<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2019 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 17:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!การใช้ที่ดินและแผนผังสาธารณูปโภคในพื้นที่อีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ธ.ค.2562 &amp;ndash; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้ออกประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 301 ง &amp;nbsp;ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2562 แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาของประกาศดังกล่าวมีเนื้อหามากถึง 200 หน้า และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ซึ่งเนื้อหาของประกาศได้ลงรายละเอียด ถึงการใช้รายละเอียดของที่ดินต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของแผนที่และแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งจะอยู่ในท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดที่นี่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52106</URL_LINK>
                <HASHTAG>การใช้ประโยชน์ในที่ดิน, นายกรัฐมนตรี, ประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, อีอีซี, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc4f7fbff19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44031</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2019 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2019 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายหนุนก็มี! ชาวบ้าน 2 อำเภอรวมตัวชูป้ายเห็นด้วย &#039;อีอีซี&#039; วอนเอ็นจีโอหยุดเคลื่อนไหว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้าน 2 อำเภอ 2 จังหวัด กว่า 300 คน รวมตัวเรียกร้องกลุ่มเอ็นจีโอ หยุดปั่นกระแสสร้างความแตกแยกในพื้นที่ พร้อมประกาศคนในพื้นที่ยินดีต้อนรับอีอีซี เชื่อชุมชนจะอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค.62 - นายฉลอง แก้วตา อดีตกำนันตำบลเกาะลอย นำกลุ่มประชาชนในพื้นที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี และ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมชุมนุมถือป้ายสนับสนุนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมด้วยชาวบ้านกว่า 300 คน ณ บริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลบางนาง อ.พานทอง จ.ชลบุรี โดยมีนางสุรีย์รัตน์ เหลี่ยมเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางนางมาร่วมเป็นสักขีพยาน โดยประกาศแถลงการณ์ส่งข้อความถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรีฯ ผู้บริหารโครงการอีอีซี ว่าการออกมารวมตัวในครั้งนี้เป็นคนในชุมชนที่สนับสนุนการประกาศเขตพื้นที่ส่งเสริมอีอีซีอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราเกรงว่าหากชุมชนที่สนับสนุนยังคงอยู่นิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวให้คนได้รับรู้บ้าง พวกเราอาจจะต้องเสียโอกาสที่จะได้รับจากการพัฒนาอีอีซีในครั้งนี้ไป ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าเสียดาย เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงร่วมใจกันออกมาแสดงจุดยืนและประกาศให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้รับรู้คือ 1.พวกเราขอทวงคืนสิทธิการตัดสินใจ เปิดบ้านต้อนรับ อีอีซี และ 2.ขอเรียกร้องให้กลุ่มนักวิชาการ NGO ทั้งหลายหยุดเกี่ยวข้อง ปลุกปั่น สร้างความแตกแยกในพื้นที่ของเรา เพื่อชื่อเสียงของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนในชุมชนส่วนรวม&amp;rdquo; นายฉลอง แก้วตา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสุรีย์รัตน์ เหลี่ยมเลิศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางนาง กล่าวว่า ชุมชนของเรายังคงมั่นใจว่าเมื่อมีโครงการอีอีซีเข้ามา พื้นที่โดยรอบจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหมือนที่ผ่านมา ชุมชนของเราอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูประโภคของชุมชนเป็นไปในทิศทางที่ดี และที่เห็นได้ชัดเจนคือ มีแหล่งงานอยู่ใกล้บ้าน ลูกหลานเราได้ทำงานในพื้นที่ เกษตรกรได้ค้าขายสินค้าให้กับโรงงาน หรือคนในโรงงานได้ และเชื่อว่าหากรัฐบาลและ EEC มีการบริหารงานที่ดีชุมชนจะสามารถอยู่ร่วมกันกับอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44031</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดชลบุรี, ชาวบ้านสนับสนุนอีอีซี, อบต.บางนาง, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5e404c26c3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29211</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ.พัฒนา5จังหวัดรอบ&quot;อีอีซี&quot;เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;15 ก.