<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2025 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 07:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แชร์สนั่น! &#039;โคกหนองนา&#039; สุโขทัย ศาสตร์พระราชา รอดพ้นน้ำท่วมได้อย่างน่าทึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ รวมทั้งจังหวัดสุโขทัย แต่ปรากฏว่ามีพื้นที่แห่งหนึ่งรอดพ้นอุทกภัย&amp;nbsp;โดยสังคมออนไลน์ได้แชร์กระหน่ำเฟซบุ๊กชื่อ &amp;quot;หม่อมหลง&amp;quot; โพสต์รูปภาพโคกหนองนา สุโขทัย พร้อมข้อความว่า #ศาสตร์ของพระราชา โคกหนองนา สุโขทัย รอดพ้นมหาอุทกภัยได้อย่างน่าทึ่ง โคก-หนอง-นา โมเดล คือ การจัดการพื้นที่ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านที่อยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติในพื้นที่นั้นๆ โคก-หนอง-นา โมเดล เป็นการที่ให้ธรรมชาติจัดการตัวมันเองโดยมี มนุษย์เป็นส่วนส่งเสริมให้มันสำเร็จเร็วขึ้น อย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โคก-หนอง-นา โมเดล ซึ่งเป็นแนวทางทำเกษตรอินทรีย์และการสร้างชีวิตที่ยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โคก: พื้นที่สูง
&amp;ndash; ดินที่ขุดทำหนองน้ำนั้นให้นำมาทำโคก บนโคกปลูก &amp;ldquo;ป่า 3อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง&amp;rdquo; ตามแนวทางพระราชดำริ
&amp;ndash; ปลูกพืช ผัก สวนครัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำให้พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น เป็นเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ก่อนเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า คือ ทำบุญ ทำทาน เก็บรักษา ค้าขาย และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
&amp;ndash; ปลูกที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หนอง: หนองน้ำหรือแหล่งน้ำ
&amp;ndash; ขุดหนองเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งหรือจำเป็น และเป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม (หลุมขนมครก)
&amp;ndash; ขุด &amp;ldquo;คลองไส้ไก่&amp;rdquo; หรือคลองระบายน้ำรอบพื้นที่ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยขุดให้คดเคี้ยวไปตามพื้นที่เพื่อให้น้ำกระจายเต็มพื้นที่เพิ่มความชุ่มชื้น ลดพลังงานในการรดน้ำต้นไม้
&amp;ndash; ทำ ฝายทดน้ำ เพื่อเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบไม่มีการกักเก็บน้ำ น้ำจะหลากลงมายังหนองน้ำ และคลองไส้ไก่ ให้ทำฝายทดน้ำเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง
&amp;ndash; พัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ทั้งการขุดลอก หนอง คู คลอง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และเพิ่มการระบายน้ำยามน้ำหลาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. นา:
&amp;ndash; พื้นที่นานั้นให้ปลูกข้าวอินทรีย์พื้นบ้าน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดิน ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนชีวิตเล็กๆ หรือจุลินทรีย์กลับคืนแผ่นดินใช้การควบคุมปริมาณน้ำในนาเพื่อคุมหญ้า ทำให้ปลอดสารเคมีได้ ปลอดภัยทั้งคนปลูก คนกิน
&amp;ndash; ยกคันนาให้มีความสูงและกว้าง เพื่อใช้เป็นที่รับน้ำยามน้ำท่วม ปลูกพืชอาหารตามคันนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้มีการขับเคลื่อนโครงการ ตามแนวทาง &amp;ldquo;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; ทุกหมู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118289</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมสุโขทัย, เกษตรทฤษฎีใหม่, โคกหนองนาสุโขทัย, โคกหนองนาโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61550453dfa41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/02/2021 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/02/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯติดตามงานพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มล้านกว่าไร่ลุยโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.พ.64 - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี​ และรมว.