<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 15:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดเกษตรฯหนุนกรมการข้าวเพิ่มศักยภาพผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว แก้ปัญหาขาดแคลนในตลาด  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019(COVID-19)ที่ยังคงระบาดต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีความเป็นห่วงผลกระทบที่จะส่งผลต่อเกษตรกรและภาคเกษตรไทยเป็นอย่างมาก  จึงพยายามแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรเพิ่มขึ้นอีก การแก้ปัญหา&amp;ldquo;ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว&amp;rdquo; นับเป็นอีกหนึ่งปมสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯได้เร่งรัดให้กรมการข้าวเร่งวางแผนทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้เพียงพอตามเป้าหมาย เพื่อให้ชาวนาได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพตรงตามพันธุ์และตรงกับความต้องการของตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการผลิตข้าว เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีช่วยให้ได้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ผลิตผลมีคุณภาพดีและได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ นำมาสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงชาวนาไทยที่กำลังประสบกับปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่เพียงพอ พร้อมกำชับให้กระทรวงเกษตรฯเร่งหาแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการผลิตให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ70 ล้านไร่ มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเพาะปลูกปีละประมาณ1,364,800 ตัน แต่ปัจจุบันกรมการข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และภาคเอกชนผลิตเมล็ดพันธุ์ดีรวมกันได้เพียงประมาณ 537,000 ตัน หรือประมาณ 40% ของปริมาณเมล็ดพันธุ์ดีที่ต้องการใช้ในการยกระดับคุณภาพและปริมาณการผลิตข้าวของประเทศไทย  แบ่งการผลิตออกเป็น กรมการข้าว 95,000 ตัน สหกรณ์การเกษตร 30,000 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน 112,000 ตัน และภาคเอกชน 300,000 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาการผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ล่าสุดกรมการข้าวได้รับงบประมาณเพื่อใช้ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตตลอดจนปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจนสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ได้ส่วนหนึ่ง จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 85,000&amp;ndash;95,000 ตัน/ปี เพิ่มเป็น 120,000 ตัน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีให้กับพี่น้องชาวนาได้มากยิ่งขึ้น กรมการข้าวได้เตรียมที่จะดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อรองรับเป้าหมายการผลิต จากเดิมผลิตได้ประมาณ 120,000 ตัน/ปี เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 32,000 ตัน/ปี รวมเป็น 152,000 ตัน/ปี ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดอาชีพผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กรมการข้าว จำนวน 4,400 รายแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นการจ้างแรงงานภาคการเกษตรในชุมชนและสนับสนุนและส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเข้าไปในระบบการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ ยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวของประเทศอีกด้วย &amp;rdquo; นายทองเปลว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองเปลว กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว ขณะนี้กรมการข้าวมีแผนที่จะดำเนินการเพิ่มศักยภาพโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ โดยการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานานและประสิทธิภาพการทำงานต่ำไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ปัจจุบัน และจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวโดยการก่อสร้างอาคารโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ปรับอากาศพร้อมครุภัณฑ์ จำนวน 15 แห่ง สำหรับใช้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวระยะยาวเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การเกิดโรคและศัตรูข้าวระบาด ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การผันผวนของความต้องการพันธุ์ข้าว ราคาข้าวเปลือก เศรษฐกิจครัวเรือนและสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นอกจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของตลาดแล้ว มาตรฐานและคุณภาพก็นับเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งได้กำชับกรมการข้าวเร่งออกระเบียบบังคับเรื่องเมล็ดพันธุ์ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยผู้ที่ทำเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่ายนั้นจะต้องแสดงหลักฐานว่าได้รับเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายจากกรมการข้าว เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เมื่อเกิดความเสียหายจากเมล็ดพันธุ์ในบรรจุภัณฑ์ จะได้มีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนและสามารถควบคุมราคากลาง ให้เป็นมาตรฐานทั่วประเทศในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับจำหน่าย จำเป็นต้องควบคุมการปฏิบัติตั้งแต่ในแปลงนา สถานที่รวบรวม การปรับปรุงคุณภาพและการตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าวจนถึงการบรรจุเพื่อลดความเสี่ยงของการปนของข้าวพันธุ์อื่น การทำลายของศัตรูพืช และการเสื่อมเสียที่ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน&amp;rdquo; นายทองเปลว กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112839</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กรมการข้าว, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, การแก้ปัญหา, ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าว, ชาวนา, นายทองเปลว กองจันทร์, ปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่เพียงพอ, ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว, ระเบียบบังคับเรื่องเมล็ดพันธุ์, ศูนย์ข้าวชุมชน, สถานการณ์การแพร่ระบาด, สหกรณ์การเกษตร, เกษตรกร, เกษตรไทย, เพิ่มศักยภาพการผลิต, เมล็ดพันธุ์ข้าว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_6112307b805d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) กับ อนาคตภาคเกษตรไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยกำหนดนโยบายฝากอนาคตของชาติไว้กับความรุ่งเรื่องของภาคการเกษตรไทย ไม่ว่าจะเป็นการชูธงให้ไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก เป็นครัวของโลก ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของไทยด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ และการมีพืชผลหลากหลายพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ตามฤดูกาลตลอดทั้งปี . และล่าสุดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้ระบุว่า ศักยภาพของภาคเกษตรเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่สำคัญสู่ความสำเร็จในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางก้าวสู่ความรุ่งเรืองของเกษตรไทย ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับต้องพบกับอุปสรรคขวากหนามในหลายด้าน ทั้งที่เป็นเหตุจากปัจจัยภายนอก และที่เป็นเงื่อนไขที่เป็นสนิมในเนื้อในของภาคการเกษตรเอง ทั้งที่เป็นความท้าทายที่พึ่งอุบัติขึ้นใหม่ และที่เป็นความอ่อนแอที่ฝังลึกอยู่ในระบบเกษตรไทยมานานแล้ว ในรอบหลายปีที่ผ่านมา พบว่า ผลผลิตส่งออกทางการเกษตรของไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากคู่แข่งต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียงกับเรา ซึ่งได้เริ่มปฏิรูปภาคการเกษตรของตนอย่างจริงจัง อีกทั้งยังเปิดรับต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในภาคการเกษตรอีกด้วย &amp;nbsp;ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกขึ้นลงผันผวนสูง &amp;nbsp;ปรากฏการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ มีความถี่และความรุนแรงขึ้นอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน &amp;nbsp;ซ้ำเติมด้วยภาวะที่ศักยภาพของระบบเกษตรไทยถูกกัดกร่อนจากความอ่อนแอหลายประการมาเป็นระยะเวลานาน เกษตรกรไทยจำนวนหนึ่งยังนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งให้ผลผลิตมูลค่าต่ำ ด้วยวิธีแบบดั้งเดิมที่เคยใช้มากว่า 20 ปีแล้ว &amp;nbsp;(ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ ได้นำการเกษตรสมัยใหม่มาใช้โดยธุรกิจขนาดใหญ่แล้ว) แรงงานในภาคเกษตรมีผลิตภาพต่ำ การผลิตในภาคการเกษตรไทยมีมูลค่าประมาณร้อยละ 8.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (ในปี พ.ศ. 2561) &amp;nbsp;ในขณะที่ภาคการเกษตรขับเคลื่อนด้วยแรงงานคิดเป็นจำนวนร้อยละ 32 ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ (รวมเกษตกรอาชีพและเกษตรกรบางเวลา) &amp;nbsp;ผลผลิตต่อไร่ในการปลูกข้าวเปลือกของไทยประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และยังมีต้นทุนการผลิตข้าวสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเป็นผลจากการใช้สารเคมีที่มากเกินควร &amp;nbsp; นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ของไทยเป็นเกษตรกรรายย่อยและสูงวัย มีอายุเฉลี่ยเกือบ 60 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนทางหนึ่งในการขจัดจุดอ่อนทั้งหลายทั้งปวงที่บั่นทอนศักยภาพของเกษตรไทย คือ การส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) พลิกโฉมจากการเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นการเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการนำนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการจัดการธุรกิจการเกษตร มาเพิ่มผลิตภาพในการผลิต ลดความจำเป็นในการใช้แรงงาน ยกระดับคุณภาพและคณค่าของผลผลิตเกษตร และรักษาสิ่งแวดล้อม สอดแทรกในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การเกษตร ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความหมายที่กว้าง การเกษตรอัจฉริยะผสมผสานการใช้เทคโนโลยีหลายประเภท อาทิเช่น เทคโนโลยสื่อสารและดิจิทัล เทคโนโลยีด้านชีวภาพ เทคโนโลยีด้านพันธศาสตร์ เทคโนโลยีด้านเคมี อุปกรณ์และเครื่องทุ่นแรงประเภทต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อประโยชน์ในงานเกษตรด้านต่างๆ ตัวอย่างเช่น 1) การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีหลายประเภทเข้าด้วยกัน มาตรวจจับสถานการณ์และบริหารจัดการข้อมูลที่หลากหลาย ทำการเฝ้าติดตามสภาพความเป็นไปในแปลงเพาะปลูก เพื่อประสิทธิภาพในการปลูกและในการใช้ปัจจัยนำเข้าและทรัพยากร และเพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตตามที่ต้องการ &amp;nbsp;2) การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ &amp;nbsp;3) การทุ่นแรง และเพิ่มความคล่องตัว ความรวดเร็วและความถูกต้องในการทำงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว 4) การแปรรูปผลิตภัณฑ์ 5) การควบคุมคุณภาพ เช่น ระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับ (Tracking &amp;amp; Tracking) 6) การสนับสนุนการค้าขาย เช่น ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ 7) การสื่อสารและการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารและอุปกรณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน เช่น Internet of Things&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่น่าเสียดายว่า ความพยายามผลักดันการเกษตรอัจฉริยะในไทย