<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสก.3 จ.ระยอง ขยายผลสร้างเครือข่ายศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสก.3 จ.ระยองเดินหน้าขยายผล เฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการแมลงศัตรูพืชอย่างเป็นระบบ เปิดแนวทางการบริหารจัดการแบบเข้าถึงจากนักส่งเสริมสู่เกษตรกร จัดตั้ง ศจช. 236 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิด ชุมชนจะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ต้องปฎิบัติโดยเกษตรกรเพื่อเกษตรกร &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 ) เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จากสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในปัจจุบันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งชนิด และปริมาณ และมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ยากต่อการป้องกันและกำจัด ซึ่งการระบาดของศัตรูพืชเหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร เป็นจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกษตรกรต้องสูญเสียโอกาสที่จะมีรายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เพื่อลดความเสี่ยงของการระบาดศัตรูพืชแก่เกษตรกร ทั้งเป็นจุดเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืช ให้มีการจัดตั้ง ศจช. ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการป้องกันกำจัดศัตรูพืช และถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีด้านการจัดการศัตรูพืชอย่างถูกต้องเหมาะสม ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ชุมชนจะเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ต้องปฏิบัติโดยเกษตรกรเพื่อเกษตรกร&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ สสก.3 จ.ระยอง นั้นได้มีการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ขึ้นซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อจัดการศัตรูพืชในพื้นที่ของตนเองและชุมชน โดยสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนจะได้รับการถ่ายทอดความรู้จากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และนำความรู้ไปดำเนินการจัดการศัตรูพืชด้วยตนเอง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะใช้ ศจช. เป็นกลไกและเครือข่ายของการจัดการศัตรูพืช ในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรจากการระบาดของศัตรูพืชและเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเกษตรกร ชุมชน และท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง อย่างครบวงจรและยั่งยืน&amp;rdquo; นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก. 3 ) เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีการควบคุมศัตรูพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งในอาชีพเกษตรกรรม และรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางการเกษตร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เป็นหน่วยปฏิบัติการขับเคลื่อน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ในการเชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินงานด้านการจัดการศัตรูพืช เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในระดับภูมิภาค เชื่อมโยงเครือข่ายในการดำเนินงาน 9 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ สระแก้ว และจังหวัดตราด ซึ่งมีการจัดตั้ง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ทั้งหมดกว่า 236 ศูนย์ โดยล่าสุดทางกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สสก.3 จ.ระยอง &amp;nbsp;ได้ดำเนินการสัมมนาเครือข่ายคณะกรรมการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ระดับเขต ปี 2564 ขึ้นในระหว่างวันที่ 26 &amp;ndash; 27 สิงหาคม 2564&amp;nbsp; ที่ผ่านมา โดยผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) เพื่อสรุปผล พร้อมทบทวนการดำเนินงานการพัฒนา และขับเคลื่อนศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และแลกเปลี่ยนความรู้ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายการดำเนินงานด้านการจัดการศัตรูพืช และเครือข่ายการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชในระดับภูมิภาค และให้สมาชิก ศจช. ตลอดถึงเจ้าหน้าที่ ได้มีการสื่อสารระหว่างกันแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอารักขาพืช ทำให้เกิดเครือข่าย ศจช. ที่มีการเชื่อมโยงการติดต่อสื่อสารในระดับภูมิภาคที่ชัดเจน ทั้งนี้เพื่อการเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เป็นการติดอาวุธ เสริมความรู้เรื่องการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrate Pest Management : IPM) และโรคแมลงศัตรูพืชสำคัญและการป้องกันกำจัด โดย อาจารย์สุเทพ สหายา ผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน สารป้องกัน กำจัดแมลงและไรศัตรูพืช ซึ่งผลการสัมมนาเครือข่าย ศจช. ระดับเขต ปี 2564 ครั้งนี้ ได้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา ฯ ได้รับความรู้และร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึงวิธีการป้องกัน เทคนิควิธีการกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน รวมถึงการวินิจฉัยโรคพืช&amp;rdquo; นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้พืชที่วิทยากรนำมาประกอบการบรรยายในการสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย&amp;nbsp; ไม้ผล ไม้ยืนต้น ข้าวและพืชผัก เช่นทุเรียน มะม่วง มะพร้าว ข้าว พืชผัก มันสำปะหลัง และลำไย ฯลฯ ซึ่งเป็นพืชที่มีการปลูกกันมากในพื้นที่ภาคตะวันออก และมีจำนวนหนึ่งที่เป็นแปลงพยากรณ์แมลงศัตรูพืชของ ศจช. นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงาน และแนวทางการพัฒนา ศจช. เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในระดับเขตขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงาน ตลอดถึงการกำหนดแผนการพัฒนา ศจช. พื้นที่ภาคตะวันออกร่วมกันต่อไปอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116285</URL_LINK>
                <HASHTAG>Integrate Pest Management : IPM, กรมส่งเสริมการเกษตร, การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน, จัดการแมลงศัตรูพืช, นักส่งเสริม, นายปิยะ สมัครพงศ์, ระยอง, ศจช. 236 ศูนย์, ศัตรูพืช, ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.), สสก.3, สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3, อาจารย์สุเทพ สหายา, เกษตรกร, เดินหน้าขยายผล, เฝ้าระวัง ป้องกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613b2090c64c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>B-Garlic กระทียมดำอันดับหนึ่ง คว้ารางวัล PM Export Award 2021 สร้างนวัตกรรมยกระดับการเกษตรไทยสู่ตลาดโลก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดา อธิดากัมพู กรรมการผู้จัดการบริษัทนพดาโปรดักส์ จำกัด/กลุ่มบริษัทนพดา (นพดากรุ๊ป) ชายหนุ่มลูกเกษตรกร ที่พลิกฟื้นดินให้กลายเป็นทองคำเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยสองมือ และหนึ่งสมองของตนเอง สร้างตำนานกระเทียมดำอันดับหนึ่งของเมืองไทย คว้ารางวัลใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ PM Export Award 2021 สาขา Best Exporter ให้กับ B-Garlic และ Beat Thai Brands ให้กับ Homtiem&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดากล่าวถึงจุดเริ่มต้นว่า Nopphada Group ประกอบด้วย Nopphada Product, Nopphada Trading, Nopphada Seasoning และ NCR Product แต่กว่าจะเป็นนพดากรุ๊ปแบบทุกวันนี้ ได้เริ่มต้นจากการสานต่อกิจการครอบครัวในธุรกิจค้ากระเทียมสด ในจังหวัดลำพูน ส่งเข้าตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ และโรงงานแปรรูปอาหาร เป็นกิจการที่ส่งไม้ต่อจากรุ่นคุณปู่ รุ่นคุณพ่อ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างยาวนานร่วม 40 ปี มาจนถึงปัจจุบันนับเป็นรุ่นที่ 3 และได้ก่อตั้งเป็นบริษัท นพดาโปรดักส์ จำกัด ภายใต้การบริหารของตัวเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากได้เห็นถึงปัญหาการแข่งขันทางด้านราคาจากการเปิดการค้าเสรี ทำให้กระเทียมจากต่างประเทศไหลทะลักเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้ราคากระเทียมไทยได้รับผลกระทบ เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ตนจึงต้องเร่งหาทางแก้ไข ได้คิดหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับกระเทียมไทย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและหาทางออกให้กับธุรกิจที่ทำอยู่ จึงได้ค้นพบ &amp;ldquo;กระเทียมดำ&amp;rdquo; จากการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น พบว่ากระเทียมดำเป็นอาหารนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยดูแลสุขภาพ จากการคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเอเชีย และมีการบริโภคกันอย่างแพร่หลาย ในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเริ่มศึกษาค้าคว้าวิธีการผลิตร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ จนได้วิธีการผลิตที่เหมาะสมกับกระเทียมไทย โดยบริษัทเรามีกรรมวิธีการผลิตและเทคโนโลยีเฉพาะของกระเทียมดำ B-Garlic เท่านั้นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิความร้อนและความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม&amp;quot;นายนพดา กล่าวและว่า ทำให้กระเทียมดำที่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะของบริษัทนพดาโปรดักส์ เท่านั้น จนทำให้ปัจจุบันบริษัทฯ้ป็นโรงงานผลิตกระเทียมดำในประเทศไทย โรงงานแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต GMP, HACCP, HALAL และ อย. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัท มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อยอดให้กับสินค้าใหม่ๆจนปัจจุบันออกแบรนด์น้องใหม่อย่าง &amp;ldquo;HOMTIEM&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;N&amp;rsquo;JOY&amp;rdquo; ซึ่งมีสินค้าที่วางจำหน่ายแล้ว ประกอบไปด้วย กระเทียมดำแบบมีเปลือกขนาด 500 กรัม, ขนาด 250 กรัม, 100 กรัม, 20 กรัม และกระเทียมดำแบบพร้อมทานขนาด 60 กรัม โดยตัวกระเทียมดำ B-Garlic มีรสชาติหวานทานง่าย ไม่เผ็ด ไม่ฉุน ในตัวกระเทียมดำยังมีสารสำคัญ เช่น สาร SAC, Arginine, Polyphenols, Proline, Leucine, และ GABA ทำให้กระเทียมดำ 1 หัว มีสารอาหารสูงกว่ากระเทียมสดถึง 13 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น B-Garlic กระเทียมดำ มีส่วนช่วยเรื่องระบบการไหลเวียนโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน และความดัน จะค่อยๆปรับสมดุลให้ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายสมรรถภาพ บำรุงสมองและตับ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลดอาการภูมิแพ้ รวมถึงช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั่งนี้ปี 2564 จึงได้ร่วมมือกับช่องทาง Home Shopping ต่างๆ เช่น True Shopping, RS Mall, O Shopping และ Happy Shopping รวมทั้งช่องทาง Ecommerce เพื่อฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 จากความร่วมมือนี้คาดหวังว่ายอดขายกระเทียมดำ B-Garlic ในปี 2564 ถึง 200 ล้านบาทหรือเติบโต 150% จากปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกับประธานสมาพันธ์ช่างผมไทย IHNF ดร.ณรงค์ ศรีเกรียงทอง เพื่อช่วยหลือร้านเสริมสวยที่อยู่ภายใต้แบรนด์ DCASH ในพื้นที่กรุงเทพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด19 นำสินค้าที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในช่วงสถานการณ์นี้ คือ &amp;ldquo;กระชายขาวสกัดแคปซูล&amp;rdquo; ให้กับทางร้านเสริมสวยได้จำหน่ายผ่านช่องทางของร้านเสริมสวยเอง เพื่อเป็นอีกหนึ่งของความช่วยเหลือให้พนักงานมีช่องทางเพิ่มรายได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีแคมเปญ &amp;ldquo;B-Garlic กระชายขาวสกัด ดี พลัส ช่วยโควิด&amp;rdquo; ทุกๆการสั่งซื้อ &amp;ldquo;กระชายขาวสกัด ดี พลัส&amp;rdquo; หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วทาง B-Garlic จะนำเงินสมทบทุนให้หน่วยงานที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ช่วยเหลือชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบบริษัทที่ได้รับผลกระทบ อาทิ บ้านหมูเปิ้ง ม.9 และบ้านป่าตอง ม.13 ต.เหมืองจี้ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นมูลค่า 429,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน B-Garlic จัดแคมเปญ &amp;ldquo;แทนคำขอบคุณจากใจ B-Garlic แจกทอง&amp;quot; ทุกๆ การสั่งซื้อจะได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้นทองคำหนัก 1 บาท มูลค่า 30,000 บาท และรางวัลอื่นๆ อีกมาก เพียงกรอก ข้อมูลผ่านลิงค์ https://forms.gle/5Siv1yANpzGgLwUp6&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115783</URL_LINK>
                <HASHTAG>B-Garlic, Beat Thai Brands, GMP, Homtiem, Nopphada Group, PM Export Award 2021, STeP, กระทรวงพาณิชย์, กระเทียมดำ, กระเทียมไทย, การรับรองมาตรฐานการผลิต, คณะเกษตรศาสตร์, นพดากรุ๊ป, นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยดูแลสุขภาพ, นายนพดา อธิดากัมพู, บริษัทนพดาโปรดักส์ จำกัด, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135baa933652.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2021 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลไฟเขียว งบฯกองทุนช่วยเหลือเกษตรกร กว่า  2,500 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ครั้งที่ 1/2564 (ครั้งที่ 250) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมผ่านระบบ Zoom &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เข้าร่วมด้วย โดยนายจุรินทร์ได้ให้นโยบายการดูแลเกษตรกรภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ที่ต้องเป็นไปอย่างครอบคลุม เข้าถึงปัญหาอย่างรวดเร็ว และดูแลอย่างเป็นธรรม โดยในปีงบประมาณ 2564 &amp;nbsp;นับตั้งแต่ 1 ต.