พ. 62-นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) &amp;nbsp;ครั้งที่ 1/2562 &amp;nbsp;ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าโครงการขยายถนนสายวัฒนธรรมชุมชนริมน้ำจันทบูร อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) &amp;nbsp;ร่วมกับสถาบันการศึกษา และชุมชนจัดทำร่างแผนแม่บทพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูรทั้งสองฝั่ง &amp;nbsp;มีทั้งการพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;การอนุรักษ์ความเป็นเมืองเก่า การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ การพัฒนาสาธารณูปโภค การส่งเสริมการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม โดยจะจัดเวทีประชาพิจารณ์จากทุกภาคส่วน ก่อนที่จะนำข้อคิดเห็นมาสรุปผลและบรรจุให้แผนมีความสมบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระ กล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ขณะที่ความคืบหน้าโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใน จ.นครนายก &amp;nbsp;ในส่วนของเมืองโบราณดงละคร (เมืองลับแล) &amp;nbsp;ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณดงละครเสร็จแล้ว มุ่งเน้นพัฒนาให้เป็นพื้นที่ที่มีความสะอาดและอนุรักษ์ความเป็นเมืองโบราณเพื่อส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดย &amp;nbsp;จ.นครนายก และชุมชนได้ร่วมกับกรมศิลปากร(ศก.) ในการขุดลอกคูเมืองและคันดิน การปรับปรุงภูมิทัศน์และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณดงละคร การพัฒนาสาธารณูปโภค &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่เมืองดงละครและชุมชนใกล้เคียง &amp;nbsp;ขณะเดียวกันได้ปรับปรุงพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านไทยพวน จ.นครนายก ให้ทันสมัย ยกระดับเป็นพิพิธภัณฑ์ต้นแบบของภาคกลางและภาคตะวันออก นอกจากนี้ &amp;nbsp;ศก.ได้จัดหาพื้นที่สร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเพิ่ม ใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง &amp;nbsp;ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.วธ. &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า ที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานปลัด วธ. &amp;nbsp;ร่วมมือกับ ศก. &amp;nbsp;กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กรมการศาสนา(ศน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชนและเอกชนในพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง และจังหวัดใกล้เคียง 5 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก สระแก้ว และปราจีนบุรี เพื่อทราบข้อมูลความต้องการของชุมชน &amp;nbsp;เพื่อนำมาวิเคราะห์ใช้ในการพัฒนาแหล่งศิลปวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้และการท่องเที่ยวให้มีความประสิทธิภาพมากขึ้น &amp;nbsp;ทั้งพิพิธภัณฑ์รัฐและเอกชน &amp;nbsp;แหล่งโบราณสถาน ศาสนสถาน โรงละคร ชุมชนที่โดดเด่นด้านวัฒนธรรม เทศกาลและประเพณีที่โดดเด่นในแต่ละจังหวัด &amp;nbsp;ตลอดจนให้ประเมินถึงความจำเป็นในการสร้างแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขึ้นใหม่ และจัดทำร่างแผนงานพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อีอีซี &amp;nbsp;เสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาจัดทำร่างแผนงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้และแหล่งศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อนำมาบรรจุในแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อีอีซีและจังหวัดใกล้เคียงในปี 2562 รวมถึงเสนอให้บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2560-2564 &amp;nbsp; ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29211</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนริมน้ำจันทบูร, นายวีระ โรจน์พจนรัตน์, วธ., เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, เมืองลับแล, เมืองโบราณดงละคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190215/image_big_5c6699019238b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กอบศักดิ์. ลุยเสนอSEC. เข้าครม ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กอบศักดิ์&amp;quot;ลุยเสนอ SEC เข้า ครม.ภายในต้นธ.ค.นี้ ด้าน อาคม&amp;#39; ชูEEC เป็นเกทเวย์สินค้า CLMV เชื่อดึงสัดส่วนสินค้าเพื่อนบ้าน-EWEC กระตุ้นส่งออกไทยโต ปักหมุดฉะเชิงเทรา-โคราชฮับขนส่งEEC-อีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &amp;quot;จากอีอีซีสู่เศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ&amp;quot; ในงานสัมมนาเน็กซ์สเต็ปไทยแลนด์ EEC ยุทธศาสตร์ไทยเชื่อมโลก ว่า คาดว่าภายในเดือน พ.ย.หรือไม่เกินต้นเดือน ธ.ค.จะขยายโครงการพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ (SEC) ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และจังหวัดระนอง คาดว่าจะเสนอเข้า คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต้นเดือนธันวาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนพัฒนาของโครงการ SEC ประกอบด้วย การฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลน, การพัฒนาประมงชายฝั่ง, การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน, การพัฒนาท่าเรือระนอง, การสร้างรถไฟรางคู่ ชุมพร- ระนอง โดยโครงการนี้จะรองรับการส่งออกสินค้าไปทางฝั่งอันดามัน โดยใช้งบประมาณราวหนึ่งหมื่นล้านบาทพัฒนาท่าเรือระนองที่มีอยู่เดิม และลงทุนโครงการรถไฟรางคู่อีกหนึ่งหมื่นล้านบาทเชื่อมจากจังหวัดชุมพร-ระนอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการนี้จะเริ่มได้คงราวกลางปีหน้าเพราะต้องรอผลศึกษา แต่รัฐบาลนี้จะวางกรอบเอาไว้ และคิดว่าจะมีการสานต่อถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะเป็นโครงการที่มาจากความต้องการของประชาชน