<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97921</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 17:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 17:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เก็บภาษีเพิ่มช่วงโควิด &#039;หน่อย&#039; ฉะนายกฯมีปัญญาแค่นี้ลาออกไปเถอะ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.64 - คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ &amp;nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสร้างไทย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กโดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แทนที่จะ #ลดภาษี #ลดภาระประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯกลับเห็นชอบข้อเสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้เก็บภาษีเพิ่มในช่วงที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จาก #Covid19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เก็บภาษีเท่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็จะตายกันหมดอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐควรคิดเพิ่มรายได้ให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่มา #ขึ้นภาษีขูดรีดประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้านายกมีปัญญาคิดได้แค่นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ลาออก จะช่วยชาติได้มากกว่าเยอะค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97921</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, เก็บภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_606452b26dc21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94488</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 11:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 11:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เรืองไกร&#039; ร้องสรรพากรเก็บภาษีบิ๊กตู่พักบ้านหลวง ไม่ยอมเสียค่าน้ำ ค่าไฟ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2564 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เปิดเผยว่า หลังจากส่งหนังสือทาง EMS ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เพื่อเตือนให้รีบนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ได้รับฟรีจากการอยู่บ้านพักทหารเลขที่ 253/54 ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 29/2653 แล้วนั้น เรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะจำนนด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะเมื่อวันที่ 16 ก.พ. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เลี่ยงไม่ตอบเรื่องนี้ต่อสภาฯ สองวันต่อมาทีมงาน PMOC &amp;nbsp;มาโพสต์โต้แย้งแบบฟังไม่ขึ้น กระทั่งวันที่ 22 ก.พ. ตนจึงส่งจดหมายเตือนให้ รีบไปเสียภาษี แต่ก็ยังนิ่งเฉย ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือไว้ในปี 2547 ว่า ค่าอาหารชุด ชุดละ 20 บาท พนักงานที่ได้รับฟรี ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ดังนั้นกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ รับค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาฟรี ตามที่ระบุในคำวินิจฉัยที่ 29/2563 ย่อมถือเป็นประโยชน์อื่นใดที่เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎาดร มาตรา 39 และมาตรา 40 เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21/2536 ที่วินิจฉัยข้อกฎหมายมาตรา 40(1) แล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่า ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ฯลฯ ที่ได้รับฟรี ต้องนำไปเสียภาษีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกรกล่าวว่า การที่ PMOC อ้างตามกฎกระทรวงที่ 136 (พ.ศ. 2517) กฎกระทรวงฉบับนี้ก็ไม่ได้มีการยกเว้น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ไว้แต่อย่างใด ดังนั้นพล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องนำค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ได้รับฟรี ไปเสียภาษีต่อกรมสรรพากร ถ้ายังไม่เสีย กรมสรรพากรต้องตรวจสอบเพื่อประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุที่ยังไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ตนจึงจำเป็นต้องไปร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรให้ตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีจากพล.อ.ประยุทธ์ โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมสรรพากร จะต้องรีบดำเนินการโดยไม่เลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน ระหว่างอาหารชุด ชุดละ 20 บาทที่ได้ฟรียังต้องเสียภาษี แต่ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ได้รับฟรี จะไม่ต้องเสียภาษีอย่างนั้นหรือ หากกรมสรรพากรไม่รีบดำเนินการ สังคมจะตั้งคำถามต่อกรณีนี้ได้ว่า ทำไมพนักงานชาวบ้านต้องเสียภาษี ทำไมนายกรัฐมนตรีไม่ต้องเสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อมี.