<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2020 19:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2020 15:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์ เคียงข้างเกษตรกรไทย เปิด “พื้นที่ปันสุข” ให้เกษตรกรจำหน่ายลำไย ที่ พีทีที สเตชั่น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) และ นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมเชิญชวนคนไทยสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนลำไย โดยเปิด &amp;quot;พื้นที่ปันสุข&amp;quot; ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ให้กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดเชียงใหม่ นำลำไยพันธุ์อีดอ มาจำหน่ายในราคาพิเศษกล่องละ 100 บาท (กล่องละ 3 กิโลกรัม) ตั้งแต่วันที่ 22&amp;nbsp;&amp;ndash; 29 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป (&amp;nbsp;จำกัดการซื้อได้ไม่เกิน 5 ตะกร้า 15 กิโลกรัม / 1 ท่าน) ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 4 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บจ.ปิโตรเลียมอเวนิว ถนนแจ้งวัฒนะ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บจ.พลังไทยเพื่อไทย ถนนเสรีไทย สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สาขาแยกประชาอุทิศ-ลาดพร้าว ถนนประดิษฐมนูญธรรม และสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บจ.ประดับดาว กรุ๊ป ถนนราชพฤกษ์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. &amp;nbsp;1365 Contact Center &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเปิด &amp;ldquo;พื้นที่ปันสุข&amp;rdquo; ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรวมพลังสร้างรอยยิ้มเกษตรกรไทย ที่โออาร์ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ประสบปัญหาในการหาช่องทางจำหน่ายผลิตผล การร่วมกับ ธ.ก.ส. เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำลำไยพันธุ์อีดอ มาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ที่ร่วมรายการ ถือเป็นอีกแนวทางในการช่วยเกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้มีช่องทางระบายสินค้า และทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อลำไยพันธุ์อีดอที่มีคุณภาพจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง และสอดคล้องกับหลักการในการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมควบคู่การมอบบริการที่ปลอดภัยให้กับคนไทย เพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74929</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุญมา พนธนกรกุล, พื้นที่ปันสุข, เกษตรกรไทย, โออาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200819/image_big_5f3ce88b0daf3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2020 15:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2020 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรเมิน&#039;ยุบ-ไม่ยุบพรรค&#039;ขอ&#039;บิ๊กตู่-รมว.เกษตรฯ&#039;ลุยแก้ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.63-ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสุขเกษตรกรไทย กรณีศึกษาตัวอย่างเกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 1,096 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15 - 20 ก.พ.2563 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.6 มองว่า การยุบพรรคการเมืองต่าง ๆ หรือไม่ยุบ เป็นเรื่องไกลตัวเกษตรกร ในขณะที่เพียงร้อยละ 4.4 ระบุเป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อถามถึงการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเรื่องใกล้ตัวหรือไกลตัวเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.8 ระบุเป็นเรื่องใกล้ตัว ในขณะที่ร้อยละ 15.2 ระบุเป็นเรื่องไกลตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาเมื่อถามว่า อะไรบ้างที่รัฐบาลทำแล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.3 ระบุแก้ปัญหาภัยแล้ง ทำระบบส่งน้ำ เกษตรกรมีน้ำใช้ รองลงมาคือ ร้อยละ 62.4 ระบุ ส่งเสริมปลูกพืชรายได้สูง ร้อยละ 55.1 ประกันรายได้ เช่น ยางพารา ร้อยละ 49.8 สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ ลดละเลิกสารเคมี ร้อยละ 44.6 ส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ร้อยละ 39.5 แก้ปัญหา อหิวาตกโรคในหมู ร้อยละ 36.2 ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ร้อยละ 34.1 ยกระดับมาตรฐานเกษตรกที่ดีระดับสากล ร้อยละ 29.7 ปลูกต้นไม้ลดปัญหาฝุ่น และร้อยละ 16.5 อื่น ๆ เช่น แก้ปัญหาม็อบ แก้โรคปากเท้าเปื่อย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ระดับความสุขในชีวิตเกษตรกรไทย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.2 มีความสุขในชีวิตเกษตรกรไทยมากถึงมากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 20.5 สุขปานกลาง และร้อยละ 13.3 สุขน้อยถึงไม่มีความสุขเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า โพลชี้ชัดเกษตรกรส่วนใหญ่มองความวุ่นวายทางการเมือง