<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งเคลียร์นักท่องเที่ยวปิดเกาะลิบง14วันเหตุเจอโควิดระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เม.ย.64- ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่บริเวณท่าเทียบเรือบ้านหาดยาว ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากไม่มีการรับฝากรถและรับนักท่องเที่ยวลงเรือโดยสารไปยังเกาะลิบงเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา &amp;nbsp;ยกเว้นชาวบ้านบนเกาะลิบงทั้ง 4 หมู่บ้านกว่า 4,000 คนที่ยังคงเดินทางเข้า-ออกได้ตามปกติ &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวไปพักค้างคืนที่เกาะลิบงเป็นจำนวนมาก แต่หลังเดินทางกลับจากเกาะลิบงแล้ว ไปตรวจพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ราย ในวันที่ 12-13 เมษายน 2564 ทำให้ผู้นำชุมชนตำบลเกาะลิบง มีมติร่วมกันในการประกาศปิดเกาะลิบงเป็นเวลา 14 วันนับตั้งแต่วันที่ 17-30 เมษายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกของการปิดเกาะลิบง โดยมีเฉพาะชาวบ้านบนเกาะเท่านั้นที่เดินทางเข้าออกได้ และพบมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเหมาเรือออกไปตกหมึกแต่ไม่ขึ้นเกาะ ตามมาตรการของผู้นำชุมชน และส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการเรือโดยสารข้ามฟากจำนวน 60 ลำสูญเสียรายได้ไปมากกว่าครึ่ง โดยในวันช่วงบ่ายนี้ ทีมสาธารณสุขอำเภอกันตังและเจ้าหน้าที่ฯ จะนำผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยงสูงซึ่งสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 4-5 ราย ไปกักตัวในโรงแรมแห่งหนึ่งในเขตอำเภอเมืองตรัง โดยให้ผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยงต่ำประมาณ 10 รายกักตัวอยู่ในบ้านเป็นเวลา 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่งโรจน์ &amp;nbsp; เบ็ญหมูด &amp;nbsp;อายุ 43 ปีชาวบ้านตำบลเกาะลิบงและเป็นคนขับเรือโดยสารตำบลเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรังกล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการปิดเกาะลิบงเพื่อเคลียร์นักท่องเที่ยวบนเกาะให้กลับขึ้นฝั่ง โดยให้มีเฉพาะชาวบ้านบนเกาะลิบงเท่านั้นที่เข้า-ออกได้ เพราะมีมาตรการหลังมีผู้ติดโควิด 2 ราย เลยคุยกับผู้ใหญ่กำนันนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด ปิดเกาะเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน ทำให้คนบนเกาะค่อนข้างลำบาก ส่วนเรือโดยสารจำนวน 60 ลำ รายได้สูญหายมากกว่าครึ่ง ซึ่งปิดเฉพาะนักท่องเที่ยวคนนอก แต่ชาวบ้านบนเกาะ 4,000 กว่าคน 4 หมู่บ้านให้ขึ้นลงปกติได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ จ.ตรัง พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่จำนวน 17 ราย เป็นการติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้ง 17 ราย แต่ยังไม่มีการติดเชื้อจากคนภายในจังหวัดด้วยกันเอง และยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ป่วยชาย 1 รายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99827</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ตรัง, นักท่องเที่ยว, เกาะลิบง, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bcdedd6cd0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเกาะลิบง ประกาศงดรับนักท่องเที่ยว 14 วัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เมษายน 2564 จากกรณี ที่มีนักท่องเที่ยวเพศชาย อายุ 53 ปี สัญชาติไทย อาชีพนักธุรกิจ ภูมิลำเนา จ.ฉะเชิงเทรา สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ โควิด 19 ของ กทม. เดินทางมาเที่ยว เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง และได้เข้าพักที่ลิบงแคมป์ อ.