<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 20:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 20:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฌาปนกิจศพ &#039;ทูตยูเครน&#039; เผยภารกิจสุดท้ายดูพื้นที่เกาะหลีเป๊ะให้ชาวยูเครนมาเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5&amp;nbsp;มิ.ย.64 - ที่เมรุใต้ วัดเทพศิรินทราวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพวงมาลาหลวง และพระราชทานไฟหลวง&amp;nbsp;ในงานพิธีฌาปนกิจศพ นายอันดรีย์ เบชต้า เอกอัครราชทูตยูเครน ประจำประเทศไทยที่เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ที่เกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp;ตามความประสงค์ของครอบครัวที่จะทำพิธีฌาปนกิจในประเทศไทย&amp;nbsp;โดยมีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า แม้จะถึงวาระพ้นจากตำแหน่งในประเทศไทยหลังจากดำรงตำแหน่งครบวาระ แต่อันดรีย์ เบชต้ายังคงประสานงานเพื่อสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและยูเครน ในห้วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19&amp;nbsp;มีนักท่องเที่ยวยูเครนมาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 1 แสนคน&amp;nbsp;การเดินทางไปเกาะหลีเป๊ะเป็นการประสานงานกับหน่วยงานการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล ด้วยความเชื่อมั่นว่าทันทีที่ประเทศกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง จังหวัดสตูลจะเป็นพื้นที่อีกแห่งหนึ่งที่ชาวยูเครนให้ความสนใจเดินทางมาท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเสียชีวิตในครั้งนี้รัฐบาลยูเครนถือเป็นการเสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ จึงมีการประดับธงชาติยูเครนเหนือโลงบรรจุร่าง โดยบรรยากาศในพิธีมีผู้ร่วมงานทั้งเจ้าหน้าที่จากสถานทูตมิตรประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และชาวยูเครนในประเทศมาร่วมแสดงความไว้อาลัยในพิธีวันนี้&amp;nbsp;ด้วยวัย 44 ปีและผลงานอันโดดเด่นในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยและยูเครนในมิติต่างๆที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การจากไปของเขาทำให้ยูเครนสูญเสียนักการทูตอนาคตไกล ส่วนประเทศไทยสูญเสียเพื่อนผู้ทุ่มเทให้กับมิตรภาพระหว่างกันจนวาระสุดท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105367</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูตยูเครน, ยูเครน, วัดเทพศิรินทราวาส, เกาะหลีเป๊ะ, เอกอัครราชทูตยูเครน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210605/image_big_60bb75a39fdc3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเล-มันนิ-กะเหรี่ยงรวมพลังร่วมประกาศปฏิญญา ‘หลีเป๊ะ’ พร้อมขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล/&amp;nbsp; ปิดฉากการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11 ที่เกาะหลีเป๊ะ &amp;lsquo;ส่งเสริมชีวิต&amp;nbsp; สู่การผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ขณะที่ชาวเล-มันนิ-กะเหรี่ยง&amp;nbsp; รวมพลังร่วมประกาศปฏิญญา &amp;lsquo;หลีเป๊ะ&amp;rsquo; เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่มีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;มีสิทธิ์&amp;nbsp; มีความเสมอภาค&amp;nbsp; พร้อมขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิชุมชนกลุ่มชาติพันธ์ุ&amp;nbsp;คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 2565 เนื่องจากเป็นกฎหมาย 1 ใน 16 ฉบับเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาที่สะสมมานานของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศที่มีประชากรกว่า 6 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายภาครัฐ&amp;nbsp; ภาคประชาสังคม&amp;nbsp; และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกับชาวเลจัดงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;รวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยชูประเด็นเรื่อง &amp;lsquo;ส่งเสริมชีวิต&amp;nbsp; สู่การผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ที่บริเวณชายหาดหน้าโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; โดยมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ชาวมันนิ&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; นักวิชาการ &amp;nbsp;ศิลปิน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณ 600&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสียงสะท้อนจากชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวแสงโสม&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทะเล&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 โดยจะจัดงานหมุนเวียนกันไปในพื้นที่ที่มีชาวเลอาศัยอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายทะเลอันดามัน (ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; กระบี่&amp;nbsp; ภูเก็ต&amp;nbsp; สตูล) ทุกปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อ 1. ส่งเสริมความเข้มแข็งกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; การประสานภาคีความร่วมมือ &amp;nbsp;2.เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ในระดับนโยบายและกฎหมาย และ 3.เพื่อเผยแพร่รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลต่อสังคม สาธารณะและนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;ชุมชนชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนเครือข่ายชาวเลบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ชาวเลเป็นกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิม &amp;nbsp;แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;มอแกน &amp;nbsp;มอแกลน &amp;nbsp;และอูรัคลาโว้ย&amp;nbsp; มีภาษาพูดเป็นของตนเอง&amp;nbsp; แต่ไม่มีภาษาเขียน&amp;nbsp; มีหลักฐานว่าชาวเลอยู่อาศัยและหากินในท้องทะเลแถบอันดามันมานานไม่ต่ำกว่า 300 ปี&amp;nbsp; โดยการทำประมงแบบพื้นบ้าน&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนชาวเล 43 ชุมชนกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; ภูเก็ต &amp;nbsp;กระบี่&amp;nbsp; และสตูล&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 12,241 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;หลายสิบปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชาวเลได้รับผลกระทบทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; โดนเอกชนขับไล่ฟ้องร้องให้ออกไปจากที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ทั้งที่ชาวเลอยู่อาศัยและทำกินมานานหลายชั่วอายุคน และอยู่มาก่อน &amp;nbsp;แต่ชาวเลส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ &amp;nbsp;ไม่รู้เรื่องกฎหมายจึงไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน&amp;nbsp; อีกทั้งหน่วยงานรัฐได้ประกาศเขตอุทยานทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลเข้าไปทำประมงไม่ได้ หรือถูกเจ้าหน้าที่จับกุม&amp;nbsp; ชาวเลจึงได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อผลักดันและเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายชาวเลบอกเล่าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้จากนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องทะเลอันดามัน&amp;nbsp; ประกอบกับชายหาดที่ขาวสะอาด&amp;nbsp; น้ำทะเลสดใส&amp;nbsp; ความงดงามตามธรรมชาติของท้องทะเลและเกาะแก่งต่างๆ&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลได้รับผลกระทบหลายด้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดินบริเวณชายหาดซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวเลในหลายจังหวัด&amp;nbsp; ถูกนายทุน&amp;nbsp; เจ้าของกิจการโรงแรม&amp;nbsp; รีสอร์ท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; อ้างเอกสารสิทธิ์ครอบครอง&amp;nbsp; และขับไล่พวกเขาออกไป&amp;nbsp; ไม่เว้นแม้แต่การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลอยู่อาศัยและเข้าไปทำมาหากินในท้องทะเลไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;.บรรยากาศชายทะเลเกาะหลีเป๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จากการผลักดันของภาคีหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาวเล&amp;nbsp; คณะรัฐบาลในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;ตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล &amp;nbsp;และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ &amp;nbsp;แต่จนปัจจุบันนี้&amp;nbsp; เป็นเวลา 10 ปีแต่ปัญหาของชาวเลส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;7 ปัญหาหลักที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทะเล&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการรวบรวมปัญหาของชาวเลในพื้นที่ 5 จังหวัดชายทะเลอันดามัน&amp;nbsp; ปัจจุบันพบปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; ดังนี้&lt;/p&gt;


	ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย มี 25 ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของตนเอง ทั้งๆ ที่อาศัยมายาวนาน &amp;nbsp;กลายเป็นที่ดินรัฐหลายประเภท&amp;nbsp; ทั้งป่าชายเลน &amp;nbsp;กรมเจ้าท่า ป่าไม้ เขตอุทยาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลสะปำ&amp;nbsp; จ. ภูเก็ต &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลเกาะสุรินทร์ จ.พังงา &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลเกาะเกาะพีพี &amp;nbsp;จ.กระบี่ &amp;nbsp;เป็นต้น
	สุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมถูกรุกราน&amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่ากำลังมีปัญหาถึง 15 แห่ง มีทั้งการออกเอกสารมิชอบทับที่ดิน &amp;nbsp;ถูกรุกล้ำแนวเขต &amp;nbsp;ถูกห้ามฝังศพ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;พื้นที่บาราย (พื้นที่ทำพิธีกรรม) ของชาวเลหาด ราไวย์ &amp;nbsp;จ.ภูเก็ต &amp;nbsp;สุสานเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล &amp;nbsp;เป็นต้น
	ถูกฟ้องขับไล่โดยธุรกิจเอกชนออกเอกสารสิทธิ์มิชอบทับชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะ ชุมชนชาวเลหาดราไวย์&amp;nbsp; ชุมชนชาวเลบ้านสิเหร่ ภูเก็ต &amp;nbsp;และชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; ถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; รวม 28 คดี&amp;nbsp; มีชาวเลเดือดร้อนมากกว่า 3,500 คน
	&amp;nbsp;ปัญหาที่ทำกินในทะเล จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า&amp;nbsp; แต่เดิมชาวเลหากินตามเกาะแก่งต่างๆ ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 27 แหล่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ปัจจุบันเหลือเพียง&amp;nbsp; 2 แหล่ง &amp;nbsp;มีชาวเลถูกเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ จับกุม&amp;nbsp; พร้อมยึดเรือเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; พื้นที่หน้าชายหาดซึ่งทุกคนควรใช้ร่วมกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้หญิงชาวเลใช้หาหอย หาปู&amp;nbsp; วางเครื่องมือประมง และที่จอดเรือ&amp;nbsp; กลายเป็นสิทธิของโรงแรมและนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; เช่น หน้าหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; บริษัทเอกชนพยายามปิดทางเข้า-ออก &amp;nbsp;ชายหาดและที่จอดเรือของเกาะหลีเป๊ะ และเกาะพีพี &amp;nbsp;ชาวเลถูกบีบบังคับกดดันไม่ให้จอดเรือ 


&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	ปัญหาเรื่องการศึกษา&amp;nbsp; ภาษา&amp;nbsp; และวัฒนธรรม &amp;nbsp;กลุ่มชาวเลส่วนใหญ่&amp;nbsp; ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ขาดความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม &amp;nbsp;ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมกำลังจะสูญหาย 
	ปัญหาเรื่องสุขภาวะ&amp;nbsp; ด้วยปัญหารอบด้านทำให้ชาวเลเกิดความเครียด &amp;nbsp;บางส่วนติดเหล้า &amp;nbsp;มีปัญหาเรื่องสุขภาพต่างๆ ตามมา 
	ปัญหาการไร้สัญชาติ ยังมีชาวเลกว่า 400 คนที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยเฉพาะ ชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ &amp;nbsp;จ.พังงา&amp;nbsp; เกาะเหลา &amp;nbsp;เกาะช้าง &amp;nbsp;เกาะพยาม &amp;nbsp;จ.ระนอง 


&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาชาวเลเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานและเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง&amp;nbsp; ทำให้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาไม่อาจจะแก้ปัญหาได้โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถคุ้มครองเขตพื้นที่วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และเอื้อต่อการแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน&amp;nbsp; เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;และไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; โดยในขณะนี้ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เครือข่ายชาวเล&amp;nbsp; และพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้ร่วมกันผลักดันให้เกิด พระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; ซึ่งการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลในครั้งนี้ได้มีการจัดเวทีเพื่อรับฟังความคิดของชาวเลเพื่อนำมาบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rsquo; : กฎหมายเร่งด่วน 1 ใน 16 ฉบับของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่ายสัมพันธ์&amp;nbsp; ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; กล่าวว่า &amp;nbsp;การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยรัฐบาล
ได้จัดความสำคัญให้เป็นกฎหมายเร่งด่วน 16 ฉบับที่ต้องจัดทำให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งกำหนดไว้ในเอกสารภาคผนวกคำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560 &amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภินันท์กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; การผลักดันให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจากความต้องการของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการยกระดับแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 และแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง 3 สิงหาคม 2553 ขึ้นเป็น พ.ร.บ. ซึ่งมีความพยายามในการผลักดันตั้งแต่ปี 2559 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนความสำคัญที่ต้องมี พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นั้น ประกอบด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก &amp;nbsp;ประเทศไทยมีชาติพันธุ์มากกว่า 70 กลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 6.1 ล้านคน หรือร้อยละ 9.68 ของประชากรประเทศ &amp;nbsp;แต่ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยต่างเผชิญกับปัญหาการถูกละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; ด้วยอคติที่ถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าวไม่ใช่คนไทย &amp;nbsp;ทั้งที่จริงแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ต่างอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยมาเป็นเวลาช้านาน &amp;nbsp;การถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่าไม้&amp;nbsp; ด้วยความไม่เข้าใจในวิถีเกษตรกรรมและภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;ปัญหาการเข้าถึงสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง เพราะยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มที่ยังได้รับสัญชาติ&amp;nbsp; การตั้งถิ่นฐานในถิ่นทุรกันดารที่ไม่ได้รับการพัฒนาก็ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐที่พึ่งได้รับตามสิทธิพื้นฐานในฐานะพลเมือง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่สำคัญไปกว่านั้นปัญหาสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์คือการสูญเสียอัตลักษณ์และภูมิปัญญา อันเป็นต้นทุนสำคัญในการพึ่งพาตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;ทำให้ปัจจุบันกลุ่มชาติพันธ์ต้องสูญเสียศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ดังนั้นการมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยส่งเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;rdquo; นายอภินันท์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง การมี พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์สวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เพราะ พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 70 ที่ระบุว่า &amp;ldquo;รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน &amp;nbsp;ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน&amp;nbsp; หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม การมี พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการดำเนินการตามพันธสัญญาระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบันไว้ อาทิสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมหลายฉบับ&amp;nbsp; ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights - ICESCR) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination - CERD)&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับรองปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples - UNDRIP) อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวมันนิ (ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าภาคใต้/ไม่ควรเรียกว่า &amp;lsquo;เงาะป่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ซาไก&amp;rsquo; เพราะถือเป็นการดูถูก) จาก จ.