กลาโหม ได้ติดตามความคืบหน้าการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรที่จะได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศที่แปรปรวนมากขึ้นในแต่ละปี ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ระบบชลประทานจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลได้กำหนดแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 ถึง 2580) ที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสียหายของพื้นที่ เกษตรกรจะได้มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานความก้าวหน้าว่า ในปี 2562 มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2561 ถึง 1.06 ล้านไร่ กระทรวงฯได้ดำเนินการก่อสร้างแหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก สร้างระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท และที่สำคัญ ได้สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านแหล่งน้ำทั้งหมด 3,522โครงการ ทั่วประเทศ เก็บกักน้ำรวมเกือบ 7พันล้าน ลูกบาศก์เมตร สร้างพื้นที่ชลประทาน 3.4 ล้านไร่ มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 6 แสนครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 4.912 ล้านไร่ โครงการฯที่แล้วเสร็จในปี 2563 มี 24 โครงการ เพิ่มการเก็บกักน้ำได้ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นพื้นที่ชลประทาน 2,400 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 5,700 ไร่ และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดจะแล้วเสร็จปี 2564-2567 อีก 69 โครงการ เพื่อการเก็บกักน้ำ 337 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นพื้นที่ชลประทาน 146,000 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 2แสนกว่าไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.รัชดา กล่าวว่า ในภาพรวมของภาคการเกษตรแม้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด19 รัฐบาลมองเห็นโอกาสเติบโตอีกมาก จึงมีนโยบายให้การสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่สนใจทำการเกษตรในการเข้าถึงแหล่งที่ดินทำกิน การขยายโครงข่ายแหล่งน้ำ และการสนับสนุนนวัตกรรมทางการเกษตรและพัฒนาทักษะทางธุรกิจ เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมตามหลักคิดเกษตรทฤษฎีใหม่สู่การพัฒนาอย่างยังยืน ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ผ่านโครงการ 1 ตำบล 1 เกษตรทฤษฎีใหม่ เป้าหมายพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ จำนวน 4,009 ตำบล 75 จังหวัด คิดเป็นพื้นที่ 1.9 แสนไร่ โดยเปิดรับสมัครเกษตรกร ถึง 31 มี.ค.นี้ จำนวนทั้งหมด 32,000 คน ทั่วประเทศ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว​ 20,583 คน ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมความรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งกรมพัฒนาที่ดิน จะไปขุดบ่อเก็บน้ำให้ ช่วยปรับปรุงดิน และสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น พืช สัตว์ สัตว์น้ำ เกษตรกรที่สนใจ สมัครที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94317</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน, ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พื้นที่ชลประทาน, เกษตรทฤษฎีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210112/image_big_5ffdb1279cfac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 17:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปลูกป่า&#039;ในสถานศึกษา พัฒนา 47 วิทยาลัยเกษตรแหล่งเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้ &amp;ndash; ที่กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานยุทธศาสตร์นโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานยุทธศาสตร์ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์, นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.ชาติชาย เกตุพรหม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด เปิดงาน &amp;ldquo;ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์&amp;rdquo; และพิธีปล่อยคาราวานแจกกล้าไม้ 47,000 กล้า เพื่อให้กับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 4 &amp;nbsp;ภาค คือ วิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคเหนือ วิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคกลาง และวิทยาลัยเกษตรฯ สังกัดภาคใต้ วิทยาลัยละ 1,000 กล้า &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยร่วมมือกับมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์&amp;nbsp; ทั้งนี้ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ว่าจ้างวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรเพื่อการพึ่งพากันเองบ้านห้วยหิน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; เพาะชำกล้าไม้ที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่สถานศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กล่าวว่า คาราวานแจกกล้าไม้ 47,000 กล้า จะนำไปปลูกในพื้นที่วิทยาลัยเกษตรฯ 47 แห่ง &amp;nbsp;เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับแผ่นดินไทย และยกระดับให้สถานศึกษาเป็นศูนย์กลางกระจายความรู้รักษาดิน น้ำ ป่า สร้างความเข้าใจ เกิดความตระหนักในความสำคัญ ร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ความหวังจะฟื้นฟูความสมบูรณ์ของป่าไม้ในไทยก็ไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะนี่คือ ความมั่นคงทางอาหารที่จะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง &amp;nbsp;สำหรับแนวคิด &amp;ldquo;ปลูกไม้ ปลูกชีวิต ปลุกจิตอนุรักษ์&amp;rdquo; มีนโยบายว่า วิทยาลัยเกษตรมีพื้นที่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ ให้เพิ่มพื้นที่สีเขียว 50 &amp;nbsp;ไร่ &amp;nbsp;ถ้ามีพื้นที่มากกว่า 1,000 ไร่ อยากให้มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 100 &amp;nbsp;ไร่ โดยจะให้นักเรียนอาชีวเกษตรรับไปดูแลคนละ 1 ต้น&amp;nbsp; ตั้งแต่การปลูกต้นไม้&amp;nbsp; รับผิดชอบต้นนี้ไปจนเรียนจบ ปวช. หรือ ปวส. เพื่อให้เติบโตควบคู่กันไป ภายใน 2 ปี ต้นไม้จะยืนต้น แตกกิ่งก้านใบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับกล้าไม้คุณภาพทั้งหมด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรเพื่อการพึ่งพากันเองบ้านห้วยหิน ดำเนินการเพาะกล้าไม้ &amp;nbsp;2 ประเภท&amp;nbsp; จำนวน 30 ชนิด ประเภทไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ป่าอนุรักษ์ และไม้มีค่า เช่น ยางนา แดง พะยูง พะยอม มะค่าโมง มะค่าแต้ &amp;nbsp;ตะเคียนทอง&amp;nbsp; ประดู่ป่า มะฮอกกานี รัง กระบก สำรอง มันปู&amp;nbsp; กฤษณา และกระบาก ประเภทไม้ป่าให้ผลและไม้ผลที่เพาะจากเมล็ด&amp;nbsp; ได้แก่ คอแลน หรือลิ้นจี่ป่า&amp;nbsp; มะพลับสวน&amp;nbsp; มะกอกน้ำ ขนุน ตะขบป่า กระท้อน มะม่วงป่า หว้า ชะมวง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง แต่คนยังไม่เจริญรอยตามเท่าที่ควร เมื่อเผชิญปัญหาโควิด-19 คนกลับมาให้ความสนใจมากขึ้น เพราะเป็นแนวทางพึ่งพาตัวเอง กระทรวงศึกษาธิการสืบสานพระราชปณิธานนี้สู่สถานศึกษา รวมถึงส่งเสริมให้ทุกวิทยาลัยใช้พื้นที่ 1 ไร่ ทำเกษตรประณีต เพื่อสร้างรายได้ 5 หมื่น ถึง 1 แสนบาทต่อเดือน และเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ประชาชนเข้ามาศึกษาเรียนรู้ อีกทั้งเชื่อมโยงมีการแนะนำการจัดการพื้นที่ตามทฤษฎีใหม่ วางแผนปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้มีรายได้ทุกวัน ตลอดปี ช่วยแก้จน แก้ปัญหาคนตกงาน เรามีตัวอย่างวิทยาลัยเกษตรฯ ลำพูน มีรายได้ 1.3 ล้านบาทต่อปีจากเกษตรทฤษฎีใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สถาบันการศึกษาทั้ง 47 แห่ง จะเป็นต้นแบบที่ดีตามแนวทฤษฎีใหม่เพื่อให้เด็กๆ และชุมชนใกล้เคียงเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง &amp;ldquo;ดร. คุณหญิงกัลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน &amp;nbsp;นายภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ประธานยุทธศาสตร์ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ&amp;nbsp; ร่วมกับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรเพื่อการพึ่งพากันเองบ้านห้วยหิน เพาะกล้าไม้คุณภาพผ่านการอนุบาลอย่างดี ต้นกล้ามีขนาด 30 เซนติเมตร&amp;nbsp; มีความแข็งแรง รวมทั้งหมด 30 ชนิดพันธุ์ &amp;nbsp;จากนโยบาย ศธ. แจกจ่ายกล้าไม้แล้วกว่าล้านกล้า &amp;nbsp;หลังจากส่งมอบกล้าแก่สถานศึกษาวิทยาลัยเกษตรฯ แล้ว จะขยายสู่การศึกษาพิเศษ เช่น ราชประนุเคราะห์และศึกษาสงเคราะห์ ก่อนจะมอบให้แก่สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ต่อไป เพื่อกระจายให้ครอบคลุม ขณะนี้มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ โครงการหลวง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีศูนย์พรรณไม้โครงสร้าง ร่วมกันเพาะกล้าไม้อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;กล้าไม้นี้อัตรารอด 80% จากการศึกษาวิจัย ทำให้การปลูกไม้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84016</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นสพ.ไทยโพสต์, ปลูกป่าในสถานศึกษา, ภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, เกษตรทฤษฎีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201116/image_big_5fb248532aeae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 21:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป ต้นแบบจัดการป่า-น้ำกู้วิกฤติทรัพยากร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นาขั้นบันไดบ้านแม่ละอุป จ.