ใช้งบไม่มากเพราะเป็นการลงทุนเพื่อปรับปรุงของที่มีอยู่เดิม&amp;quot; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการ EEC เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าไปอย่างมาก และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และถือเป็นการพัฒนานำร่องก่อนที่จะขยายไปยังภูมิภาคอื่น ซึ่งตามแผนพัฒนา EEC จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ 5 โครงการ ได้แก่ สนามบิน, ท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3, ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3, รถไฟฟ้าความเร็วสูง และศูนย์ซ่อมอากาศยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราตื่นมาแล้วพบว่ารอบตัวเปลี่ยนแปลงไปมาก ยักษ์สองตัว (จีน/อินเดีย) กำลังตื่น ขณะที่เราใกล้หมดบุญเก่า แล้วเราจะทำอย่างไรจากเดิมที่เศรษฐกิจเคยโตเกิน 10% แต่วันนี้ลงมาอยู่ที่ปีละ 2-3%โครงการนี้จะเป็นบุญใหม่ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวต่อไปได้อีก 30-40 ปี&amp;quot; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ แสงสุพรรณเลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า หากประเทศไทยไม่มีโครงการนี้ อีก 5 ปีการพัฒนาประเทศจะล้าหลังกว่าประเทศอินโดนีเซีย ดังนั้นการลงทุนใน EEC จึงไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเงินลงทุนเป็นสำคัญ แต่จะเน้นเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากกว่าอย่างเช่นโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่จะจัดตั้งในโครงการ EEC นั้นเป็น 1 ใน 9 แห่งที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของแอร์บัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ศูนย์ซ่อมดังกล่าวจะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานขนาดใหญ่ที่มีความทันสมัยล่าสุดเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก &amp;nbsp;เนื่องจากปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีเครื่องบินของแอร์บัสทำการบินอยู่ราว 7 พันลำ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)นั้นเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับภูมิภาคของประเทศในระยะยาว ปัจจุบันรัฐบาลได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูงและสนามบินเพื่อส่งเสริมให้EECเป็นเกทเวย์การขนส่งสินค้าของซีแอลเอ็มวี คาดว่าจะมีปริมาณสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาท่าเรือแหลมฉบังจำนวนมากเพื่อรอส่งต่อไปทั่วโลก ทำให้ปริมาณส่งออกสินค้าทางน้ำของไทยเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามดังนั้นในอนาคตเมื่อโครงการลงทุนต่างๆแล้วเสร็จจะส่งผลให้ปริมาณสินค้าตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก(EWEC)จากปลายทางในเมืองดานัง ประเทศเวียดนามจะถูกขนถ่ายมายังท่าเรือแหลมฉบัง เช่นเดียวกับสินค้าที่มาจากประเทศจีนในอนาคตจะสามารถเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง(Shift Mode) จากรถบรรทุกเข้าสู่รางพร้อมขนส่งตรงไปยังแหลมฉบังด้วยเส้นทสงรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ขณะที่สินค้าจากสปป.ลาวและจีนตอนใต้จะเดินทางมาด้วยรถไฟไฮสปีดจากจีนก่อนเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่ระบบรถไฟทางคู่ที่จ.หนองคายเพื่อไปสู่ท่าเรือในพื้นที่ EEC เช่นเดียวกับฝั่งกัมพูชาที่จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของEECเพื่อส่งออกและนำเข้าสินค้า ดังนั้นรัฐบาลจะเร่งลงทุนพัฒนาจุดส่งเสริมโลจิสติกส์ทั้งท่าเรือบกตามพื้นที่ภาคอีสาน ศูนย์เทกองสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ตามแนวรถไฟ(Container Yard) เพื่อรับรองรวมถึงผ่านขั้นตอนศุลกากรพร้อมลงเรือส่งออกไปประเทศที่สามได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวต่อว่าสำหรับจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อส่งเสริมโลจิสติกส์เข้าสู่EEC เข้ากับพื้นที้ตอนในอย่าง จ.นครราชามาและจ.ปราจีนบุรี เพราะถือเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมและมีศักยภาพเป็นฮับของเส้นทางEEC-อีสาน ซึ่งไทยได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบและสินค้า ดังนั้นจึงต้องเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานระหว่างกันเพิ่มเติมอีก ในอนาคตจะพัฒนาถนนเลียบชายแดนและถนนสายหลักตาามเส้นทาง348 เชื่อมสินค้ามุกดาหารมายังอีอีซีและแผนต่อขยายเส้นทางมอเตอร์เวย์สาย 7 นอกจากนี้ยังมีแผนต่อรถไฟทางคู่จากEECไปยังกัมพูชาอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคมกล่าวอีกว่าสำหรับแผนไทม์ไลน์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้นเริ่มจากปี 2564 จะเปิดให้บริการศูนย์ซ่อมอากาศยานและศูนย์ฝึกทางการบิน (MRO) ในพื้นที่อู่ตะเภา ต่อมาในปี 2565 จะเปิดใช้ดิจิทัลพาร์ค รองรับอุตสาหกรรมไฮเทคและนิวเอสเคิร์ฟในพื้นที่ ในปี 2566 จะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินอีอีซีและขยายสนามบินอู่ตะเภาแล้วเสร็จ ส่วนปี 2567 