพลตฟอร์มนี้กลายเป็นกลไกหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมต่อไป และอยากเชิญชวนให้ผู้คนในแวดวงสตาร์ทอัพสายนวัตกรรม หรือคนที่สนใจเข้ามาพบปะกันในงานนี้ เพื่อร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนแนวคิดในการก้าวข้ามวิกฤตไปด้วยกัน&amp;rdquo; ดร.พันธุ์อาจ กล่าวดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115517</URL_LINK>
                <HASHTAG>360’ virtual exhibition, Deep Tech Rising…The Next Frontier of Innovation, Nia, Physical, SITE 2021, Startup  x Innavation Thailand Expo 2021, Virtual World, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การยกระดับเทคโนโลยีเชิงลึก, การเปล่งประกายแห่งเทคโนโลยีเชิงลึก, การแพทย์, ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน), อว., อวกาศ, อาหาร, เกษตร, โลกนวัตกรรมเสมือนจริง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131e5939e9aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งออกก.ค.โตแรง 2.2หมื่นล.ดอลลาร์ 7เดือนเกินเป้า4เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พณ.เผยส่งออก ก.ค.64 ยังโตแรง ทำได้มูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ บวกตัวเลข 2 หลัก 20.27% ได้รับผลดีจากการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และตลาดส่งออก ส่งผลยอดรวม 7 เดือน มูลค่า 154,985.48 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.20% ขยายตัวเกินเป้าแล้ว 4 เท่า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ค.2564 มีมูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.27% ยังเป็นการขยายตัวด้วยตัวเลข 2 หลัก และถ้าไม่รวมสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ จะขยายตัวถึง 25.38% และคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 708,651.66 ล้านบาท และส่งออกรวม 7 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 154,985.48 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.20% หรือคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 4,726,197.35 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การนำเข้ามีมูลค่า 22,467.37 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 45.94% และยอดรวม 7 เดือน มีมูลค่า 152,362.86 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.73% เกินดุลการค้า 2,622.62 ล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยที่ทำให้การส่งออกขยายตัว มาจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเดือน ก.ค.2564 เพิ่ม 24.3% เป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือน สินค้าสำคัญที่ขยายตัวได้ดีประกอบด้วย ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป เพิ่ม 80.2% ขยายตัว 4 เดือนต่อเนื่อง และยังขยายตัวดีในตลาดสำคัญเกือบทุกตลาด เช่น จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซียและเนเธอร์แลนด์ ยางพารา เพิ่ม 121.2% ขยายตัว 10 เดือนต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เพิ่ม 62% ขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องในตลาดสำคัญ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน สหรัฐ 4.อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่ม 17.3% ขยายตัว 23 เดือนต่อเนื่อง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เพิ่ม 51.7% ขยายตัว 14 เดือนต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เพิ่ม 8.4% ขยายตัว 3 เดือนต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 18% ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน สินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ เพิ่ม 39.2% ขยายตัว 9 เดือนติดต่อกัน ผลิตภัณฑ์ยางพารา เพิ่ม 16% ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน สินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมัน เช่น เม็ดพลาสติก ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 59% ขยายตัวต่อเนื่อง 6 เดือน อัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 43.8% ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพิ่ม 19.3% ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน เหล็กเพิ่ม 59.