เชียงใหม่ หนึ่งในวิธีกระจายน้ำในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝายผสมผสานแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นและระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะการทำนาขั้นบันได เป็นส่วนหนึ่งในการจัดการน้ำชุมชนภาคเหนือ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นผืนดิน ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ที่ชุมชนเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; มีการสร้างฝายเกือบ 400 ฝาย ใน 20 ลำห้วย ทั้งลำห้วยหลักและลำห้วยรอง และนั่นเป็นเหตุให้มีน้ำใช้ตลอดปี&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านซึ่งเป็นชุมชนเผ่าปกาเกอะญอยังปรับเปลี่ยนวิถีจากทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน และร่วมกันรักษาป่าต้นน้ำ มีป่าเขียวตลอดปีที่บ้านแม่ละอุป ความสำเร็จของการจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำนำมาสู่การยกระดับเป็น &amp;quot;พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป จ.เชียงใหม่&amp;quot; และพื้นที่นำร่องเครือข่ายเตือนภัยชุมชน ช่วยป้องกันและเฝ้าระวังภัยพิบัติ ซึ่งมีชุมชนและหน่วยงานมากมายเดินทางเข้าพื้นที่สูงแห่งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและเยี่ยมชมการทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เดชา นทีไท เจ้าหน้าที่ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป พาชมฝาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดชา นทีไท เจ้าหน้าที่ประสานงานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป กล่าวว่า อดีตชุมชนมีปัญหาพื้นที่แห้งแล้ง เพราะมีการสัมปทานป่าไม้และบุกรุกป่าต้นน้ำ ตัดไม้ขาย ป่าเกือบหมด น้ำลำห้วยแห้ง เดือดร้อนกันหนักมาก ปี 2537&amp;nbsp; ชาวบ้านทะเลาะแย่งน้ำกันรุนแรง จนปี 2544 มีการรวมตัวเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุปอย่างชัดเจน จากนั้นปี 2552 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) มาถ่ายทอดแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน โดยประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการจัดทำแผนที่น้ำ วิเคราะห์และวางแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำ นำมาสู่การรวมกลุ่มจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สร้างกฎระเบียบ ฟื้นฟูป่า สร้างฝาย จัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ จนมีน้ำพอเพียงในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; นา 800 ไร่ในชุมชน ชาวบ้านได้ทำนาครบ แม่ละอุปมีพื้นที่ 33,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ทำกิน 15% และพื้นที่ป่า 85% ซึ่งปัจจุบันป่าคงสภาพสมบูรณ์ ไม่ถูกรุกล้ำ ซึ่ง อ.กัลยาณิวัฒนา จัดเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำชั้นที่ 1A ปริมาณน้ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา การไม่ทำลายป่า ฟื้นฟูห้วยแม่ละอุปความยาวกว่า 50 กิโลเมตร และทำแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนปกาเกอะญอ ทำให้เกิดความถูกต้อง มั่นคงของชีวิตและชุมชน ไม่กลับไปสู่บทเรียนเดิม &amp;quot; เดชา กล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ อีกความก้าวหน้าในการจัดการน้ำชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ ไร้ปัญหาขาดแคลนน้ำ เดโชพูดถึงเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 7 กิโลวัตต์ เดิมเป็นโรงสีข้าวพลังน้ำ ต่อมามูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แนะนำให้ใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่เดิม ปรับปรุงผลิตไฟฟ้าทำเกษตร โดยผันน้ำบางส่วนจากห้วยแม่แจ่ม ไหลผ่านลำเหมือง เก็บไว้ที่สระน้ำ มีอาคารบังคับน้ำ เข้าสู่ท่อความยาว 150 เมตร เทียบกับกังหันน้ำ นำพลังงานจากกังหันน้ำมาขับเคลื่อน เครื่องสีข้าว นอกจากนี้ พลังงานที่ได้ใช้ผลิตไฟสูบน้ำส่งไปยังถังสำรองน้ำที่ระดับสูง 60 เมตร เข้าสู่พื้นที่เกษตรกว่า 50 ไร่ รวมถึงพื้นที่ป่าเปลี่ยนที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ถ้าไม่ดูแลป่า น้ำไม่มี เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ทำงาน นี่คือ ผลจากการที่ชุมชนอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หนึ่งในแปลงเกษตรทฤษีใหม่ที่บ้านแม่ละอุป &amp;nbsp;แหล่งความมั่นคงทางอาหารและช่วยรักษาระบบนิเวศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นปีที่ผ่านมาชุมชนเริ่มทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ พลิกฟื้นเขาหัวโล้นให้กลายเป็นป่าเขียว โดยตัวอย่างแปลงนำร่องเป็นพื้นที่ของเดชา มีการจัดการที่ราบ ที่ดอน และที่สูง โอกาสนี้เขาพาชมฟาร์มเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ นพื้นที่ 1 ไร่ มีการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ขุดสระน้ำ และทำปศุสัตว์ เลียงหมู ไก่ ปลาทับทิม ปลาดุก และกบ มูลสัตว์ยังต่อยอดทำเป็นก๊าซและปุ๋ย ส่วนไม้ยืนต้นปลูกตามแนวขั้นบันได ผลผลิตไว้กินในครัวเรือน แบ่งปันเพื่อนบ้าน เหลือก็ขาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นทางออกของชุมชม ไม่ใช่พื้นที่เข้มข้นเหมือนพืชเชิงเดี่ยว ผมเริ่มทำเพราะเชื่อว่านี่คือ ฐานความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน และอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ระบบนิเวศฟื้นตัว ไม่ต้องใช้สารเคมี เราปลูกข้าวไว้กิน เหลือแบ่งปัน นี่คือวิถีปกาเกอะญอ หลังนาก็ปลูกพืชสร้างรายได้ พืชเด่นก็ตะกูลถั่ว ทั้งถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วอะซูกิ ฟักทองญี่ปุ่น แล้วยังมีผลไม้เมืองหนาว อะโวคาโด สาลี่&amp;nbsp; ผมอยากตามรอยพระบาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ อ.กัลยาณิวัฒนา 2 ครั้ง ท่านไม่ทอดทิ้งพี่น้องปกาเกอะญอ มีโครงการหลวงมาแนะนำส่งเสริมอาชีพ พ่อหลวงทรงเป็นหัวใจของพวกเรา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสาน ทำให้ประชาชนมีความสุข อยู่ดีกินดี&amp;quot; เดโชกล่าว และยืนยันจะร่วมขยายผลการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปัจจุบันมีเกษตรกร 21 รายในบ้านแม่ละอุป กล้าที่จะเปลี่ยนและเลิกวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว หันมาเป็นเกษตรผสมผสาน ทั้งหมดนี้เป็นความก้าวหน้าของชุมชนต้นแบบจัดการทรัพยากร โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมากมายหรือทำเมกะโปรเจ็กต์ แต่มีกรอบคิดและกรอบงานตามแนวพระราชดำริ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เกษตรทฤษฎีใหม่, เดชา นทีไท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200801/image_big_5f257b3503fc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2019 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2019 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บ้านเมืองกลาง’ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำบนดอย   ผลสำเร็จเดินตามรอย &quot;พ่อหลวง&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลำเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตรที่บ้านเมืองกลาง&amp;nbsp;มีจุดแบ่งน้ำเข้าสู่ไร่นาเกษตรกรอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยเรื่องปากท้องความเป็นอยู่ของคนไทยมาตลอด ทรงมีพระราชปณิธานให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตัวเองได้ จึงมีพระราชดำริเรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า และเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เห็นตลอดรัชกาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการสานต่อแนวพระราชดำริ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน (สสน.) จึงได้ตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมาปรับใช้ในพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งงานอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำและการผลิตที่ไม่ยั่งยืนจากวิถีเกษตรเชิงเดี่ยว ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ กระจายทุกภูมิภาครวม 22 แห่ง โดยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นลำดับล่าสุด ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่สามารถจัดสรรน้ำจนเกิดความมั่นคงตลอดปี แถมเผื่อแผ่ไปถึงชุมชนใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฝายแม่หาด แหล่งเก็บกักน้ำชุมชนจัดสรรน้ำใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3.8 พันไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พิพิธภัณฑ์ของที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งผู้คนมาเรียนรู้ดูงานจะต้องมาเรียนรู้จากพื้นที่จริง 4 จุด คือจุดที่&amp;nbsp; 1 ฝายแม่หาด ผันน้ำเลี้ยงชีวิต จุดที่ 2 แต ต๊าง แบ่งน้ำเท่าเทียม จุดที่ 3 น้ำลอด น้ำล้น กระจายน้ำ และจุดที่ 4 วิถีเกษตรชุมชน ที่เป็นแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ บนความยั่งยืน ทุกจุดอยู่ท่ามกลางธรรมชาติรายล้อมด้วยขุนเขาเขียวชอุ่มและน้ำท่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพิพิธภัณฑ์กลางดอยที่มีชีวิตและแสดงถึงพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องน้ำอย่างแท้จริง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำ ชุมชนบ้านเมืองกลางเป็นชุมชนที่มีรากฐานจัดการน้ำที่เข้มแข็งพอสมควร โดยมีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมายาวนาน 300 ปี เป็นพื้นฐาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของคน และเรื่องการจัดสรรน้ำจากเหมืองฝาย ระหว่างคนที่อยู่ต้นน้ำกับปลายน้ำ ทำให้ในปี 2554 สสน.