<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2020 20:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2020 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรเฮ  เงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้สมาชิก กฟก. เร่งเข้า ครม. ต.ค. 63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;วันศุกร์ที่ 11 ก.ย.63 เวลา 11.30 น. ณ วัดช้าง จ.อ่างทอง&amp;nbsp; เลขานุการ รมว.กษ. (นายธนา ชีรวินิจ) มอบหมายให้นายสุธัญญ์ ฤทธิขาบ&amp;nbsp; ผอ.สกร. พร้อมด้วย ผู้แทน ธ.ก.ส. และ กฟก. เดินทางไปพบกับกลุ่มเกษตรกรของพระราชา&amp;nbsp; เพื่อแจ้งผลความคืบหน้าของการจัดการหนี้&amp;nbsp; กฟก. ว่าที่ประชุมมีมติจะนำเสนอ ครม.ภายในเดือน ต.ค. 63 นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายสไกร&amp;nbsp; พิมพ์บึง&amp;nbsp; รองเลขาธิการ&amp;nbsp; รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร&amp;nbsp; (กฟก.) เปิดเผยว่าจากการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรของพระราชา ณ วัดช้าง จ.อ่างทอง &amp;nbsp; นายสุธัญญ์ ฤทธิขาบ&amp;nbsp; ผอ.สกร. พร้อมด้วย ผู้แทน ธกส. และ กฟก. เดินทางไปพบกับกลุ่มเกษตรกรของพระราชา&amp;nbsp; เพื่อแจ้งผลความคืบหน้าของการจัดการหนี้&amp;nbsp; กฟก. ว่าตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย&amp;nbsp; ศรีอ่อน)&amp;nbsp; รองประธานกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีบัญชาให้ประชุมหารือร่วมกันระหว่าง ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 โดยมอบหมายให้นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; ทำหน้าที่ประธานการหารือ&amp;nbsp; เพื่อกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้และชดเชยส่วนสูญเสียให้กับสถาบันเจ้าหนี้&amp;nbsp; ตามโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิก กฟก.ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบเงื่อนไขการชำระหนี้และการชดเชยส่วนสูญเสีย&amp;nbsp; ดังนี้ เกษตรกรสมาชิกรับผิดชอบเงินต้นร้อยละ&amp;nbsp; 50 โดย กฟก.ชำระหนี้แทน หรือให้เกษตรกรทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับ ธ.ก.ส. ระยะเวลาการผ่อนชำระไม่เกิน 15 ปี&amp;nbsp; โดยภาครัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยส่วนสูญเสียให้ ธ.ก.ส. ประกอบด้วย เงินต้นเหลือร้อยละ 50 และดอกเบี้ยร้อยละ 50 ส่วนดอกเบี้ยที่เหลืออีกร้อยละ 50 ยกให้เกษตรกร โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิก กฟก. ที่ขึ้นทะเบียนหนี้ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 63 และเป็นหนี้ NPL ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 ซึ่ง กฟก.ได้ส่งรายงานผลการประชุมหารือเพื่อ ให้ ธ.ก.ส. ยืนยันเงื่อนไขการชำระหนี้และการชดเชยส่วนสูญเสีย สำหรับใช้ประกอบการนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;การแจ้งผลการหารือดังกล่าวสมาชิกกลุ่มเกษตรกรพระราชาจำนวน 230 คน มีความพอใจเป็นอย่างมาก&amp;nbsp; และตัวแทนกลุ่มได้ฝากขอบคุณ ท่าน รมว.กษ. โดยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงบ่ายวันนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77247</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกษตร., เลขาฯ  กฟก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200912/image_big_5f5cd183da43d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2020 14:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2020 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุชา&quot; เปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 63 สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ ชื่นชมการดำเนินงาน เป็นกลไกภาคการเกษตร ตอบสนองนโยบายราชการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเกษตรกร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
วันนี้ (22 สิงหาคม 2563) ‪เวลา 09.30 น.‬ ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด&amp;nbsp;สาขาสำนักงานใหญ่ อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;
เปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ โดยมี นายนที มนตริวัต รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท สหกรณ์จังหวัดชัยนาท &amp;nbsp;หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ชัยนาท นายอำเภอมโนรมย์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. สาขามโนรมย์ ประธานกรรมการ &amp;nbsp;และผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรภายในจังหวัดชัยนาท คณะกรรมการดำเนินการ ผู้ตรวจสอบกิจการ ที่ปรึกษา ผู้แทนสมาชิก เจ้าหน้าที่สหกรณ์เข้าร่วม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สำหรับสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจในการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่มาครบ 46 ปี ตลอดระยะเวลาได้ ดำเนินกิจการด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจ รวมพลังพร้อมเพื่อพัฒนาองค์กรให้เป็นสหกรณ์ที่มีความมั่นคง สร้างมาตรฐานการให้บริการที่ดี จัดสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มสมาชิก ร่วมมือกันพัฒนาชุมชนและสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ สร้างความสุขให้เกิดกับชาวมโนรมย์และสมาชิกในพื้นที่ใกล้เคียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