ค. 2560 เคยร้องให้กรมสรรพากร ตรวจสอบและเก็บภาษีพลเอก ประวิตร แต่ถึงวันนี้จะครบสามปีแล้ว ก็จะไปสอบถามว่า กรมสรรพากรดำเนินการแล้วหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 1 มี.ค. เวลา 10.30 น. จะเดินทางไปกรมสรรพากร ที่ซอยพหลโยธิน 7 ด้วยตนเอง เพื่อยื่นหนังสือที่ถึงอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อให้เรียกเก็บภาษีพล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปโดยเร็วด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94488</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าน้ำ-ค่าไฟ, นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พักบ้านหลวง, สรรพากร, เก็บภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b214ec3eb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ได้กลิ่นดราม่า&#039;คลัง&#039;จ่อรีดภาษีคนรับเงินคนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ม.ค.2564 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ผู้บริหารของกรมสรรพากรกำลังพิจารณากรณีผู้ที่ได้รับเงินจากโครงการคนละครึ่ง จำนวน 3,500 บาท และโครงการเราเที่ยวด้วยกันที่ได้รับส่วนลดค่าพักโรงแรม 40% และได้รับคูปองค่าอาหารวันละ 600-900 บาท จะต้องคิดเป็นรายได้เพื่อยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2563 ที่ให้เริ่มยื่นแบบแสดงรายการภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. &amp;ndash; 31 มี.ค. 2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มสอบถามเข้ามาที่กรมสรรพากรถึงความชัดเจนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพราะกังวลว่าหากไม่แจ้งรายได้ในส่วนนี้เพื่อเสียภาษีจะถูกเบี้ยปรับเงินเพิ่มย้อนหลังได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้บริหารของกรมสรรพากรกังวลเรื่องนี้อย่างมาก เพราะกลัวว่าจะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง และได้มีการหารือเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เพราะตามหลักการแล้วรายได้จากโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ต้องยื่นแบบแสดงเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี หากเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2563 จะต้องยื่นแบบในต้นปี 2564 แต่หากเป็นรายได้ในปี 2564 จะต้องยื่นในปี 2565&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้บริหารของกรมสรรพากร จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร หากจะให้มีการยกเว้นภาษีก็ต้องมีการนำเรื่องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโดยด่วน เพราะการยื่นภาษีเงินได้ของปี 2563 ได้เริ่มขึ้นแล้ว และมีคนที่ได้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 กว่า 10 ล้านคน และระยะที่ 2 อีก 5 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันอีกจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 ได้เปิดให้ประชาชนได้เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 นั้น จากข้อมูล ณ วันที่ 3 ม.ค. 2564 มีผู้ใช้สิทธิตามโครงการคนละครึ่งและโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 แล้วจำนวน 12,050,115 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นการใช้จ่ายของกลุ่มผู้ได้รับสิทธิเดิมจำนวน 9,536,644 คน ใช้จ่ายสะสม 52,358.3 ล้านบาท และผู้ได้รับสิทธิใหม่จำนวน 2,513,471 คน ใช้จ่ายสะสม 1,073.6 ล้านบาท รวมยอดการใช้จ่ายสะสม 53,431.9 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 27,353.4 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 26,078.5 ล้านบาท โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา ชลบุรี เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช &amp;nbsp;และมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1.1 ล้านร้านค้า โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่มีการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการจองห้องพักนั้น ปัจจุบันกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อยู่ระหว่างพิจารณานำเสนอ ครม. เพื่อขยายระยะเวลาโครงการเราเที่ยวด้วยกันออกไปจนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2564 รวมทั้งกำหนดระบบการเลื่อนวันเข้าพักสำหรับประชาชนที่ได้จองโรงแรมที่พักเพื่อเข้าพักตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563 เป็นต้นไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการปรับปรุงระบบให้สอดรับกับการดำเนินการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยเร็วต่อไป ในระหว่างนี้ประชาชนที่ได้จองโรงแรมที่พักเพื่อเข้าพักตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563 ที่มีความประสงค์จะเลื่อนการเข้าพักสามารถประสานโรงแรมได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยโรงแรมสามารถรับเรื่องไว้ได้ก่อน และขอให้โรงแรมดำเนินการแจ้งการเลื่อนในระบบต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ได้เปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2563 และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2563 มาจนถึงปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 