ได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยน้อมนำแนวทางบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริ ในหลวง ร.9 มาให้แกนนำชุมชนดำเนินการ เริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการเครือข่ายจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนจากแนวพระราชดำริ ต.บ้านหลวงขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาความไม่ลงตัวการจัดสรรน้ำ พร้อมกับมีการพัฒนาโครงสร้างท่อน้ำลอดน้ำล้น เสริมหลักทางวิศวกรรมท่อส่งน้ำที่มีอยู่เดิม เพื่อให้การจัดการน้ำมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นาขั้นบันไดออกรวงพร้อมเก็บเกี่ยว ผลผลิตดีจากการวางแผนจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากการดำเนินการตามแนวพระราชดำริเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว โดยมีคณะกรรมการเครือข่ายจัดการน้ำในชุมชนขับเคลื่อนแนวทาง แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนต้นน้ำปลายน้ำได้สำเร็จ ในปีต่อมา สสน.จึงได้เข้ามาช่วยเหลือด้านการนำภาพถ่ายดาวเทียม จีพีเอส จีไอเอส จัดทำแผนที่ ผังน้ำ วางแผนพัฒนาร่วมกับภูมิปัญญาบรรพบุรุษของชุมชน ทำให้การจัดการน้ำของที่นี่มีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนในปี 2556&amp;nbsp; ชุมชนบ้านเมืองกลางได้กลายเป็นชุมชนตัวอย่างของการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริที่ประสบผลสำเร็จ และเป็นแบบอย่างขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียง จากผลสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี 2562 ทางมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน.เลือกชุมชนบ้านกลางให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดการน้ำตามธรรมชาติลำดับล่าสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า บ้านเมืองกลางมีการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนมากว่า 300 ปี จนเกิดผลสำเร็จพื้นที่ ใช้ภูมิปัญญาขุดเหมืองยาว 9.8 กิโลเมตร ผันน้ำจากน้ำตกแม่กลางเข้าสู่หมู่บ้านซึ่งทำเกษตร โดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาต่อยอดควบคู่กับการพัฒนาคน จากการสำรวจพื้นที่พบปัญหาดินบาง ปลูกลำไยไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร จึงสนับสนุนนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในพื้นที่ ทั้งดาวเทียม จีพีเอส และจีไอเอส ประยุกต์นำแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 มาปรับใช้พัฒนาระบบเหมืองฝาย จุดแบ่งน้ำ ส่งน้ำ รวมถึงออกแบบท่อน้ำลอดน้ำล้น ให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนให้สมดุล เมื่อเกิดความมั่นคงด้านน้ำ มีการวางแผนเพาะปลูกสอดคล้องกับน้ำต้นทุน ได้เสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมือง กลายเป็นแนวทฤษฎีใหม่&amp;nbsp; ช่วยลดรายจ่ายทั้งปี อีกทั้งมีการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรไร้สารเคมี กลุ่มเกษตกรผู้เลี้ยงไก่ประดู่หางดำจอมทอง มีกองทุนและออมทรัพย์ ทำให้รายได้อยู่ในระดับประเทศที่พัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ผลดีจากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริที่ชัดเจน ปีนี้ฝนภาคเหนือ 670 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1,100-1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่พื้นที่นี้น้ำอุดมสมบูรณ์ วันนี้เห็นทุ่งรวงทองเป็นนาขั้นบันไดได้ทั้งปี และสามารถแบ่งปันน้ำให้กับชุมชนอื่น ภัยแล้งปี 2558 ฝนแล้ง ปี 2559 บ้านแม่กลองจัดสรรน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานด้วย ปีนี้การันตีได้เลยว่า ที่นี่ไม่เจอภัยแล้งแน่นอน ส่วนปัญหาโลกร้อนที่นี่จะกระทบน้อยมาก เพราะป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น พืชสวนดี ส่งผลเสถียรภาพอุณหภูมิในพื้นที่ดี ไม่หวือหวา โอกาสเกิดพายุไม่มี หากพื้นที่อื่นๆ มาเรียนรู้และนำแนวทางจัดการน้ำมาปรับใช้ จะไม่มีไฟไหม้ป่า ป่าไม้ดี ชุมชนเข้มแข็ง และคนหนุ่มสาวเรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิดไม่อยู่ในเมือง ความรู้สมัยใหม่ได้เชื่อมต่อกับบรรพบุรุษ&amp;rdquo; ดร.รอยล ตอกย้ำผลสำเร็จชุมชนอยู่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.