<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 10:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนเขาแก้ว  อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช  ร่วมสร้าง “เมืองแห่งความสุข”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;คนเขาแก้วร่วมกันสร้างเมืองแห่งความสุข&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; อ.ลานสกา&amp;nbsp; จ.นครศรีธรรมราช&amp;nbsp; สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงหุบเขา&amp;nbsp; มีพื้นที่ทั้งหมด 42,197 ไร่&amp;nbsp; แบ่งออกเป็น 6 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 5,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ทำสวนผลไม้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; มังคุด และปลูกยางพารา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เป็นอีกตำบลหนึ่งที่ชาวบ้านร่วมมือกันพัฒนาชุมชนอย่างรอบด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อช่วยเหลือดูแลสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย&amp;nbsp; มีสถาบันการเงินชุมชน&amp;nbsp; ไม่ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ&amp;nbsp; กู้ยืมได้สูงถึง 250,000 บาท เสียดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ปลูกและผู้บริโภค&amp;nbsp; ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเป็นบำนาญยามสูงวัย ฯลฯ มีเป้าหมายเพื่อสร้างเขาแก้วให้เป็นเมืองแห่งความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เส้นทางสู่เมืองแห่งความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สาโรจน์&amp;nbsp; สินธู&amp;nbsp; แกนนำพัฒนาตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; ในฐานะประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านเริ่มกิจกรรมรวมกลุ่มกันพัฒนาตำบลตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; ในเดือนกรกฎาคมปีนั้น&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.เขาแก้ว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นกองทุนในการช่วยเหลือดูแลสมาชิกในตำบล&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 278&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาทเพื่อนำมาช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล&amp;nbsp; ช่วยเหลือคืนละ 200 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน&amp;nbsp; 15 คืน&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยเหลือตามอายุการเป็นสมาชิกตั้งแต่ 2,000-12,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ช่วยเมื่อเกิดภัยพิบัติ 3,000 บาท&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องคลอดบุตร&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดย อบต.และ พอช.ร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนสวัสดิการฯ เพื่อให้กองทุนเติบโต&amp;nbsp; แม้ว่าวงเงินที่ช่วยเหลือสมาชิกจะไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ก็ทำให้ชาวบ้านในตำบลได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน&amp;nbsp; โดยใช้เงินเพียงวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท&amp;nbsp; นานวันเข้ากองทุนก็จะงอกเงยช่วยเหลือสมาชิกได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สาโรจน์&amp;nbsp; สินธู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกองทุนสวัสดิการฯ ที่เริ่มจากสมาชิกเพียงหลักร้อย&amp;nbsp; แต่เมื่อการบริหารงานโปร่งใส&amp;nbsp; สมาชิกสามารถตรวจสอบได้&amp;nbsp; ประกอบกับได้รับการหนุนเสริมจาก อบต.เขาแก้ว&amp;nbsp; ช่วยประชาสัมพันธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้ามาเป็นสมาชิก&amp;nbsp; กองทุนจึงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ที่มาจากตัวแทนชาวบ้านในหมู่ต่างๆ รวม 24 คนช่วยกันบริหารกองทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้ทรงคุณวุฒิในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เจ้าคณะอำเภอลานสกา นายก อบต. ผู้อำนวยการ รพ.สต.&amp;nbsp; ผู้อำนวยการโรงเรียน&amp;nbsp; และมีที่ปรึกษา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ช่วยกันขับเคลื่อนให้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้วเดินไปได้อย่างมั่นคง&amp;nbsp; ปัจจุบัน (มีนาคม 2564) กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ มีสมาชิกจำนวน 4,033 คน&amp;nbsp; มีเงินกองทุนประมาณ&amp;nbsp; 3.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 กองทุนสวัสดิการชุมชนจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 4,500 คน&amp;nbsp; เพื่อให้ครอบคลุมประชากรประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์-ตำบล&amp;nbsp; ส่วนผู้ที่ไม่เข้าร่วมอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เป็นคนที่มีฐานะหรือเป็นข้าราชการที่มีระบบสวัสดิการรองรับอยู่แล้ว&amp;rdquo; &amp;nbsp;สาโรจน์บอกถึงเป้าหมายในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลวิเคราะห์-แก้ปัญหาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาโรจน์เล่าต่อไปว่า&amp;nbsp; ในช่วงปี 2558 &amp;nbsp;เกิดปัญหายางพาราราคาตกต่ำทั่วประเทศ&amp;nbsp; จากราคาที่ชาวบ้านเคยขายยางถ้วยได้กิโลกรัมละ 60 บาท&amp;nbsp; ลดลงเหลือ 18 บาท&amp;nbsp; ชาวบ้านในตำบลเขาแก้วที่ปลูกยางพาราเป็นอาชีพหลักจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย&amp;nbsp; หลายครอบครัวที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง&amp;nbsp; เมื่อขัดสน&amp;nbsp; ขาดรายได้&amp;nbsp; จึงต้องหันไปกู้ยืมเงินนอกระบบ&amp;nbsp; เกิดปัญหาหนี้สินติดตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาดังกล่าว&amp;nbsp; แกนนำในตำบลจึงใช้ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;rsquo; ซึ่งเดิมชาวบ้านร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในตำบล (ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล พ.ศ. 2551) แต่ในช่วงที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วยังมีบทบาทไม่เด่นชัด&amp;nbsp; กลุ่มแกนนำในตำบลจึงถือโอกาสนี้ทบทวนบทบาทของสภาฯ และใช้เวทีการประชุมสภาฯ ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาในตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวิเคราะห์ข้อมูลตำบลในครั้งนั้นพบว่า&amp;nbsp; คนในตำบลเขาแก้วส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม&amp;nbsp; และขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; เมื่อราคายางตกต่ำจึงต้องกู้หนี้ยืมสิน&amp;nbsp; เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ&amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ดินที่ปลูกยางพารา &amp;nbsp;และผลไม้ทั้งตำบล&amp;nbsp; ประมาณ 70 % ไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; เพราะทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวงและอุทยานฯ น้ำตกโยง&amp;nbsp; จึงไม่สามารถนำที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงินได้&amp;nbsp; ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนั้น&amp;nbsp; ทำให้เรารู้ว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านควรจะมีแหล่งทุนเป็นของตนเอง จึงนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมการออมและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วเป็นกลไกขับเคลื่อน&amp;nbsp; ใช้คณะกรรมการสภาฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน&amp;nbsp; เพื่อให้เข้ามาเป็นสมาชิก&amp;nbsp; แต่เรามีเงื่อนไขว่า&amp;nbsp; คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกสถาบันการเงินฯ จะต้องเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนด้วย&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงช่วยเหลือกัน&amp;rdquo; &amp;nbsp;สาโรจน์ชี้แจงความเป็นมาของการจัดตั้งแหล่งทุนของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; เริ่มจัดตั้งในเดือนพฤษภาคม 2558&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน&amp;nbsp; 223 คน&amp;nbsp; สมาชิกจะต้องฝากเงินเข้าสถาบันฯ เดือนละ 1 ครั้ง&amp;nbsp; อย่างน้อยคนละ 100 บาท&amp;nbsp; ใครมีมากก็ฝากมาก&amp;nbsp; มีเงินสะสมรวมกันในช่วง 6 เดือนแรกประมาณ&amp;nbsp; 385,000 บาท &amp;nbsp;เมื่อมีเงินมากขึ้นจึงนำเงินมาให้สมาชิกกู้ยืม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกสามารถกู้เงินเพื่อประกอบอาชีพ&amp;nbsp; การศึกษาของบุตรหลาน&amp;nbsp; รักษาพยาบาล&amp;nbsp; หรือปลดหนี้สิน&amp;nbsp; หนี้นอกระบบ&amp;nbsp; ได้สูงสุด 100,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 บาทต่อเดือน&amp;nbsp; และผ่อนชำระเงินกู้ได้ตามความจำเป็น&amp;nbsp; จึงช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้มาก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้กลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลเขาแก้วยังส่งเสริมให้สมาชิกสถาบันการเงินชุมชนปลูกต้นไม้เศรษฐกิจที่มีค่า&amp;nbsp; โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กลุ่มออมต้นไม้&amp;rsquo; ในปี 2560 &amp;nbsp;ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 10,000 บาท&amp;nbsp; เพื่อนำมาซื้อกล้าไม้เศรษฐกิจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตะเคียนทอง&amp;nbsp; จำปาทอง&amp;nbsp; พะยูง&amp;nbsp; สะเดาเทียม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จำนวน 1,000 ต้น&amp;nbsp; แจกจ่ายให้สมาชิกปลูก &amp;nbsp;เมื่อต้นไม้เติบโตก็จะมีราคา สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินชุมชนฯ &amp;nbsp;และยังเป็นการเติมพื้นที่สีเขียวเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ให้แก่ตำบลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;มอบต้นไม้ให้สมาชิกนำไปปลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกกลุ่มออมต้นไม้ในตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; มีประมาณ 89 &amp;nbsp;ครอบครัว&amp;nbsp; สมาชิกจะปลูกต้นไม้แบบสวนสมรม&amp;nbsp; หรือปลูกแทรกลงไปในสวนผลไม้&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเป้าหมายปลูกเพิ่มปีละ 1,000 ต้น&amp;nbsp; เมื่อต้นไม้มีอายุได้ 10 ปี&amp;nbsp; หรือภายในปี 2570 &amp;nbsp;สามารถเอาต้นไม้เศรษฐกิจมาเป็นหลักทรัพย์&amp;nbsp; ใช้ค้ำประกันหรือกู้เงินจากสถาบันการเงินชุมชนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำหนดว่าต้นไม้ที่มีเส้นรอบวง 1 เซนติเมตร&amp;nbsp; จะมีมูลค่า&amp;nbsp; 100 บาท&amp;nbsp; หากมีเส้นรอบวง 100 ซม. หรือ 1 เมตร&amp;nbsp; จะมีมูลค่า 10,000 บาท&amp;nbsp; ถ้ามี&amp;nbsp; 10 ต้นสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์หรือกู้เงินจากสถาบันฯ ได้ถึง 100,000 บาท&amp;nbsp; หรือปล่อยให้ต้นไม้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 3 บาท&amp;nbsp; หากเริ่มปลูกต้นไม้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเมื่อต้นไม้อายุได้ 30 ปีจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าต้นละ 20,000-30,000 บาท&amp;nbsp; หากปลูก 100&amp;nbsp; ต้นก็จะมีเงินล้านเอาไว้ใช้ในยามสูงวัย&amp;nbsp; ไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานหรือเงินคนชราที่ได้ไม่ถึงเดือนละ 1,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน (มีนาคม 2564) สถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;มีสมาชิกจำนวน 603&amp;nbsp; ราย &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเงินหมุนเวียนประมาณ 6 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมาชิกสามารถกู้ได้สูงสุด 250,000 บาท&amp;nbsp; โดยใช้สมาชิกค้ำประกัน&amp;nbsp; 2 คน&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีสมาชิกกู้ยืมเพื่อนำเงินไปประกอบอาชีพ&amp;nbsp; หมุนเวียน&amp;nbsp; ปลดหนี้สินแล้วกว่า 100 ราย&amp;nbsp; เปิดทำการฝาก-กู้-ชำระหนี้&amp;nbsp; ทุกวันที่ 6 ของเดือน&amp;nbsp; โดยมีคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ &amp;nbsp;รวม 15 คน&amp;nbsp; แบ่งหน้าที่ทำงานเป็นฝ่ายต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผู้จัดการ&amp;nbsp; เหรัญญิก&amp;nbsp; ฝ่ายสินเชื่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายตรวจสอบบัญชี&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์-อาหารปลอดภัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาคุณภาพชีวิตครบวงจร สร้างเมืองแห่งความสุข&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มไส้เดือนลานสกา &amp;nbsp;ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; ชำนาญ&amp;nbsp; ราบบำเพิง&amp;nbsp; กรรมการกลุ่มไส้เดือนเล่าว่า&amp;nbsp; กลุ่มเริ่มก่อตั้งในปี 2560 เริ่มจากแกนนำที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ประมาณ 20 คนรวมกลุ่มกันลงหุ้นได้เงินประมาณ 50,000 บาท&amp;nbsp; นำไปซื้อไส้เดือนพันธุ์ &amp;nbsp;AF ( African Night Crawler) &amp;nbsp;ซึ่งเป็นไส้เดือนขนาดใหญ่นำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์&amp;nbsp; เพื่อนำมูลไส้เดือนไปใส่รอบโคนต้นทุเรียน&amp;nbsp; มังคุด&amp;nbsp; และแปลงผักสวนครัว&amp;nbsp; มูลไส้ดินจะช่วยบำรุงต้นไม้&amp;nbsp; ทำให้พืชผักงดงาม&amp;nbsp; นอกจากนี้ไส้เดือนจะช่วยพรวนดิน&amp;nbsp; ทำให้ดินร่วนซุย&amp;nbsp; ระบายอากาศได้ดี&amp;nbsp; รากพืชจะแตกฝอย&amp;nbsp; ดึงอาหารไปเลี้ยงต้นได้มากขึ้น&amp;nbsp; พืชผักจึงงดงาม&amp;nbsp; และปลอดสารเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันกลุ่มไส้เดือนมีสมาชิก 65 ราย&amp;nbsp; เลี้ยงไส้เดือนในบ่อซีเมนต์จำนวน 45 บ่อ&amp;nbsp; ใช้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไส้เดือนใส่ลงในบ่อๆ ละ 1 กิโลกรัม&amp;nbsp; ใส่มูลวัวแห้ง&amp;nbsp; ก้อนเพาะเห็ดที่หมดเชื้อแล้วลงไปผสม&amp;nbsp; ใช้เศษผัก&amp;nbsp; ผลไม้&amp;nbsp; หยวกกล้วยเป็นอาหารไส้เดือน&amp;nbsp; ใช้เวลา 1 เดือนก็นำมูลไส้เดือนมาทำปุ๋ยได้&amp;nbsp; ส่วนไส้เดือนก็จะแพร่พันธุ์ต่อไปอีกไม่รู้จบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกลุ่มจะมีรายได้จากการขายพันธุ์ไส้เดือนกิโลกรัมละ 600 บาท&amp;nbsp; ปุ๋ยไส้เดือนกิโลกรัมละ 20 บาท&amp;nbsp; เดือนหนึ่งจะขายปุ๋ยได้ประมาณ&amp;nbsp; 500 กิโลกรัม&amp;nbsp; และกำลังส่งเสริมให้ชาวบ้านทั้งตำบลเพราะเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยเอง&amp;nbsp; ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเร่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; พืชผัก&amp;nbsp; ผลไม้ก็งดงามได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มอาหารพื้นบ้าน&amp;nbsp; เป็นอีก 1 กลุ่มที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp; เพราะทำอาหารไปประกวดในระดับจังหวัดได้รับรางวัลมาแล้วหลายครั้ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุกัลยา&amp;nbsp; โอฬาร์กิจ &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ประธานกลุ่ม&amp;nbsp; ในฐานะแม่ครัวหัวป่าก์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้กลุ่มรับงานทำอาหารเลี้ยงในงานต่างๆ ทั่วไป&amp;nbsp; รวมทั้งโต๊ะจีน&amp;nbsp; คิดราคาเหมาเป็นหัวต่อมื้อๆ ละ 120-200 บาท&amp;nbsp; เคยรับงานเลี้ยงสูงสุด 800 คน&amp;nbsp; รายได้จะนำมาแบ่งให้สมาชิก 15 คน&amp;nbsp; แม่ครัวมี 5 คน&amp;nbsp; มีรายได้ครั้งละ 700-1,000 บาท&amp;nbsp; หากเป็นงานศพจะคิดราคาถูก&amp;nbsp; เพราะถือว่ามาช่วยทำบุญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อาหารพื้นบ้านและแกนนำพัฒนา (จากซ้ายไปขวา) สิรินทร์&amp;nbsp; สุกัลยา และสาโรจน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอาหารจานเด็ดจะใช้พืชผักธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ตามเชิงเขาตามลำห้วย&amp;nbsp; หรือพืชผักที่ปลอดสารเคมี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บอนมิ้น&amp;nbsp; ผักกูด&amp;nbsp; ส้มเค้า&amp;nbsp; รวมทั้งหยวกกล้วยดองรสชาติอร่อย หวานกรอบ&amp;nbsp; นำพืชผักเหล่านี้มาปรุงเป็นอาหารต่างๆ เช่น&amp;nbsp; แกงส้มบอนมิ้นใส่ปลาทะเลหรือปลาย่าง&amp;nbsp; แกงเลียงใส่ส้มเค้า&amp;nbsp; ยำผักกูดใส่กุ้งหมึกและไข่ต้มราดกระทิ&amp;nbsp;&amp;nbsp; หยวกกล้วยดองกินกับน้ำชุบหรือน้ำพริกกะปิ&amp;nbsp; ได้รสชาติแบบบ้านๆ แต่ &amp;ldquo;หรอยแรง&amp;rdquo;  &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิรินทร์ &amp;nbsp;สินธู &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจากกลุ่มต่างๆ ในตำบลจะร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ แล้ว&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ กองทุนสวัสดิการ&amp;nbsp; และสถาบันการเงินชุมชนฯ ยังเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ในตำบลมาทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; โดยร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล&amp;nbsp; อสม.&amp;nbsp; และ อบต.เขาแก้ว เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวเขาแก้วแบบครบวงจร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมกิจกรรมเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; การออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษา&amp;nbsp; ดูแลผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ป่วยติดเตียง&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานประสานสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (สป.สว.) สำรวจข้อมูลผู้สูงวัย &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนในการส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย&amp;nbsp; ซึ่งในตำบลเขาแก้วขณะนี้มีผู้สูงวัยประมาณ 900 คน&amp;nbsp; เพื่อให้เตรียมพร้อมและใช้ชีวิตในยามสูงวัยได้อย่างมีความสุข&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีเงินเก็บออม&amp;nbsp; มีต้นไม้มีค่าเป็นบำนาญ&amp;nbsp; มีสุขภาพแข็งแรง&amp;nbsp; มีสภาพบ้านเรือน-ห้องน้ำที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย มีกิจกรรมต่างๆ ทำ&amp;nbsp; ไม่ซึมเศร้าหงอยเหงา ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถือเป็นตำบลต้นแบบแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างชุมชน&amp;nbsp; สร้างเขาแก้วให้เป็นเมืองแห่งความสุข !! &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97435</URL_LINK>
                <HASHTAG>นครศรีธรรมราช, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., อ.ลานสกา, เกษตรอินทรีย์, เมืองแห่งความสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605eafe480140.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2021 14:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มกอช. เดินหน้าติวเข้มกลุ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ เรียนรู้ เข้าใจใช้ระบบ PGS พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินเบื้องต้น มุ่งสร้างความเข้มแข็งเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานมีหน้าที่ในการกำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรตั้งแต่ไร่นาจนถึงผู้บริโภค ด้วยนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามยุทธศาสตร์ชาติ มีความประสงค์ที่จะทำให้จำนวนเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร ได้เข้าสู่ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 20 ต่อปีซึ่งการดำเนินการด้านการผลิต ตรวจสอบและรับรองสินค้าในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) นั้น จำเป็นต้องสร้างกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง และมีการพัฒนา ให้มีความรู้ ความชำนาญในการตรวจสอบรับรองระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อผลักดันให้สินค้าเกษตรของชุมชนได้รับการรับรองตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น มกอช. โดยกองรับรองมาตรฐาน ได้จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาผู้ตรวจประเมินภายในของกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมในพื้นที่จังหวัดนครนายก สระแก้ว จันทบุรี และระยอง (ตั้งเป้า 4 จังหวัด ให้ได้ 220 ราย จัดสัมมนาที่ จ. นครนายก ได้ 50 ราย สระแก้ว ได้ 90 ราย จันทบุรีและระยอง กำลังจะจัดสัมมนา ) เพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจของเกษตรกรเกี่ยวกับกระบวนการการรับรองแบบมีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาผู้ตรวจประเมินของกลุ่มเกษตรกรในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม และรวบรวมข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรองกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ โดยกองรับรองมาตรฐานจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ผ่าน มกอช. ได้ดำเนินโครงการยกระดับเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมเข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐาน (PGS) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ลำปาง ขอนแก่น มหาสารคาม กำแพงเพชร และนครสวรรค์ ซึ่งมีเกษตรกรที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์แบบ PGS มาร่วมโครงการ รวมจำนวน 393 ราย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ มกอช. มุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ ไปใช้ในการดำเนินการตามระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคนที่สามารถเป็นผู้ตรวจประเมินเบื้องต้นได้ โดยตรวจทั้งในแปลงของกลุ่มตนเอง และแปลงของกลุ่มสมาชิกภายในจังหวัด ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อาหาร&amp;rdquo;เลขาธิการ มกอช. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96361</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กลุ่มเกษตรกร, นายพิศาล พงศาพิชณ์, มกอช., สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210317/image_big_6051b467d96be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2021 00:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2021 05:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างโอกาสสุขภาวะ ปลุกพลัง “เกษตรอินทรีย์” เปลี่ยนโลก-เปลี่ยนเรา สู้ภัยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;สสส.-ภาคีเครือข่าย พลิกวิกฤติ เป็นโอกาสสร้างสุขภาวะ ปลุกพลัง &amp;ldquo;เกษตรอินทรีย์&amp;rdquo; ขายสินค้าออนไลน์ จัดเทศกาล &amp;ldquo;กินสบายใจ-ห่างไกลโควิด-19&amp;rdquo; เสวนาถอดบทเรียน &amp;ldquo;เปลี่ยนโลก-เปลี่ยนเรา&amp;rdquo; สร้างวิถี New Normal สู้ภัยโรคระบาด ตัดวงจรโควิด-19 จ.อุบลราชธานี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;ข้าวปลาอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารปลอดภัยในสถานการณ์โควิดเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นในงานเทศกาลกินสบายใจ ห่างไกลโรคในปีนี้จึงจัดให้มีการเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ข้าวปลาอาหารเรื่องสำคัญในสถานการณ์โควิด&amp;rdquo; มีวิทยากรชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. อ.สง่า ดามาพงษ์ รวมถึง นพ.สุวิทย์ โรจนศักดิ์โสธร นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุบลราชธานี โดยมี กมล หอมกลิ่น ดำเนินรายการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิสื่อสร้างสุข และภาคีเครือข่าย จัดงานเทศกาลกินสบายใจ ห่างไกลโรค ปี 9 ชวนผู้ผลิต ผู้บริโภคเปลี่ยน เตรียมความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ภัยพิบัติ และวิกฤติโควิด-19 ปลุกพลัง สร้างทางเลือกให้ &amp;ldquo;เกษตรอินทรีย์&amp;rdquo; มีทางเลือก ทางรอดจากสถานการณ์โรคระบาด และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นรับมือภัยพิบัติ ควบคู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;นพภา พันธุ์เพ็ง ประธานกรรมการมูลนิธิสื่อสร้างสุข กล่าวว่า งานเทศกาลกินสบายใจ ห่างไกลโรค ปี 9 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการกินสบายใจ ดำเนินงานโดยมูลนิธิสื่อสร้างสุข สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปีนี้จัดขึ้นในหัวข้อ &amp;ldquo;โควิด-19 เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม 2564 แบบ new normal รูปแบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อชวนทุกคนเปลี่ยนวิถีการผลิต การบริโภค และปรับวิถีชีวิตใหม่ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องสภาพอากาศ ภัยพิบัติ และสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส. กล่าวว่า สสส.และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านอาหารปลอดภัยมาอย่างยาวนาน มีผู้คนมากมายตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อาหารมีส่วนร่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง และเชื่อมร้อยงานด้านอาหาร จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะในมิติของสุขภาพ เพราะมีกระบวนการที่ทำงานเชื่อมร้อยคนให้มาเรียนรู้การผลิต การรับรองมาตรฐาน การตลาด การบริโภค ลงมือทำจนเกิดเป็นรูปธรรม และขยายสู่สังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ล้วนทำให้เกิดสุขภาวะ ทางกาย ใจ สังคม และปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;เกริกชัย ผ่องแผ้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลกระทบจากการบริโภคที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่สูงขึ้นถึง 1.47 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในปี 2563 ทั่วโลกได้เกิดโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ผลิตอาหาร และผู้บริโภคอาหาร ตลอดจนกลไกการกระจายอาหารในหลายพื้นที่ ตลาดบางแห่งได้ปิดตัวลง ทำให้ประชาชนบางกลุ่มขาดแคลนอาหาร หรือเข้าไม่ถึงอาหาร เกษตรกรผู้ผลิตก็ขาดช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสู่ผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา ขาดรายได้ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;วิกฤติที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ชวนทุกคนหันมาพึ่งตนเองแบบองค์รวม ทั้งเรื่องอาหาร และวิถีการดำเนินชีวิต โดยเริ่มต้นที่การเปลี่ยนเรา เพื่อเปลี่ยนโลก ทั้งการผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ การบริโภคอาหารอินทรีย์ ที่จะเชื่อมโยงไปถึงสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่เกื้อกูลกัน รวมทั้งชวนเปลี่ยนวิถีชีวิตอื่นๆ เช่น การจัดการขยะในครัวเรือน การลดการใช้ถุงพลาสติก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำรงชีวิตของเราด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;ภายในงานมีการจัดเสวนา &amp;ldquo;ชวนเปลี่ยน โควิด-19 เปลี่ยนเราเปลี่ยนโลก&amp;rdquo;, ถอดบทเรียน โควิดปิดเมืองไม่อดตาย, กิจกรรม live สดนาทีทองสินค้าเกษตรอินทรีย์, การประกวด Organic Got talent 2012 ออร์แกนิกขายให้ปัง โดยมีเกษตรอินทรีย์ที่สนใจร่วม live ขายสินค้าจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการเวิร์กช็อปชวนปลูกกะกล่ำปลีกินเอง และการให้แนวคิดเรื่องการสร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือภัยพิบัติกับผู้เข้าร่วม หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;กินสบายใจ&amp;rdquo;. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:2.4pt; margin-right:0in; margin-bottom:2.4pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

กินสบายใจไกลโควิด-19 สร้างความมั่นคงอาหาร

ถอดบทเรียน บ.ยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินก้อนโตผูกขาดใช้เทคโนโลยี ผลิตอาหารกระทบราคาแพงขึ้น

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การเปิดฉากงานในปีนี้ท่ามกลางโควิด-19 ระลอกใหม่ นำโดยวิทยากร โจน จันได จากศูนย์พันพรรณ จังหวัดเชียงใหม่ พรรณี เสมอภาค ประธานคณะกรรมการ PGS กินสบายใจ เกษตรกรแปลงต้นแบบรับมือภัยพิบัติกลุ่มกินสบายใจ ปาฏิหาริย์ มาตสะอาด คนรุ่นใหม่ที่หันมาทำเฮือนสวนเฮา Organic Farm ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ มีโจทย์ใหญ่ที่ร่วมกันแสดงความเห็นและหาทางออก ประเด็นที่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายแห่งเดินหน้านำเม็ดเงินก้อนโตลงทุนใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรมูลค่ามหาศาล กำลังคนน้อยลง จนสร้างปรากฏการณ์อาหารเกษตรราคาแพง ขณะที่บริษัทผลิตข้าวโพดจากสหรัฐใช้ต้นทุนสูงกว่าไทย 4 เท่า ส่งออกอาหารไปยังประเทศยากจนด้วยงบโฆษณาจูงใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เสวนาออนไลน์ครั้งแรกของ จ.อุบลราชธานี รูปแบบ New Normal เมื่อวันที่ 29-31 ม.ค.64 มีเป้าหมายเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อความยั่งยืน ภายในงานมีการให้ความรู้ สร้างผลผลิตอินทรีย์แบบออนไลน์ส่งตรงถึงบ้าน จัดแสดงนิทรรศการออนไลน์ มีการประกวดกินสบายใจมากมาย เช่น เชิญชวนเกษตรอินทรีย์ ขายให้ปัง ลุ้นรับรางวัล 1 หมื่นบาท ประกวดทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงให้ความรู้การปลูกผักในบ้าน ปรับวิถีชีวิตใหม่ให้ยั่งยืน แล้วนำมาทดลองจำหน่ายเกษตรสินค้าอินทรีย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดยปีนี้ใช้รูปแบบ &amp;ldquo;โควิด-19 เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก&amp;rdquo; กินสบายใจห่างไกลโรคจัดเป็นปีที่ 9 แม้จะอยู่กันคนละจังหวัด แต่ทุกพื้นที่สามารถร่วมกันชมผ่านช่องทางออนไลน์ เพจอุบล เพจกินสบายใจ เพจสถานีข่าวได้ ระหว่างจัดงานสามารถแชร์ความคิดเห็นกับผู้ร่วมงานทุกคนได้ โดยมีประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งบริษัทบุญมีฤทธิ์มีเดีย ดำเนินรายการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พรรณี เสมอภาค ประธานคณะกรรมการ PGS กินสบายใจ เกษตรกรแปลงต้นแบบรับมือภัยพิบัติกลุ่มกินสบายใจ เปิดประเด็นว่า โควิด-19 ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยน จากเดิมที่เคยทำได้กลายเป็นทำไม่ได้ ธุรกิจการตลาดภาคการเกษตรก็เปลี่ยนอันเนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น หลายคนเปลี่ยนแปลงตัวเองมาทำงานด้านเกษตรกรรม แต่ก่อนที่เคยทำนา ปรับพื้นที่นามาทำสวนหลากหลาย ขณะนี้อุณหภูมิโลกเฉลี่ย 1.47 องศา ที่อุบลฯ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคระบาด ปี 2562 อุบลฯ น้ำท่วมใหญ่ พื้นที่ข้าวเสียหายเพราะน้ำท่วม ฝนแล้งก็ได้รับผลกระทบ ปีที่แล้วไม่มีข้าวพอกินส่งผลต่อรายได้ อันเนื่องมาจากสภาพอากาศและภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกษตรกรมีความเสี่ยงสูงเป็นเรื่องที่เราจะรับมือได้อย่างไร จึงตั้งต้นกำหนดพื้นที่ 50 แปลงต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากสภาพอากาศและภัยพิบัติ กลุ่มเกษตรกรกินสบายใจเข้าร่วมโครงการ 200 คน แบบครบวงจร โดยริเริ่มจากการออกแบบฟาร์มให้เหมาะสมกับภูมินิเวศในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ถ้าเราเปรียบเทียบอุณหภูมิโลกกับร่างกายก็เหมือนกัน เพราะโลกป่วยจึงเกิดโรคระบาดในพืช น้ำท่วมเกิดความเสียหาย จากสถิติน้ำท่วมปี 2521 น้ำท่วมหนักอีกครั้ง 2545 ห่างกัน 21 ปี น้ำท่วมหนักมากปี 2554 ห่างกัน 9 ปี ปีนี้อาจจะน้ำท่วมและน้ำแล้ง เมื่อเกิดโรคระบาดในพืชจะเสียหายทั้งหมด จากสถิติร้อยปีอุณหภูมิจะเปลี่ยน 1 องศา ในปี 2552-2563 ลดเวลาลงอุณหภูมิขึ้น 2 