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 8 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนตลาดขยายตัวดีเกือบทุกตลาดสำคัญ ยกเว้นตลาดเดียวคือออสเตรเลีย เพราะตัวเลขติดลบ จากการส่งออกอัญมณี เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้าได้ลดลง แต่รถยนต์ยังเพิ่ม 44.8% ยางพารา เพิ่ม 26.8% โดยตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐ เพิ่ม 22.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 14 เดือน, &amp;nbsp; จีน เพิ่ม 41% ต่อเนื่อง 8 เดือน, ญี่ปุ่น เพิ่ม 23.3% ต่อเนื่อง 9 เดือน, อาเซียน เพิ่ม 26.9% ต่อเนื่อง 3 เดือน, ยุโรป เพิ่ม 20.9% ต่อเนื่อง 6 เดือน, อินเดียขอขีดเส้นใต้ ขยายตัวดีมาก เป็นอนาคตของการส่งออกไทย เพิ่ม 75.3% ต่อเนื่อง 6 เดือน และตลาดใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เพิ่ม 93.5% ต่อเนื่อง 6 เดือน, รัสเซียและ CIS เพิ่ม 53% ต่อเนื่อง 4 เดือน ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีอนาคตของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้ตัวเลขเดือน ก.ค.ยังคงเป็นบวกได้ ได้รับผลดีจากแผนการทำงานของ กรอ.พาณิชย์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนที่จับมือร่วมกันเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การฟื้นตัวของคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป รวมทั้งจีน ตัวเลข PMI หรือ Global Manufacturing ซึ่งเรียกว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของโลก มีตัวเลขที่เกินกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดย ก.ค.2564 อยู่ที่ 55.4 ทำให้โอกาสการซื้อขายกับสินค้ากับหลายประเทศในโลกเพิ่มขึ้น เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก และราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูง เมื่อน้ำมันดิบราคาสูง ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ส่งออกได้ราคาดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มการส่งออก เห็นว่าการระบาดของโควิด-19 อาจจะมีผลกระทบได้ โดยเฉพาะเดือน ส.ค.-ก.ย.2564 เป็นต้นไป ที่เริ่มเห็นแล้ว เช่น ผลไม้ หรือโรงงานผลิตเพื่อส่งออกบางแห่งที่ต้องปิดตัว ทำให้ไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง และสถานการณ์โควิดในเพื่อนบ้าน ที่ไทยต้องส่งออกต่อเนื่องเริ่มมีการติดขัด เช่น การส่งออกผลไม้จากไทย ผ่าน สปป.ลาว ไปเวียดนาม และเข้าจีน ก็มีปัญหาบางช่วงเวลา ต้องไปแก้หน้างานหลายครั้ง หรือมาเลเซีย ก็อยู่ในสถานการณ์เคร่งครัด ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำยางดิบ ทำให้กระทบราคา เพราะมาเลเซียเป็นตลาดใหญ่ แต่ยางก้อนถ้วยยังดี ดีกว่าราคาประกันรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าผลักดันการส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนหลัง ตั้งแต่ ก.ค.2564 มีกิจกรรมที่จะดำเนินการไม่น้อยกว่า 130 กิจกรรม ทั้งการส่งเสริมการส่งออกในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งได้ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 แล้ว โดยเป้าทั้งปีตั้งไว้ที่ 4% จะพยายามทำให้เกิน เพราะวันนี้ทำได้ 16.2% ถือว่าทำได้เกินเป้าไปแล้ว 4 เท่า และจะร่วมมือกับภาคเอกชนเดินหน้าและทำให้ดีที่สุด ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้&amp;quot; นายจุรินทร์กล่าว. &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดส่งออก, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, รองนายกรัฐมนตรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตสาหกรรม, เกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b5a2426c974.