พัทลุงมาร่วมงานชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;1.การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;พ.ร.บ.ฉบับนี้ยืนยันในหลักการที่ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;หากแต่มุ่งให้ความคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะเป็นกลุ่มคนด้อยสิทธิและยังไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิ &amp;nbsp;ดังนั้น พ.ร.บ. จึงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมอันเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;โดยให้ความคุ้มครอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; (1)การได้รับการดูแลและไม่ถูกเกลียดชัง เหยียดหยามหรือเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม&amp;nbsp; (2) การอนุรักษ์ภูมิปัญญาหรือความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิต และความเชื่อตามจารีตประเพณี&amp;nbsp; (3) การจัดการชุมชนและพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) การจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนของชุมชน&amp;nbsp; (5) การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการ กิจกรรมหรือกิจการของรัฐหรือเอกชนที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตหรือชุมชน&amp;nbsp; (6) การเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการบริการสาธารณะของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การสร้างกลไกเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ร.บ ฉบับนี้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะต้องมีกลไกของรัฐที่จะเข้ามารับผิดชอบแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง &amp;nbsp;เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีความเปราะบางและละเอียดอ่อน &amp;nbsp;จึงออกแบบให้มีกลไกคณะกรรมการระดับชาติ &amp;nbsp;เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้ &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; ที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน &amp;nbsp;และสร้างกลไกการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบของคณกรรมการระดับจังหวัด &amp;nbsp;ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน &amp;nbsp;ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บรรยากาศเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการจัดการตนเอง &amp;nbsp;พ.ร.บ.ฉบับนี้ยึดหลักการสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์มีความสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการตนเองบนฐานภูมิปัญญาวัฒนธรรม จึงได้ออกแบบให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในรูปแบบของสมัชชาชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะประกอบด้วยผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มที่เลิอกกันเองเพื่อเป็นสมาชิกสมัชชา โดยมีหน้าที่ดังนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;(2) ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภาษา&amp;nbsp; (3) เสนอนโยบาย มาตรการคุ้มครองและส่งเสริมกลุ่มชาติพันธุ์ต่อคณะกรรมการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;(4) ส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการจัดการการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือความหลากหลายทางชีวภาพที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; (4) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน&amp;nbsp; (5) สนับสนุนการจัดทำข้อมูลและบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการสมัชชากลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ให้สมาชิกสมัชชาเลือกสมาชิกจำนวนหนึ่งเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการบริหารสมัชชา&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;4.การจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 70 กลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็มีวิถีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำฐานข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;(1) เพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; (2) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายในการรับรองสถานะบุคคล&amp;nbsp; (3) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; (4) เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการประกาศและเพิกถอนเขตพื้นที่ที่มีกฎหมายกำหนดเพื่อการอนุรักษ์หรือการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การผังเมือง &amp;nbsp;และการดำเนินกิจการอื่นของรัฐที่กระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.การกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ&amp;nbsp; การกำหนดให้มีพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีแนวคิดมากจากการประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ อันเป็นความพยายามของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ในการผลักดันให้มีการกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงวิถีชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมอย่างสมดุลกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;รวมทั้งเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ โดยกำหนดให้ให้ชุมชนจัดทำแผนแม่บทว่าด้วยการจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;ให้มีคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์บริหารจัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีหน้าที่สำคัญในการจัดทำธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกอบด้วย &amp;nbsp;สิทธิและหน้าที่ของประชาชนในพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;พื้นที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;พื้นที่วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ &amp;nbsp;และพื้นที่สงวนและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การทำนุบำรุงรักษาสืบทอดศิลปวัฒนธรรมและภาษา &amp;nbsp;มาตรการบังคับใช้ธรรมนูญ ในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; โดยต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแผนแม่บทที่เสนอต่อคณะกรรมการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;บรรยากาศเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายอภินันท์ &amp;nbsp;ธรรมเสนา &amp;nbsp;คณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ. กล่าวว่า&amp;nbsp; ในการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลในครั้งนี้&amp;nbsp; คณะทำงานได้จัดเวทีชี้แจงความเป็นมาและสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; รวมทั้งเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชาวเล &amp;nbsp;โดยชาวเลได้นำเสนอปัญหาต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; ด้านที่ดินที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ที่ทำกิน&amp;nbsp; ผลกระทบจากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; การประกาศเขตอุทยานทางทะเลทำให้กระทบต่ออาชีพประมง&amp;nbsp; ปัญหาด้านการศึกษา&amp;nbsp; การรักษาพยาบาล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ซึ่งคณะทำงานจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์&amp;nbsp; และจะจัดเวทีในลักษณะนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อีก 10 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ตามแผนงานคาดว่าภายในเดือนมีนาคม 2564&amp;nbsp; ร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์จะแล้วเสร็จ&amp;nbsp; และจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ความเห็นโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;nbsp; เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป&amp;nbsp; และคาดว่าภายในปี 2565&amp;nbsp; พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จะประกาศใช้ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอภินันท์กล่าวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปฏิญญาหลีเป๊ะ :&amp;nbsp; &amp;ldquo;เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่มีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;มีสิทธิ์&amp;nbsp; มีความเสมอภาค&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;การจัดงาน &amp;lsquo;รวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11&amp;rsquo; ที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล&amp;nbsp; ในวันสุดท้าย (29 พ.