กันตัง จ.ตรัง 13 เม.ย.64 รับประทานอาหารที่ตลาดลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ก่อนออกจากหาดลิบง และพบว่าติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเกาะดังกล่าวเกิดผวา ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ 16 เม.ย.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ห้องประชุม รพ.สต บ้านบาตูปูเต๊ะ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง นายสิทธิพร จิเหลา นายก อบต.เกาะลิบง พร้อมด้วย นายอับดุลรอหีม ขุนรักษา กำนัน ต.เกาะลิบง กลุ่มผู้ประกอบการ ร้านค้า สถานประกอบการ ร้านอาหาร และชาวบ้าน ได้มีการประชุมตั้งข้อตกลงหลังมีนักท่องเที่ยวติดโควิด-19 เข้ามายังพื้นที่เกาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในที่ประชมมีข้อสรุป 3 ข้อ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ให้สถานประกอบการ ร้านอาหาร เรือนำเที่ยว หรือกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับนักนักท่องเที่ยวปิดกิจการไปก่อนตั้งแต่วันที่ 17-30 เม.ย.64 รวมระยะเวลา 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นับตั้งแต่วันนี้ 16 เม.ย.64 เริ่มเคลียร์นักท่องเที่ยวที่ยังตกค้างภายในเกาะออกจากเกาะไปก่อน เพื่อเตรียม ปิดการให้บริการนักท่องเที่ยวในวันที่ 17 เม.ย.64 นี้ แต่หากนักท่องเที่ยวที่ยังตกค้างในเกาะยังต้องการพักอาศัยที่เกาะอยู่ ก็อนุญาตให้อยู่ต่อได้ แต่ไม่รับเพิ่ม บุคคลภายในเกาะ สามารถเข้า-ออก เกาะได้ตามปกติ แต่จะมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากเริ่มป่วย หรือมีไข้ให้รีบกักตัว และพบแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.คนในเกาะที่อยู่อาศัยนอกพื้นที่ หรือพื้นที่เสี่ยง หากต้องการกลับมายังเกาะ ควรกักตัวที่บ้านพัก 14 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายอาบีดีน จิเหลา อายุ 40 ปี เลขาธิการกลุ่มรักษ์ลิบง กล่าวว่า เรื่องที่มีผู้ติดเชื้อมายังเกาะนั้นก็ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านแต่ก็ยังมีการเฝ้าระวังอยู่เสมอ หากมีการป่วยไข้ก็จะรีบรักษา ตนมองว่าการที่เราทราบไทม์ไลน์ของผู้ป่วยนั้นถือว่าเป็นเรื่องดี จะได้มีการเฝ้าระวัง หากเราไม่รู้ตนมองว่าอาจจะทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิม เราไม่มีการเฝ้าระวัง ต่างจากตอนนี้เราจะมีการระวังตัวมากขึ้นหากป่วยไข้ขึ้นมา โดยเกาะลิบงถือเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ยังไม่ใช่พื้นที่สีแดง แต่อย่างไรก็ตามตนเองและชาวบ้านก็มีความกลัวและกังวลอยู่ แต่เราก็ต้องปิดร้านไปก่อน 14 วัน ซึ่งการปิดเกาะ ปิดสถานประกอบการดังกล่าวถือว่าได้รับผลกระทบแน่นอน บางรายมองว่าเป็นมาตรการที่ฉุกละหุกเกินไป ผู้ประกอบการที่พอได้ลืมตาอ้าปากจากโควิด รอบ 1-2 ยังไม่ทันได้ฟื้นตัว เมื่อถึงช่วงนี้พอได้มีรายได้จากเทศกาล กลับต้องตัดรายได้ไปอีก แต่ก็ต้องปฏิบัติตามความคิดเห็นของชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันวันนี้ 16 เม.ย.64 จ.ตรัง ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 4 ราย รวมผู้ติดเชื้อของ จ.ตรังระลอกใหม่เพิ่มขึ้นเป็นรวมทั้งหมด 12 ราย ซึ่งทาง นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยข้าราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมแถลงข่าวในเวลา 16.00 น.วันนี้ ข่าวคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99686</URL_LINK>
