<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องใหญ่!โจทก์ร่วมคดีอุ้มฆ่าหนุ่มวัย17ช่วงสงครามยาเสพติด ร้องประธานศาลฎีกาคนใหม่ ตั้งกก.สอบองค์คณะผู้พิพากษาฎีกาหลังยกฟ้องจำเลยเหมาเข่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไสลเกษ วัฒนพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค 62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา นางพิกุล พรหมจันทร์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ในคดีอุ้มฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปี ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ที่ จ.กาฬสินธุ์ ได้ส่งหนังสือที่อ้างถึงสารของประธานศาลฎีกา (นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาคนใหม่) ในการรับฟังความคิดเห็น สภาพปัญหา และข้อเสนอแนะ ผ่านทางไปรษณีย์ต่อประธานศาลฎีกา และประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการวินิจฉัยคดีขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ในคดีอุ้มฆ่านายเกียรติศักดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตช่วงปี 2544-2549 ที่รัฐบาลมีนโยบายประกาศทำสงครามยาเสพติด เกิดคดีฆ่าตัดตอนกว่า 2,500 ศพ และในช่วงเวลาดังกล่าวมีประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.3252/2552 คดีหมายเลขแดงที่ อ.2600/2555 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โจทก์ กับ นายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง โจทก์ร่วม เป็นโจทก์ฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดเป็นยศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 ก.ค. 2547 จำเลยที่ 1-3 และจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกันฆ่านายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ &amp;nbsp;ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ขณะนำตัวออกจาก สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ด้วยการบีบรัดคอจนเสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันปิดบังเหตุการณ์ตายโดยย้ายศพผู้ตายจากท้องที่เกิดเหตุ ไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม. 5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด โดยจำเลยที่ 4- 6 ได้ร่วมกันข่มขู่พยานเพื่อให้การอันเป็นเท็จ ซึ่งจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2555 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย ส่วนจำเลยที่ 6 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ขณะที่จำเลยที่ 5 ลงโทษจำคุก 7 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2558 ว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นศาลฎีกาพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ให้พิพากษากลับ ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนังสือร้องเรียนของนางพิกุล มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้านางพิกุล &amp;nbsp;พรหมจันทร์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์ร่วม ขอเรียนว่าการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาต่อคดีนี้ยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมและสาธารณชน รวมถึงญาติของผู้ตายว่าเป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึงพยานหลักฐานทั้งปวงที่ปรากฏอยู่ในสำนวนของศาล &amp;nbsp;การที่ศาลจะยกประโยชน์แห่งความสงสัย &amp;nbsp;ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ได้ก็ต่อเมื่อศาลได้ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงแล้ว ปรากฏว่ามีเหตุอันควรสงสัย จึงจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้โจทก์มีพยานหลักฐานมากมาย ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร โดยเฉพาะพยานบุคคลที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบปากคำพยานไว้เป็นจำนวนมากกว่า 100 ปาก &amp;nbsp;โจทก์และโจทก์ร่วมนำพยานเข้าเบิกความทั้งสิ้นจำนวน 26 ปาก &amp;nbsp;ฝ่ายจำเลยและทนายความจำเลยทุกคนได้มีการแถลงรับข้อเท็จจริงตามคำให้การพยานในชั้นสอบสวน ซึ่งโจทก์อ้างส่งเป็นพยานต่อศาลจำนวน 52 ปาก &amp;nbsp;พยานบุคคลดังกล่าว รวมถึงพยานนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งบันทึกข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยและพยานในคดี รายงานการชันสูตรพลิกศพ ล้วนเป็นพยานประพฤติเหตุแวดล้อมกรณีหรือพยานแวดล้อมที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทั้งในช่วงก่อนเกิดเหตุขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเชื่อมโยงสอดคล้องเป็นลูกโซ่ได้ไม่ขาดตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนสามารถรับฟังได้ว่าการเสียชีวิตของนายเกียรติศักดิ์ &amp;nbsp;ถิตย์บุญครอง นั้นเกิดขึ้นขณะยังอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ &amp;nbsp;การที่ศาลฎีกาหยิบยกพยานเพียงปากเดียวคือ นางสาวนภศรหรืออรัญญา มาหาญ &amp;nbsp;ขึ้นมาวินิจฉัยว่าพยานปากนี้ไม่น่าเชื่อถือแล้วสรุปว่าพยานหลักฐานโจทก์ทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือ &amp;nbsp;คดีมีเหตุอันควรสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งหกนั้น ต้องด้วยหลักการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ คดีนี้โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งหกยื่นฎีกา และได้ยื่นคำแก้ฎีกาไว้หลายประเด็น แต่ศาลหาได้หยิบยกประเด็นฎีกาและคำแก้ฎีกาของโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งหกขึ้นวินิจฉัยแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการลงลายมือชื่อในคำพิพากษาศาลฎีกา &amp;nbsp;ซึ่งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 บัญญัติไว้ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 28 ในระหว่างการพิจารณาคดีใดหากมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไปให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; มาตรา 29 ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใดหากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาและเฉพาะในศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาคและศาลชั้นต้นมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วยทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรา 30 เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ตามมาตรา 28 และมาตรา 29 หมายถึงกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้นพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่หรือถูกคัดค้านและถอนตัวไปหรือไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีคดีนี้ปรากฏว่ามีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาศาลฎีกาเพียง 2 คน จึงมีข้อควรพิจารณาว่า &amp;nbsp;กรณีมีผู้พิพากษาซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาที่เสียชีวิตที่มีบันทึกอ้างว่าพ้นจากตำแหน่งนั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลว่าท่านพ้นจากตำแหน่งเมื่อใด &amp;nbsp;และเพราะเหตุใดจึงไม่ลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือมีข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นใด &amp;nbsp;การที่มีผู้พิพากษาเพียง 2 คน ลงนาม จะถือว่าคำพิพากษาศาลฎีกานั้นสมบูรณ์หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการจัดงาน &amp;ldquo;เสวนาวิชาการ หัวข้อการวิเคราะห์การรับฟังพยานหลักฐานของศาลในคดีอาญา ผ่านคดีฆาตกรรมอำพรางวัยรุ่นกาฬสินธุ์ช่วงรัฐบาลประกาศนโยบายทำสงครามกับยาเสพติด&amp;rdquo; ที่จัดขึ้นโดย สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp; และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน &amp;nbsp;ได้มีกล่าวถึงปัญหาในประเด็นการรับฟังและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาล &amp;nbsp;รวมถึงประเด็นการคุ้มครองพยาน ผ่านกรณีคดีฆาตกรรมอำพรางนายเกียรติศักดิ์ &amp;nbsp;ในงานเสวนานี้นักวิชาการหลายท่านได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณาคดี ตลอดจนประเด็นเรื่องการคุ้มครองพยานไว้อย่างน่าสนใจ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น รายละเอียดปรากฏตามรายงานสรุปความเห็นจากงานเสวนา สิ่งที่ส่งมาด้วย 2.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าพเจ้าขอเรียนว่า &amp;nbsp;ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน พยานปากสำคัญในคดีก็ถูกข่มขู่คุกคามจนต้องหลบหนี คดีมีความยากลำบากในการรวบรวมพยานหลักฐาน ต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึง 14 ปี ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องสูญเสียทั้งงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ตลอดจนภาระของผู้เสียหายเอง ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม &amp;nbsp;คลายความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมและสาธารณชน และเป็นการดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ &amp;nbsp;เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญซึ่งมีการติดตามจากสื่อมวลชนและประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ประธานศาลฎีกาและประธานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่วินิจฉัยคดีขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ด้วย &amp;nbsp;หากการพิจารณามีผลออกมาเป็นประการใด &amp;nbsp;กรุณาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบตามที่อยู่ข้างต้น &amp;nbsp;ขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, องค์คณะผู้พิพากษา, เกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d41aa7a0d195.