องศา คนก็แย่ด้วยต้องเผชิญกับโรคระบาดทั้งคน พืช โควิดส่งผลเห็นได้อย่างชัดเจน ผู้คนกลับบ้านเพื่อปลูกผักที่บ้านได้อย่างยาวนาน เราทำพื้นที่เป็นหลุมหลบภัยพิบัติ เป็นพื้นที่เรียนรู้เกษตรอินทรีย์สอดคล้องกับระบบนิเวศถึงระบบการตลาด หมายความว่า &amp;ldquo;เมื่อโลกเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนตามโลก ไม่เคยแล้งก็แล้ง ไม่เคยน้ำท่วมก็ท่วม&amp;rdquo; พรรณีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทุกอย่างต้องปรับที่ตัวเอง อะไรที่ยังไม่เคยทำก็ต้องทำ เก็บข้อมูล อุณหภูมิความชื้น กลุ่มที่เริ่มต้นด้วยกัน บางคนปลูกผักหลากหลายเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยง พื้นที่เดิมเคยทำนาก็หันมาปลูกผัก ทำสวน สังเกตเรื่องดิน ทำให้ระบบดี พื้นที่ร้อนมาก ไม่มีต้นไม้ ส่งผลให้แมลงวัชพืชลงได้ ร้อนมากแมลงกระจายตัวได้ดี เพลี้ยกระโดดระบาดมากในช่วงหน้าร้อน สิ่งเหล่านี้ต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้ เก็บข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ เมื่อเจอโรคระบาดมีความเข้าใจเกษตรกร เมื่อเจอปัญหาก็ต้องหันหน้ามาคุยปรึกษากันเพื่อหาทางออก การที่ลูกหลานหลายคนกลับมาอยู่บ้านมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ช่วยพ่อแม่ เพราะที่ผ่านมาพ่อแม่ทำงานด้วยความยากลำบาก ลูกหลานเข้ามาช่วยการเกษตรทำให้ราคาดีขึ้น ขายผลผลิตสินค้าทางออนไลน์ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เรื่องอาหารการกิน ความมั่นคงทางอาหาร ไม่มีกิน การมีกินในภาคอีสานพืชผักที่ปลูกในบ้านก็มีกินแล้ว ลูกหลานตกงานกลับบ้านทุกอย่างก็มีกิน ไม่มีอดตาย พ่อแม่มีข้าวหุงให้กิน ผักก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในบ้านตัวเอง อย่างที่เรียกว่าข้าวไร่ปลายนา ระบบนิเวศ มีปลาร้า มีข้าว มีปลา มีผักอยู่รอบตัว มีผลไม้ตามฤดูกาลที่เก็บกินได้ตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;พรรณีกล่าวต่อว่า การรวมกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะทำให้มีกำลังใจ เหมือนมีเพื่อน ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว ถ้าเราทำอะไรคนเดียวเมื่อมีปัญหา หันหน้าหันหลังจะทำอย่างไร แต่ถ้าเรามีเพื่อน มีเครือข่าย ทำให้มีกำลังใจ ข้อมูลความรู้ที่ขาดหายไป การสร้างมาตรฐานคุณภาพ เราต้องมีเกษตรกรในเครือข่ายเป็นพี่เลี้ยงแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ การทำผ้าป่าเมล็ดพันธุ์พืช ผ้าป่าข้าว ทำระบบควบคุมมาตรฐานสร้างความเชื่อต่อผู้บริโภค ทำให้มีคนเข้ามาช่วยเหลือเราได้มากยิ่งขึ้นด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โจน จันได เจ้าของศูนย์พันพรรณ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิดมาเร็วและแรง อันเนื่องมาจากวิถีชีวิตของคนเราไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เราไม่รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงในภาคเหนือ หากทบทวน 20 ปีย้อนหลัง คนเหนือจะนั่งผิงไฟตั้งแต่เช้าจนถึง 9 โมงเช้า (เดือน พ.ย.-ก.พ.) ไม่ทำงานจนกว่าจะ 9 โมงเช้า เพราะอากาศหนาวมาก เมื่อถึงเวลาบ่าย 4 โมงก็จะเริ่มอาบน้ำแล้ว มีการก่อไฟแม้แต่ที่ไนท์พลาซ่าก็ยังเห็นคนนั่งผิงไฟ แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาไม่เห็นคนนั่งก่อไฟ ผิงไฟ ใส่เสื้อกันหนาว เราเรียนรู้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับคนรอบข้าง บรรยากาศที่เกิดขึ้นหลายๆ อย่างนั้น ยิ่งคนที่มีอาชีพเกษตรกรรมจะเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;คนส่วนมากที่ไม่ได้ทำการเกษตร คนมักไม่รู้ว่าเกิดภัยพิบัติ ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ไม่ได้คิดรักษาตัวเอง เดินตามวิถีเดิมๆ และสังคมไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ ปี 2540 มีปัญหาคนตกงานจำนวนมากต้องเดินทางกลับไปบ้านเกิดของตัวเอง ปีนี้เกิดโควิดเป็นภัยพิบัติ สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตที่เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต อาหาร คนที่มีชีวิตอยู่ย่อมได้รับผลกระทบทั้งคน สัตว์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก เป็นความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง คนลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา มุ่งหน้าเพื่อบริโภคได้มากที่สุด ผู้ผลิตสร้างทรัพยากรลดน้อยลง จึงเป็นวิกฤติรุนแรงมากที่สุด โจนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โจน จันได กล่าวต่อว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดถึงวิธีการแก้ไขปัญหา รู้วิถีแบบเดิมๆ ก็ต้องนำไปสู่วิถียั่งยืนมากยิ่งขึ้นด้วย วิถีเดิมๆ บางอย่างก็ใช้ไม่ได้ แต่บางอย่างก็ใช้ได้ดีมาก วิถีเดิมที่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อยอด ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่วิถียั่งยืนรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การที่เกิดวิกฤติการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเป็นปกติของธรรมชาติ ผลักดันให้เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง วิวัฒนาการขึ้นอยู่กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือความเป็นจริง คนอยากให้เหมือนเดิม เรายอมรับ เข้าใจ เปิดใจตลอดเวลา เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง แต่คนทั่วไปอยากทำเหมือนเดิม การใส่ปุ๋ยเคมี แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว เราจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด เตรียมพร้อมกับการเผชิญวิกฤติ เปิดใจที่จะใช้เหตุผลมากกว่าอยากใช้ความคุ้นเคยมักง่าย ต้องมีการจดข้อมูลรวบรวมสถิติเพื่อทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ พัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ได้ผลผลิตสูงขึ้นและมีความยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;แต่ที่ผ่านมานั้น เราไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้ คิดแต่ให้ได้ผลผลิตสูงๆ และขายสินค้าในราคาแพง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงเราขายแพงไม่ได้ถ้ามีผลผลิตเยอะ เราต้องเผชิญกับปัญหาเดิมๆ เหมือนกันทุกๆ ปี ถ้าเราแข่งกันทำนาปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นจำนวนมากๆ ยิ่งได้ผลผลิตสูงมากเท่าไหร่ราคาก็ตกต่ำลง เราไม่เคยเตรียมตัว ไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง สภาพปัจจุบันเป็นความจำเป็นตามธรรมชาติเมื่อเกิดวิกฤติ มีความซับซ้อน กีดขวางสิ่งที่เราคุ้นเคย เมื่อคิดแล้วเลือกใครที่พร้อมปรับตัวได้ ปรับตัวตน มิฉะนั้นเกษตรกรจะไปไม่รอด การเพาะปลูกลงทุนสูงปัญหาเยอะ คนก็ไม่อยากจะลงทุน มีแต่คนคิดอยากจะทำธุรกิจ ทำงานน้อยลงเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เราต้องทบทวนถึงสิ่งที่คนไม่อยากจะทำ ถ้าเราสังเกตและทดลองทำเราจะเจอกับความง่าย ทุกอย่างล้วนมีค่าสร้างรายได้ที่เราต้องการ สนุกได้เสมอถ้าเราต้องการ คือความงดงามเป็นสิ่งที่ท้าทายที่เราตื่นเต้น วิกฤติอย่าคิดแต่ว่าเป็นเรื่องเลวร้าย จะทำให้เราสนุกกับการค้นคว้าทดลองการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ดีถ้าเราคิดว่าย่ำแย่มากจะเกิดความท้อแท้ ไม่มีพลังในการแก้ไขปัญหา ทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ ยิ่งคนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือซึ่งคนรุ่นเก่าไม่ถนัดกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้คนในยุคปัจจุบันต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด การออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหา ใช้ข้อมูลทางสถิติด้วย ดังนั้นคนรุ่นใหม่คือความหวัง คิดเร็ว กล้าเปลี่ยนแปลง ในขณะที่คนรุ่นเก่าเปลี่ยนยากมาก เพราะยังมีข้อมูลเก่าเยอะแยะมาก กล้าจึงเป็นความหวังของโจน จันได &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โจทย์ใหญ่ที่สุดในขณะนี้ก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ทุกแห่งต่างนำเงินมาลงทุนทางด้านการเกษตรอาหารสูงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ที่จับเรื่องอาหารเป็นการผูกขาดในการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น ใช้คนน้อยลง จะทำให้อาหารแพงขึ้น อาหารคุณภาพน้อยลง ความหลากหลายจะหายไป วิกฤติที่เราต้องเผชิญเมื่อบริษัทใหญ่ยึดครอง อาหารที่คนทุกคนกิน ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นจะทำให้อาหารแพงขึ้น ทุกวันนี้สหรัฐใช้ระบบ GPS ใช้ปุ๋ยฉีดยาในพื้นที่ 1 หมื่นไร่ ข้าวโพดที่ได้ปุ๋ยได้น้ำไม่เพียงพอเมื่อเทียบต้นทุนการผลิตข้าวโพดในสหรัฐแพงกว่าที่เราผลิตถึง 4 เท่า เขาจะอยู่ได้อย่างไรก็ต้องเอาข้าวโพดที่ผลิตด้วยต้นทุนราคาแพงมาขายที่ประเทศยากจนที่บ้านเรา ทำการตลาดด้วยการเอาเงินภาษีชาวบ้าน การพัฒนาการเกษตรแนวทางสมัยใหม่ด้วยการเข้าสู่เส้นทางการเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เกษตรกรควรเน้นเทคโนโลยีที่เหมาะสม เรียนรู้พฤติกรรมของธรรมชาติ เรียนรู้จากบุคลิกลักษณะ เราจะรู้ว่าเราจะอยู่กับมันได้อย่างไรด้วยต้นทุนถูกที่สุด ไม่ใช่เกษตรกรรมรูปแบบเดียว แต่ต้องผสมผสานและมีความหลากหลายทางเทคโนโลยีด้วย บริษัทที่ทำด้านพลังงานใช้น้ำมันมากกว่าเราในการผลิตข้าวในจำนวนเท่ากัน ทุกคนที่ผลิตอาหารก็ต้องใช้เทคโนโลยี เราจะเอาพลังงานที่ไหนมาเลี้ยงโลกใบนี้ ถ้าเรามัวแต่หลงใหลวิทยาศาสตร์ชั้นสูงจะทำให้เราไปไม่รอด เราต้องคิดที่จะทำอย่างไรให้เราอยู่ได้อย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;คนที่ชอบการเกษตรก็พร้อมที่จะทำ มีทักษะและความพร้อมที่จะทำให้เกิดความหลากหลาย พึ่งพาซึ่งกันและกัน สร้างสรรค์และหาทางออก ถ้าคิดเพื่อให้ได้เงินจะไม่พัฒนา ดังนั้นอย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรค เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92864</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), เกษตรอินทรีย์, เปลี่ยนโลก-เปลี่ยนเรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210213/image_big_6026b5d9663a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2020 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/12/2020 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามพรานโมเดล&#039; ชวนเที่ยวส่งท้ายปี &#039;งานสังคมสุขใจ&#039; ครั้งที่ 7 ตื่นตา 5 ไฮไลท์เด็ด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปักหมุดวันหยุดยาวกันไว้ได้เลย นับถอยหลังจากนี้เหลือเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น เตรียมเที่ยวส่งท้ายปี ที่งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิด&amp;nbsp;&amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุล งานดีหนึ่งปีมีครั้งเดียว รวมพลคนอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์แชร์ความรู้ จับคู่ธุรกิจ ซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์จากทั่วประเทศและตื่นตากับ 5 ไฮไลท์เด็ด ทั้งสาระความรู้ความสนุกสนานที่ต้องห้ามพลาด 11-13 ธันวาคมนี้ ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม เข้างานฟรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีนี้ สามพรานโมเดล สวนสามพราน จังหวัดนครปฐมผนึกกำลัง ททท.