ย.) เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; ร่วมกับพี่น้องชาวมันนิ (ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าภาคใต้/ไม่ควรเรียกว่า &amp;lsquo;เงาะป่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;ซาไก&amp;rsquo; เพราะถือเป็นการดูถูก) และผู้แทนชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือที่มาร่วมงาน&amp;nbsp; ร่วมกันประกาศ &amp;lsquo;ปฏิญญาหลีเป๊ะ&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีเนื้อหาว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่อย่างหลากหลาย &amp;nbsp;ตั้งแต่ภูเขา จรดทะเล ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่า &amp;nbsp;พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ ได้บุกเบิกอาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินนี้มาแต่เดิม ก่อนมีการกำหนดอาณาเขตประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;มีวิถีเรียบง่าย &amp;nbsp;สอดคล้องกับระบบธรรมชาติที่เราอยู่อาศัย &amp;nbsp;สร้างขนบธรรมเนียม ภูมิปัญญา ความเชื่อ &amp;nbsp;ภาษา วัฒนธรรม &amp;nbsp;ที่เป็นอัตลักษณ์ของเราเอง &amp;nbsp;และปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แต่ความเจริญที่ถาโถมเข้ามา &amp;nbsp;พร้อมกับนโยบายต่างๆ ของรัฐ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การส่งเสริมการท่องเที่ยว &amp;nbsp;การส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงพานิชย์ &amp;nbsp;รวมทั้งการประกาศเขตอนุรักษ์ &amp;nbsp;สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้พวกเราไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย &amp;nbsp;ที่ทำกิน &amp;nbsp;และพื้นที่ทางจิตวิญญาญเท่านั้น &amp;nbsp;แต่ยังทำให้อัตลักษณ์ของพวกเราสั่นคลอนไปด้วย &amp;nbsp;และจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;10 ปีของการมีมติคณะรัฐมนตรีในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;มีปัญหาบางประการที่คลี่คลายไป &amp;nbsp;แต่มีอีกหลายประการที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข &amp;nbsp;เพราะปัญหาของพวกเราเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; หลายกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในขณะที่พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ได้ตระหนักถึงปัญหาข้างต้น จึงได้รวมตัวกันทั้งระดับชุมชนเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย&amp;nbsp; ทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาระดับนโยบายอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พวกเราจึงขอให้ปฏิญญาว่า จะร่วมกันทำงาน &amp;nbsp;ประสานพี่ประสานน้อง &amp;nbsp;เฉกเช่นที่ได้ทำมาต่อไปอย่างเข้มแข็งมากขึ้น และจะร่วมกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้สำเร็จ &amp;nbsp;มีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ.2565 ทั้งนี้เพื่ออนาคตของลูกหลาน ที่มีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;มีสิทธิ์&amp;nbsp; มีความเสมอภาค &amp;nbsp;มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ดำรงวิถีชีวิตภายใต้ประเพณี &amp;nbsp;ภาษา &amp;nbsp;วัฒนธรรม &amp;nbsp;ภูมิปัญญาและความเชื่ออันเป็นอัตลักษณ์ของเราได้อย่างมั่นคงยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85394</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, ชาวเล, พอช, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc352813e709.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85302</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2020 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2020 13:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วราวุธ’ รมว.ทส.ร่วมงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11 ที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล  เผยชาวเลมีปัญหาเรื่องที่ดิน 36 พื้นที่  โดนเอกชน-รัฐฟ้องขับไล่ที่ 28 คดี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล/&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายภาครัฐ-ประชาสังคม-ชาวเล ร่วมจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11 &amp;lsquo;ส่งเสริมชีวิต&amp;nbsp; สู่การผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ที่ชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ในระดับนโยบาย&amp;nbsp; โดยเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อคุ้มครองเขตพื้นที่วัฒนธรรมและเอื้อต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ เผยชาวเล 5 จังหวัดมีปัญหาเรื่องที่ดิน 36 พื้นที่&amp;nbsp; โดนเอกชน-รัฐฟ้องขับไล่ที่ 28 คดี&amp;nbsp; ด้านตัวแทนชาวเลยื่นหนังสือเรียกร้องให้ &amp;lsquo;วราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;rsquo; รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ ช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินอุทยานฯ ทับที่อยู่อาศัย-ที่ทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเลเป็นกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิม &amp;nbsp;แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;มอแกน &amp;nbsp;มอแกลน &amp;nbsp;และอูรัคลาโว้ย มีภาษาพูดเป็นของตนเอง&amp;nbsp; แต่ไม่มีภาษาเขียน&amp;nbsp; มีหลักฐานว่าพวกเขาอยู่อาศัยและหากินในท้องทะเลแถบอันดามันมานานไม่ต่ำกว่า 300 ปี&amp;nbsp; ปัจจุบันมีชุมชนชาวเล 43 ชุมชนกระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ระนอง&amp;nbsp; พังงา&amp;nbsp; ภูเก็ต &amp;nbsp;กระบี่&amp;nbsp; และสตูล&amp;nbsp; มีประชากรรวมประมาณ 12,241 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ปี มติ ครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล : &amp;ldquo;เสียงที่หายไปกับสายลม&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผยชาวเลมีปัญหาที่ดิน 36 พื้นที่&amp;nbsp; โดนฟ้องขับไล่ที่ 28 คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเลถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เปราะบาง&amp;nbsp; เนื่องจากวิถีชีวิตดั้งเดิมจะทำมาหากินด้วยการทำประมงแบบโบราณ จับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือง่ายๆ&amp;nbsp; มีเรือลำเล็กเป็นบ้าน&amp;nbsp; รอนแรมอยู่ในทะเล&amp;nbsp; ยามมีคลื่นลมจะหลบเข้าไปอยู่ในเพิงพักที่ปลูกเอาไว้ตามชายหาดหรือบนเกาะต่างๆ แล้วปลูกมะพร้าวหรือพืชผลต่างๆ เอาไว้กิน &amp;nbsp;ไม่ถือครองที่ดิน&amp;nbsp; ไม่รู้หนังสือไทย&amp;nbsp; แม้จะอยู่อาศัยบนผืนดินชายฝั่งทะเลมานาน&amp;nbsp; โดยมีสุสานหรือที่ฝังศพบรรพบุรุษเป็นหลักฐาน&amp;nbsp; มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี&amp;nbsp; แต่ด้วยความไม่รู้หนังสือ&amp;nbsp; ไม่รู้กฎหมาย&amp;nbsp; ชาวเลส่วนใหญ่จึงไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน&amp;nbsp; ทำให้ถูกขับไล่จากผู้ที่มาอยู่ทีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องทะเลอันดามัน&amp;nbsp; ประกอบกับชายหาดที่ขาวสะอาด&amp;nbsp; น้ำทะเลเขียวใส&amp;nbsp; ความงดงามตามธรรมชาติของท้องทะเลและเกาะแก่งต่างๆ &amp;nbsp;ทำให้ชาวเลได้รับผลกระทบหลายด้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะปัญหาเรื่องที่ดินบริเวณชายหาดซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวเลในหลายจังหวัด&amp;nbsp; ถูกนายทุน&amp;nbsp; เจ้าของกิจการโรงแรม&amp;nbsp; รีสอร์ท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; อ้างเอกสารสิทธิ์ครอบครอง&amp;nbsp; และขับไล่พวกเขาออกไป&amp;nbsp; ไม่เว้นแม้แต่การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล&amp;nbsp; ทำให้ชาวเลอยู่อาศัยและเข้าไปทำมาหากินในท้องทะเลไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จากการผลักดันของภาคีหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาวเล&amp;nbsp; คณะรัฐบาลในสมัยนายอภิสิทธิ์&amp;nbsp; เวชชาชีวะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ได้มีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 เห็นชอบหลักการแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;ตามแนวทางจัดทำพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล &amp;nbsp;และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนไปปฏิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;การให้ชาวเลสามารถประกอบอาชีพประมง&amp;nbsp; หาทรัพยากรตามเกาะต่างๆ โดยผ่อนปรนพิเศษในการให้ใช้อุปกรณ์ดั้งเดิมของกลุ่มชาวเล &amp;nbsp;การช่วยเหลือด้านสาธารณสุขเพื่อฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากการดำน้ำทำประมงทำให้เกิดโรคน้ำหนีบ &amp;nbsp;การแก้ปัญหาสัญชาติในกลุ่มชาวเลที่ไม่มีบัตรประชาชน &amp;nbsp;การส่งเสริมด้านการศึกษาแก่เด็กและสนับสนุนทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;พร้อมกับจัดตั้งการศึกษาพิเศษ/หลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนชาวเล&amp;nbsp; การแก้ปัญหาอคติทางชาติพันธุ์ &amp;nbsp;การส่งเสริมด้านภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเล&amp;nbsp; การส่งเสริมชุมชนและเครือข่ายชาวเลให้เข้มแข็ง &amp;nbsp;รวมทั้งให้มีงบประมาณส่งเสริมวันนัดพบวัฒนธรรมชาวเล&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวแสงโสม&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าจะมีมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลออกมาตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;ปัจจุบันครบ 10 ปีแล้ว&amp;nbsp; แต่มติ ครม.