โอกาสนี้ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในการเป็นกลไกภาคการเกษตรที่ตอบสนองนโยบายของราชการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเกษตรกรในพื้นที่อำเภอมโนรมย์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรวบรวมข้าวเปลือก โครงการนาแปลงใหญ่ ซึ่งได้ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ของสมาชิกในช่วงการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 โดยแจกข้าวสารให้สมาชิก จำนวน 8,542 คน มูลค่า 1,494,850 บาท ซึ่งสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในการเข้าร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือสมาชิก เพื่อให้สมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีการพัฒนารูปแบบธุรกรรมทางการเงิน และรูปแบบการบริการอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกทุกท่านได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงจุดยืนอันแน่วแน่ในการเป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกอย่างแท้จริง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวหวังให้การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์ฯ ในวันนี้ จะทำใหสมาชิกทุกคนเกิดความเข้าใจในผลการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมทั้งแผนงานของสหกรณ์ฯ ที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้แทนสมาชิกในวันนี้จะเป็นประโยชน์ และแนวทางในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ฯ ต่อไป พร้อมกล่าวอวยพรให้การประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 46 ของสหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และขอส่งความปรารถนาดีไปยังสมาชิกทุกคนประสบแต่ความสุข รวมทั้งขอให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความก้าวหน้า บริหารงานด้วยความโปร่งใส ใส่ใจในการบริการเพื่อความกินดีอยู่ดีของสมาชิก บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาสหกรณ์ฯ ให้เป็นสหกรณ์ชั้นแนวหน้าต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75225</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุชา นาคาศัย, เกษตร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200822/image_big_5f40c9dd54b06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 10:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 06:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“หนองบัวลำภู “จังหวัดต้นแบบเกษตรปลอดภัย เชื่อมเครือข่ายอีสานตอนบนสร้างสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เพื่อให้หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดต้นแบบเกษตรปลอดภัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเวทีโชว์ แชร์ เชื่อม : ตอน &amp;ldquo;สุข 3D ที่หนองบัวลำภู&amp;rdquo;ที่ศูนย์ปราชญ์พ่อบัวพันธ์ ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนงานเกษตรปลอดภัย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะของเกษตรกรและผู้บริโภค โดย นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 และคณะที่ 8 สสส. เป็นประธานพิธีเปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ กล่าวว่า สสส. จัดเวทีโชว์แชร์เชื่อมครั้งนี้ขึ้นเพื่อเชิญภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพและภาคีเครือข่ายเกษตรกรรมจาก 4 จังหวัดภาคอีสานตอนบนมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิด ทุกขภาวะ ได้แก่ ภาคีจากจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี และขอนแก่น ทั้งในประเด็นการลดปัจจัยเสี่ยงจากบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขาดกิจกรรมทางกาย การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การจัดการขยะ การจัดการอุบัติเหตุในพื้นที่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชากรกลุ่มเฉพาะ ฯลฯ ที่ผ่านมา สสส. จัเกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องหมุนเวียนไปทั่วประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตที่ 8 ภาคอีสาน ที่มาร่วมรับฟังแนวทางวิธีการทำงานของแต่ละพื้นที่ เพื่อจะนำไปพัฒนากำหนดเป็นนโยบายสาธารณสุขที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้าน ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า ที่มาของการจัดเวทีเชื่อมความสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายที่จังหวัดหนองบัวลำภูนั้น เป็นเพราะที่นี่มีการขับเคลื่อนงานเกษตรปลอดภัยที่มีความโดดเด่น สสส. จึงเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ภาคีต่างพื้นที่จะได้มาศึกษาดูงาน เพื่อจุดประกายความคิดในการกลับไปเปลี่ยนแปลงพื้นที่ตนเอง เนื่องจากอาชีพหลักของประชากรในภาคอีสาน คือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกข้าว ทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปน้ำตาลขนาดใหญ่ของประเทศตั้งอยู่ที่นี่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo; พบว่าการเกษตรกรรมในจังหวัดหนองบัวลำภูก่อนปี 2560 เป็นแบบพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหลายชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต อะมิทรีน และอาทราซีน เกษตรกรใช้สารเคมีเกษตรเฉลี่ย 1.33 ลิตรต่อไร่ แต่หลังจากจังหวัดหนองบัวลำภูได้เริ่มแก้ไขปัญหา ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี โดยมีพื้นที่ต้นแบบคือ ตำบลบุญทัน อ.