ทีเส็บ สสส. เซ็นทรัลพีทีที โกลบอล เคมิคอล เกษตรกรอินทรีย์และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคการศึกษา รวมพลังกันจัดขึ้นเพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ในงานขนสาระความรู้ ความสุข สนุกสนานและสุขภาพดี มามอบให้เพียบ &amp;nbsp;แบบครบจบในงานเดียว พร้อมตื่นตาไปกับ 5 กิจกรรมเด็ด ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;ldquo;เปิดให้ทัวร์หมู่บ้านปฐม&amp;rdquo; หมู่บ้านแห่งการแปรรูป เรียนรู้คุณค่าวิถีชีวิตอินทรีย์ การกินอยู่ การดูแลสุขภาพ ครบวงจร ทั้งการปลูก แปรรูป การกำจัดขยะ โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การพึ่งพาตนเอง เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สามารถนำความรู้ไปปรับใช้จริงได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;ldquo;ช้อปสุขภาพดีจบในงานเดียว&amp;rdquo;งานนี้นอกจากเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล ในนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ยังได้พบกับเกษตรอินทรีย์จากทั่วประเทศ ที่ขนผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพดี &amp;nbsp;รวมถึงงานคราฟท์คลูๆ มาให้ช้อปเพียบ!! กว่า 150 บูธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เปิดตัว &amp;ldquo;สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย&amp;rdquo; ครั้งแรกในประเทศไทย เชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่ คือ เกษตรกรอินทรีย์ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค มาขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ร่วมกันผ่านเครื่องมือ TOCA Platformสร้างพลังเครือข่ายให้เข้มแข็งยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.&amp;ldquo;พบองค์กรและคนต้นแบบสังคมอินทรีย์&amp;rdquo;ที่พร้อมจะหอบเอาความรู้มาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการปรับตัวฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยการพึ่งพาตนเอง การสร้างภูมิคุ้มกัน การปรับมุมคิดสู่ความร่วมมือด้วย &amp;ldquo;โมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ไปให้สุด!!...กับ &amp;ldquo;20 เส้นทางท่องเที่ยววิถีอินทรีย์&amp;rdquo; งานนี้งานเดียวให้นักท่องเที่ยวได้ ฟิน เฟี้ยว กับแพคเกจสุดพิเศษ เลือกเที่ยวฟาร์มตามใจชอบเปิดประสบการณ์ใหม่ เที่ยวแบบชิลล์ๆ ที่ให้คุณค่ามากกว่าการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดทั้ง 3 วัน มีเวทีความรู้ให้ได้ช้อปมากมาย ทั้ง เสวนา เวทีวิชาการ และ ทอล์คหัวข้อดีๆ &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo; โดย คุณโจน จันได ผู้ก่อตั้งสวนพันพรรณ จ.เชียงใหม่ &amp;ldquo;สถานการณ์เกษตรอินทรีย์ไทย&amp;rdquo; โดยคุณวิฑูรย์ เรืองเลิศปัญญากุลประธานสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส เวทีเสวนา หัวข้อ &amp;ldquo;โมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม&amp;rdquo; โดย ปฐม และ Partners &amp;nbsp;จากองค์กรต่างๆ เสวนา หัวข้อ &amp;ldquo;ระบบ Peer audit &amp;nbsp;นวัตกรรมการสร้างความเชื่อมั่นในระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม&amp;rdquo; โดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย พีจีเอส เสวนา หัวข้อ &amp;ldquo;การขับเคลื่อน PGS น่านและเส้นทางท่องเที่ยวเมืองน่านแบบวิถีอินทรีย์&amp;rdquo; โดยสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัมมนาเชิงปฏิบัติการ Farm to Function มีกิจกรรม Business Matching ข้าวและกาแฟอินทรีย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ คุยเปลี่ยนโลก หัวข้อ &amp;ldquo;อัพเดทผลการเฝ้าระวังสารเคมีตกค้างพร้อมอัพเดทสถานการณ์ทั่วโลก&amp;rdquo; โดยคุณปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ชวนคิดชวนคุย หัวข้อ &amp;ldquo;Comfort food อาหารสบายผ่อนคลายความเครียด&amp;rdquo; โดยคุณอนันตโชค ศักดิ์สวัสดิ์ จากเครือข่ายธนาคารอาหาร &amp;nbsp;เหล่านี้เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มีเวิร์คช็อปสนุกๆให้ได้เรียนรู้ ตลอดทั้ง 3 วัน เช่น เวิร์คช็อป &amp;ldquo;ของว่างสำราญใจ&amp;rdquo; โดยเคี๊ยวเขียว Green catering เวิร์คช็อป จากแปลงสู่การแปรรูป &amp;ldquo;อิตาเลี่ยนเบซิล&amp;rdquo; โดยเครือข่ายธนาคารอาหาร เวิร์คช็อป &amp;ldquo;มัดลายผ้าและย้อมสีธรรมชาติ&amp;rdquo; โดยวิทยาลัยชุมชนสระแก้ว เวิร์คช็อปกิจกรรม ตามเส้นทางวัตถุดิบ ในหมู่บ้านปฐม เช่น ลูกประคบสมุนไพร ทำยาสีฟัน น้ำมันนวด สครับและสบู่จากข้าว ดำนา สีข้าว ฝัดข้าว &amp;nbsp;(ส่วนนี้มีค่าจ่ายแต่ละกิจกรรมแตกต่างกัน) นอกจากนี้ ในหมู่บ้านปฐมเปิดให้เรียนรู้การพึ่งพาตนเองหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดการขยะ ผ่านฐานกิจกรรมต่างๆ เช่น การทำน้ำยาล้างจานจากเปลือกมะนาว การผลิตไบโอแก๊สจากขยะอาหาร การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงไส้เดือน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปักหมุดเลย 11-13 ธันวาคมนี้ พบกันที่งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม เปิดเข้างานตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น.เดินทางด้วย MRT ลงสถานีหลักสอง (เดอะ มอลล์ บางแค) ออกทางออก 3 ต่อสาย 84 (ปอ.) วัดไร่ขิง หรือ จะนั่งรถตู้ &amp;nbsp;กรุงเทพ-สุพรรณ สาย 88 / กรุงเทพ-บางลี่ สาย 80 ผ่านหน้าสวนสามพราน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 034 322 588-93 หรือติดตามกิจกรรมที่Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ตามลิงค์นี้ https://bit.ly/36rpJuT&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85965</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์, งานสังคมสุขใจ, จังหวัดนครปฐม, สวนสามพราน, สามพรานโมเดล, อรุษ นวราช, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201204/image_big_5fca04b5ed89e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83537</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สามพรานโมเดล&#039; ปลุกพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตสมดุล พร้อมจัดงานสังคมสุขใจ 11-13 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ไม่หยุดยั้ง &amp;nbsp;สามพรานโมเดล สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม ผนึกกำลังร่วมกับ ททท.ทีเส็บ สสส. เซ็นทรัล พีทีที โกลบอล เคมิคอล รพ.มหาชัย 2 เกษตรกรอินทรีย์ และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา &amp;nbsp;เตรียมพร้อมจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2563 ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม &amp;nbsp;ภายใต้คอนเซ็ปต์ &amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุล
&amp;nbsp;
นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และประธานจัดงานสังคมสุขใจ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้ปลุกให้ทุกคนให้หันมาใส่ใจกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้นตลอดจนให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารที่ปลอดภัย ที่ผลิตในระบบอินทรีย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและครอบครัว &amp;nbsp;อีกทั้งใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลทำให้งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ในปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกปี ภายใต้คอนเซ็ปต์&amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุลโดยมุ่งเน้นให้ทุกคนได้มีเรียนรู้ มีการปรับตัว มีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถมาหาแรงบันดาลใจ องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์เครือข่าย จากในงานสังคมสุขใจ แล้วกลับไปทำหรือไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการพึ่งพาตนเอง การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ รวมถึงหันมาบริโภคอาหารอินทรีย์ซื้อวัตถุดิบอินทรีย์ตรงจากเกษตรกรตลอดจนมามีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์
&amp;nbsp;
ด้านนายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม &amp;nbsp;กล่าวว่า งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 ภายใต้แนวคิดชีวิตวิถีใหม่ ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ &amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน&amp;rdquo;มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของจังหวัด ที่มุ่งส่งเสริมให้นครปฐม เป็นเมืองเกษตรและอุตสาหกรรมปลอดภัย แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรมสังคมแห่งความรู้ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;nbsp; โดยเฉพาะเรื่องการพึ่งพาตนเอง การดูแลสุขภาพ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทางจังหวัดจึงยินดีสนับสนุนและขอเชิญชวนให้ประชาชน ในนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงได้มาเที่ยวงานสังคมสุขใจ
&amp;nbsp;
ความพิเศษของงานสังคมสุขใจคือเป็นงานประจำปีที่รวมพลคนอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ คือต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ &amp;nbsp;รวมถึงมีพืชผัก ผลไม้สินค้าอินทรีย์ที่มั่นใจได้จากทั่วประเทศ มาให้ช้อปเปลี่ยนโลกช้อปสุขภาพดี ครบจบในงานเดียว โดยมีบูธสินค้าของเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วประเทศ รวมกว่า 150 บูธ ที่พร้อมใจกันนำผลผลิตอินทรีย์ สดใหม่จากฟาร์ม &amp;nbsp;มาส่งมอบให้ผู้บริโภค โดยพื้นที่จัดงานในปีนี้จะใช้บริเวณหมู่บ้านปฐม ออร์แกนิกวิลเลจหมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ ในสวนสามพราน &amp;nbsp;ที่พร้อมเปิดให้ทุกคนได้สัมผัส เรียนรู้และเห็นความเชื่อมโยงของวิถีชีวิตอินทรีย์ทั้งห่วงโซ่ &amp;nbsp;ทั้งการปลูก การแปรรูป การตลาด การทำปัจจัยการผลิต การจัดการขยะ &amp;nbsp;โดยใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน &amp;nbsp;การพึ่งพาตนเอง ที่ทำให้เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย มีสุขภาพดี &amp;nbsp;โดยมีวงจรฟาร์ม ฐานสาธิต ให้ทุกคนในครอบครัว รวมถึงเด็กๆ ได้ทดลองทำสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