7.3 ล้านคน ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักลงทะเบียนทั้งสิ้น 8,514 แห่ง ร้านอาหาร 67,527 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยว 2,098 แห่ง ร้าน OTOP 1,383 แห่ง และสปาหรือร้านนวดเพื่อสุขภาพและบริการขนส่งเพื่อการท่องเที่ยว 204 แห่ง โดยข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2564 มีการใช้สิทธิจองห้องพักผ่านโครงการ แล้วทั้งสิ้น 5,106,470 สิทธิ (จากทั้งหมด 6 ล้านสิทธิ) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 13,634 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเป็นการจองผ่านโรงแรมทั้งหมด 5,274 แห่ง รวมถึงมีการใช้จ่ายผ่าน E &amp;ndash; Voucher ประมาณ 5,711.6 ล้านบาท และมูลค่าบัตรโดยสารเครื่องบินประมาณ 1,001.87 ล้านบาท โดยรวมแล้วมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจผ่านโครงการฯ แล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88799</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, ส่วนลดค่าพักโรงแรม, เก็บภาษี, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a689787d5d81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 23:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 23:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝรั่งเศสท้าทายสหรัฐ ลุยเก็บภาษีบริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐสภาฝรั่งเศสลงมติเมื่อวันพฤหัสบดี เห็นชอบกฎหมายจัดเก็บภาษีบริษัทดิจิทัล โดยไม่นำพาคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐที่ให้ตรวจสอบหมายตอบโต้ทางภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลโก้ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐทั้ง 4 แห่ง / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 กล่าวว่า กฎหมายใหม่ฉบับนี้มีเป้าหมายอุดช่องโหว่ของการจัดเก็บภาษีที่ทำให้บริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่บางแห่งแทบไม่ต้องเสียภาษีในหลายประเทศที่บริษัทเหล่านี้กอบโกยผลกำไรจำนวนมหาศาล เนื่องจากฐานที่ตั้งด้านนิติกรรมของบริษัทอยู่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีขนาดเล็กกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายภาษีฉบับนี้ ซึ่งเรียกชื่อย่อว่า GAFA ที่มาจากอักษรขึ้นต้นของกูเกิล, แอปเปิล, เฟซบุ๊ก และแอมะซอน ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนนี้ และเพิ่งผ่านการลงมติเสียงข้างมากของวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดี แม้ว่าก่อนการลงมติ ผู้นำสหรัฐจะแสดงความไม่พอใจโดยสั่งการให้สอบสวนตามมาตรา 301 ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือที่ทรัมป์ใช้ในสงครามการค้ากับจีนมาแล้ว เพื่อหาความชอบธรรมในการจัดเก็บภาษีเพื่อตอบโต้วิธีการทำการค้าที่ไม่ยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายนี้จะเก็บภาษี 3.0% จากรายได้ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ได้รับจากการให้บริการลูกค้าในฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวด้วยว่า การผ่านกฎหมายฉบับนี้ของฝรั่งเศสเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับที่อังกฤษเปิดเผยร่างกฎหมายที่จะจัดเก็บภาษีบริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษระบุว่าจะอยู่ที่อัตรา 2.0% และสะท้อนมูลค่าที่ได้จากผู้ใช้บริการในสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท กูเกิล, แอปเปิล และเฟซบุ๊ก มีสำนักงานใหญ่ประจำยุโรปตั้งอยู่ในไอร์แลนด์ ซึ่งทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเหล่านี้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราต่ำที่สุดในอียู ทั้งที่ทำรายได้มหาศาลจากการให้บริการในอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี ส่วนบริษัท แอมะซอน นั้น มีสำนักงานใหญ่ประจำยุโรปตั้งอยู่ที่ลักเซมเบิร์ก ซึ่งเก็บภาษีอัตราต่ำเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40761</URL_LINK>
                <HASHTAG>กูเกิล, บริษัทดิจิทัล, บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่, ฝรั่้งเศส, เก็บภาษี, เฟซบุ๊ก, แอปเปิล, แอมะซอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d275e2253244.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2018 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2018 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จัดจ้าน!&#039;หมวดเจี๊ยบ&#039;จิก&#039;บิ๊กตู่&#039;เผด็จการไม่มีฝีมือ ปูดถ้ามาอีกรอบจะขึ้นภาษีไม่รู้กี่เท่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.61- &amp;nbsp; ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีผลสำรวจโพลออกมาว่าคะแนนนิยมคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย เหนือกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่าว่า สงสัย พล.อ.