                <HASHTAG>งดรับนักท่องเที่ยว, เกาะลิบง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_607963dedf911.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85598</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 11:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 11:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แก๊งโตแล้ว&#039;มาครบทีม พาล่องเรือเที่ยวเกาะลิบง  จ.ตรัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นานๆ ทีจะได้รวมตัวกันครบแก๊ง สำหรับ 5 พิธีกรจากรายการโตแล้ว&amp;hellip;เป็นคนทุกที่ โดยสัปดาห์นี้แก๊งเพื่อนซี้ &amp;nbsp;อย่าง ทอย-ปฐมพงศ์ เรือนใจดี, เฟย-ภัทร เอกแสงกุล, ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี, กันสมาย-ชนกันต์ อาพรสุทธินันธ์ และ เฟิร์ส-คณพันธ์ ปุ้ยตระกูล&amp;nbsp; จะพาแฟนๆ ไปชมความงดงามของเกาะที่ใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง&amp;nbsp; อย่างเกาะลิบง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนี้ยังพาไปนั่งเรือส่องพะยูน ผ่อนคลายไปกับความเงียบสงบท่ามกลางท้องทะเลที่สวยงาม หาดทรายขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส ซึ่งงานนี้หนุ่มๆ จะได้เห็นพะยูนตัวเป็นๆ ทำเอาแต่ละคนตื่นเต้นกันสุด ก่อนจะไปปิดท้ายกันที่ สะพานหิน ดูพระอาทิตย์ตก เช็คอินถ่ายภาพคูลๆ มาดูกันว่าทั้ง 5 หนุ่มจะสนุกกันขนาดไหน ในรายการ โตแล้ว...เป็นคนทุกที่ วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคมนี้ &amp;nbsp;เวลา 10.00 น. ทางช่องจีเอ็มเอ็ม25&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85598</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันสมาย-ชนกันต์ อาพรสุทธินันธ์, จ.ตรัง, ทอย ปฐมพงษ์, เกาะลิบง, เฟย ภัทร, เฟิร์ส คณพันธ์, โตแล้ว ...เป็นคนทุกที่, ไบร์ท วชิรวิชญ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc5c5dedd474.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2020 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2020 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด 4 แหล่งท่องเที่ยวที่ต้องไปหนาวนี้ “ออกไปช่วยเมืองไทย ออกไปเที่ยวเมืองไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หนาวนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)​ ชวนคนไทยทุกคน &amp;ldquo;ออกไปช่วยเมืองไทย ออกไปเที่ยวเมืองไทย&amp;rdquo; ไปขึ้นภูชมทะเลหมอกหน้าหนาว เพราะเป็นช่วงที่แหล่งท่องเที่ยวงดงามที่พลาดไม่ได้ เพราะธรรมชาติได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ สดชื่นเหมือนหญิงสาวที่ได้หลับเต็มอิ่มพร้อมให้ผู้คนชื่นชม นอกจากธรรมชาติจะสวยงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม ปลายปียังวันหยุดมีเพิ่มขึ้นแล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องเบียดเสียดผู้คนเท่าที่เคย เพราะนอกเหนือจากประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดอะเมซิ่งที่ได้รับแล้ว เราจะยังภูมิใจที่ได้ออกไปเที่ยว ไปช่วยชาติ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ และช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พิชิตยอด 2,102 ภูสอยดาวสุดโหด จ.