&amp;nbsp;
ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 &amp;nbsp;ยังจะมีการเปิดตัวสมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทยเป็นครั้งแรกในประเทศไทย &amp;nbsp;(TOCA: Thai Organic Consumer Association)เพื่อเชื่อมโยงคนทั้งห่วงโซ่ คือ เกษตรกรอินทรีย์ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ให้มารู้จักกัน โดยเฉพาะผู้บริโภค ที่ TOCA &amp;nbsp;จะมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้ผู้บริโภคมีความรู้ มีความเข้าใจ และมามีส่วนร่วมเป็น Active Consumers และจะมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์ ตลอดจนช่วยบริหารจัดการเครื่องมือ TOCA Platform &amp;nbsp;ที่จะเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบต้นปีหน้าเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงแหล่งอาหารอินทรีย์ซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร หรือจองทริปท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ โดยในงานสังคมสุขใจจะมีการเปิดรับสมัครสมาชิก(ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ) และมีกิจกรรมสนุกๆ พร้อมรับของรางวัล ผ่าน Line @ ของ &amp;nbsp;TOCA
&amp;nbsp;
ในงานสังคมสุขใจ ยังจะมีการเปิดตัวทริปท่องเที่ยววิถีอินทรีย์มากกว่า 20 เส้นทาง เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกไปลงพื้นที่ฟาร์มจริง เยี่ยมบ้านเกษตรกรอินทรีย์ทั้งแบบล่องคลองชมสวน &amp;nbsp;เข้าค่ายเปลี่ยนฝันให้เป็นจริง &amp;nbsp;เก็บผลผลิตตามฤดูกาลสดๆจากสวน &amp;nbsp;เรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน &amp;nbsp;เทคนิคในแปลงอินทรีย์ &amp;nbsp;ทั้งการเพาะ การปลูก การทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ &amp;nbsp;การทำสมุนไพรไล่แมลง &amp;nbsp;การขยายพันธุ์ &amp;nbsp;การเก็บเกี่ยว และการแปรรูป
&amp;nbsp;
ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 ยังมีทั้งองค์กรและคนต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ คุณโจน จันได ที่พร้อมมาจุดประกายถ่ายทอดองค์ความรู้แบบไม่กั้ก ทั้งวิถีการทำเกษตรอินทรีย์ การพึ่งพาตนเอง การฝ่าวิกฤติโควิด &amp;nbsp;การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และที่ต้องห้ามพลาดสำหรับองค์กร ที่จะได้เรียนรู้ จากองค์กรธุรกิจชั้นนำ เช่นบริษัทแสนสิริ &amp;nbsp; บริษัทมั่นคงเคหะการ &amp;nbsp;ชีวจิต บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล และ Sukinaที่มาเป็นพันธมิตรกับสามพรานโมเดล โดยสามารถนำโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมไปขยายผลตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ตามบริบทของแต่ละแห่ง &amp;nbsp;เช่นพีทีที โกลบอลเคมิคอลมีการปรับมุมคิดงานซีเอสอาร์ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมพัฒนาเกษตรกรคนต้นน้ำ ให้ทำเกษตรอินทรีย์ โดยมีสามพรานโมเดล ไปให้ความรู้ การทำเกษตรอินทรีย์ในระบบรับรองอย่างมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ปฐม เพื่อแปรรูปผลผลิต ยกระดับให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพแบรนด์พรีเมี่ยม
&amp;nbsp;
ภายในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 ยังมีฐานกิจกรรม เวทีเสวนาสร้างสรรค์มากมายตลอด 3 วัน&amp;ldquo;ด้วยแนวคิดของการจัดงาน เราปรับ..โลกเปลี่ยน งานสังคมสุขใจปีนี้ จะเป็นโอกาสของคนไทยที่ห่วงใยใส่ใจสุขภาพ ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมอินทรีย์ การเกื้อกูลสังคม และมีความสนใจอยากเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ อยากมีส่วนร่วมขับเคลื่อน &amp;nbsp;ได้มาเที่ยว มาเรียนรู้ มาหาแรงบันดาลใจ มาหาเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตนเองโดยตลอด 3 วัน เรามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;มีจุดเช็คอิน &amp;nbsp;เช็คเอ๊าท์ ตรวจวัดอุณหภูมิ &amp;nbsp;กำหนดเว้นระยะห่างทางสังคม &amp;nbsp;ประชาสัมพันธ์ให้มีการใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริการทุกจุด &amp;nbsp;พร้อมชวนทุกคนช้อปรักษ์โลกพกถุงผ้า ตระกร้า มาช้อปตลอดงาน
&amp;nbsp;
ท่ามกลางธรรมชาติและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;การสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนได้ทั้ง 4 มิติ คือเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ &amp;nbsp;ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 7 &amp;ldquo;เราปรับ...โลกเปลี่ยน จึงเป็นคำตอบที่ผู้สนใจมาได้ตลอด 3 วัน &amp;nbsp;(ไม่มีค่าใช้จ่าย) ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ &amp;nbsp;ณ สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่ &amp;nbsp;เวลา 09.00-17.00 น.
โดยสอบถามข้อมูลการเดินทางได้ที่ โทร 034 322 588-93 หรือติดตามกิจกรรมที่Facebook/งานสังคมสุขใจ สวนสามพราน https://www.facebook.com/SangkomSookjai
&amp;nbsp;
งานสังคมสุขใจครั้งที่ 7 ได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชีวจิต บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล โรงพยาบาลมหาชัย 2 ส่วนราชการจังหวัดนครปฐม แบรนด์ปฐม และสวนสามพราน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83537</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานสังคมสุขใจ, จังหวัดนครปฐม, ชีวิตวิถีใหม่, มูลนิธิสังคมสุขใจ, สวนสามพราน, สามพรานโมเดล, อรุษ นวราช, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5fabd49866fef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สวนสามพราน&#039; จุดประกายท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีอินทรีย์ เปิดเส้นทางธุรกิจเกษตรเกื้อกูลสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากประสบการณ์ทำงานขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม เชื่อมโยงห่วงโซ่อินทรีย์ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ มายาวนานกว่า 10 ปี ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วันนี้สวนสามพราน โดย คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสวนสามพราน และผู้ริเริ่มสามพรานโมเดล พร้อมแล้วที่จะเปิดชุดความรู้ เปิดพื้นที่ และเปิดบทเรียนจากประสบการณ์การขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาสัมผัส และมีส่วนร่วมในรูปแบบการท่องเที่ยว-เรียนรู้วิถีอินทรีย์หลากหลาย โดยมีเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายเกือบ 200 ครอบครัว ทั้งในพื้นที่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ เชียงราย อำนาจเจริญ &amp;nbsp;พิษณุโลก ฯลฯ ให้เลือกไปร่วมเรียนรู้ได้ตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณอรุษ นวราช เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมเรียนรู้-ท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ ที่จัดขึ้นเป็นทริปแรก เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา จะเป็นเส้นทาง &amp;ldquo;สวนสามพราน-คลองบางแก้ว&amp;rdquo; ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเครือข่ายสามพรานโมเดล อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ที่เน้นให้เห็นความเชื่อมโยง ห่วงโซ่คุณค่าของโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม &amp;nbsp;ระหว่างสวนสามพรานกับเกษตรกรที่มาเป็นพันธมิตรกัน และเห็นความเชื่อมโยงของการทำเกษตรอินทรีย์ กับการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งในแปลงอินทรีย์จะมีการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนไปโดยปริยาย เช่น เกษตรกรเลี้ยงเป็ดไก่ ก็เอามูลไก่ มูลเป็ดมาทำปุ๋ย รวมถึงขยะอาหารจากครัวเรือน ก็เอาไปทำปุ๋ย แล้วหมุนเวียนมาใช้ประโยชน์ในแปลงต่อ ทำให้ลดต้นทุน พึ่งพาตนเองได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้-ท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ นั้นถือเป็นภาคต่อของการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล หรือโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม ที่สะท้อนการเป็นพันธมิตรระยะยาว ระหว่างสวนสามพรานและเกษตรกรอินทรีย์ ที่วันนี้กำลังก้าวไปสู่การยกระดับ ให้เกษตรกรอินทรีย์ก้าวไปอีกขั้น จากผู้ผลิตอาหารอินทรีย์ สู่การท่องเที่ยว ที่ปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของคนในสังคม ทั้งอยากกินอาหารพืชผักอินทรีย์ที่มั่นใจ อยากมีสุขภาพดี อยากปลูกเป็น ทำได้เอง &amp;nbsp;อยากพาครอบครัวมาสัมผัส &amp;nbsp;มาเจอเกษตรกรจริงๆ อยากตามหาชีวิตที่มีความหมาย รวมถึงหน่วยงานที่อยากทำซีเอสอาร์แบบยั่งยืน ทำธุรกิจเกื้อกูลสังคม โดย คุณอรุษ นวราช และทีมงานการตลาดและการขายของสวนสามพราน ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมายาวนาน และทีมสามพรานโมเดล ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรอินทรีย์มานานนับสิบปี จะได้มาร่วมกันทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรอินทรีย์ ทั้งการจัดเตรียมพื้นที่ จัดระบบการเล่าเรื่อง อาหาร คน และออกแบบกิจกรรมเรียนรู้ ที่สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและสร้างความจดจำที่ดี ให้ผู้มาเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทริปนี้ สิ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ผู้บริโภค และองค์กรธุรกิจ ที่มาร่วมในทริปแรกคือ กระบวนการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ของสวนสามพรานที่แสดงให้เห็นขั้นตอนการจัดการขยะอาหาร Food Waste Management ที่เศษขยะอาหารเหลือจากส่วนงานต่างๆ จะถูกนำไปแปรรูปเป็น ไบโอแก๊ส นำไปเลี้ยงไส้เดือน นำไปทำน้ำยาล้างจาน ทำปุ๋ยหมักและผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยทุกส่วนจะถูกหมุนเวียนนำกลับมาใช้ในสวนสามพราน เช่น เชื้อเพลิงจากไบโอแก๊ส ใช้ในการต้มเปลือกมะพร้าวเหลือทิ้งเพื่อย้อมผ้า นอกจากนี้ทุกคนยังได้เห็นกระบวนการพึ่งพาตนเองของสวนสามพราน ที่ทำให้ลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยมูลไส้เดือน ก็นำไปเลี้ยงพืชต่อ หรือส่งขายที่ตลาดสุขใจ รวมถึงเห็นกระบวนการเตรียมดินปลูกแต่ละชนิด ที่มีส่วนผสมของ แกลบ มูลสัตว์ต่างๆ ใบไม้ เห็นการเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เองการนำผลผลิตที่ปลูกไปแปรรูป เช่น การทำน้ำส้มสายชูจากกล้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทริปเรียนรู้วิถีอินทรีย์ ทุกคนยังได้เห็นเส้นทางข้าวจากโรงสีของสวนสามพราน ที่ซื้อเปลือกจากเกษตรกรมาสีเอง โดยแกลบที่ได้จะถูกส่งไปฟาร์ม เพื่อทำปุ๋ย หากมีเหลือก็ขายให้เกษตรกรอินทรีย์เพื่อนำไปทำปุ๋ย ส่วนปลายข้าว และรำ ก็จะถูกส่งไปเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ของฟาร์ม มูลเป็ด มูลไก่ ที่ได้ก็นำมาทำปุ๋ยบำรุงต้นไม้ ใส่แปลงผัก หมุนเวียนเป็นวงจรโดยไม่มีส่วนไหนเหลือทิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปนี้ คือ ทุกคนได้ไปลงพื้นที่สัมผัสท่องเที่ยวฟาร์มจริงที่ ไร่อาปื๊ดกะโอปอ ต.คลองบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ที่นี่ได้เรียนรู้การพึ่งพาตนเองและเศรษฐกิจหมุนเวียนตามวิถีเกษตรอินทรีย์ เช่น การทำปุ๋ยพืชสดหมักในถุงไม่กลับกองที่ใช้วัตถุดิบในแปลงมาทำ เทคนิคการตอนกิ่งฝรั่ง &amp;nbsp;การห่อฝรั่ง และชมแปลง พร้อมให้ทุกคนได้ชิมความอร่อยของฝรั่งกิมจูเก็บสดๆ จากต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก่อนไปสนุกกับกิจกรรมมาทำความรู้จักและฟังเรื่องเล่าที่น่าสนใจจาก คุณนิรัญ (ปื๊ด) และคุณสุนันท์ (ปอ) จันทร์ไทย สองสามีภรรยา เจ้าของไร่อาปื๊ดกะโอปอ ที่ชวนกันทิ้งงานประจำ หันมาจับจอบจับเสียมรับหน้าที่เป็นเกษตรกรสานต่ออาชีพของแม่ แชร์ประสบการณ์จริงให้ฟังว่า เดิมทำงานประจำที่เทศบาลไร่ขิง และ ภรรยาเป็นพยาบาล แต่ทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงาน มาปลูกผักเพื่อรักษาแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมบอกกับตัวเองว่า เราเลือกแล้ว ต้องทำให้เต็มที่ และเดินหน้าไปให้สุด ไปให้เต็มตัว เริ่มเรียนรู้ จนได้รับคำแนะนำจากสามพรานโมเดลให้ทำเกษตรอินทรีย์จริงจังเลย เราเห็นโอกาสทาง มีตลาดรองรับแน่นอน มีรายได้มั่นคง ภรรยาจึงตัดสินใจออกจากงานมาทำเกษตรอินทรีย์เต็มตัว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวันนั้นถึงวันนี้ 10 ปีแล้ว คุณปื๊ดและคุณปอ สองเกษตรกรอินทรีย์ยอดกตัญญู ยิ้มด้วยความภูมิใจ พวกเขาบอกว่า มีความสุขกับชีวิตวันนี้มาก แม้รายได้ไม่เท่ากับเงินเดือนที่เคยรับแต่ได้อยู่พร้อมหน้า แม่อาการดีขึ้น &amp;nbsp;และมีสุขภาพแข็งแรง กำไรอีกต่อคือ มีความสุขที่ได้แบ่งปันสุขภาพดีให้กับผู้บริโภค รอยยิ้มของแม่และลูกค้า คือ พลังที่ส่งให้พวกเรา มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลผลิตให้ได้คุณภาพ เพื่อให้ทุกคนได้รับอาหารที่ดีและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการมาเยือนครั้งนี้ นอกจากความประทับใจ ความสุขที่ทุกคนได้รับกลับไป สิ่งที่คุณปื๊ด อยากฝากให้ทุกคนได้เรียนรู้ คือ หลักคิดจากประสบการณ์ในการทำฟาร์มจริง เช่น
1.การทำเกษตรอินทรีย์ต้องเริ่มที่ใจรัก ไม่ใช่เริ่มที่เงิน เพราะหลายอย่างต้องทำเอง ใช้เอง ต้องเอาใจใส่ดูแลแปลง แดดร้อน ฝนตกอย่างไร ก็ต้องทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีเพื่อน นั่นคือมีการรวมกลุ่ม เพราะการรวมกลุ่มทำให้เรามีเพื่อน สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีข้อตกลงร่วมกัน ภายใต้ระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่เข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.การทำเกษตรอินทรีย์ต้องรู้จักพึ่งพาตนเอง ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อช่วยลดต้นทุน โดยเฉพาะปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ สารไล่แมลงต่างๆ ต้องทำเอง นำสิ่งที่มีในแปลง เช่น ใบไม้ มูลสัตว์ สมุนไพรต่างๆ รวมถึงเศษอาหารในครัวเรือน หมุนเวียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องซื้อปัจจัยการผลิตเหล่านี้ จะอยู่ไม่ได้เลย จะเป็นหนี้ไม่สิ้นสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีการวางแผน เริ่มตั้งแต่เตรียมแปลง การดูแลรักษา จนถึงการเก็บเกี่ยว &amp;nbsp;เพราะแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลา อากาศไม่เหมือนกัน เราต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การทำเกษตรอินทรีย์ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ พร้อมยกระดับไม่ปิดกั้นความรู้ หรือ เครื่องมือใหม่ๆ เช่น การใช้ Thai Organic Platform ในการบันทึกแปลง ที่สามารถพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่า เรามีตัวตน ทำเกษตรอินทรีย์จริง โชว์ขั้นตอนได้หมด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ น่าเชื่อถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือ ผู้บริโภคที่สนใจ ศึกษาโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคม และเรียนรู้เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ติดต่อได้ที่สวนสามพราน โทร. 034-322588-93 ทั้งนี้สามารถปรึกษาโปรแกรมการท่องเที่ยวเรียนรู้วิถีอินทรีย์อื่นๆ ได้ที่สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย &amp;nbsp;Line@ thaiorganicplatform กด Link: https://lin.ee/1uDee1A &amp;nbsp;หรือติดต่อ &amp;nbsp;ศริธร กิจกอบชัย โทร.064 295 4289 หรือสมัครแพลตฟอร์ม www.Thaiorganicplatform.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81837</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดนครปฐม, ท่องเที่ยววิถีอินทรีย์, สวนสามพราน, สามพรานโมเดล, อรุษ นวราช, เกษตรอินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201026/image_big_5f9695c45047f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบนสารพิษเกษตร&#039; ยังไม่จบ!!!  องค์กรรัฐ-ภาคอุตฯ รวมหัวดิ้น&#039;เลื่อน-ยกเลิก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่รัฐบาล โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดที่มีการใช้หรือตกค้างมากที่สุด คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยสารสองชนิดหลังถูกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วอ.4) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นมา ซึ่งจะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามที่จะให้มีการยกเลิกการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว โดยการส่งเรื่องฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการเพิกถอนประกาศดังกล่าว และความเคลื่อนไหวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่จะขอให้มีการทบทวนการแบนสารเคมีนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ทำหนังสือขอเลื่อนการแบน ยกเหตุผลสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบวงกว้างกับภาคธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางอาหารโลก เพราะสารดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปอาหารคนและอาหารสัตว์ การแบนจะทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบการผลิต เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและส่งออก จะซ้ำเติมวิกฤตินี้ ขณะที่รัฐบาลและคนจำนวนมากเห็นว่า หลังโควิดประเทศต้องทบทวนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่เกษตรผสมผสาน และเกษตรปลอดภัย ลดใช้สารเคมี สร้างความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีทั้งผลประโยชน์และผลเสียมากมายของบริษัทเกษตรข้ามชาติ เกษตรกรไทย และผู้บริโภคเป็นเดิมพัน จะส่งผลต่อแนวทางในการแบนสารเคมีเกษตรต่อไปอย่างไร และนโยบายการเกษตรที่นำไปสู่ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารจะสามารถทำได้อย่างไร ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสารเคมีอีกหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp; ยังเป็นคำถามที่ท้าทายต่อประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่งด้านการเกษตรและความมุ่งมั่นที่จะเป็น &amp;ldquo;ครัวของโลก&amp;rdquo; อย่างประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุนี้ สำนักข่าว Bangkok Tribune News, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และโปรเจ็กต์เสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Project SEVANA South-East Asia จัด Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? ที่ SEA-Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน เปิดเวทีสัมมนาประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ฉายภาพรวมการเกษตรไทยก่อนแบนสารพิษเกษตรว่า ระบบเกษตรกรรมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อมีการปฏิวัติเขียว ปี 2503 ใกล้เคียงกับเวลาเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504&amp;nbsp; เดิมทีระดับผลผลิตข้าวของไทยยังไม่มาก เช่น ภาคกลาง 400 กิโลกรัมต่อไร่ แต่กลับได้ผัก ปลา ในระบบนิเวศเกษตร เกษตรกรเพาะปลูกครั้งเดียวฤดูกาลทำนา แต่หลังปฏิวัติเขียว มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ทำให้ปลูกข้าวได้นอกฤดูกาลมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี มีการใช้พื้นที่เข้มข้น&amp;nbsp; ผลผลิตเพิ่มเป็น 700 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่เราต้องแลกคือ ต้องใช้เงินทุนมากขึ้น มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกว้างขวาง ไม่มีการพักดิน ส่งผลทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป ส่วนการทำนา เปลี่ยนจากนาดำเป็นนาหว่าน เพราะควบคุมได้โดยการใช้สารเคมี และนำมาสู่การใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่ยังเป็นแค่ข้าว ส่วนภาพรวมเกษตรกรรมอื่นก็เช่นกัน อ้อย ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ใช้สารเคมีมากขึ้น สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีได้หยิบยกงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกร ปี 2557 พบว่า พื้นที่กสิกรรมของไทยส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อันดับ 1 ข้าว 53% รองลงมายางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยแซงมันสำปะหลังและข้าวโพดไปแล้ว ซึ่งใช้สารเคมีปริมาณมากจัดการพืชและแมลง ขณะที่ตัวเลขการใช้สารเคมีในไทย ติดอันดับ 5 ของโลก ใกล้เคียงกับเวียดนาม แต่ถ้าเทียบพื้นที่ต่อประชากรเวียดนามใช้มากกว่าเรา ขณะที่เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมไทยเป็นอันดับ 9 ใช้มากกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; การเสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มโดยกระทรวงสาธารณสุขปี 2560 เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีจำนวนมากในไทยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนสู่การใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ ทั้งนี้ สัดส่วนของสารเคมีที่ถูกเสนอแบน อย่างพาราควอตและไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดศัตรูพืช มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของปริมาณการนำเข้าสารเคมีทั้งหมด ส่วนคลอร์ไพริฟอสเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่นำเข้ามากที่สุด จึงเกิดการและเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทสารเคมี วันที่ 22 ต.