ดังกล่าวก็ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ&amp;nbsp; มิหนำซ้ำปัญหากลับมีมากขึ้นกว่ากว่าเดิม&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนชาวเลที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวทะเลอันดามัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;10 ปีแล้วที่เสียงเรียกร้องของพวกเราหายไปกับสายลม&amp;nbsp; วันนี้พวกเรายังถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง&amp;nbsp; และถูกละเมิดสิทธิต่างๆ&amp;nbsp; ถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; เฉพาะที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล &amp;nbsp;ตอนนี้ชาวเลโดนคดีความเรื่องที่ดิน&amp;nbsp; โดนเอกชนและอุทยานฯ ตะรุเตาฟ้องร้องขับไล่รวมแล้ว 9 คดี&amp;nbsp; มีปัญหาที่ดิน 298 หลัง&amp;nbsp; จากบ้านเรือนชาวเลทั้งหมดบนเกาะหลีเป๊ะ 309 หลัง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ตัวแทนชาวเลบอกเล่าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากปัญหาที่ดินที่เกาะหลีเป๊ะแล้ว&amp;nbsp; ชาวเลในจังหวัดต่างๆ ยังมีปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินรวม 36 พื้นที่ &amp;nbsp;โดนฟ้องร้องรวม 28 คดี&amp;nbsp; (โดนฟ้องที่เกาะหลีเป๊ะ 9 คดี&amp;nbsp; และอีก 19 คดีโดนฟ้องในจังหวัดอื่น) &amp;nbsp;โดย 31 พื้นที่อยู่ในที่ดินของรัฐ (ที่ดินเขตอุทยานฯ ป่าไม้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ป่าชายเลน&amp;nbsp; กรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ราชพัสดุ&amp;nbsp; ฯลฯ)&amp;nbsp; อีก 5 พื้นที่เป็นที่ดินที่เอกชนแสดงสิทธิเหนือพื้นที่&amp;nbsp; มีการขับไล่ฟ้องร้องชาวเล &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ที่ดินบริเวณชายหาดราไวย์,&amp;nbsp; เกาะสิเหร่&amp;nbsp; จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; มีปัญหาที่ดินเอกชนออกเอกสารสิทธิ์ทับที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สุสานชุมชน&amp;nbsp; พื้นที่ทางวัฒนธรรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทะเลและที่ดินทุกตารางนิ้วมีเจ้าของ&amp;nbsp; แม้แต่ทางเดินสาธารณะก็มีประกาศห้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;วราวุธ&amp;rsquo; รมว.กระทรวงทรัพยฯ ร่วมงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลที่สะสมมายาวนาน&amp;nbsp; ชาวเลและภาคีเครือข่ายจึงเริ่มจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลมาตั้งแต่ปี 2553&amp;nbsp; ที่บ้านน้ำเค็ม&amp;nbsp; จ.พังงา&amp;nbsp; เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย&amp;nbsp; รณรงค์ให้สังคมได้รับรู้และตระหนักถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งสร้างความรับรู้และความเข้าใจให้แก่ชาวเลเกี่ยวกับมติ ครม. 2 มิถุนายน 2553 &amp;nbsp;โดยจะหมุนเวียนจัดงานในจังหวัดต่างๆ ที่มีกลุ่มชาวเลตั้งถิ่นฐานอยู่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปีนี้มีการจัดงานรวมญาติพันธุ์ชาวเลครั้งที่ 11 ชูประเด็นเรื่อง &amp;lsquo;ส่งเสริมชีวิต&amp;nbsp; สู่การผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rsquo; ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน&amp;nbsp; บริเวณชายหาดหน้าโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ชาวมันนิ&amp;nbsp; ชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติชุมชน&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณ 600&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเข้าร่วม พร้อมด้วยนายเอกรัฐ หลีเส็น&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล โดยมีนายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมงาน&amp;nbsp; เพื่อรับฟังปัญหาเรื่องที่ดิน-ปัญหาเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตาที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; และรับมอบข้อเรียกร้องของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ ผูกผ้าสีที่หัวเรือโทงเพื่อความเป็นมงคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ที่ทำกิน&amp;nbsp; และจิตวิญญาณของชุมชนชาวเลและกะเหรี่ยง&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัญหาของกลุ่มชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง&amp;nbsp; หลายกรม&amp;nbsp; และค่อนข้างสลับซับซ้อน&amp;nbsp; เป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาจึงต้องใช้เวลา&amp;nbsp; และพี่น้องชาวเลอยู่อาศัยอยู่ที่นี่มานานหลายร้อยปี&amp;nbsp; จนถึงวันนี้เมื่อเกิดผลกระทบต่อการดำรงชีพ&amp;nbsp; ตนจึงเดินทางมารับฟังปัญหา&amp;nbsp; ให้กำลังใจกับพี่น้อง&amp;nbsp; และชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยพี่น้องประชาคนไทยทุกกลุ่ม&amp;nbsp; ทุกชาติพันธุ์&amp;nbsp; การเดินทางมาเกาะหลีเป๊ะในวันนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า&amp;nbsp; รัฐบาลให้ความสำคัญ&amp;nbsp; ให้ความเป็นห่วง&amp;nbsp; และการแก้ไขปัญหาของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ตอนนี้ต้องแก้ไขไปทีละเปลาะ&amp;nbsp; อาจจะไม่เร็วนัก&amp;nbsp; เพราะเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; และมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ไม่ใช่เรื่องง่าย&amp;nbsp; แต่ขอยืนยันว่ากระทรวงทรัพยากรฯ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหา เช่น&amp;nbsp; เรื่องที่ดินทำกิน และจะประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อให้พี่น้องชาวเลและกลุ่มชาติพันธุ์สามารถดำรงชีพและอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินศักดิ์นี้ได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายวราวุธกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของชาวเลเกาะหลีเป๊ะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหลังจากธุรกิจการท่องเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะเจริญเติบโต&amp;nbsp; ทำให้มีกลุ่มนายทุนทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินบนเกาะทั้งที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องและไม่ถูกต้อง&amp;nbsp; บางรายเดิมมีเอกสารครอบครองเป็น สค.1 เนื้อที่ 50 ไร่&amp;nbsp; ต่อมาเมื่อนำไปออกเอกสารสิทธิเนื้อที่เพิ่มเป็น 80 ไร่&amp;nbsp; และอ้างสิทธิครอบครองกว่า 140 ไร่&amp;nbsp; ทำให้ทับที่อยู่อาศัยของชาวเล&amp;nbsp; จนนำไปสู่การฟ้องร้องขับไล่ชาวเล (ปัจจุบันชาวเลโดนฟ้องร้องแล้ว 9 คดี) บางพื้นที่ห้ามชาวเลนำเรือไปจอดหน้าชายหาด&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ รับมอบข้อเรียกร้องจากชาวมันนิ (ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในเขตป่าภาคใต้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผย 7 ปัญหาหลักของชาวเล&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นางสาวแสงโสม&amp;nbsp; หาญทะเล&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ทะเล&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการรวบรวมปัญหาของชาวเลในพื้นที่ 5 จังหวัดชายทะเลอันดามัน&amp;nbsp; พบปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; ดังนี้&lt;/p&gt;


	ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย มี 25 ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิเป็นของตนเอง ทั้งๆ ที่อาศัยมายาวนาน &amp;nbsp;กลายเป็นที่ดินรัฐหลายประเภท&amp;nbsp; ทั้งป่าชายเลน &amp;nbsp;กรมเจ้าท่า ป่าไม้ เขตอุทยาน &amp;nbsp;กรมธนารักษ์ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลสะปำ&amp;nbsp; จ. ภูเก็ต &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลเกาะสุรินทร์ จ.พังงา &amp;nbsp;ชุมชนชาวเลเกาะเกาะพีพี &amp;nbsp;จ.กระบี่ &amp;nbsp;เป็นต้น
	สุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมถูกรุกราน&amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่ากำลังมีปัญหาถึง 15 แห่ง มีทั้งการออกเอกสารมิชอบทับที่ดิน &amp;nbsp;ถูกรุกล้ำแนวเขต &amp;nbsp;ถูกห้ามฝังศพ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;พื้นที่บาราย (พื้นที่ทำพิธีกรรม) ของชาวเลหาด ราไวย์ &amp;nbsp;จ.ภูเก็ต &amp;nbsp;สุสานเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล &amp;nbsp;เป็นต้น
	ถูกฟ้องขับไล่โดยธุรกิจเอกชนออกเอกสารสิทธิ์มิชอบทับชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะ ชุมชนชาวเลหาดราไวย์&amp;nbsp; ชุมชนชาวเลบ้านสิเหร่ ภูเก็ต &amp;nbsp;และชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; ถูกดำเนินคดี&amp;nbsp; รวม 28 คดี&amp;nbsp; มีชาวเลเดือดร้อนมากกว่า 3,500 คน