อุตรดิตถ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ต้องแปลกใจที่ &amp;ldquo;ภูสอยดาว&amp;rdquo; จะอยู่ในลิสต์แหล่งท่องเที่ยวแนะนำปลายปีแทนที่จะเป็นเที่ยวฤดูฝน เพราะนอกจากทุ่งดอกหงอนนาคกับวิวต้นสนในม่านหมอกบริเวณลานสน(จุดกางเต้นท์) ภูสอยดาวยังมีจุดไฮไลท์ในหน้าหนาวสำหรับขาโหดที่ต้องการพิชิตยอดเขาที่สูงเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย ที่ระดับความสูง 2,102 เมตร การจะพิชิตยอดภูสอยดาวนั้นสามารถขึ้นได้เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น เปิดให้ขึ้นเพียง 3 เดือนหลังจากผ่านพ้นฤดูฝนอันเปียกชื้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน &amp;ndash; มกราคม จากลานสนใช้เวลาเดินไปกลับ 7-8 ชั่วโมง ระยะทางเพียง 3 กิโลเมตร แต่เส้นทางมีความชัน ซึ่งบางจุดชันถึง 90 องศา ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญการนำทางเท่านั้น พร้อมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เช่น เชือก หมวก และถุงมือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ครั้งหนึ่งที่ ภูกระดึง จ.เลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นหนาวแบบนี้ เชื่อว่าสายเดินป่าหลายคนคงคิดถึง &amp;ldquo;ภูกระดึง&amp;rdquo; เป็นที่แรก แม้จะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวใหม่สำหรับหลายๆ คน แต่ก็สามารถไปแล้วไปอีกได้เป็นสิบๆ ครั้ง เป็นตำนานของการเดินป่า ตำนานของหมูกะทะหลังเดินป่า ตำนานของมิตรภาพที่อาจเริ่มหรือจบ ภูกระดึงเหมือนเป็นจุดตั้งต้นของการเดินป่า เป็นจุดเริ่มต้นของความทรงจำ และอาจเป็นจุดที่อยากส่งต่อประสบการณ์ดีๆ ให้ผู้อื่นได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง ด้วยความที่เส้นทางเดินป่าไม่ยากมาก สามารถชวนเพื่อนหรือครอบครัวมาได้ง่าย มีชุดชมวิวและธรรมชาติหลายจุด ที่พักสะดวกสบาย ทั้งยังสามารถเดินทางเข้าถึงได้ง่าย ไม่ต้องวางแผนเยอะ ขึ้นรถที่ขนส่งตอนกลางคืน ตอนเช้าถึงเลย แวะอาบน้ำ ต่อสองแถวเข้าอุทยานฯ ไม่แพงไม่ยุ่งยาก มาเมื่อไหร่ก็ได้ขอแค่ใจพร้อม และภูเปิด โดยอุทยานแห่งชาติภูกระดึงเปิดให้ขึ้นระหว่างเดือนตุลาคม &amp;ndash; พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ช้างป่า กระทิง วัวแดงในวันที่ผืนป่าเขียวชะอุ่ม กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับนักท่องเที่ยวสายสัตว์โลกผู้น่ารัก ชื่นชมกับเจ้าสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่แสนพิศวงแห่งท้องทุ่งเมืองไทย ในช่วงต้นฤดูหนาวนี้ ป่าในเขต &amp;ldquo;อุทยานแห่งชาติกุยบุรี&amp;rdquo; จะค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เนื่องจากเพิ่งผ่านพ้นช่วงฤดูฝนมาใหม่ๆ สัตว์ป่า โดยเฉพาะ ช้าง กระทิง วัวแดง และอื่นๆ มักจะออกมาหากินตามแหล่งน้ำและทุ่งหญ้าค่อนข้างมาก สามารถพบเห็นได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงค่ำ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ตามเวลาที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีกำหนด และต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่เป็นการกระทบสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;หาดทรายขาวในห้องลับ ถ้ำมรกต เกาะมุกต์ จ.ตรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะ &amp;ldquo;ถ้ำมรกต&amp;rdquo; จะเป็นสถานที่ที่เป็นที่รู้จักมานานแล้วสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีเสน่ห์เรียกร้องให้ออกไปค้นหาเสมอ กับความลึกลับ ท้าทาย ที่ต้องรอเวลาที่เหมาะสมให้น้ำลด ลอยคอ เกาะเชือก ดำน้ำ มุดผ่านถ้ำมืดๆ เพื่อจะไปพบกับ ห้องโถงเล็กๆ ที่มีน้ำทะเลสีเขียวมรกต หาดทรายเล็กสีขาว มีป่าและหน้าผาหินปูนสูงชันโอบล้อมเหมือนเป็นห้องลับส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครเห็น โดยถ้ำมรกตนี้นี้ตั้งในเกาะมุกต์ จ.ตรัง ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม โดยเริ่มเปิดให้ท่องเที่ยวหลังฤดูมรสุมตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังมี &amp;ldquo;สะพานหิน เกาะลิบง&amp;rdquo; ที่เกิดจากหินภูเขาขนาดใหญ่ยื่นลงไปในทะเล และถูกน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง เห็นเป็นรูปร่างที่สวยงาม เป็นเหมือนสะพานที่ทำจากหิน โดยด้านบนนักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามไปมาได้ และด้านล่าง มีโพรงขนาดใหญ่มองลงมาเห็นน้ำทะเล ที่กำลังซัดขึ้นฝั่งอย่างสวยงาม เหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83295</URL_LINK>