รอยล จิตรดอน เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เปิดพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ&amp;nbsp; กล่าวด้วยว่า ในหลวง ร.9 ทรงรับสั่งชุมชนที่จัดการน้ำที่ดี ควรยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เป็นตัวอย่างของการทำมาหากิน สร้างงานสร้างรายได้ ผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้สามารถเดินลงแปลงเกษตร ชมแปลงนา เข้ามาที่เหมือง ได้เห็นของจริง พิพิภัณฑ์ธรรมชาตินี้เปิดเป็นแห่งที่ 22 เพราะมีผลงานโดดเด่น ต่างประเทศสนใจมาศึกษาดูงาน และมีแผนจะขยายในทุกๆ พื้นที่ เพราะมีชุมชนที่โดดเด่น มีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ภาคอีสานก็ประสบผลสำเร็จมาก คาดว่าปีหน้าจะเปิดอีก 2-3 แห่ง ตนเห็นว่าการเปลี่ยนจากสังคมที่กำลังพัฒนาสู่สังคมพัฒนาแล้วเป็นการทำงานแบบคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ ภาพการจัดการน้ำปัจจุบัน ไม่หยุดที่น้ำ แต่จัดการป่า ดิน เกษตร และการตลาด ผลิตภัณฑ์ชุมชนได้มาตรฐานสากลส่งขายไปทั่วโลกโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำท้องถิ่น ประสิทธิ์ พรมยาโน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ได้พาชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติฯ ขึ้นเขาลงดอยครบทั้ง 4 จุด ฉายภาพก่อนและหลังการจัดการน้ำชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ประสิทธิ บอกว่า 300 ปีก่อนบรรพบุรุษขุดเหมืองเลาะเชิงดอยยาว 9,800 เมตร&amp;nbsp; ใช้แต คือ จุดแบ่งน้ำจากลำเหมืองแม่หาดเข้าลำเหมืองซอย จากนั้นใช้ต๊าง แบ่งน้ำเข้าที่สวนที่นา โดยมีแก่เหมือง แก่ฝายจัดสรรน้ำ ด้านบนมีเหมืองแม่หาดสร้างไว้ 150 ปี เป็นฝายตามภูมิปัญญา ชำรุดบ่อย ทำให้น้ำไปพื้นที่เกษตรตอนล่างไม่มีประสิทธิภาพ ฤดูแล้งขาดแหล่งเก็บน้ำ น้ำไม่พอปลูกพืช หลังจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เข้ามาทำแผนที่ ผังน้ำ ปรับปรุงซ่อมลำเหมืองอย่างถูกวิธี ช่วยคุมการผันน้ำและไหลของน้ำเข้าเหมืองได้ดีขึ้น รวมถึงสมาชิกจะช่วยกันลอกเหมือง 2 ครั้งต่อปี ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำ มีการบริหารจัดการร่วมกันทั้งแก่เหมือง แก่ฝาย ผู้นำชุมชน อบต. เทศบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศึกษาดูงานน้ำลอด น้ำล้น การกระจาย จุดที่ 3 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เดิมเหมืองส่งน้ำเป็นแบบชั่วคราว จะนำกระสอบทรายมากั้น เสียหายต้องซ่อมทุกปี ปี 2556 เกิดรูปแบบจัดการน้ำใช้ท่อลอดสี่เหลี่ยมส่งน้ำและบานระบายน้ำแทน ใช้หลักการนำน้ำลำเหมืองอยู่ใต้ลำห้วย เวลาน้ำห้วยหลากจะล้นข้ามฝายไป ช่วยลดตะกอนไหลสู่ลำเหมือง คุณภาพน้ำจะดี บานระบายน้ำยังช่วยแบ่งน้ำช่วงน้ำมาก ฤดูแล้งจะกระจายน้ำให้ฝายที่ขาดน้ำได้ด้วย ส่วนการจัดการเหมืองฝายจัดสรรน้ำเป็นรอบเวร ใช้ประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ 3,800 ไร่ ฤดูฝนปล่อยน้ำตามลำเหมืองโดยธรรมชาติ ฤดูแล้งประชุม วางแผน กำหนดวันเพื่อแบ่งน้ำให้ต้นน้ำ ปลายน้ำอย่างเท่าเทียม ถ้าลักลอบเปิดแตจะมีค่าปรับ แต่สมาชิกก็เคารพกฎ บ้านเมืองกลางสามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนมาศึกษา &amp;quot; ประสิทธิ์ กล่าววันนี้จัดการน้ำเป็นระบบและทุกคนมีส่วนร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรียนรู้วิถีเกษตรชุมชนบนความยั่งยืนที่ฟาร์มอำเภอใจกับนิติ เที่ยงจันตา เกษตรกรรุ่นใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการเรียนรู้วิถีเกษตรชุมชน บนความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนฯ ครั้งนี้ ได้เยี่ยมชมฟาร์มอำเภอใจ ที่มีนิติ เที่ยงจันตา ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่วัย 32 ปี เปลี่ยนนาข้าวและสวนลำไยให้กลายเป็นเกษตรผสมสาน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน นิติ ในฐานะผู้ประสานงานสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) พาชมฟาร์มจนทั่ว พร้อมกับบอกว่า ครอบครัวทำเกษตร หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยแม่โจ้และเข้าทำงานที่โครงการพระราชดำริ 3 ปี ได้เรียนรู้แนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของพ่อหลวง ร.9 มากขึ้น ก็กลับมาทำเกษตรและปศุสัตว์ เริ่มจากเลี้ยงไก่ประดู่หางดำในระบบธรรมชาติ เป็นไก่พื้นเมือง&amp;nbsp; ต่อมาเพาะพันธุ์ลูกไก่ขาย และเพาะปลูกพืชผักที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนปลาก็เลี้ยงหน้าร้อนกับหน้าฝน ผักส่งขายตลาดชุมชม ทำให้มีรายได้ตลอดปี ฟาร์มอำเภอใจครบ 7 ปีแล้ว ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จอมทอง จำนวน 28 ราย เพาะลูกไก่ขายให้สมาชิกในกลุ่มนำไปเลี้ยงขุน 2,500 ตัวต่ออาทิตย์ ตนได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเลี้ยงไก่อย่างยั่งยืนจาก ม.