&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ขบวนเรือชาวเลรณรงค์ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;border:none; margin-left:14.2pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	&amp;nbsp;ปัญหาที่ทำกินในทะเล จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า&amp;nbsp; แต่เดิมชาวเลหากินตามเกาะแก่งต่างๆ ไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 27 แหล่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันเหลือเพียง&amp;nbsp; 2 แหล่ง &amp;nbsp;มีชาวเลถูกเจ้าหน้าที่อุทยาน ฯ จับกุม&amp;nbsp; พร้อมยึดเรือเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; พื้นที่หน้าชายหาดซึ่งทุกคนควรใช้ร่วมกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้หญิงชาวเลใช้หาหอย หาปู&amp;nbsp; วางเครื่องมือประมง และที่จอดเรือ&amp;nbsp; กลายเป็นสิทธิของโรงแรมและนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; เช่น หน้าหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต&amp;nbsp; บริษัทเอกชนพยายามปิดทางเข้า-ออก &amp;nbsp;ชายหาดและที่จอดเรือของเกาะหลีเป๊ะ และเกาะพีพี &amp;nbsp;ชาวเลถูกบีบบังคับกดดันไม่ให้จอดเรือ 
	ปัญหาเรื่องการศึกษา&amp;nbsp; ภาษา&amp;nbsp; และวัฒนธรรม &amp;nbsp;กลุ่มชาวเลส่วนใหญ่&amp;nbsp; ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ขาดความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรม &amp;nbsp;ทำให้ภาษาและวัฒนธรรมดั้งเดิมกำลังจะสูญหาย 
	ปัญหาเรื่องสุขภาวะ&amp;nbsp; ด้วยปัญหารอบด้านทำให้ชาวเลเกิดความเครียด &amp;nbsp;บางส่วนติดเหล้า &amp;nbsp;มีปัญหาเรื่องสุขภาพต่างๆ ตามมา 
	ปัญหาการไร้สัญชาติ ยังมีชาวเลกว่า 400 คนที่ไม่มีสัญชาติไทย โดยเฉพาะ ชาวเลมอแกนเกาะสุรินทร์ &amp;nbsp;จ.พังงา&amp;nbsp; เกาะเหลา &amp;nbsp;เกาะช้าง &amp;nbsp;เกาะพยาม &amp;nbsp;จ.ระนอง 


&lt;p style=&quot;margin-left:14.2pt&quot;&gt;นางสาวแสงโสมกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาชาวเลเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานานและเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง&amp;nbsp; ทำให้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาไม่อาจจะแก้ปัญหาได้โดยใช้มติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถคุ้มครองเขตพื้นที่วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์และเอื้อต่อการแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน&amp;nbsp; ทั้งนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;และไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังตามนโยบายรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:14.2pt&quot;&gt;โดยในขณะนี้ภาคีเครือข่ายที่ทำงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&amp;nbsp; อยู่ในระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ &amp;lsquo;ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; พ.ศ....&amp;rsquo;&amp;nbsp; และรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อนำมาจัดทำร่าง พ.ร.บ.&amp;nbsp; โดยคาดว่าจะสามารถยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ภายในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเลบนเกาะหลีเปะในวันที่ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเติบโต&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;9 ภาคีร่วม MoU.&amp;ldquo;ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ในการจัดงานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเลครั้งนี้&amp;nbsp; 9 หน่วยงานภาคีได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ &amp;ldquo;ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ &amp;nbsp;เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล&amp;nbsp; โดยนายวราวุธ&amp;nbsp; รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ&amp;nbsp; ร่วมลงนามร่วมกับผู้แทนภาคีหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; มีเป้าหมาย 3 ประการ&amp;nbsp; คือ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ประการแรก สนับสนุนและผลักดันให้เกิดกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาติพันธุ์ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เครือข่าย การพัฒนาศักยภาพผู้นำ การเข้าถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ประการที่สอง การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ในการจัดการและใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลบนฐานภูมิปัญญาวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีการจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการพื้นที่และการจัดทำธรรมนูญชุมชนร่วมกับชุมชน เพื่อประกาศเป็น &amp;ldquo;พื้นที่ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ประการที่สาม คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนของรัฐและเอกชน และส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการสืบทอดวิถีภูมิปัญญาวัฒนธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;พี่น้องชาวกะเหรี่ยงจากภาคเหนือร่วมงานชาวเลที่เกาะหลีเป๊ะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;พอช.พร้อมหนุนซ่อมสร้าง &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชาวเล&amp;rsquo; 150 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ร่วมลงนามในครั้งนี้&amp;nbsp; โดย พอช.มีภารกิจหลักในการเสริมสร้างชุมชนและขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศให้เกิดความเข้มแข้ง&amp;nbsp; สามารถพึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; ดำเนินงานในปีนี้เป็นปีที่ 20&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ (บ้านมั่นคงเมือง-ชนบท&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; คลองเปรมประชากร&amp;nbsp; คนไร้บ้าน)&amp;nbsp; การพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนฯ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายธนภณ&amp;nbsp; เมืองเฉลิม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการภาค&amp;nbsp; สำนักงานภาคใต้&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการสำรวจข้อมูลชุมชนชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล&amp;nbsp; พบว่า&amp;nbsp; มีครัวเรือนทั้งหมดจำนวน 309 หลัง&amp;nbsp; รวม 368&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรจำนวน 1,191 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ผุพัง&amp;nbsp; ทางชุมชนชาวเลจึงร่วมกันสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนและจัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; ซึ่งเป็นโครงการซ่อมสร้างบ้านเรือนที่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; โดยเสนอขอรับการสนับสนุนจาก พอช. เพื่อซ่อมสร้างบ้านในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 150 หลัง&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณซ่อมสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 20,000&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;สภาพบ้านเรือนของชาวเลบนเกาะหลีเปะ&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้&amp;nbsp; พอช.จะร่วมมือกับหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; และประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พมจ.