                <HASHTAG>กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์, ถ้ำมรกต, ททท., นสพ.ไทยโพสต์, ภูกระดึง, ออกไปช่วยเมืองไทย ออกไปเที่ยวเมืองไทย, อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว, เกาะลิบง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201109/image_big_5fa90e071ec3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2020 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2020 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านลิบงช่วยพะยูนนอนร้องไห้ หลังเกยตื้นกลับลงน้ำไม่ทัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.63- เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น.ได้เกิดเหตุการณ์พะยูนเพศเมีย ตัวโตเต็มวัย สภาพอ้วนท้วมสมบูรณ์ น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม ยาวประมาณ 180 ชม.เกยตื้นนอนแน่นิ่ง มีน้ำตาไหลพรากออกมาจากดวงตาทั้ง 2 ดวง บริเวณบนชายหาดแหลมโต๊ะชัย หมู่ 1 ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยมีชาวบ้านลิบงจำนวนไม่ต่ำกว่า 10 คนช่วยกันนำผ้าขาวม้าพยุงพยูนตัวดังกล่าวลงน้ำได้อย่างปลอดภัย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบริเวณผิวหนังมีรอยถลอกจากการตะเกียกตะกายกับชายหาดเพียงเล็กน้อย จนทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นต่างมีความสงสารเมื่อเห็นภาพขณะพะยูนตัวดังกล่าวนอนร้องไห้เพื่อรอความช่วยเหลือกลับสู่ท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอับดุลรอหีม ขุนรักษา กำนันตำบลเกาะลิบง กล่าวว่า เมื่อเช้าที่ผ่านมา ขณะที่ตนเองนั่งกินกาแฟอยู่ที่ร้านปรากฏว่าได้มีลูกบ้านที่ได้ไปวางอวนดักปลาโทรศัพท์เข้ามาหาว่าพบพะยูนนอนเกยตื้นอยู่บนชายหาดดังกล่าว ห่างจากน้ำทะเลประมาณ 100 เมตร ตนเองจึงได้ประสานไปยังผู้ช่วยและรีบเดินทางเข้าไปตรวจสอบพร้อมด้วยชาวบ้านในพื้นที่หลังเมื่อทราบจึงรีบไปตรวจสอบและช่วยเหลือ โดยเมื่อไปถึงพบว่าพะยูนตัวดังกล่าวนอนแน่นิ่งมีน้ำตาไหลพรากออกมาจากดวงตาทั้งสองดวง แต่ยังพบว่ามีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันไม่มีอุปกรณ์อื่นๆที่สามารถจะช่วยเหลือได้มีเพียงผ้าขาวม้ามาก็เลยใช้ผ้าขาวม้าสอดเข้าใต้ลำตัวพะยูนทำให้พะยูนตัวดังกล่าวดิ้นเพื่อที่จะไม่ให้คนที่ไปช่วยเหลือเข้าใกล้ แต่ก็สามารถช่วยเหลือนำลงทะเลได้อย่างปลอดภัย และว่ายไปอย่างทันที เบื้องต้นคาดว่าน่าจะกลับลงน้ำไม่ทันในช่วงน้ำลงเมื่อรุ่งเช้าที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอับดุลรอหีม กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมากนัก แต่ก็มีให้เห็นบ้าง ซึ่งหากไม่มีชาวบ้านหรือใครไปพบเจอพะยูนที่เกยตื้นไม่สามารถตะเกียกตะกายลงในน้ำทะเลได้อย่างแน่นอน เพราะว่าพื้นที่หาดไม่มีน้ำประกอบกับเป็นพื้นที่สูงโดยถ้าหากไม่เจอมีโอกาสสูงที่จะเกยตื้นเสียชีวิตได้ เพราะกว่าน้ำจะขึ้นอีกครั้งประกอบกับโดนแสงแดดมีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิต แต่โดยส่วนใหญ่หากพะยูนเกยตื้นชาวบ้านจะพบเห็นและช่วยเหลือเป็นประจำ เพราะช่วงเวลาน้ำลงชาวบ้านที่เป็นชาวประมงจะออกไปหาปลาหาหอยบริเวณชายหาด ซึ่งในส่วนของน้ำตาพะยูนหรือน้ำตาดุหยงที่มีการร่ำลือหรือมีความเชื่อว่า หากใครครอบครอง จะให้ความเมตตามหานิยม มีเสน่ห์คนรักคนหลง ซึ่งในส่วนนี้ตนเองไม่ได้มีความเชื่อนั้นและน่าจะเป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาชุมชนก็ได้พึ่งพาชาวประมงชายฝั่ง หากพบเจอพะยูนก็จะโทรหาผู้นำชุมชนโดยตลอดและจะช่วยเหลือให้รอดปลอดภัยทุกครั้ง และร่วมด้วยช่วยกันในการอนุรักษ์พะยูนมาโดยตลอดถือเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับเกาะลิบงมาอย่างช้านาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81004</URL_LINK>