ค.2562 เสนอแบน 3 สารพิษ สหรัฐไม่เห็นด้วย เรียกร้องให้ยกเลิกแบนไกลโฟเซต เพราะสหรัฐและแคนาดาถือหุ้นบริษัทผู้ผลิต 30% นี่คือแหล่งผลประโยชน์ ทั้งยังสัมพันธ์กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ พืชดัดแปลงพันธุกรรม 80% มียีนต้านทานไกลโฟเซต ถ้าแบน พืชจีเอ็มโอไม่มีแต้มต่อ&amp;quot; วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีความพยายามคัดค้านการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว ผอ.มูลนิธิชีววิถีบอกว่า ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ตามมาด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และรัฐบาลต่างชาติ จากนั้นมีการลงมติใหม่แบน 2 สาร ยับยั้งการใช้ 1 สาร ล่าสุดยืนยันมติดังกล่าวอีกครั้ง นี่คือการต่อสู้และประเด็นท้าทายแบนสารเคมีเพื่อเป็นครัวปลอดภัยของโลก ต้องแบนสารเคมีทั้งหมดหรือควบคุมการใช้สารเคมี ต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) ซึ่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นการแบนสารพิษมาต่อเนื่อง ร่วมแลกเปลี่ยนในการสัมมนาว่า หลายภาคีเครือข่ายดำเนินการผลักดันแบนสารพิษ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ตระหนักปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษ เพราะการฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตรจะกระจายสู่สิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ไทยนำเข้าสารเคมีกว่าสามหมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยพูดถึงผลกระทบภายนอก มีการประเมินมูลค่าผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศกว่า 27,440 ล้านบาท ทุกๆ หนึ่งบาทที่นำเข้าสารเคมีจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ 76 สตางค์ ต้องจ่าย นี่เป็นต้นทุนชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; Thai-Pan สุ่มตรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ในตลาด ห้างสรรพสินค้า โดยส่งแล็ปที่สหราชอาณาจักร พบว่า ปี 59 ตกค้าง 51% ปี 60 ตกค้าง 48% ปี 62 ตกค้าง 41% ขณะที่สารพิษตกค้างในสหภาพยุโรป ปี 2561 อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น ยังเป็นคำถามเมื่อไหร่สารพิษตกค้างในไทยจะลดลงได้ตามค่ามาตรฐานของกฎหมาย ตัวเลขปี 61 ผักผลไม้ไทยที่ส่งสหภาพยุโรปตกค้างระดับสูง 17.5% สูงกว่าจีน ผักผลไม้ไทยยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสารเคมีตกค้าง อาหารที่ไม่ปลอดภัยกระทบเศรษฐกิจประเทศและการส่งออก&amp;quot; ปรกชลย้ำปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชลระบุอีกว่า การยกเลิกใช้สารเคมีเป็นไปตามหลักวิชาการ บางประเทศประเมินความเสี่ยง บางประเทศพูดถึงอันตราย ปี 2535-2552 ยุโรปยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมกันกว่า 74% จาก 1,000 ชนิด จำแนกเป็น 67% ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน 7% แบน และ 26% อนุญาตให้ใช้ได้ ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎหมายและระบบขึ้นทะเบียนใหม่ ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานให้เห็นว่า สารเคมีที่ใช้ปลอดภัยเพียงพอ จะไม่ได้รับอนุญาต ทำอย่างไรไทยจะเดินไปสู่จุดนั้น มีการตั้งกฎเกณฑ์ดูแลสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมประชาชน สำหรับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายสูง เกณฑ์กำหนดโดย WHO และ FAO พิจารณาจากมีพิษเฉียบพลันสูง ก่อโรคระยะยาว ก่อมะเร็ง หรือตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ไทยยังมีการใช้สารเคมีอันตรายสูงถึง 150 ชนิด เราไม่ต้องการแบนสารพิษทั้งหมด แต่พูดถึงการจัดการสารเคมีอันตรายสูง หากมองยุทธศาสตร์จัดการสารเคมีในไทย เริ่มจากจัดการที่ต้นทาง ไม่มีสารเคมีอันตรายร้ายแรงใช้ในประเทศ สารออกฤทธิ์เหล่านี้เราต้องนำเข้า ต้องแบน และจำกัดการใช้ ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้ ถัดมาผู้บริโภคมีส่วนร่วม ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบ สร้างระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย นอกจากนี้ ต้องพัฒนาทางเลือกในการควบคุมศัตรพืช ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการปลูกผักกินเอง นี่คือเทคโนโลยีทางเลือก ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องยกระดับในประเทศไทย&amp;quot; ปรกชลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร&amp;nbsp; กลับมองต่างมุม โดยระบุว่า การเป็นครัวปลอดภัยของไทยและของโลก จะพูดถึงความปลอดภัยอย่างเดียวไม่ได้ ยังมีด้านสินค้าคุณภาพดี ราคาสามารถแข่งขันตลาดโลกได้ ตลอดสิบปีมานี้ถกเถียงกันมานาน เกษตรต้องไร้สารเคมีโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ทั้งประเภทยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช อีกประเภท ปุ๋ยเคมี ยังมีคำถามต้องเป็นเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ใช่หรือไม่ ปัจจุบันมียุทธศาสตร์ชาติส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในทุกพืชและพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ตนแสดงความเห็นมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้นต่างจากเขตหนาว มีศัตรูพืชตลอดปี หากไม่ใช้จะใช้สารใดไปกำจัดแมลง ปีนี้เพลี้ยระบาดไร่มันสำปะหลัง 4-5 แสนไร่ ปีก่อนเพลี้ยกระโดดทำลายนาข้าว โอกาสทั่วประเทศทำเกษตรปลอดสารเคมีไม่มีทางสำเร็จ แต่ถ้าทำ 100 ไร่ หรือ 1,000 ไร่ เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรอินทรีย์เป็นของดี แต่เกษตรใช้สารเคมีไม่ใช่ของไม่ดี แต่ต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 5 แสนไร่ทั่วประเทศ หากตัดข้าวออกไป เหลือพื้นที่ไม่มาก ผมเห็นว่า ต้องผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องเร่งรัดทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่เป็นกลุ่มผักและพืชไร่ กลุ่มข้าว อ้อย เป็นวัตถุดิบใช้แปรรูป ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณส่วนนี้ด้วย&amp;quot; อดิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดิศักดิ์แสดงทัศนะอีกว่า เส้นทางสู่ครัวโลกนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เกษตรปลอดภัยต้องยึดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ จะต้องอบรมแนวทางทำเกษตร ขบวนการผลิตปลอดภัย สินค้าผักผลไม้ไทยจะปลอดภัยส่งออกสู่ครัวโลกและมีปริมาณสารตกค้างในระดับที่ยอมรับได้ อีกทั้งต้นทุนการผลิตจะต่ำลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแบนสารเคมีเกษตร ประเทศไทยมีระบบการจัดการวัตถุอันตรายกำกับดูแลอยู่แล้ว การอนุญาตให้นำเข้าสารเคมีและอนุญาตขึ้นทะเบียนพิจารณาด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงท้ายเวที วิฑูรย์ ผอ.มูลนิธิชีววิถี แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ประเด็นการแบนสารเคมีกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ต้องแยกกัน ซึ่งการแบนสารเคมีเป็นการจัดการเกษตรกรรมกระแสหลัก ในกระแสโลกการแบนสารเคมีที่มีพิษภัยร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าจะใช้ในระบบเกษตรเคมีเป็นเรื่องปกติ มีตัวอย่างบราซิลปลูกอ้อยมากกว่าไทย 7.3 เท่า ประกาศแบนพาราควอตแล้ว มีผลวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา, มาเลเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าเรา 7.4 เท่า แบนตั้งแต่ 1 ม.ค., ไนจีเรียปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง มากกว่าไทย 4.9 เท่า ประกาศแบนและจะมีผลเร็วๆ นี้ ปัจจุบันรวม 60 ประเทศทั่วโลกและแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนสหรัฐมีความเคลื่อนไหวอีกฝั่ง ส.ส.พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายแบนพาราควอตสวนทางกับทรัมป์ ฉะนั้น การเสนอแบนในไทยไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของฝ่ายที่สนับสนุนอย่างที่โจมตีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรเชิงเดี่ยวทุกวันนี้เกษตรกรกำไรต่อไร่น้อยมาก มีการสำรวจปลูกอ้อยและปาล์มกำไร 1,500 บาทต่อไร่ บางปีขาดทุน เป็นความไม่มั่นคง สิ่งที่ซ่อนในระบบนี้เราต้องใช้เงินช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรมหาศาล ปีนี้รัฐบาลใช้เงิน 7 หมื่นล้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกันรายได้ช่วยค่าเก็บเกี่ยว ปรับปรุงคุณภาพ เราต้องเปลี่ยนการผลิตเพื่อไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรประกาศหมุดหมายไทยสู่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ในปี 2573 โดยพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้ 30% ปัจจุบันตัวเลขพื้นที่เกษตรอินทรีย์มีล้านไร่ อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ มียุทธศาสตร์เพิ่มให้ได้ 1.5 ล้านไร่ สิ่งที่ต้องทำคู่กันพัฒนาระบบการตลาด&amp;quot; วิฑูรย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีย้ำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมี ชีวิตคนที่โดนทำร้ายมากที่สุดอันดับแรกไม่ใช่ผู้บริโภค แต่คือเกษตรกร ยูเอ็นวิจารณ์ประเทศอุตสาหกรรมไม่ผลิตแต่ส่งสารพิษกำจัดศัตรูพืชให้เกษตรกรรายย่อย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน วันนี้เกษตรเชิงเดี่ยวไปไม่รอด ต้องปรับสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ต้องเต็มร้อย แต่เกษตรอินทรีย์เป็นโอกาสให้เราเข้าถึงอาหารปลอดภัย นี่คือความหวังและความฝันของคนไทย การเปลี่ยนแปลงต้องสู้ด้วยข้อมูล เหตุผล และมองอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นการแบนสารพิษอันตรายยังต้องจับตากันต่อไป อีกทั้งรัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ซึ่งไทยกำลังเผชิญวิกฤติเหล่านี้สาหัสไม่แพ้วิกฤติจากไวรัสโควิดระบาดกระทบต่อเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79414</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Pan, ครัวไทย ครัวโลก, นสพ.ไทยโพสต์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, เกษตรอินทรีย์, แบนสารเคมีทางการเกษตร, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f7880ef742eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