สุวรรณคูหา และได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจคือ การใช้สารเคมีเกษตรลดลงจาก 1.42 ลิตร/ไร่ เหลือ 0.56 ลิตร/ไร่ และถูกกำหนดให้โมเดลนี้ขยายไปทุกอำเภอ &amp;ldquo; ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่งในปราชญ์ชาวบ้านร่วมผลักดันเกษตรปลอดภัย นายบัวพันธ์ บุญอาจ ปราชญ์ชาวบ้าน จ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ตนเริ่มทำเกษตรอินทรีย์มาเป็นเวลากว่า 10 ปี เพราะเล็งเห็นว่าการเกษตรที่พึ่งพาแต่สารเคมี ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคมีสุขภาพย่ำแย่ และมีหนี้สิน โดยน้อมนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทในพื้นที่ เริ่มจากการปลูกพืชแนวกันชน ป้องกันสารเคมีที่อาจพัดปลิวมาจากสวนอื่น พร้อมปลูกพืชผักตามฤดูกาล เพราะไม่ต้องดูแลมาก และไม่ต้องใช้สารเคมีเหมือนพืชนอกฤดู &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; ผมปลูกพืชผักไร้สารพิษ ขณะเดียวกันได้แบ่งพื้นที่บางส่วนสร้างโรงเรือนปลูกผัก ปัจจุบันส่งขายตามซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำในตัวเมืองและจังหวัดใกล้เคียง โดยได้รับมาตรฐานระดับ Organic Thailand เครื่องหมายรับรองในระดับสูงสุดของประเทศไทย และยังเปิดพื้นที่ให้คนมาศึกษาดูงาน สอดรับนโยบายจังหวัด &amp;ldquo;เกษตรอินทรีย์วิถีหนองบัวลำภู จากท้องนา สู่พาข้าว&amp;rdquo; โดยเกษตรกรตั้งใจมอบอาหารปลอดภัยถึงมือผู้บริโภค&amp;rdquo; นายบัวพันธ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย จ.หนองบัวลำภู เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 จากข้อมูลสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู พบเกษตรกรป่วยเป็นโรคเนื้อเน่าเป็นจำนวนมาก จึงทำการสำรวจสภาพปัญหาและปริมาณสารเคมี โดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พบระดับการตกค้างของพาราควอตในน้ำผิวดิน น้ำบาดาล ดิน ตะกอนดิน ในระดับสูงถึงสูงมาก เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชความเข้มข้นสูงกว่ากำหนด ผสมเข้มข้นกว่าปกติ 4 เท่า และช่วงเวลาที่มีการใช้สารเคมี พบว่า เกษตรกรป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าในอัตราสูง เป็นไปได้ว่ามีความสัมพันธ์กัน ต่อมาทางจังหวัดหนองบัวลำภูค้นหารูปแบบการดำเนินงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต้นแบบ พร้อมกับแผนปฏิบัติการจัดการปัญหาสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในสิ่งแวดล้อมที่ จ.หนองบัวลำภู &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะที่ อบจ.หนองบัวลำภู ได้จัดเวทีอบรมให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับอันตรายจากสารเคมีทางการเกษตร อ.นากลางจุดประกายให้ประชาชนในจังหวัดหันมาตระหนักเรื่องนี้ กระทั่งเกิดการสำรวจสภาพปัญหาอันเกิดจากการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ และเริ่มทำโครงการลด ละ เลิกสารเคมี ซึ่ง สสส. ทำหน้าที่เสมือนเป็นน้ำมันหล่อลื่นด้วยการต่อยอดงานวิจัยท้องถิ่น และงานวิจัยของจังหวัด เชิญชวนคนหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ขยายช่องทางและโอกาสให้ชาวบ้านมีพื้นที่จำหน่ายสินค้ามากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57780</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), หนองบัวลำภู, เกษตร., เครือข่ายอีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f4bccf1b32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2019 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2019 10:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรภาคตะวันออก เร่งขับเคลื่อนการการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังใน 5 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากสถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังภาคตะวันออก พบมีการระบาดในพื้นที่ 5 จังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พบการระบาดของโรคใน 12 อำเภอ พื้นที่ระบาดกว่า 33,515.75 ไร่ จากพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 6 จังหวัด&amp;nbsp; ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp; ปราจีนบุรี&amp;nbsp; ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง (ยกเว้น จันทบุรี ) ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังกว่า 910,554 ไร่ (พื้นที่ปลูก : ข้อมูลเอกภาพ ณ วันที่ 26 กันยายน 2562) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การดำเนินความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรในการสำรวจติดตาม พบว่าสถานการณ์ของโรคใบด่างมันสำปะหลังมีการระบาดเพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับประเทศและในภาคตะวันออก เนื่องจาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการใช้และการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ทั้งที่เป็นโรคมาปลูก และการกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะของโรคยังไม่ทั่วถึง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักง่านส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าวว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนวทางการป้องกัน ควบคุมการระบาดและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง จึงมอบหมายให้&amp;nbsp; มีการประชุมคณะทำงานความร่วมมือการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชภาคตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทุก 2 เดือน และกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลังภาคตะวันออกให้เข้าใจตรงกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภาคตะวันออกได้มีการตั้งคณะทำงานความร่วมมือป้องกันและกำจัดศัตรูพืชภาคตะวันออกขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 31&amp;nbsp; กรกฎาคม 2562 ขึ้น ซึ่งเป็นคณะทำงานความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นการขับเคลื่อน กำหนดแนวทางมาตรการในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชภาคตะวันออกให้นำสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม การประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1/2562 แล้วเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 มีการดำเนินการจำนวน&amp;nbsp; 2 เรื่อง ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1) การตั้งกลุ่มไลน์เฉพาะและการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้ดำเนินการตั้งกลุ่มไลน์ชื่อ &amp;ldquo;คณะทำงานอารักพืชภาคตะวันออก การตั้งกลุ่มไลน์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางในการดำเนินงานในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาคตะวันออกโดยให้รายงานรายงานสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชภาคตะวันออก และนำเข้าข้อมูลแนวทาง และวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานต่อไป พร้อมทั้งเป็นช่องทางการสื่อสาร การดำเนินงานฯ เป็นข้อมูลเอกภาพของทั้ง 2 หน่วยงาน มีข้อมูลแนวทางและวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เพื่อนำไปใช้ในการควบคุมและกำจัดศัตรูพืช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2) การปลูกพืชทดแทนมันสำปะหลัง และการจัดทำแปลงพันธุ์มันสะอาดปลอดโรค สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้กำหนดจัดประชุมคณะทำงานความร่วมมือ การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2562 &amp;ldquo;เรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในวันที่ 15 ตุลาคม 2562 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; อำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดฉะเชิงเทรา&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ ได้เรียนเชิญรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่ควบคุมกำกับการปฏิบัติงานของเขตภาคตะวันออกเข้าร่วมประชุมฯ เพื่อให้นโยบายและกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่การปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการควบคุมโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยการบูรณาการของทั้ง 2 หน่วยงาน มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร เกษตรจังหวัด และคณะทำงานประกอบด้วย ผอ. สวพ.6 จันทบุรี /ผอ.สวพ/ผอ.ศวพ. ภายใต้ สวพ.6 จบ. หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรีและระยอง และผอ.ศสพ. รย.และผอ.ศวพ. ฉช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พร้อมการนี้ จากการประชุมเมื่อ วันที่ 15 ตุลาคม 2562 เรื่อง โรคใบด่างมันสำปะหลัง การขับเคลื่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดำเนินงานโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ตามมติ ครม. โดยนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานการประชุมและมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักง่านส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ประธานคณะทำงานความร่วมมือป้องกันและกำจัดศัตรูพืชภาคตะวันออกพร้อมด้วย นางสาววรนุช สีแดง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ได้นำเสนอ ประเด็น พืชทางเลือกในการปลูกทดแทนมันสำปะหลัง และการจัดทำแปลงพันธุ์มันสะอาดปลอดโรค เพื่อพิจารณาขับเคลื่อนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48312</URL_LINK>