จังหวัดสตูล&amp;nbsp; เพื่อร่วมกับชาวเล&amp;nbsp; กำหนดแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเลในทุกด้าน&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการรวมกลุ่ม&amp;nbsp; สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวเล&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนชาวเลต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายธนภณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ ถ่ายภาพร่วมกับชาวเล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85302</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, นายวราวุธ ศิลปอาชา, พอช., เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201128/image_big_5fc1ee18eeeed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2020 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2020 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเขตวัฒนธรรมชาวเล เร่งแก้ไขปัญหาที่ดิน เพิกถอนสิทธิเอกชนเกาะหลีเป๊ะ 222 ไร่แต่เรื่องยังค้างเติ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ย.63 - นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทและที่ปรึกษาเครือข่ายชาวเล เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ จะมีการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;งานรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล&amp;rdquo; ประจำปี 2563 ที่ชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล โดยมีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างภาคคีเครือข่ายภาคประชาชน กับตัวแทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เพื่อขับเคลื่อนการผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดกลไกการแก้ไขปัญหาชาวเล และขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาของคนกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไมตรี กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ เป็นไปตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ที่มีวาระครบรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเลในประเทศไทย ที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงในวิถีชีวิตและสิทธิชุมชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการหารือและพิจารณาปัญหากรณีเร่งด่วน โดยตั้งคณะกรรมการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อร่วมกันกำหนดขอบเขตพื้นที่เขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล จากนั้นสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จะเข้ามาสนับสนุนทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจะจัดกระบวนการเชื่อมโยงเครือข่ายในการผลักดัน ร่าง พรบ.ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ชุมชนชาวเลมีปัญหาหนักๆ คือที่หมู่เกาะสุรินทร์ และเกาะพีพี มีการคุยกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ แล้ว ว่า 2 พื้นที่นี้จะตั้งคณกรรมการเพื่อกำหนดเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมฯ ส่วนที่เกาะเหลา มีการลงนามข้อตกลงส่งมอบที่ดินให้ชาวบ้านจำนวน 4 ไร่ ในรูปแบบโครงการจัดที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ส่วนที่เกาะหลีเป๊ะพบเอกสารสิทธิ์บวมจาก สค.1 ใบเดียว จาก 50 ไร่ ขยายเป็น 100 ไร่ ทับที่ชุมชน ส่วนที่ชุมชนราไวย์ตอนนี้ยังขยับด้านนโยบายไม่ได้มาก เพราะปัญหาส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการศาลแล้วจึงต้องรอให้เสร็จสิ้นก่อน อย่างไรก็ตามปัญหาของชาวเลยังมีหลายประเด็นที่ราชการยังไม่เข้าใจปัญหา จึงถือโอกาสงานรวมญาติชาวเลให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อรัฐมนตรีด้วย&amp;rdquo; นายไมตรี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวลาผ่านไปครบ 10 ปี นับจากมีมติ ครม. 2 มิ.ย. 2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล แต่การแก้ไขปัญหาของชาวเลกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก ปัญหาสำคัญคือข้าราชการขาดความเข้าใจเรื่องสิทธิชุมชน และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งในยุค คสช.มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งมีการยึดที่ดินชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงการครองครองที่ดิน ชาวเลกับชาวกะเหรี่ยงจึงถูกริดรอนสิทธิมาโดยตลอด ดังนั้นการผลักดันกฎหมายและเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเร่งจัดการสิทธิที่ดินของชาวบ้านให้ชัดเจนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอกสุรินทร์ กล่าวอีกว่า แม้จะจะเป็นพื้นที่ที่ชาวเลอาศัยมาก่อนจริง แต่ถ้าไม่มีการให้สิทธิที่ดินที่ชัดเจน เขตวัฒนธรรมพิเศษก็จะเกิดไม่ได้จริง เพราะชาวเลอยู่กันมาเป็นร้อยปี ก่อนมี พรบ.ออกโฉนดที่ดิน 2479 ดังนั้นจึงเป็นคนที่อยู่มาก่อนมีกฎหมายที่ดินจึงมีสิทธิในที่ดิน อีกทั้งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2509 ระหว่างกรมป่าไม้กับชาวบ้านพิพาทกรณีป่าสงวน ว่าผู้ครอบครองที่ดินมาก่อนกฎหมายมีสิทธิในที่ดินเหนือกฎกระทรวงและกฤษฎีกาทั้งปวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยสงคราม 9 ทัพ ชาวเลในอันดามัน คือทหารไทยด่านแรกที่ต่อต้านทหารพม่าที่ยกทัพมาทางเรือ เพราะสมัยก่อนภูเก็ตไม่มีคนไทยอยู่ ในประวัติศาสตร์จังหวัดภูเก็ตมีบันทึกไว้ว่าคนพื้นถิ่นดังเดิมคือ ชาวเลกับชาวมันนิ อีกทั้งชื่อเกาะ ชื่ออ่าวหรือทะเล ถูกตั้งจากภาษาชาวเลทั้งหมด พอขึ้นทางเหนือตั้งแต่จังหวัดประจวบฯไปถึงเชียงราย ชื่อภูเขาเป็นชื่อภาษากะเหรี่ยง พวกเขาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างชาติไทยมาจนปัจจุบัน&amp;rdquo; พลเอกสุรินทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกาญจนพันธ์ คําแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา กล่าวว่า จริงๆแล้วชาวเลกับอุทยานไม่มีปัญหากัน แต่มีปัญหาระหว่างชาวเลกับเอกชนที่อ้างกรรมสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ตามทางอุทยานฯได้ทำการตรวจสอบเอกสารสิทธิแล้ว โดยได้ทำเรื่องส่งไปยังกรมที่ดินตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้เพิกถอนเอกสารสิทธิจำนวน 40 แปลง ประมาณ 222 ไร่ เพราะเป็นเอกสารที่ไม่ชอบ แต่การต่อสู้กันยาวนาน ล่าสุดใช้นิติวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรายังไม่สามารถจัดสรรที่ดินให้ชาวเลได้ก็เพราะมีเอกสารสิทธิที่เอกชนบางส่วนแอบอ้าง ส่วนเรื่องหาปลานั้นมีมติครม.อนุญาตชาวเลทำประมงได้ในขอบเขตที่เราหารือร่วมกัน โดยต้องเป็นจุดดั้งเดิมและเครื่องมือเดิม เชื่อว่าหลังจากลงนามจัดตั้งเขตวัฒนธรรมพิเศษ และหลายฝ่ายเข้ามาช่วยกันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจุดไหนที่อุทยานฯแก้ไม่ได้ หน่วยงานอื่นๆก็ได้เข้ามาช่วย&amp;rdquo;หัวหน้าอุทยานฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกาญจนพันธ์ กล่าวว่าสำหรับบรรยากาศการท่องเที่ยวขณะนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวน้อยมาก และส่งผลกระทบกับชาวเลเพราะบางส่วนมีรายได้จากการรับจ้างขับเรือหางยาวรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งทางจังหวสัดควรหาอาชีพมาเสริม ขณะนี้นักท่องเที่ยวหายไป 70-80% ซึ่งปกติช่วงปลายปีและต้นปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมากันเยอะ แต่ขณะนี้มีเพียงนักท่องเที่ยวไทยซึ่งไม่มากโดยมักมาในช่วงวันหยุดยาวๆ
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85048</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดสตูล, ชาวเล, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201125/image_big_5fbe367fb9a0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปักหมุด! แหล่งดำน้ำที่ต้องไปในปี 2019</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทะเลไทยขึ้นชื่อว่าเป็นทะเลที่สวยงามติดอันดับต้นๆ ของโลก และจากการพบสัตว์น้ำนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น โลมาอิรวดี ฉลามวาฬ เต่ามะเฟือง นั่นแสดงให้เห็นว่าท้องทะเลไทยยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ สำหรับใครที่กำลังอยากหลบร้อนไปพักผ่อน ทะเลน่าจะเป็นที่ตอบโจทย์มาก เพราะจะได้สัมผัสธรรมชาติด้วยการดำน้ำแหวกว่ายท่ามกลางหมู่ปลาสวยๆ ชมปะการังหลากสีนานาชนิด ซึ่งสวยงามราวกับสวรรค์ดีๆ นี่เอง เห็นแล้วทำให้รักหวงแหนธรรมชาติบ้านเรามากยิ่งขึ้น ใครที่มีแพลนลางาน และกำลังหาโปรแกรมไปเที่ยวชมธรรมชาติใต้ท้องทะเล เรามาอัพเดตแหล่งดำน้ำที่ต้องไปในปี 2019 ถ้าที่ไหนเข้าตาก็เตรียมตัวแพ็กกระเป๋า แล้วชวนชาวแก๊งไปกันเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;เกาะเต่า-เกาะนางยวน จังหวัดสุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มาเริ่มกันที่ เกาะเต่า-เกาะนางยวน จังหวัดสุราษฎร์ธานีก่อนเลย เพราะเป็นสวรรค์ของเหล่านักดำน้ำ จากความสวยงามของธรรมชาติที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นวิวธรรมชาติอันงดงาม หาดทรายสวย น้ำทะเลสีฟ้าใส แนวปะการัง และปลาสวยๆ อย่างปลากระเบนลายน้ำเงิน ปลานีโม ปลาการ์ตูน และปลาสวยงามอีกมากมาย นักท่องเที่ยวจึงนิยมไปดำน้ำชมปะการังที่เกาะเต่าแห่งนี้ เพราะยังมีปะการังที่สมบูรณ์อยู่มาก นอกจากนี้เกาะเต่ายังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนดำน้ำมากมาย หากคุณชอบดำน้ำบอกเลยว่าห้ามพลาดที่นี่เด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะหวาย จังหวัดตราด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะหวายสวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเกาะไหนๆ ที่นี่มีชายหาดที่สวยงาม น้ำทะเลใส และแนวปะการังขนาดใหญ่ อยู่รายล้อมเกาะ ไม่ว่าจะเป็น ปะการังพุ่ม ปะการังเขากวาง และปะการังสมองที่มีอยู่มากมาย แถมยังอุดมสมบูรณ์อยู่มาก ช่วงปลายเดือนเมษายนแบบนี้ท้องฟ้าสดใส คลื่นลมสงบ น้ำทะเลจึงสวยและใสมาก เตรียมตัวไปสนุกกันโลด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จุดเด่นของเกาะหลีเป๊ะก็คือ ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายสวยละเอียดยังกับคอฟฟี่เมท และมีปะการังอยู่รอบๆ เกาะ ใต้ท้องทะเลก็มีปลาหลากหลายพันธุ์ ที่นี่มีชายหาดหลักๆ อยู่ 3 หาด คือ หาดซันเซ็ท หาดซันไรส์ และหาดพัทยา (บันดาหยา) ถ้าพูดถึงเกาะหลีเป๊ะ หลายๆ คนบอกว่ามันคือเกาะสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะมาพักผ่อน