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108899</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรดึงมือทหารกู้วิกฤติผลผลิตเกษตรกรล้นตลาด    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกษตรดึงมือทหารกู้วิกฤติผลผลิตเกษตรกรล้นตลาด ช่วยรับซื้อผลผลิต &amp;ndash;สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตทางการเกษตร นำร่องหน้าค่ายทหาร-หน่วยงานในสังกัด 42 แห่ง 25 จังหวัดเป็นตลาดซื้อ-ขายสินค้าเกษตร หวังแบ่งเบาความเดือดร้อนเกษตรกรช่วงวิกฤติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(โควิด-19)ที่ต่อเนื่องมาถึงระลอก 3 ส่งผลกระทบให้ผลผลิตเกษตรที่กำลังจะทยอยออกสู่ตลาดทั้งไม้ผล ไม้ดอก และพืชผักต่างๆ ไม่สามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ อีกทั้งภาคธุรกิจและสถานบริการหลายแห่งปิดตัวลงทำให้ลดจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเกษตรลง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรปีนี้ของไทยทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นผลผลิตปศุสัตว์ ประมง ผัก ผลิตภัณฑ์นม ไข่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ และผลผลิตทางการเกษตรรวมไปถึงผลไม้ตามฤดูกาลประสบปัญหาล้นตลาด ราคาตกต่ำลงอย่างมาก ทั้งหมดจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเร่งหามาตรการและช่องทางตลาดใหม่ๆเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทยให้รอดพ้นภาวะวิกฤติช่วงนี้ไปให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทองเปลว กองจันทร์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯได้ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผนึกกำลังในการคิดค้นมาตรการและสร้างกลไก เครือข่ายทางการตลาดใหม่ๆที่สอดคล้องกับภาวะวิกฤติโควิดและความเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรไทยให้อยู่รอดแบบยั่งยืน มีการกระจายสินค้าเกษตรสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญล่าสุดคือ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงกลาโหม ในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรตามความต้องการและศักยภาพของหน่วย เช่น ผลผลิตปศุสัตว์ ประมง ผักและผลไม้ตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์นม ไข่ สินค้าเกษตรอินทรีย์ และผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญอื่นๆ เป็นต้น และการสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายและกระจายผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้ข้าราชการทหารและครอบครัว รวมถึงประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ มีโอกาสได้เข้าถึงผลผลิตทางการเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฯจะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดในระดับพื้นที่ร่วมกันสำรวจความต้องการรับซื้อและความพร้อม/ศักยภาพพื้นที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ โดยเบื้องต้นจะมีการนำร่องจำนวน 42 แห่งครอบคลุมพื้นที่ 25 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับตัวอย่างสินค้าผลผลิตทางการเกษตรที่คาดว่าจะมีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ในช่วง 6 เดือนนี้ (กรกฎาคม - ธันวาคม 2564) ได้แก่ ผลไม้-ลำไยสด มะม่วงมหาชนก มะม่วงเขียวมรกต แก้วมังกร พืชผัก-พริก กระเทียม กะหล่ำปลี สินค้าปศุสัตว์-ไข่ไก่ ไข่เป็ด และสินค้าประมง-กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งก้ามกราม ปลากะพง เป็นต้น โดยได้มอบหมายกรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จัดทำข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร ในปี 2564 ที่ประสงค์ให้กระทรวงกลาโหมรับซื้อและจัดจุดจำหน่ายและมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักจัดทำข้อมูลและแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม&amp;rdquo; ดร.ทองเปลว กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทองเปลว กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้เตรียมมาตรการในการบริหารจัดการตลาดสินค้าเกษตรทั้งในภาวะปกติและในช่วงภาวะวิกฤติของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19ไว้อย่างครบวงจรตั้งแต่ก่อนถึงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด อาทิ การจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ(ลิ้นจี่) การจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ การจัดทำโครงการพัฒนาEcosystemเพื่อจำหน่ายผลไม้ไทยครบวงจรบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การจัดหาช่องทางจำหน่ายและกระจายสินค้าด้านการเกษตรต่างๆ ให้กับเกษตรกร ได้แก่ ตลาด Modern trade เช่น Tesco Lotus, Big C และ Makro ตลาดกลางค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไท ตลาดเฉพาะกิจ เช่น จำหน่ายสินค้าในรูปแบบค้าส่งร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นต้น แต่ด้วยแนวโน้มของสถานการณ์ของโรคโควิด-19ยังคงวิกฤติอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯจำเป็นที่จะต้องเร่งหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อขยายช่องทางตลาดในการระบายสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดให้มากที่สุดเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวรัฐรินทร์ สว่างสาลีรัฐ ประธาน Young Smart Farmer จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การจับมือระหว่างกระทรวงเกษตรและกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ถือเป็นแนวคิดที่ดีที่ทหารช่วยซื้อผลผลิตของเกษตรกรและเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เกษตรกรได้มีตลาดจำหน่ายและลดปัญหาความเดือดร้อนจากการหาตลาดไม่ได้ คนซื้อน้อยลง ซึ่งตนมองว่ากระทรวงกลาโหมมีหน่วยงานในสังกัดกระจายอยู่ทุกจังหวัด จึงถือเป็นตลาดที่ใหญ่มีครอบครัวทหารทั่วประเทศหลายล้านคนซึ่งจะช่วยระบายสินค้าเกษตรได้เป็นจำนวนมาก และหวังว่าในอนาคตกระทรวงเกษตรฯจะหาแนวทางในการจับมือกับกระทรวงอื่นๆเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลทั่วประเทศหลายสิบล้านคน หรือแม้แต่โรงเรียนและสถานบันการศึกษา หากสามารถเข้าไปเจาะช่องทางตลาดหน่วยงานตรงเพิ่มเติมได้ ก็จะแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับจังหวัดสระแก้ว ปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรที่สำคัญหลายชนิด เช่น พืชผักอินทรีย์ มะม่วง กระท้อน และลำไย โดยเกษตรกรได้มีการรวมตัวเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ปลูกผักเกษตรอินทรีย์จังหวัดสระแก้ว และกลุ่มเครือข่ายYoung Smart Farmer กว่า400 ราย มีผลผลิตออกสู่ตลาดปีละหลายพันตัน เช่น ผักอินทรีย์ มีผลผลิตประมาณ 5 ตัน/เดือน มะม่วง ผลิตปีละ 3 ครั้ง มีผลผลิตประมาณ 400-500 ตัน/รอบการผลิต กระท้อน 200 ตัน/ปี เป็นต้น ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติมีตลาดจำหน่ายหลักๆ คือ ตลาดชุมชน ตลาดไท และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่วนมะม่วงก็ส่งเข้าโรงงานเพื่อแปรรูป แต่หลังจากเกิดวิกฤติโรงงานปิดและหยุดรับซื้อ ตลาดค้าส่งและห้างสรรพสินค้าก็สั่งซื้อน้อยลง ทำให้ผลผลิตล้นตลาดจำนวนมาก เลยหันมาเปลี่ยนช่องทางตลาดแบบขายปลีกแทนเพื่อประคองสถานการณ์ให้ผ่านวิกฤติในช่วงนี้ไปให้ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของกระทรวงเกษตรฯ ในการเดินหน้าสร้างมาตรการและสร้างเครือข่ายทางการตลาดใหม่ ๆ ในการหาทางออกให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดจากภาวะวิกฤติต่างๆ รวมทั้งภาวะวิกฤติโควิด-19 ได้บรรเทาความเดือดร้อน ทั้งนี้ นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ยังสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทั่วประเทศได้โดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108899</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการเกษตร, กระจายผลผลิตทางการเกษตร, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กองทัพบก, กองทัพอากาศ, กองทัพเรือ, กองบัญชาการกองทัพไทย, ดร.ทองเปลว กองจันทร์, ตลาดสินค้าเกษตรไทย, ทหาร, นางสาวรัฐรินทร์ สว่างสาลีรัฐ, ประธาน Young Smart Farmer, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู), วิกฤติผลผลิตเกษตรกรล้นตลาด, เกษตร, โครงการพัฒนาEcosystem</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e513ce1e00a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเงินกู้เยียวยาล็อตแรก 9.2หมื่นล้านฟื้นศก.-สังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.