ประยุทธ์ คงจ้างคนทำโพลเชียร์ตัวเองบ่อยหรืออย่างไร จึงรู้ว่าโพลสามารถบิดเบือนกันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทำไมต้องหงุดหงิดที่คุณหญิงสุดารัตน์ มีคะแนนนิยมเหนือตัวเอง สงสัยต้องเป็นโพลที่เชียร์พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้นใช่ไหม ถึงจะเชื่อถือได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงผิดหวังที่อุตส่าห์ทุ่มแจกนโยบายประชานิยมไปเยอะ แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับอยากเห็นคนอื่นเป็นนายกฯ ซึ่งเหตุที่ผลโพลเป็นแบบนี้ คงเพราะนโยบายแจกเงินแหลกของรัฐบาล ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องให้ชาวบ้านได้จริง เป็นเพียงการแจกแหลกเพื่อหวังผลชนะเลือกตั้งเท่านั้น และคงจะมีการทุ่มแจกอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการหว่านพืชหวังผลที่ไม่เกิดประโยชน์กับระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพราะแจกเงินเป็นครั้งคราว ใช้แล้วก็หมดไป ไม่ได้ทำให้เงินงอกเงยและไม่เกิดการต่อยอด ซึ่งไม่ต่างจากการซื้อเสียงโดยใช้พลังอำนาจทุกอย่างเอาเปรียบคู่แข่ง โดยไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศว่าจะเป็นเช่นไร ไม่ทราบว่าพวกท่านจะลดแลกแจกแถมกันจนเงินหมดประเทศเลยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รท.หญิงสุณิสากล่าวว่า ที่สำคัญถ้า พล.อ.ประยุทธ์ แจกเงินจนได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ แล้วในอนาคต ท่านจะขึ้นภาษีอีกกี่เท่า เพราะเอาเงินในอนาคตมาละเลงกันเป็นแสน ๆ ล้านขนาดนี้ แถมเงินที่เอามาแจกก็เป็นเงินภาษีของประชาชน แต่เอามาหาเสียงให้ตัวเอง ถ้าท่านคิดได้เท่านี้ แสดงว่า เป็นนักการเมืองน้ำเน่า ทำเป็นแค่แจกเงิน แต่ไม่รู้วิธีสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งยัง เอาเปรียบคู่แข่งทางการเมืองอย่างน่าเกลียด ถ้าบ้านเมืองได้คนประเภทนี้กลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง เศรษฐกิจจะยิ่งพังพิพาศย่อยยับเพราะจะได้รัฐบาลที่ใช้เงินเป็นอย่างเดียวแต่ไม่มีวิสัยทัศน์ แถมยังเป็นเผด็จการแต่ไม่มีฝีมือในการบริหาร มีแต่จะพาประเทศชาติดิ่งลงเหว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22894</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง, หมวดเจี๊ยบ, เก็บภาษี, เผด็จการไร้ฝีมือ, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181127/image_mid_5bfcf64155b39.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังลุ้นภาษีที่ดินผ่านฉลุย หนุนรายได้เพิ่มหมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังลุ้นภาษีที่ดินผ่านฉลุย กฎหมายมีผลบังคับใช้ปี 2563 เก็บภาษีจริงปี 2563 เคาะเพดานภาษี 4 ประเภท ยังไม่กระทบผู้เสียภาษี แจงรีดภาษีบ้านหลังแรกที่เกิน 50 ล้านบาท เสียล้านละ 200 บาท เข้าข่ายต้องจ่ายภาษีแค่หมื่นกว่าหลังเท่านั้น

นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า วันนี้ (15พ.ย.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง วาระ 2 และ 3 ซึ่งกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 แต่จะเริ่มเก็บภาษีจริงในวันที่ 1ม.ค. 2563 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะมาแทนกฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ และ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ทำให้ไม่กระทบกับผู้เสียภาษีแต่อย่างไร แต่เป็นการออกกฎหมายเพื่อให้การเก็บภาษีขององค์กรปกครองถิ่น (อปท.) มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กำหนดเพดานอัตราภาษีที่ดินเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกำหนดไว้ 0.15% 2.ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย 0.3% 3.ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ อุตสาหกรรม สันทนาการ และอื่นๆ 1.2% และ 4 ที่ดินว่างเปล่า 3%

อย่างไรก็ตาม อัตราเก็บภาษีจริงจะต้องออกเป็นกฎหมายลูก ซึ่งได้มีการพิจารณาเป็นที่เรียบร้อยเพื่อบรรจุไว้ในบทเฉพาะกาลของกฎหมาย เพื่อใช้เก็บภาษีจริงใน 2 ปี แรก โดยที่ดินเพื่อการเกษตรสำหรับบุคคลธรรมดาเว้นภาษีในส่วนมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท คิดเป็น 99.9% ของเกษตรกรทั้งหมดที่ได้รับการเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เก็บ 0.01% หรือ ล้านละ 100 บาท และเว้นการเก็บภาษีให้ 3 ปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบ ส่วนเกษตรกรที่เป็นนิติบุคคลให้เก็บภาษีตั้งแต่บาทแรกที่0.01%

ด้านที่ดินเพื่อยู่อาศัยบ้านหลังแรกมูลค่าที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ได้รับการยกเว้น ซึ่งคิดเป็น 99.9% เช่นกัน ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เสียภาษี 0.02%หรือ ล้านละ 200 บาท ซึ่งมีผู้บ้านที่ต้องเสียภาษีประมาณ 1 หมื่นกว่าหลังเท่านั้น สำหรับบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไปต้องเสียภาษีตั้งแต่บากแรกที่อัตรา 0.02%

ขณะที่ที่ดินเพื่อการพาณิชย์มูลค่าเกิน 50 ล้านบาท เสีย 0.3% หรือ ล้านละ 3 พันบาท ส่วนที่เกิน 200 ล้านบาท เสียภาษี 0.4% หรือล้านละ 4 พันบาท ซึ่งจะไม่กระทบกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะฐานการเก็บภาษีจะคิดแต่ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้นไม่รวมราคาเครื่องจักร เหมือนกับที่ต้องเสียตาม พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ โดยที่ดินประกอบการโรงเรียง สถานศึกษา โรงพยาบาล สนามกีฬา สนามกอล์ฟ จะได้บรรเทาภาษีสูงสุดถึง 90%