แม่โจ้ และ สกว. การเลี้ยงได้มาตรฐาน ปัจจุบันจำหน่ายให้เบทาโกรร้อยละ 60 ราคาดี ที่สำคัญตลาดต้องการเพราะไก่มีคุณภาพ เนื้อมีรสสัมผัสที่ดี กรดยูริกน้อย ดีต่อสุขภาพ เพราะไม่ใช่สารเร่ง ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะลดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ในการทำฟาร์มอำเภอใจได้ประโยชน์จากการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำบ้านเมืองกลาง&amp;nbsp; เพราะทำให้เราสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ตลอดปี&amp;nbsp; มีน้ำเพียงพอปลูกผัก สระในฟาร์มที่ขุดเก็กกับน้ำก็ได้นำใช้จากลำเหมืองด้านบน มีแท็งก์เก็บน้ำ เป็นการเตรียมพร้อมกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงด้วย เดี๋ยวนี้แล้งถี่ขึ้น คิดว่า วิถีที่เลือกเดินมาถูกทางแล้ว อยากให้คนรุ่นใหม่จบมาอยากเป็นเกษตรกร ผมมีแผนจะขยายฟาร์ม ตลาดไก่พื้นเมืองเติบโตดี มีอนาคตไกล&amp;quot; นิติ เจ้าของฟาร์มอำเภอใจ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เยี่ยมชมโรงฟักไข่ อีกผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกร เมื่อสามารถวางแผนใช้น้ำดำรงชีพได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สนใจเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ บ้านเมืองกลาง ติดต่อมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ แล้วจะค้นพบแนวทางความสำเร็จผ่านการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น และหนุนให้ทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนบ้านเมืองกลาง จ.เชียงใหม่, ฟาร์มอำเภอใจ อ.จอมทอง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เกษตรทฤษฎีใหม่, โครงการพระราชดำริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191208/image_big_5dec705db7076.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีระวัฒน์ ห่วงบริษัทใหญ่รวมตัว ค้านพรบ.ส่งเสริมเกษตรยั่งยืนปลอดสารเคมี เผยดอดพบรมว.เกษตรฯแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมอธีระวัฒน์ ห่วง บริษัทยักษ์ใหญ่รวมตัว ค้าน พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ที่มีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะรวมไปถึงการไม่เห็นด้วยที่จะแบนการนำเข้าสารเคมีพาราควอตเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;24 ก.ค.61- ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข กล่าวถึงว่า ขณะนี้กำลังเกิดปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและแมลงพาราควอต ครอไพรีฟอส และไกลโฟเสท ที่ยังไม่สามารถห้ามการใช้และห้ามการนำเข้าได้ ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลจากเครือข่ายต้านสารพิษ และ biothaiทราบว่า ขณะนี้ทางกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่มีการรวมตัวทำหนังสือส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน ที่มีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า โดยร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายต่างๆ เช่น เกษตรผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เป็นต้น ให้ได้ 5 ล้านไร่ ภายในปี 2564 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และเพื่อให้สอดคล้องกันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติที่ประเทศไทยประกาศว่าจะเข้าร่วมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว แน่นอนว่า การคัดค้านดังกล่าว จะรวมไปถึงการไม่เห็นด้วยที่จะแบนการนำเข้าสารเคมีพาราควอตเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo; ย้ำมาตลอดว่าการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชขนาดหนักและเนิ่นนานทำให้ดินหมดความสามารถในการดูดซับและในที่สุดก็ต้องปล่อยให้สารเคมีเหล่านี้ ละลายในน้ำ เข้าไปในรากของพืชเข้าไปอยู่ในลำต้นใบล้างไม่ออก ต้มไม่สลายเพราะทนความร้อนได้ถึง 300 องศาเซลเซียส และยังเข้าไปในอาหาร เช่น ปลา ปู กบ เมื่อคนกินไปนานขึ้นเกิดโรคต่างๆโรคมะเร็ง บริษัทที่ขายสารเคมี ผลิตสารเคมีเหล่านี้ยังผลิตยาฆ่ามะเร็ง กำไรถ้วนตั้งแต่ต้นจนถึงปลายครบวงจร ที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นมากมาย &amp;nbsp;เราไม่ควรเดินตามไม่ใช่หรือ&amp;rdquo; ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14007</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์, บริษัทยักษ์ใหญ่ค้าสารเคมีเกษตร, พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน, พาราควอต, มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12, วนเกษตร, ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา, เกษตรทฤษฎีใหม่, เครือข่ายต้านสารพิษ และ biotha</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180703/image_big_5b3a5ddc6edb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