ชมความสวยงามของที่นี่ คุณจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะสามเหลี่ยมในจังหวัดระยองแห่งนี้นอกจากธรรมชาติสวยๆ น้ำทะเลใสกับหาดทรายขาวละเอียดที่มีต้นเสม็ดขาวและเสม็ดแดงขึ้นอยู่มากมายแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้เพลิดเพลินไปกับการดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นด้วย ที่นี่มีปะการังน้ำตื้นให้ได้ชมแบบจุใจ ทั้งปะการังโต๊ะ ปะการังสมอง ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังแผ่น และที่เป็นไฮไลต์เด็ดเลยคือ กองหินขาว ตั้งอยู่ระหว่างเกาะมันนอกและเกาะมันกลาง น้ำใสจนสามารถมองเห็นความสวยงามและสีสันปะการังจากบนเรือได้ งานนี้เรียกว่าไปแล้วมีแต่คุ้มกับคุ้ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หมู่เกาะเล็กๆ ของทะเลอันดามันในจังหวัดพังงา ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศดี เงียบสงบ ทะเลสีฟ้าสดใส หาดทรายขาวสะอาด มีแนวปะการังอุดมสมบูรณ์ สีสันงดงาม เหมาะกับการลงไปแหวกว่ายท่ามกลางมวลหมู่ปลานานาพันธุ์มากมาย จึงไม่แปลกถ้าที่นี่จะกลายเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศชื่นชอบ จนได้รับการยกย่องระดับโลกว่าเป็นเกาะที่มีความงามที่สุดทั้งบนบกและใต้น้ำกันเลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะหินงาม จังหวัดสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เกาะแห่งนี้มีจุดเด่นเป็นหินสีดำอยู่มากมาย นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่น่าดูมาก นอกจากนี้ยังมีโลกใต้ทะเลที่งดงามเต็มไปด้วยปะการัง ดอกไม้ทะเล ปลานีโม ปลาดาว และปลาอีกหลายชนิดนับพันๆ ตัวที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจและเพลิดเพลินกับกิจกรรมในวันหยุด การได้ลงไปแหวกว่ายดำน้ำดูปลาและปะการังจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าเมื่อมาที่นี่จริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในเรื่องความสวยงามบอกเลยว่าที่นี่ไม่แพ้ใคร และยังเป็นอุทยานทางทะเลที่มีแนวปะการังน้ำตื้นที่สมบูรณ์ที่สุด คุณจะได้พบปะการังนานาชนิด อย่างปะการังอ่อน ปะการังโต๊ะ ปะการังสมอง ปะการังนิ้วมือ ปะการังเขากวาง ดอกไม้ทะเล และกัลปังหาได้อย่างไม่ยาก ยังไม่รวมปลาทะเลที่สวยงามอีกมากมาย เช่น ปลาสินสมุทร ปลาผีเสื้อ ปลาสิงโต ปลานกแก้ว ปลานกขุนทอง และที่สำคัญอาจได้พบสัตว์น้ำทะเลที่หายาก อย่างฉลามวาฬ ปลากระเบนราหู เต่าทะเล หรือกุ้งมังกรอีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วอยากไปดำน้ำที่นี่เร็วๆ เลยใช่ไหมล่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากงาน: Thailand Dive Expo 2019&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44063</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand Dive Expo 2019, ททท., เกาะนางยวน, เกาะสิมิลัน, เกาะสุรินทร์, เกาะหลีเป๊ะ, เกาะหวาย, เกาะหินงาม, เกาะเต่า, เกาะเสม็ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e8a4491ba2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36516</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2019 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2019 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล้อมคอกนักท่องเที่ยวจับหอยเม่นเกาะหลีเป๊ะ ติดป้ายห้าม-จนท.เฝ้าดูแลเข้มงวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.62 - น.ส.ภัชกุล ตรีพันธ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล กล่าวถึงเหตุการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจับหอยเม่นมาถ่ายรูปที่บนชายหาดบนเกาะหลีเป๊ะ หมู่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ว่า การท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับอุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรในพื้นที่ร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปทำผิดกฏหมาย โดยเฉพาะการจับสัตว์น้ำขึ้นมาถ่ายรูปเนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสัตว์น้ำที่ถือว่า เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ในช่วงนี้อุทยานแห่งชาติตะรุเตาเป็นฤดูกาลปิดเกาะ ยังคงมีแต่เกาะหลีเป๊ะที่เปิดให้เที่ยวได้ ฉะนั้นบริเวณรอบเกาะหลีเป๊ะในช่วงน้ำลงจะเห็นน้ำใส มีปะการังและหอยเม่น&amp;nbsp;รวมถึงสัตว์น้ำชนิดต่างๆที่ว่ายวนเวียนไปมาจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวจับมาหรือไปทำลายทรัพยากรดังกล่าว&amp;nbsp;ในเบื้องต้นเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้นักท่องเที่ยวทำลายสัตว์น้ำจึงร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา นำป้ายห้ามพร้อมข้อความรวมถึงธงสัญลักษณ์ไปติดไว้พร้อมมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลในกรณีที่นักท่องเที่ยวเดินลงไปถึงจุดแหล่งปะการัง&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ก็จะเป่านกหวีดเตือนโดยอุทยานฯเป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ภัชกุล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีมาตรการต้นทางโดยมีการผลิตสื่อไม่ว่าจะเป็นป้าย 3&amp;nbsp;ภาษา เช่น ภาษาจีน อังกฤษและไทยเพื่อบอกนักท่องเที่ยวทราบและเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย และข้อควรปฏิบัติในการท่องเที่ยวทางทะเล&amp;nbsp;เช่น การให้อาหารปลา การจับปะการัง&amp;nbsp;การจัดสัตว์มาถ่ายรูป การเก็บหิน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ให้นักท่องเที่ยวได้มีความรู้ความเข้าใจ นอกจากนั้นยังได้มีการผลิตวิดีโอมอบให้แต่ละรีสอร์ทบนเกาะหลีเป๊ะเพื่อช่วยกันเปิดเผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวดูเป็นการป้องกันเหตุทำลายปะการังสัตว์น้ำได้ในระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติจับหอยเม่นดังกล่าวแล้วพนักงานรีสอร์ทไปพบเห็นว่ากล่าวตักเตือนกระทั่งนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวได้นำตัวหอยเม่นกลับไปปล่อยทะเล ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิดของนักท่องเที่ยวที่คิดว่าหอยเม่นเป็นสัตว์มีหนามซึ่งเป็นอันตรายจึงมีการนำมาโพสต์แชร์ในโลกโซเชียลโดยมีการตักเตือนพร้อมเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เกาะหลีเป๊ะในท้องที่เกิดเหตุแล้ว&amp;quot;น.ส.ภัชกุล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36516</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล, จังหวัดสตูล, ตีหอยเม่น, น.ส.ภัชกุล ตรีพันธ์, นักท่องเที่ยวจับหอยเม่น, สภ.เกาะหลีเป๊ะ, อุทยานแห่งชาติเกาะตะรุเตา, เกาะหลีเป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190522/image_big_5ce51cb8d9af8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2018 18:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2018 18:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘นนนี่’เผยประสบการณ์หวิดสิ้นชื่อที่เกาะหลีเป๊ะ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นอีกหนึ่งสาวสวย นนนี่-ณัฐชา เจกะ นางเอกเรื่องพยัคฆา ช่อง 8 ที่ชื่นชอบหลงใหลการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นชีวิตจิตใจ กับเหตุการณ์เรือร่มที่จังหวัดภูเก็ตและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากที่ผ่านมานั้น ทำให้สาวนนนี่นึกถึงเหตุการณ์ฝังใจของตัวเองที่หวิดเสียชีวิตเพราะเรือเกือบล่มกลางทะเลเช่นกัน เนื่องจากสภาพอากาศไม่ดี เกิดพายุเข้า ขณะเดินทางกลับจากเกาะหลีเป๊ะ จังหวัด สตูล เมื่อปีก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นนนี่เป็นคนชอบเที่ยวทะเล ชอบดำน้ำ เคยจะเอาชีวิตไม่รอดจากการไปเที่ยวทะเลเหมือนกันค่ะ ตอนนั้นไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่เกาะหลีป๊ะ ซึ่งก่อนเดินทางไปเกาะฟ้าโปร่งมาก แต่พอขากลับ เรือเราเจอพายุหนักมาก เรือที่นั่งไปโคลงเคลงน่ากลัว น้ำกระเซ็นสาดเข้ามาตลอด กลัวกระจกจะแตก เพราะคลื่นสูงและพัดแรง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวะที่เรือโคลงเราก็เห็นระดับน้ำข้างนอกสูงกว่าระดับกระจกเรืออีก&amp;nbsp; ดีที่พี่ไกด์บอกให้หยิบเสื้อชูชีพมาใส่ตั้งแต่ลงเรือแล้วและให้นั่งอยู่กับที่ ตอนนั้นก็คิดว่าจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว นนนี่สวดมนต์อย่างเดียวเลย เกือบชั่วโมงกว่าเรือจะขับถึงฝั่งผ่านพ้นวิกฤติมาได้ เลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากๆ ต่อไปคิดว่าก่อนไปเที่ยวเกาะทุกครั้ง นนนี่จะเช็คสภาพอากาศก่อนออกเรือ ฟังพยากรณ์อากาศก่อนเดินทางเพราะนนนี่ว่าไม่คุ้มค่าเลยหากเกิดอุบัติเหตุและมีการสูญเสียขึ้นมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม @nutchajeka&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13286</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช่อง 8, ดำน้ำ, นนนี่-ณัฐชา, พยัคฆา, ละคร, เกาะหลีเป๊ะ, เรือล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180712/image_big_5b4737d05a8aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