ค. 2563 - 15 ก.ค. 2564 กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้จัดสรรงบประมาณ ไปแล้ว 2.1 พันล้านบาท ในการดูแลเกษตรกรในกลุ่มสินค้าผลไม้ ไข่ไก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน พืชหัว พริก ข้าวเหนียว ปศุสัตว์/ประมง เป็นการช่วยเหลือผ่านการเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าออกนอกแหล่งผลิต ผลักดันการส่งออก และชดเชยดอกเบี้ยเพื่อการชะลอการจำหน่ายโดยการเก็บสต๊อก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับปีงบประมาณ 2565 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณกองทุนฯ &amp;nbsp;จำนวน 2,562 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือสินค้าเกษตร 10 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ผลไม้ พืชหัว พืชผัก ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปศุสัตว์ ประมง กล้วยไม้ ผ่านมาตรการ 1) เพิ่มช่องทาง/ระบายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต 2) เสริมสภาพคล่องด้านเงินทุน ชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อใช้ในการรับซื้อผลผลิตจากการเกษตรกรเพื่อจำหน่ายหรือเก็บสต๊อกไว้รอจำหน่าย 3) สร้างการรับรู้เพื่อเพิ่มการบริโภค/กระตุ้นการบริโภค 4) ผลักดันและบริหารจัดการส่งออก เพื่อลดอุปทานส่วนเกินในประเทศ 5) ส่งเสริมด้านปัจจัยการผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพปรับคุณภาพและด้านทุนการผลิต &amp;nbsp;นอกจากนี้มีการกำหนดราคาเป้าหมายสินค้าเกษตรปี 2565 เพื่อกองทุนฯจะได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการช่วยเหลือเกษตรกร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114042</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัชดา ธนาดิเรก, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb1279cfac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดเกษตรฯหนุนกรมการข้าวเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว แก้ปัญหาขาดแคลนในตลาด  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019(COVID-19)ที่ยังคงระบาดต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีความเป็นห่วงผลกระทบที่จะส่งผลต่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นอย่างมาก  จึงพยายามแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก การแก้ปัญหา&amp;ldquo;ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว&amp;rdquo; นับเป็นอีกหนึ่งปมสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯได้เร่งรัดให้กรมการข้าวเร่งวางแผนทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้เพียงพอตามเป้าหมาย เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพตรงตามพันธุ์และตรงกับความต้องการของตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการผลิตข้าว เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีช่วยให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ผลิตผลมีคุณภาพดีและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ นำมาสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงชาวนาไทยที่กำลังประสบกับปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่เพียงพอ พร้อมกำชับให้กระทรวงเกษตรฯเร่งหาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิตให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ70 ล้านไร่ มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพาะปลูกปีละประมาณ1,364,800 ตัน แต่ปัจจุบันกรมการข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และภาคเอกชนผลิตเมล็ดพันธุ์ดีรวมกันได้เพียงประมาณ 537,000 ตัน หรือประมาณ 40% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ดีที่ต้องการใช้ในการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวของประเทศไทย  แบ่งการผลิตออกเป็น กรมการข้าว 95,000 ตัน สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 112,000 ตัน และภาคเอกชน 300,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาการผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ล่าสุดกรมการข้าวได้รับงบประมาณเพื่อใช้ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตตลอดจนปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ส่วนหนึ่ง จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 85,000&amp;ndash;95,000 ตัน/ปี เพิ่มเป็น 120,000 ตัน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้กับพี่น้องชาวนาได้มากยิ่งขึ้น กรมการข้าวได้เตรียมที่จะดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อรองรับเป้าหมายการผลิต จากเดิมผลิตได้ประมาณ 120,000 ตัน/ปี เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 32,000 ตัน/ปี รวมเป็น 152,000 ตัน/ปี ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กรมการข้าว จำนวน 4,400 รายแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นการจ้างแรงงานภาคการเกษตรในชุมชนและสนับสนุนและส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเข้าไปในระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวของประเทศอีกด้วย &amp;rdquo; นายทองเปลว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองเปลว กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว ขณะนี้กรมการข้าวมีแผนที่จะดำเนินการเพิ่มศักยภาพโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โดยการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานและประสิทธิภาพการทำงานต่ำไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ปัจจุบัน และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยการก่อสร้างอาคารโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ปรับอากาศพร้อมครุภัณฑ์ จำนวน 15 แห่ง สำหรับใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเกิดโรคและศัตรูข้าวระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผันผวนของความต้องการพันธุ์ข้าว ราคาข้าวเปลือก เศรษฐกิจครัวเรือนและสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นอกจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของตลาดแล้ว มาตรฐานและคุณภาพก็นับเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งได้กำชับกรมการข้าวเร่งออกระเบียบบังคับเรื่องเมล็ดพันธุ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยผู้ที่ทำเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่ายนั้นจะต้องแสดงหลักฐานว่าได้รับเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายจากกรมการข้าว เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อเกิดความเสียหายจากเมล็ดพันธุ์ในบรรจุภัณฑ์ จะได้มีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนและสามารถควบคุมราคากลาง ให้เป็นมาตรฐานทั่วประเทศในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับจำหน่าย จำเป็นต้องควบคุมการปฏิบัติตั้งแต่ในแปลงนา สถานที่รวบรวม การปรับปรุงคุณภาพและการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวจนถึงการบรรจุเพื่อลดความเสี่ยงของการปนของข้าวพันธุ์อื่น การทำลายของศัตรูพืช และการเสื่อมเสียที่ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน&amp;rdquo; นายทองเปลว กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112839</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กรมการข้าว, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, การแก้ปัญหา, ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว, ชาวนา, นายทองเปลว กองจันทร์, ปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่เพียงพอ, ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว, ระเบียบบังคับเรื่องเมล็ดพันธุ์, ศูนย์ข้าวชุมชน, สถานการณ์การแพร่ระบาด, สหกรณ์การเกษตร, เกษตรกร, เกษตรไทย, เพิ่มศักยภาพการผลิต, เมล็ดพันธุ์ข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112307b805d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตามสัญญา&#039;รวมสาระความสนุกคนบันเทิงกับการเป็นเกษตรกร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเวลากักตัวอยู่บ้านท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบนี้ รายการ ตามสัญญา ขอรวบรวมเทปพิเศษเฉพาะกิจมาให้แฟน ๆ ได้ติดตาม ว่าเหล่าคนดังวงการบันเทิงที่วันนี้พวกเขาต้องเตรียมมีอาชีพสำรองไว้เลี้ยงตัวเอง และครอบครัวกันอย่างไรกันบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับอาชีพเกษตรกร ที่ ณ วันนี้มีหลายคนหันไปยึดเป็นอาชีพที่ยั่งยืนในอนาคตเรียบร้อยแล้ว เพราะเหล่าศิลปินและนักแสดงได้ให้ความสนใจกับอาชีพเกษตรกร จนถึงกับบอกว่า &amp;ldquo;จะขอใช้เป็นอาชีพสำรองที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มกันที่ ไมค์ ภิรมย์พร กับภารกิจที่ท้าให้พิธีกร ดู๋ &amp;nbsp;สัญญา ต้องกินอยู่อย่างไมค์ให้ได้ 1 วัน ที่ บ้านสวนไมค์ ภิรมย์พร จ.