การยุบหรือไม่ยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว แต่การทำงานของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯต่างหากที่ใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกรโดยเฉพาะเรื่องปัญหาภัยแล้งระบบส่งน้ำเพื่อเกษตรกรทั้งประเทศที่รัฐบาลควรลงทุนขนาดใหญ่ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าผลงานสร้างรถไฟฟ้าของคนในเมืองที่ต้องรักษาจุดแข็งของประเทศไทยด้านการเกษตรไว้เพื่อให้การทำงานของฝ่ายการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวของเกษตรกรที่มีจำนวนกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศในเวลานี้ฝ่ายการเมืองควรมุ่งทำงานแก้ปัญหาตรงเป้าโดนใจใกล้ตัวเกษตรกรให้มากขึ้นที่สะท้อนให้เห็นในผลโพลครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57799</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เกษตรกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200221/image_big_5e4f8dd096ebf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยปี61พบเกษตรกร ใช้สารเคมีป่วย กว่า 6พันคน ทั้งเนื้อเน่า อาการเฉียบพลัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
24 มิ.ย.62- นพ.สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และเป็นช่วงฤดูการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกร มักใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งใช้มากในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมของทุกปี &amp;nbsp;ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2561 มีรายงานผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดทั้งหมด 6,079 คน คิดเป็นอัตราป่วย 12.95 ต่อแสนประชากร นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดแมลง 2,956 คน คิดเป็น &amp;nbsp; อัตราป่วย 6.3 ต่อแสนประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดพิษได้ 2 แบบ คือ &amp;nbsp;แบบเฉียบพลัน อาการจะเกิดขึ้นทันที เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า แสบตา และแบบเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสเป็นเวลานาน และเกิดพิษสะสมจนก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาต่อสุขภาพ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด การสูญเสียการได้ยิน และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ในส่วนโรคเนื้อเน่า นั้น ทางการแพทย์เรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสซิไอติส (Necrotizing fasciitis) จัดเป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง มีอัตราตายและพิการสูง พบในอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ต้องเดินลุยดงหญ้า นาข้าว เหยียบย่ำโคลนระหว่างทำนา ทำให้มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในดิน หรือในน้ำได้ง่าย &amp;nbsp;ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มี &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น ต้องระวังอย่าให้มีบาดแผล &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมีบาดแผลก็จะต้องดูแลรักษาแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยงให้แผลโดนน้ำหรือดิน เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อลุกลามเป็นโรคเนื้อเน่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรณีหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชไม่ได้ ขอให้เกษตรกรใช้อย่างปลอดภัย &amp;nbsp;โดยยึดหลักปฏิบัติ คือ &amp;ldquo;อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง&amp;rdquo; ได้แก่ &amp;nbsp;1.อ่าน คือ ก่อนใช้ ให้อ่านฉลากให้เข้าใจ &amp;nbsp;2.ใส่ คือ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตัวให้มิดชิดขณะฉีดพ่น &amp;nbsp;3.ถอด คือ หลังจากเสร็จงานแล้วให้ถอดเสื้อผ้าแยกซัก อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด และ 4.ทิ้ง คือ ทิ้งภาชนะบรรจุสารเคมีให้ถูกวิธี พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคผัก ผลไม้ ที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และอบรมแนะนำการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย รวมถึงสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองจากสารเคมี เช่น แว่นตาป้องกันสารเคมี หน้ากากป้องกันสารเคมี หมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ถุงมือ และรองเท้าบูท เป็นต้น &amp;nbsp;ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39342</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สารเคมีเกษตร, กรมควบคุมโรค, นพ.สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย, สถิติเกษตรกรป่วยเพราะใช้สารเคมี, เกษตรกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d1097e2f2616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการขวางนำเข้าหมูสหรัฐ หวั่นอาชีพเลี้ยงหมูเหลือเพียงตำนาน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค. 61 - รศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์&amp;nbsp; ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยแพร่ความเห็นเรื่อง &amp;ldquo;หมูสหรัฐ&amp;rdquo; บนความเป็นความตายของคนเลี้ยงหมูไทย ระบุว่า &amp;quot;ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้เลี้ยงหมูสหรัฐฯพยายามกดดันให้ไทยเปิดตลาดรับหมูสหรัฐเข้ามาตลอด ประกอบกับนโยบาย &amp;ldquo;America First&amp;rdquo; และการให้ความสำคัญกับภาคเกษตรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำผู้เลี้ยงหมูสหรัฐมีบทบาทต่อรัฐบาลสหรัฐอย่างมาก ล่าสุด สภาผู้ผลิตสุกรของสหรัฐฯได้ยื่นคำร้องขอให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของประเทศไทย เนื่องจากไทยไม่ยอมเปิดตลาดสินค้าให้แก่สหรัฐอย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล เช่น กรณีที่ไทยไม่ยอมรับหมูสหรัฐเข้า โดย USTR จะรับพิจารณาคำร้องของสภาผู้ผลิตสุกรของสหรัฐหรือไม่ ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ความเคลื่อนไหวของผู้เลี้ยงหมูสหรัฐและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐในครั้งนี้ อาจสร้างความกังวลใจให้ทั้งรัฐบาลไทยและเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นหลักที่ไทยต้องปฏิเสธไม่นำเข้าหมูสหรัฐฯ เป็นเพราะประเทศของเขาเลี้ยงหมูโดยใช้สารเร่งเนื้อแดงแร็กโตปามีน (Ractopamine) กันอย่างกว้างขวางและถูกกฎหมาย แม้สหรัฐฯจะอ้างว่าได้ปรับค่าปริมาณสารเร่งเนื้อแดง ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Codex ที่อนุญาตใช้เลี้ยงสัตว์แล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงขัดต่อ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ของไทยที่ห้ามไม่ให้ใช้สารเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นกรมปศุสัตว์ยังยืนยันการห้ามใช้สารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ทุกชนิด หากรัฐบาลไทยยอมนำเข้าหมูสหรัฐฯ ก็ต้องแก้กฎหมายอีกหลายฉบับ รวมถึงปัญหาสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยและการล่มสลายของคนเลี้ยงหมูและธุรกิจต่อเนื่องของไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้รัฐบาลไทยพยายามไม่นำเข้าหมูสหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ชี้แจงให้สหรัฐฯเห็นว่า ต้องศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับการบริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็กโตปามีน) ซึ่งทั้งไทยและสหรัฐจะต้องหารือร่วมกัน ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการจัดการด้านความปลอดภัยเป็นระยะเวลา 1 ปี นับว่าเรากำลังเผชิญกับแรงบีบครั้งสำคัญจากสหรัฐอเมริกาอีกครั้งให้ต้องกินเนื้อหมูปนสารเร่งเนื้อแดง ทั้งๆที่อีก 160 ประเทศทั่วโลกไม่ยอมรับในเรื่องนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่าไป...นโยบายการผลิตหมูของสหรัฐฯนับว่าแตกต่างจากเรามาก เนื่องจากเขาเน้นผลิตให้มากด้วยต้นทุนต่ำที่สุด โดยยอมให้ใช้สารเร่งการเจริญเติบโตแม้สารนั้นจะมีผลต่อสัตว์อย่างชัดเจนเพราะเป็นสารกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดขยายตัวและมีการสังเคราะห์โปรตีนสูงขึ้น ขณะที่ไทยเราเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัย ไม่ยอมให้มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปรับปรุงวิธีการเลี้ยง การยกระดับมาตรฐานต่างๆ เรียกว่าประเทศไทยยอมที่จะให้ภาระต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นเพื่อความปลอดภัยทางอาหารให้ประชาชนชาวไทยบริโภคเนื้อหมูได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยต่อสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนากระบวนการผลิตหมูอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพเนื้อหมูของไทยเราดีขึ้นมาโดยตลอด รวมถึงปริมาณผลผลิตหมูในประเทศไทยก็มีมากกว่าความต้องการบริโภค ทำให้ราคาหมูขึ้นๆลงๆเป็นวัฏจักร เช่นในปัจจุบันที่หมูมีราคาตกต่ำ จนคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ต้องมีมาตรการลดจำนวนแม่หมู นำลูกหมูไปทำหมูหัน และหมูขุนก็นำไปเชือดแล้วนำเข้าเก็บในห้องเย็นเพื่อลดปริมาณหมูในตลาด หากมีการให้นำเข้าหมูมาจำหน่ายในเมืองไทยอีกจะเป็นการซ้ำเติมตลาดหมูในประเทศ และทำร้ายเกษตรกรไทยให้ล้มหายตายจาก จนอาชีพเลี้ยงหมูนี้อาจต้องกลายเป็นเพียงตำนาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่ารัฐบาลไทยรับทราบถึงข้อเสียมากมายหากต้องนำเข้าหมูสหรัฐฯและขอเป็นกำลังใจให้คณะทำงานฝ่ายไทยที่จะต้องเจรจาต่อรองกับสหรัฐ...เพราะความเป็นความตายของคนเลี้ยงหมูอยู่ในมือท่าน โปรดอย่ายอมแพ้ USTR ที่แสดงออกต่อการช่วยเหลือปกป้องเกษตรกรสหรัฐอย่างถึงที่สุด.... เกษตรกรไทยของเราก็ต้องการการปกป้องอย่างถึงที่สุดเช่นกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;รศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8640</URL_LINK>
                <HASHTAG>America First, USTR, ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์, นำเข้าหมูสหรัฐ, อาชีพเลี้ยงหมู, เกษตรกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aebd2d2bfca9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