                <HASHTAG>พะยูน, เกาะลิบง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201018/image_big_5f8c08e8139ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80986</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2020 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2020 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านลิบงชี้2สาเหตุใหญ่หญ้าทะเลตาย ห่วงแหล่งพะยูนฝูงสุดท้ายเผชิญวิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.63- &amp;nbsp;ที่มูลนิธิอันดามัน อ.เมืองตรัง &amp;nbsp;ได้จัดเวทีล้อมวงคุยหารือแนวทางการขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลจังหวัดตรัง หลังจากพบว่าหญ้าทะเลได้มีการตายเป็นจำนวนมากและเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งทางชาวบ้านเกาะลิบงมองว่าสาเหตุการตายของหญ้ามาจากการขุดลอกคลองของกรมเจ้าท่า โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เช่น เขตห้ามล่าสัตว์หมู่เกาะเกาะลิบง สนง.พัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 3 ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรฯจังหวัดตรัง ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กรมเจ้าท่า บริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้าร่วมหาแนวทางแก้ปัญหาครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้บรรยากาศในการปรึกษาหารือ พบว่าชาวเกาะลิบงไม่ต้องการให้นำดิน หิน โคลน เลนไปทิ้งในทะเล ต้องการให้นำขึ้นไปทิ้งบนบกทั้งหมด เพื่อแก้ปัญหาการเกิดผลกระทบระยะยาวและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น &amp;nbsp;แต่ถ้าจำเป็นต้องทิ้งขอให้เปลี่ยนจุดการทิ้งให้ห่างออกไปจากจุดเดิม 7.5 กิโลเมตร &amp;nbsp;หรือหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่ไม่ส่งผลกระทบต่อปะการัง ชีวิตสัตว์ทะเล และอาชีพของชาวประมง &amp;nbsp; ถึงแม้ว่าการสำรวจและวิจัยพบว่านำตะกอนดินไปทิ้งในทะเลที่จุดเดิมรัศมี 3.5 กิโลเมตร ก็จะไม่เห็นตะกอนดินเพราะจะทิ้งกระจายและห่างจากปะการังก็ไม่เชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทางเขตห้ามล่าได้เสนอว่ามีพื้นที่ของทางเขตห้ามล่าฯหลายแห่งที่สามารถนำไปทิ้งได้ แต่ทั้งนี้ต้องไปศึกษาดูพื้นที่ที่เหมาะสม &amp;nbsp;มีการนำเสนอพื้นที่ท่าเรือนาเกลือ &amp;nbsp;เกาะเนรมิต และพื้นที่ของเอกชนที่ยินดีให้แต่ต้องไปศึกษาเรื่องกฎหมาย ส่วนที่หลายฝ่ายนำเสนอให้เอาหินไปช่วยกั้นน้ำกัดเซาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หรือ นำทรายไปเพิ่มพื้นที่ชายหาดนั้นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปศึกษาให้แน่ชัดเสียก่อนว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ทั้งนี้หลังจากนี้จากการสรุปการหารือผู้นำชุมชนต้องนำไปพูดคุยชี้แจงกับชาวบ้าน และจัดตั้งอนุกรรมการพร้อมกับผู้นำชุมชนเปิดเวทีชี้แจงพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายไมตรี &amp;nbsp;แสงอริยนันท์ ผอ. สนง.ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 7 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &amp;nbsp;กล่าวว่า ตนเองมาประชุมในส่วนของที่สื่อออนไลน์ที่เกี่ยวกับชาวบ้านเกาะลิบงบอกว่าหญ้าทะเลตายมาจากการขุดลอกคลองของกรมเจ้าท่า ซึ่งทางศูนย์วิจัยของกรมชายฝั่งและอาจารย์จากวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัยตรังกำลังดำเนินการทดสอบดูว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดมาจากอะไร &amp;nbsp;วันนี้เรามาประชุมในส่วนของการขุดลอกคลองว่าว่าเป็นไปได้การขุดลอกคลองจะมีหิน ดิน ทราย และโคลน มี 3 ส่วน ในวันนี้สรุปร่วมกับหลายภาคส่วน สรุปว่าในส่วนที่เป็นหินนำขึ้นไปไว้บนบก ทรายก็ไปเติมหาดทรายซึ่งจะได้วิเคราะห์ชนิดของทราย ในส่วนที่เป็นโคลนมติของที่ประชุมให้ไปทิ้งบริเวณหลังเกาะตะเกียงประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งจะอยู่ห่างจากแหล่งทรัพยากร อย่างปะการัง หญ้าทะเล &amp;nbsp;ซึ่งคงจะไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรเหล่านี้ ซึ่งในส่วนตรงนี้ทางเจ้าท่ามารับไปดำเนินการว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร &amp;nbsp;การดำเนินการในปีงบประมาณนี้คงไม่มีการเริ่มต้น จะเริ่มต้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์แต่เรามีการประชุมกันเสียก่อนหาแนวทางให้กับกรมเจ้าท่าเพื่อไปพิจารณาดำเนินการ ส่วนดินโคลนที่ฟังจากกรมเจ้าท่า ทรายมีประมาณ 1 ล้านคิว &amp;nbsp;โคลนประมาณ 6 แสนคิว &amp;nbsp;หินประมาณ 6 แสนคิว รวมกันแล้วประมาณ 2 ล้านกว่าคิว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนทางด้านนายอิสมาแอน เบ็ญสะอาด กรรมการชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กล่าวว่า ปัญหาหญ้าทะเลตายมีหลายปัจจัย แต่หลัก ๆตอนนี้ชาวบ้านตั้งประเด็นไปที่การขุดลอกร่องน้ำแม่น้ำตรัง ซึ่งการขุดลอกร่องน้ำจะมีหลายปัจจัย การรื้อดินเลนขึ้นมาที่มีพวกสารแขวนลอยจากการศึกษาของ มจร. คุณภาพน้ำส่วนหนึ่งอาจจะมีสารจับใบหรืออาจจะมีสารที่ทำลายหญ้าทะเลโดยตรัง ซึ่งแหล่งที่ปะทะแหล่งแรกคือหาดตูบซึ่งมีหญ้าทะเลหลายร้อยไร่ โดนปะทะก่อนและตายก่อน &amp;nbsp;ประเด็นต่อมาคือการเอาดินเลน ดินทราย ตะกอนทรายตะกอนเลนก็เข้ามาเพิ่มในบริเวณแหล่งหญ้าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หญ้าตาย รวมๆกันตนมองว่าก็หลายปัจจัย &amp;nbsp;ซึ่งทาง มจร.และหลายหน่วยงานศึกษาอยู่ว่ามันจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ถ้าเป็นคุณภาพน้ำต้องดูที่ต้นน้ำว่าทางจังหวัดต้องตั้งเรื่องของการมีบ่อบำบัดน้ำเสียของเทศบาล ของเมือง &amp;nbsp;ก่อนที่จะปล่อยลงทะเล &amp;nbsp;ประเด็นต่อมาคือการเอาทรายไปทิ้งในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิสมาแอน กล่าวว่า ตอนนี้ได้รับข้อยุติแล้วว่า ทรายกับหินจะไม่ทิ้งในทะเล &amp;nbsp;อาจจะมีจุดทิ้งข้างบน &amp;nbsp;แต่ในส่วนของกรณีเลนกำลังหาที่ทิ้งเลน เพราะเลนมันมีความเป็นตะกอนเข้มข้นมีส่วนผสมของสารเคมีที่ทำให้คุณภาพน้ำเสียก็ต้องมีแหล่งทิ้งในระยะยาว แต่ข้อยุติในวันนี้ดินทรายกับหินมาทิ้งข้างบนแต่ในส่วนของเลนต้องหาที่ทิ้งที่เหมาะสม &amp;nbsp;ส่วนปัญหาหญ้าทะเลตายนั้นเป็นปัญหามานานแล้ว มันเป็นปัญหาเรื้อรัง ชาวประมงพื้นบ้านบอกว่า 5 ปี ที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านก็นำเสนอในเรื่องนี้ซึ่งตอนนั้นหญ้าทะเลเพิ่งตายทางหน่วยงานไม่ให้ความสนใจสักเท่าไหร่แต่วันนี้เมื่อมันมีการตาย ส่งผลกระทบที่ทำมาหากินของชาวประมงเป็นหมื่นไร่และชาวประมงนอกพื้นที่ที่ทำมากิน รวมถึงที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งมองว่าถ้าชาวบ้านไม่เดือดร้อนเขาคงไม่ออกมาเรียกร้องขนาดนี้ ส่วนแนวทางแก้ไขต้องฟังกันหลายๆ ฝ่าย หน่วยงานที่มีภารกิจหลักต้องมีแผนปฏิบัติการว่าจะแก้ไขอย่างไร จะเยียวยาอย่างไรจะฟื้นอาชีพของพี่น้องชาวประมงอย่างไรและขาดไม่ได้คือแหล่งพะยูนฝูงสุดท้ายจะดูและตั้งรับอย่างไรกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในอดีตและอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80986</URL_LINK>