อุดรธานี ที่ทั้งต้องจับปลา จับกุ้ง หาแมลงกระชอน ไฮไลต์เด็ดสุดอยู่ที่วิธีการจับที่เป็นไปตามวิถีชีวิตของคนอีสานแท้ ๆ ต่อด้วยคุณพ่อป้ายแดง โย่ง-อนุสรณ์ มณีเทศ (โย่ง อาร์มแชร์) ที่ขอไปศึกษาเรียนรู้ต้นแบบของการทำเกษตรในเมือง กับ อ.สมโภชน์ ทับเจริญ เจ้าของสวนบางขวด พื้นที่ทำการเกษตรแบบครบวงจรบนเนื้อที่ 50 ไร่ ในซอยนวลจันทร์ ทั้งทำนา ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงปลาดุกแบบธรรมชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยยึดแนวคิดในการกำจัดศัตรูพืชและสัตว์อื่น ๆ ที่เข้ามารบกวนไว้ว่า &amp;ldquo;ศัตรู ของ ศัตรู คือ มิตร&amp;rdquo; ที่นี่เอง หนุ่มโย่งจะได้เรียนรู้ถึงเรื่องดิน การปลูกผักแบบเพาะเมล็ด การเลี้ยงปลาดุกในร่องสวน ปิดท้ายเทปนี้กับ ดีเจ.บุ๊กโกะ-ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล กับสิ่งที่ใฝ่ฝันในอนาคต คือ การปลูกผักสวนครัว โดยพิธีกรของเราได้พาไปรู้จักกับวิธีปลูกผักแบบสวนผักน้ำที่บุ๊กโกะ ได้ลงมือปลูกผักเอง ตั้งแต่หยอดเมล็ด เตรียมดิน ไปจนถึงวิธีการเก็บผัก ทำเอาเจ้าตัวถึงกับออกอาการปลื้มสุด ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พบกับภารกิจกับการเป็นเกษตรกร อาชีพสำรองของคนบันเทิง ที่ได้ความรู้ และจะความสนุกแค่ไหน ติดตามชมได้ในรายการ ตามสัญญา เทปพิเศษ ตอน เกษตรกร อาชีพสำรองของคนบันเทิง &amp;nbsp;วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม นี้ เวลา 22.15 น. ที่นี่ที่เดียว ทางพีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111399</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดู๋ สัญญา, ตามสัญญา, บุ๊กโกะ-ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล, เกษตรกร, โย่ง อาร์มแชร์, ไมค์ ภิรมย์พร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210728/image_big_6100f18e529d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2021 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2021 12:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมเต็มร้อย แก้หนี้สมาชิกชุดแรก 45,000 ราย กรณีบุคคลค้ำประกัน รอเพียงรัฐบาลอนุมัติงบปี 65 ที่ยื่นขอ 4 พันล้าน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายมนัส&amp;nbsp; วงษ์จันทร์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือ กฟก. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรสมาชิกที่ได้มาขึ้นทะเบียนหนี้กับกองทุนฟื้นฟูฯ กรณีที่มีบุคคลค้ำประกัน รวมทั้งสิ้น 230,000 กว่าราย มูลค่าหนี้รวม 50,000 บาท&amp;nbsp; โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่ผิดนัดชำระหรือหนี้ NPLประมาณ 130,000 ราย และจากการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้อำนาจกองทุนฟื้นฟูฯ สามารถเข้าไปซื้อหนี้เกษตรกรที่มีบุคคลค้ำประกันได้ ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถทำได้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการช่วยเหลือเกษตรกรทั้ง 130,000 ราย ที่ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้กับสหกรณ์การเกษตร ธกส. และธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo; การแก้ไขหนี้เกษตรกรกรณีที่มีบุคคลค้ำประกัน คาดว่า จะต้องใช้เงินประมาณ 10,000 ล้านบาทในการเข้าไปซื้อหนี้แทนตามระเบียบของกองทุนฟื้นฟูฯ ดังนั้นจึงกองทุนฟื้นฟูฯจึงได้เสนอของบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 4,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการแปรญัตติของบประมาณของปี 2565 เพื่อมาดำเนินจัดการหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิกชุดแรกที่ตั้งเป้าไว้ ประมาณ 45,000 ราย&amp;nbsp; &amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายมนัส&amp;nbsp; กล่าวต่อไปว่า ส่วนหลักเกณฑ์ในการเจรจาหนี้ NPL ตามระเบียบของของกองทุนฟื้นฟูฯ นั้นจะประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ&amp;nbsp; หนึ่ง เจรจาเพื่อขอประนอมหนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกร สอง เจรจาเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ สาม เจรจาเพื่อขอให้เจ้าหนี้ชะลอการดำเนินการทางกฎหมาย ไม่ฟ้องดำเนินคดี หรือไม่บังคับคดีขายทอดตลาด และสี่ เกษตรกรสมาชิกรายไหนที่อยู่ระหว่างการฟ้องบังคับคดีขายทอดตลาด ทางกองทุนฟื้นฟูฯจะไปขอชะลอให้งดการขาย