                <HASHTAG>เกษตร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191018/image_big_5da9332404a87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/10/2018 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/10/2018 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart &amp; Strong Together” ยึดหลัก ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในหลากหลายมิติ หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกอย่าง รวดเร็ว ทั้งภาคเศรษฐกิจ หรือภาคสังคม แม้แต่ภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงภายใต้ในยุค 4.0 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของ นักส่งเสริมการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะต้องเข้าไปเผชิญและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายสำราญ&amp;nbsp; สาราบรรณ์&amp;nbsp; รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ ว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกด้าน พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะเดินเคียงคู่พี่น้องเกษตรกรไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ยึดหลัก &amp;ldquo;Smart &amp;amp; Strong Together&amp;rdquo; ทั้งการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริทุกโครงการของทุกพระองค์ ที่จะต้องร่วมขับเคลื่อน ขยายผล และส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ ที่พระองค์ท่านพระราชทาน มาปรับใช้และให้เกษตรกรเข้าถึงและเข้าใจในหลักการไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องทำงานเป็นทีมมากขึ้น มุ่งประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่&amp;nbsp; มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต ซึ่งเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้เกิดการทำงานแบบควบคู่กัน ให้เข้มแข็งและเชื่อมโยงการทำงานกันทั้งระบบ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจและเรียนรู้ในมิติเชิงสังคมมากขึ้น พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายให้เข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนได้อย่างแท้จริง พัฒนาระบบการทำงานของแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งและยั่งยืน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาคการผลิต และภาคการตลาด โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ประกอบการเกษตรได้ ต้องเข้าใจว่า ควรจะขายอะไร ขายให้ใคร ผลิตที่ไหน ผลิตอย่างไร และต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการทำให้เกษตรกรไปถึงตรงนี้ได้ นักส่งเสริมการเกษตรเอง จะต้องเป็น Smart Officer ก่อน คือ เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ต้องพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้มีแนวคิดเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพ นอกจากนี้การสร้างทายาทเกษตรกรและการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาคการเกษตร และนี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทายาทเกษตรกรเหล่านี้ จะพัฒนาไปสู่การเป็น Young Smart Farmer ได้อย่างไร &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และนี่คือ ความ Smart ที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีและปฏิบัติให้เกิดผลจริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ การทำงานกับเครือข่ายภาคเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชน ให้เกษตรกรเข้มแข็งและยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ในมิตินี้ให้มากขึ้น Strong Together จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเผชิญ การทำงานแบบบูรณาการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงาน&amp;nbsp; ในพื้นที่ และ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร และสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร &amp;nbsp;โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารทรัพยากรบุคคลล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งเป้าหมายของนักส่งเสริมการเกษตรคือจะต้องเป็นนักพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ ยึดหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมดำเนินการในภารกิจที่มีความเกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของแต่ละหน่วยงาน จะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซ้อน เกิดการระดมทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อน รวมทั้งต้องสร้างเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในมิติของสังคมด้วย และทั้งหมดก็จะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและประเทศไทยก้าวไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;quot;OUR HOME OUR COUNTRY TOGETHER STRONGER&amp;quot; &amp;quot;เราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะที่นี่คือ บ้านของเรา ประเทศไทยของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20936</URL_LINK>
                <HASHTAG>51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร, Smart Officer, Young Smart Farmer, กรมส่งเสริมการเกษตร, นายสำราญ  สาราบรรณ์, เกษตร., โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181029/image_big_5bd6bbca22a13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