ยังเป็นแนวนโยบายที่ถูกกำหนดในเชิงหลักการไว้อย่างกว้างๆ &amp;nbsp;ยังขาดแผนที่นำทาง (Roadmap) ที่ฉายภาพรายละเอียดชัดเจนถึงเงื่อนเวลา เป้าหมายและขอบเขตของการดำเนินงาน และบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆ อันประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และเกษตรกร &amp;nbsp; โดยภาครัฐมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการจุดประกายและวางรากฐานให้กับการพัฒนาระบบการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งภารกิจของรัฐจะมีอยู่ใน 2 ด้านหลัก &amp;nbsp;ด้านแรกเป็นการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและอินเตอร์เน็ตที่มีเสถียรภาพและความครอบคลุม เอื้อให้เกษตรกรในทุกพื้นที่ของประเทศสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม &amp;nbsp;ภารกิจด้านที่สองเป็นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรขึ้นใช้เองภายในประเทศ &amp;nbsp; ทั้งนี้ เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะที่ใช้งานได้ดี จะต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของการเกษตรที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ &amp;nbsp; เราจึงไม่ควรหวังพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะมีราคาสูงเกินเอื้อมของเกษตรกรโดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีนำเข้าก็อาจมีคุณสมบัติหรือความสามารถที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ อากาศ และประเภทของผลผลิตเกษตรไทย &amp;nbsp; รัฐต้องมีวิสัยทัศน์และแนวนโยบายที่ชัดเจนในการกำหนดว่าเทคโนโลยีกลุ่มใดที่จำเป็นจะต้องสามารถผลิตในประเทศได้ &amp;nbsp;และนโยบายจะต้องลงรายละเอียดครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต (Life cycle) ของเทคโนโลยี ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การนำไปใช้ และการบำรุงรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ในปัจจุบัน ได้เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉิริยะภายในประเทศบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในวงจำกัด และส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีดิจิทัลเฉพาะในกลุ่มซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อใช้งานประเภทอื่นยังมีค่อนข้างน้อย และที่สำคัญอย่างยิ่ง สถาบันการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเอง ก็ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทเกษตรไทย &amp;nbsp;นักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่ต้องการความมั่นคงในอาชีพ จำเป็นต้องทำวิจัยที่สามารถนำผลงานไปตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศได้ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่เทคโนโลยีด้านเกษตรที่สอดคล้องกับบริบทเกษตรไทยและภาวะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย อาจไม่จำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากนัก จึงไม่เป็นที่สนใจของวงการวิชาการระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงื่อนไขสำคัญสู่ความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเกษตรอัจฉะริยะ คือ ความพร้อมของเกษตรกร &amp;nbsp;เกษตรกรไทยส่วนใหญ่มีลักษณะพื้นฐานที่ไม่เป็นคุณต่อการเปิดรับและปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เกษตรกรจำนวนมากไม่ชอบความเสี่ยง คิดเฉพาะผลประโยชน์ระยสั้น ไม่คิดถึงอนาคตระยะยาว &amp;nbsp;กลุ่มเกษตรกรที่จะเข้าใจถึงประโยชน์ที่จากระบบเกษตรอัจฉริยะ จนถึงขั้นยอมรับและลงทุนซื้อหาระบบ และเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ &amp;nbsp;เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติแบบเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmers) &amp;nbsp; ซึ่งตามนิยามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปว่าหมายถึง ผู้ที่ภาคภูมิใจในความเป็นเกษตรกร รู้จริงในเรื่องที่ทำอยู่ รู้จักแสวงหาข้อมูลประกอบตัดสินใจ คำนึงถึงการตลาดควบคู่ไปกับการผลิต และตระหนักถึงคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องมีพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องควบคู่ไปพร้อมกันกับการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะ &amp;nbsp;โดยอาจสร้างเกษตรกรปราดเปรื่องจากการปรับฐานความคิดและทักษะให้กับเกษตรกรรายเดิม และจากการปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความยั่งยืนของภาคการเกษตรไทย ต้องอาศัยเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนมากมาเสริมทัพเกษตรกรรุ่นเดิมที่อ่อนแรงลงแล้ว &amp;nbsp;โดยเป็นเกษตรกรที่รู้เท่าทันโลก มีความตั้งใจ ทักษะ และความสามารถที่จะยกระดับประสิทธิภาพและคุณค่าระบบเกษตรไทย &amp;nbsp;การส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะจะช่วยลบทัศนคติเดิมๆที่มองว่า การทำเกษตรเป็นอาชีพล้าหลัง ไม่มีความก้าวหน้า และใช้แรงงานเข้มข้น &amp;nbsp;ระบบเกษตรอัจฉริยะจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เข้ามาเป็นเกษตรกรแทนคนรุ่นเดิมได้ &amp;nbsp;นอกจากจะพัฒนาเกษตรกรในระดับปัจเจกชนแล้ว ยังควรสร้างสถาบันเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง ให้เป็นเวทีการรวมตัวกันของเกษตรกรรายย่อยในการแบ่งปันการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีที่มีราคาสูงเกินกว่าที่เกษตรกรรายย่อยจะหาซื้อได้ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์
สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72780</URL_LINK>
                <HASHTAG>สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์, สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร, เกษตรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200526/image_big_5ecd01b2b165b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