หรือถ้าเกษตรกรมีคุณสมบัติถูกต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเจ้าหนี้ยินยอมขาย ตามเงื่อนไข จะนำไปสู่การชำระหนี้แทนโดยกองทุนฟื้นฟูฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ ตามระเบียบ กรณีที่มีบุคคลค้ำประกัน กองทุนฟื้นฟูฯให้สิทธิชำระหนี้ได้ รายละไม่เกิน 500,000 บาท และเกษตรกรมีระยะเวลาชำระหนี้ภายใน 20 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย โดยระหว่างนี้เกษตรกรต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูอาชีพ โดยยื่นโครงการฟื้นฟูอาชีพผ่านองค์กรเกษตรกรที่สังกัด ซึ่งจะได้รับสนับสนุนงบประมาณทั้ง แบบให้เปล่าเพื่อใช้เรียนรู้ศึกษาดูงาน ฝึกทักษะอาชีพ และอื่น ๆ และงบอุดหนุน กู้ยืม โดยไม่มีดอกเบี้ย เพื่อใช้เป็นทุนสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพื่อนำมาชำระหนี้คืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นั้น ขอยืนยันว่ากองทุนฟื้นฟูฯ ไม่มีเป้าประสงค์ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรหนีหนี้ เบี้ยวหนี้ หรือไม่รับผิดชอบหนี้ แต่กลับมีความต้องการและเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการรักษาเครดิต และมีวินัยทางการเงิน&amp;nbsp; จึงของฝากถึงพี่น้องเกษตรกร ทั้งที่เป็นสมาชิกและยังไม่ได้เป็นสมาชิก ถ้ามีปัญหาเรื่องหนี้ ประสบปัญหาวิกฤตจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้มาแจ้งกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อที่จะได้ช่วยกันเจรจาหาทางออก โดยติดต่อได้ที่สำนักงานสาขาจังหวัด รวมถึงเกษตรกรที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถสมัครได้ในทุกวันทำการที่สำนักงานสาขาจังหวัดเช่นกัน&amp;rdquo;นายมนัส กล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110689</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพานิชย์, ขึ้นทะเบียนหนี้, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นายมนัส  วงษ์จันทร์, บุคคลค้ำประกัน, สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.), สำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร, หนี้ NPL, เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f8fc26f32b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เจาะใจ’ยูทูบเบอร์ดัง‘เจมส์ เฟ็ดเฟ่’หลังค้นพบความสุขที่แท้จริงผันทำเกษตรกร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Normal1&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายการ &amp;ldquo;เจาะใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สัปดาห์นี้ คว้าหนึ่งในยูทูบเบอร์ที่มีชื่อเสียงจากการทำคอนเทนต์หยอกเย้า สะกิดแกล้งกันในชื่อ &amp;ldquo;เฟ็ดเฟ่&amp;rdquo;&amp;nbsp; จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน อย่าง &amp;ldquo;ปทาน อุ้มมีเพชร&amp;rdquo; หรือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;เจมส์ เฟ็ดเฟ่&amp;rdquo; แต่พอเขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าอะไรคือความชอบจริง ๆ ที่เขาอยากทำเป็นอาชีพเลี้ยงตัวได้ ในเมื่อสิ่งเดียวที่เขาชอบคือต้นไม้&amp;nbsp; จึงเริ่มทำตามความฝัน ด้วยการออกตระเวนไปตามที่ต่างๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ จนไปสู่การทำเกษตรในวิถีของตัวเอง ที่เขาให้นิยามว่าเป็น &amp;ldquo;เกษตรดีไซน์&amp;rdquo;&amp;nbsp; จนเกิดเป็นฟาร์ม เล็กๆ ที่ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;James 500 Organic Farm Style&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Normal1&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากยูทูบเบอร์ชื่อดังมีผู้ติดตามนับล้านสู่การมองหาความหมายและความมั่นคงของชีวิต จนสามารถสร้างวิถีเกษตรในแบบของตัวเอง..อะไรคือแนวคิดและจุดเปลี่ยนต้องรอติดตาม และใครที่อยากทำเกษตรกร หรืออยากเริ่มต้นอะไรใหม่ในชีวิต ต้องห้ามพลาด เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจได้ในรายการ &amp;ldquo;เจาะใจ&amp;rdquo;&amp;nbsp; วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม 2564 เวลา 22.00 น. ทางช่อง9 MCOT HD (หมายเลข30)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Normal1&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Normal1&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108816</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปทาน อุ้มมีเพชร, เกษตรกร, เจมส์ เฟ็ดเฟ่, เจาะใจ, เฟ็ดเฟ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e409b5d49c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