                <HASHTAG>หญ้าทะเลตาย, เกาะลิบง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201018/image_big_5f8be85647a44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72861</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2020 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2020 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักท่องเที่ยวเกาะลิบง รอช่วงน้ำลดต่ำสุดพิสูจน์บ่อน้ำจืดกลางทะเล หนึ่งเดียวในจังหวัดตรัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.63 - ที่เกาะลิบง ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง มีนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งได้พิสูจน์ความหัศจรรย์ของบ่อน้ำจืดซึ่งผุดขึ้นกลางทะเล ใกล้ๆกับสะพานหลีกภัย ห่างฝั่งประมาณ&amp;nbsp;200&amp;nbsp;เมตร โดยรอเวลาให้น้ำทะเลลดลงต่ำสุด เพื่อให้เห็นบ่อน้ำจืดอย่างชัดเจน ซึ่งชาวบ้านบอกว่าต้องตักน้ำเค็มที่ขังอยู่ในบ่อออกให้หมดก่อน จึงจะเห็นน้ำจืดผุดขึ้นจากชั้นใต้ดิน ไหลออกมาเป็นสายแทนที่น้ำทะเล เป็นน้ำที่ใสสะอาดและสามารถดื่มกินได้ โดยชาวประมงที่เกาะลิบงใช้อาศัยดื่มกินแทนน้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษนานกว่า&amp;nbsp;200&amp;nbsp;ปี ซึ่งนักท่องเที่ยวที่โชคดีเดินทางไปตรงกับในช่วงที่น้ำทะเลลดลงต่ำสุด จะได้แวะไปชิมน้ำจืดในบ่อน้ำที่อยู่กลางทะเลและมีเพียงแห่งเดียวใน จ.ตรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะลิบง มีน้ำทะเลล้อมรอบ หาแหล่งน้ำจืดไม่ได้ นอกจากน้ำฝนหรือน้ำจืดที่ต้องขนจากฝั่งขึ้นไปบนเกาะ ต่อมามีชาวประมงพื้นบ้านไปพบว่า ตรงจุดดังกล่าวมีตาน้ำผุดขึ้นมาเป็นสาย จึงทดลองดื่มกินและพบว่าเป็นน้ำจืด หลังจากนั้นชาวประมงจึงได้อาศัยน้ำจืดที่บ่อแห่งนี้กินแทนน้ำเรื่อยมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกระทั่งมีการขุดเจาะบ่อบาดาลและซื้อน้ำถังเข้ามาในหมู่บ้าน บ่อน้ำจืดกลางทะเลจึงเหลือไว้เพียงตำนาน แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์และเป็นจุดเช็คอินที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ส่วนที่ไม่มีปักป้ายหรือก่ออิฐถาวรเนื่องจากตรงจุดดังกล่าวมีคลื่นลมแรง มีน้ำทะเลท่วมสูง&amp;nbsp;6-8&amp;nbsp;เมตร และมีพะยูนว่ายเข้ามาบ่อยๆ เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพะยูน จึงก่อก้อนหินขึ้นมาล้อมรอบไว้ให้ดูกลมกลืนกับธรรมชาติสูงประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;คืบ เพื่อสะดวกในการวิดน้ำเค็มออกจากบ่อ โดยมีเพียงธงสีเหลืองปักไว้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางกมลทิพย์ วัดโคก อายุ&amp;nbsp;45&amp;nbsp;ปี นักท่องเที่ยวจากอำเภอเมืองตรัง กล่าวว่า ตนพิสูจน์แล้วว่าเป็นน้ำจืดจริง&amp;nbsp;เมื่อเทียบกับน้ำข้างนอก สามารถดื่มแทนน้ำได้ และนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่น่าประทับใจ ซึ่งตนเพิ่งเดินทางมายังเกาะลิบงเป็นครั้งแรก เพราะนึกว่ามายากแต่จริง ๆ แล้วมาไม่ยาก สามารถเดินทางเช้าไปเย็นกลับได้อย่างสบายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72861</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดตรัง, บ่อน้ำจืดกลางทะเล, เกาะลิบง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200729/image_big_5f216a1897757.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