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมามันฆ่าน้องเอ๊กซ์!ญาติเหยื่อฆ่าตัดตอนโพสต์หลังฎีกาพลิกยกฟ้อง6ตร.กาฬสินธุิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12ต.ค.61-นางพิกุล พรหมจันทร์ อาของนายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง อายุ 17 ปีเศษ ผู้ต้องหาคดีลักรถจักรยานยนต์ ถูกฆ่าอำพรางแขวนคอ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ศาลฎีกายกฟ้องบอกตำรวจไม่ได้ฆ่า ก็แสดงว่าหมาและได้ชาติหมามันฆ่าน้องเอ๊กซ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายเกียรติศักดิ์ หรือ&amp;quot;เอ๊กซ์&amp;quot;เสียชีวิตในช่วงสงครามปราบปรามยาเสพติดเมื่อปี2547 ถูกนำไปแขวนคอไว้ที่กระท่อมนาบ้านบึงโดน ม.5 ต.แสนชาติ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด ต่อมามีการยื่นฟ้องตำรวจสภ.เมืองกาฬสินธุิ์ 6 ราย กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่11ต.ค.ที่ผ่านมาศาลฎีกาได้พิพากษากลับยกฟ้องตำรวจ6รายทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนายกิตติศัพท์ ถิตย์บุญครอง บิดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ด.ต.อังคาร คำมูลนา อายุ 54 ปี, ด.ต.สุดธินันท์ โนนทิง อายุ 49 ปี, ด.ต.พรรณศิลป์ อุปนันท์ อายุ 48 ปี, พ.ต.ท.สำเภา อินดี อายุ 57 ปี อดีต สวป.สภ.เมืองกาฬสินธุ์, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ อายุ 68 ปี อดีต ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และ พ.ต.ท.สุมิตร นันท์สถิต อายุ 51 ปี อดีตรอง ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ (ทั้งหมดมียศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย และเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ เพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และย้ายศพเพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1-3 แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 มีประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 50 ปี และพิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ ลงโทษประหารชีวิต แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4 ไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 5-6 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญากระทำการในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบฯ แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 7 ปีนั้น เห็นว่าหนักเกินไป จึงพิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 5-6 ไว้คนละ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกานางพิกุลบอกว่า &amp;quot;พูดไม่ออก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นางพิกุล ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาประทับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2561
......
ก่อนจะมีหมายศาลนัดคู่ความทั้งสองฝ่ายมารับฟังการอ่านคำพิพากษานั้น น่าจะมีการลงชื่อครบแล้ว
จึงทำการออกหมายศาลนัดอ่านคำพิพากษา
.......
แต่วันนี้หลังจากได้คัดสำเนาคำพิพากษามาแล้ว
ปรากฎว่า นางอารยา วิชิตชลชัย ไม่ได้ลงชื่อใน คำพิพากษา ซึ่งผู้พิพากษาลงชื่อมาเพียง 2 คน
และนางอารยา วิชิตชลชัย เสียชีวิตไปตั้งแต่
วันที่ 1 กรกฎาคม 2561และ โดยตรรกะแล้ว
การทำงานของศาลสูงคือศาลฎีกา น่าจะมีระบบ
ระเบียบดีงามอยู่แล้ว ลงชื่อครบองค์ประชุม
และน่าจะลงชื่อไว้ก่อนเสียชีวิต 1 กรกฎาคม
........
หากวันนั้น 6 กันยายน 2561 คำพิพากษาออกมา
เช่นวันนี้ ...จำเลยที่ 5 จะหนีการอ่านครั้งแรกเพื่อ?
แต่ ผ่านมา 30 วัน นัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 ในวันนี้ จำเลยหน้าระรื่นมาขึ้นศาล และญาติพี่น้องของจำเลยมารอต้อนรับจำเลย เสมือนรู้ว่า วันนี้... คำพิพากษาจะออกมาเช่นนี้
......
จำเลยเก่งมาก ประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำ
ยิ่งกว่านักกฎหมายเนติ ฯ เกียรตินิยมอันดับ 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19734</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฆ่าตัดตอนจ.กาฬสินธุิ์, ฆ่าตัดตอน, นางอารยา วิชิตชลชัย, พ.ต.อ.มนตรี ศรีบุญลือ, พิกุล พรหมจันทร์, เกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bbff1eae1161.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