ไฟเขียวเงินกู้โควิดล็อตแรก 9.2 หมื่นล้าน ดัน 186 โครงการนำร่อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สังคม นายกฯ ชี้เน้นจ้างงาน-เกษตรก่อน วอนคนมีเงินช่วยท่องเที่ยวใช้จ่าย ขณะที่ &amp;quot;สมคิด&amp;quot; เผยญี่ปุ่นยังปักหลักลงทุนในไทย ห่วงเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทุกประเทศยังต้องเจอพายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงข่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.ได้อนุมัตินำเสนอหลักการโครงการในระยะที่ 1 ในเรื่องของการใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากผลกระทบของโควิด-19 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 ซึ่งระยะแรกจะเน้นหนักด้านการเกษตรก่อน เพื่อสร้างความเข้มแข็งภาคประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ในส่วนนักธุรกิจ เอสเอ็มอี เป็นอีกเรื่องที่จะทยอยมีมาตรการออกมาตามลำดับ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลต้องหามาตรการที่เหมาะสมด้วยความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนกลไกของรัฐ หรือกลไกต่างๆ กองทุนต่างๆ ให้เกิดความเหมาะสม ในการที่จะให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ ได้แบ่งโครงการเป็นหลายระยะ วันนี้ ครม.อนุมัติโครงการระยะแรกก่อน วงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ในการฟื้นฟู ส่วนระยะที่ 2 ก็ต้องเตรียมการต่อไปที่จะนำมาอนุมัติใน ครม.ต่อไป สิ่งสำคัญสุดคือต้องทำให้เกิดการจ้างงาน เนื่องจากบางธุรกิจไม่สามารถประกอบกิจการได้ สินค้าส่งออกไม่ได้ เพราะความต้องการจากต่างประเทศลดลง เป็นเรื่องของห่วงโซ่การตลาด และสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งวันนี้ได้มีการเร่งรัดการส่งออกผลไม้ ทั้งทางบก ทางเรือ และมีการพัฒนาเรื่องด่านให้สามารถดำเนินการเรื่องการขนส่งได้ โดยได้หารือกับประเทศเพื่อนบ้าน และทราบจากกระทรวงพาณิชย์ว่าเป็นไปได้ด้วยดี&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องปรับกลไกให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องเร่งรัดการใช้จ่ายภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น วันนี้ทราบว่าการท่องเที่ยวในประเทศหลังหยุดยาวที่ผ่านมา ได้มีการประเมินว่ามีการท่องเที่ยวมากขึ้น มีการเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ มากขึ้น แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ก็จะดีขึ้นตามลำดับ จากมาตรการผ่อนคลายป้องกันโควิด-19 ระยะที่ 4 และระยะที่ 5 ของรัฐบาล ซึ่งก็ต้องมีระยะต่อไป สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวก็ขอให้ช่วยกันใช้จ่ายบ้างสำหรับผู้ที่มีเงิน ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินขอให้เก็บหอมรอมริบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของเอสเอ็มอีและซอฟต์โลน รัฐบาลก็จำเป็นต้องหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงในเรื่องของแหล่งเงินทุน ซึ่งต้องมีการระมัดระวังการใช้จ่าย ปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ในอนาคตด้วย รัฐบาลต้องยอมรับว่าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทุกคนก็ทราบดีถ้ากู้ไปโดยไม่มีหลักทรัพย์ เราก็จำเป็นต้องดูแลเขา แต่จะดูแลได้เท่าไหร่ เพียงใด อย่างไร รัฐบาลก็ไม่เคยทอดทิ้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งนี้ ในเรื่องของงบฟื้นฟูระยะแรกไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ส่วนระยะที่ 2 มีอีก 3 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงนี้กำลังดำเนินการในส่วนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก่อน และทยอยดำเนินการในระยะต่อไป โดยจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง รวมถึงต้องระมัดระวังการตรวจสอบจากภาคประชาชน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องกวดขันเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้&amp;quot; นายกรัฐมนตรีระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งได้มีการพิจารณากลั่นกรองโครงการภายใต้แผนหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยการอนุมัติครั้งนี้เป็นรอบที่ 1 จำนวน 186 โครงการ กรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 92,400 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ไตรศุลีกล่าวต่อว่า โดยมีกระทรวงหลักๆ ที่ได้เงินไปทำโครงการคือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ ยังได้อนุมัติโครงการเพิ่มเติมจากเดิมที่อนุมัติโครงการไปแล้วก้อนแรก 22,400 ล้านบาท เพื่อไปทำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว คือ เราเที่ยวด้วยกัน และกำลังใจ โดยในการประชุมครั้งนี้ได้เห็นชอบโครงการเพิ่มเติมอีก 5 โครงการ วงเงิน 15,520 ล้านบาท คือ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มทฤษฎีใหม่ 9,805 ล้านบาท, โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล 4,787 ล้านบาท, โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน 169 ล้านบาท, โครงการพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว 15 ล้านบาท และโครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านสัตว์ป่า 751 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนายทาเคทานิ อัทสึชิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) เข้าพบว่า ญี่ปุ่นยังมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทยอยู่ ซึ่งสิ่งที่ทางเจโทรบอกคือ ตัวเลขในการจัดการโควิด-19 ที่ดีของประเทศไทย มาตรการเรื่องภาษี ที่ช่วยนักธุรกิจ เราทำได้เร็ว ทำให้ญี่ปุ่นพอใจ และกล่าวชมเชยมา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหลายประเทศต่างประสบปัญหาทั้งสิ้น ดังนั้น?ช่วงครึ่งปีหลังเกือบทุกประเทศคงจะเจอพายุพอสมควร หากเราช่วยกันน่าจะผ่านพ้นไปได้หลังจากปลายปีนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70891</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ครม., พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, สังคม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เกษตร, เงินกู้เยียวยาโควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f05d5ed9a551.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2020 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2020 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานสภาเกษตรฯห่วงเข้าร่วม CPTPP  เตือนเกษตรกรหากไม่ทำอะไรบางอย่าง อาชีพเกษตรล่มสลายแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 เม.ย.63 - นายประพัฒน์&amp;nbsp;ปัญญาชาติรักษ์&amp;nbsp;ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ&amp;nbsp;อัดคลิป&amp;nbsp;เตือนการเข้าร่วมCPTPP&amp;nbsp;หากเกษตรกรนิ่งเฉย&amp;nbsp;ไม่ทำอะไรบางอย่าง&amp;nbsp;เพื่อให้รัฐบาลรับรู้&amp;nbsp;ในที่สุดรัฐบาลก็จะเข้าใจว่า&amp;nbsp;ทุกคนเห็นด้วยกับรัฐบาล&amp;nbsp;และรีบไปเซ็นสัญญา&amp;nbsp;และท้ายที่สุดอาชีพเกษตรล่มสลายแน่นอนโดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการผูกขาดเมล็ดพันธุ์&amp;nbsp;จะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น&amp;nbsp;และอาจถูกฟ้องร้องละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจากบรรดาบริษัทข้ามชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประพัฒน์ยังกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp;เกษตรกรที่เลี้ยงสุกรจะได้รับผลกระทบด้วย&amp;nbsp;อาจถึงขั้นต้องเลิกเลี้ยง&amp;nbsp;คนที่เป็นหนี้อาจถูกธนาคารฟ้อง&amp;nbsp;และอาชีพต่อเนื่องของเกษตรกรที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ก็จะได้รับผลกระทบด้วย&amp;nbsp;นอกจากธนาคารต่างๆ&amp;nbsp;ก็ต้องเตรียมรับมือกับ&amp;nbsp;NPL&amp;nbsp;ที่พุ่งกระฉูด&amp;nbsp;หากผู้เลี้ยงสุกรต้องล่มสลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติยังได้เรียกร้องให้เกษตรกรอย่าได้นิ่งเฉย&amp;nbsp;และต้องส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลได้รับรู้ถึงเรื่องนี้&amp;nbsp;(ซึ่งจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;เมษายน&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;นี้&amp;nbsp;)&amp;nbsp;และต้องมีปฏิบัติการไปพร้อมกันด้วย&amp;nbsp;โดยบอกว่าถ้านิ่งเฉยอาชีพเกษตรกรล่มสลายแน่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64394</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์, เกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200427/image_big_5ea667e7e79f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