&amp;ldquo;ผู้ที่ต้องเสียภาษีที่ดินเพื่อการเกษตร ที่อยู่อาศัย ที่เพื่อการพาณิชย์ หากมีภาระต้องเสียมากกว่าที่เคยเสียตามกฎหมายเก่า กฎหมายยังกำหนดบรรเทาภาระภาษีส่วนเกินในปีแรกจะเก็บ 25% ปีที่สอง 50% ปีที่สาม 75% และปีที่สี่ 100%&amp;rdquo; นายพรชัย กล่าว

สำหรับภาษีที่ดินที่ทิ้งว่างเปล่าจะเก็บภาษี 0.3% และเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี หากยังไม่ใช้ประโยชน์ ซึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินพบว่ามีที่ดินทิ้งไว้ไม่ได้ทำประโยชน์ทั่วประเทศ 8.31 ล้านไร่ จากที่ดินทั้งประเทศประมาณ 300 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การเก็บภาษีจาก พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 ท้องถิ่นเก็บภาษีได้ปีละ 900 ล้านบาท และ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เก็บภาษีได้ปีละ 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่ง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมาใช้แทนกฎหมายเก่าทั้ง 2 ฉบับ จะทำให้การเก็บภาษีขึ้นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ในปีที่ 4 ที่กฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ให้เก็บภาษี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22010</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, พรชัย ฐีระเวช, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, เก็บภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af458ce89f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 07:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 07:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หืดจับ! รีดภาษีสรรพสามิต 11 เดือนยังอืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; หืดจับรีดภาษี 11 เดือน ปีงบประมาณ 2561 อยู่ที่ 5.17 แสนล้านบาท ยังอืดกว่าเป้าหมาย 1.18 หมื่นล้านบาท หลังเข้าช่วงโลว์ซีซั่นฉุดผลงานรีดภาษีน้ำมัน-สุรา-เบียร์แป๊ก ส่วนภาษีรถยนต์ - ยาสูบ ยังแจ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ 11 ของปีงบประมาณ 2561 สามารถเก็บภาษีได้ 4.87 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.25 พันล้านบาท หรือ 4.4% และต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ จำนวน 3.41 พันล้านบาท คิดเป็น 6.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาษีที่เก็บได้สูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ ภาษีน้ำมัน จัดเก็บได้ 1.96 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการณ์ตามเอกสารงงประมาณ 0.3% และภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 1.08 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 17.9% ขณะที่ภาษีเบียร์ เก็บได้ต่ำกว่าประมาณการณ์ 1.81 พันล้านบาท หรือ 22.7%, ภาษีสุรา เก็บได้ต่ำกว่าประมาณการณ์ 1.3 พันล้านบาท หรือ 22.8% และภาษียาสูบ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการถึง 2.1 พันล้านบาท หรือ 28.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผลการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตของสินค้าทุกประเภทในช่วง 11 เดือน ปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60- ส.ค. 61) จัดเก็บได้ทั้งสิ้น 5.17 แสนล้านบาท สูงกว่าปีก่อนเล็กน้อย ประมาณ 360 ล้านบาท หรือ 0.07% แต่ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ จำนวน 1.18 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.23% โดยมีภาษีน้ำมัน เบียร์ และสุรา เป็นสินค้าหลักที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการเนื่องจากแนวโน้มการบริโภคสุราอยูในช่วงโลว์ซีซั่นของภาคการท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาษีรถยนต์และยาสูบจัดเก็บได้สูงว่าประมาณการ โดยในส่วนของภาษีรถยนต์นั่น เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกทางด้านพืชผลทางการเกษตรที่มีราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ผู้ประกอบการรถยนต์มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดและการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดจำหน่าย รวมถึงสถาบันการเงินเข้ามาสนับสนุนในด้านดอกเบี้ย และการผ่อนชำระทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถได้ง่ายขึ้น ส่วนภาษียาสูบที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มอัตราภาษีบุหรี่ที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่ายอดขายโดยรวมจะลดลงก็ตาม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17736</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดเก็บรายได้, ภาษีน้ำมัน, ภาษีสรรพสามิต, ภาษีสุรา, ภาษีเบียร์, สรรพสามิต, เก็บภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180323/image_big_5ab467c85bed4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