จะเปิดใช้โครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และการขยายท่าเรือมาบตาพุดแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามนอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้วการเดินทางที่สะดวกสบายยังเป็นสิ่งที่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22086</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ชงเข้าครม., อีอีซี, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, โครงการพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb0ddb778ca1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.61 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา&amp;nbsp; เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การกําหนดความรู้ ความชํานาญ และระสบการณ์ของผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่เป็นการสมควรกําหนดความรู้ ความชํานาญและประสบการณ์ ของผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้การบริหารงานสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยังประโยชน์แก่กิจการของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกอบกับมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในคราวประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๑ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า &amp;ldquo;ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเรื่อง การกําหนดความรู้ ความชํานาญ และประสบการณ์ของผู้ซึ่งจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ
คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ในประกาศนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สํานักงาน&amp;rdquo; หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เลขาธิการ&amp;rdquo; หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ เลขาธิการต้องมีความรู้ ความชํานาญ และประสบการณ์ ดังต่อไปนี้
(๑) มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโท จากสถาบันการศึกษาที่สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) เป็นผู้มีความรู้ในด้านการค้า การลงทุน เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง การพัฒนาธุรกิจและบริหารความเสี่ยง ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการประมาณปัจจัยที่มีผลการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๓) เป็นผู้มีความรู้ในด้านการพัฒนาและการบริหารโครงการโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๔) เป็นผู้มีความเข้าใจและประสบการณ์ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชุมชนท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ รวมถึงการวางแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างบูรณาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก) เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐเทียบเท่าระดับกรมขึ้นไป และมีระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งนั้นรวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข) เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานภาคเอกชนที่มีรายได้ในขณะดํารงตําแหน่งไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และมีระยะเวลาในการดํารงตําแหน่งนั้นรวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ปี หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค) เป็นหรือเคยเป็นเลขาธิการ หรือเป็นหรือเคยเป็นพนักงานของสํานักงานซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองเลขาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15180</URL_LINK>
                <HASHTAG>สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล คสช.ไม่อยู่ EEC ก็เดินหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รบ.คสช.ไม่อยู่ อีอีซีก็เดินหน้า&amp;nbsp;ถ้าไม่ทำต่อ ก็ต้องตอบประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเดินหน้าโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่หลายฝ่ายมองว่าคือนโยบายหรือผลงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากรัฐประหาร พบว่ายังคงเดินเครื่องอย่างหนัก ยิ่งปัจจุบันหลังมีการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 15 พ.ค.61 ที่ผ่านมา ก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะทำให้รัฐบาลและนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติมีความมั่นใจในโครงการนี้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;nbsp; (กพอ.) และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวถึงโรดแมปการขับเคลื่อนโครงการอีอีซีต่อจากนี้ ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าอีอีซีเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติ ดังนั้นหากหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ก็มั่นใจว่าโครงการจะได้รับการสานต่อ เพราะหากไม่มีการเดินหน้าต่อ ก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าเพราะเหตุใด ยิ่งเมื่อมีกฎหมายเรื่องอีอีซีประกาศใช้ อันแตกต่างจากยุคที่ทำโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดซึ่งเวลานั้นไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ยิ่งทำให้การเดินหน้าโครงการอีอีซีได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลังจากนี้เมื่อ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีผลบังคับใช้ สิ่งที่จะเห็นก็คือนักลงทุนใหม่ๆ จากจีน ญี่ปุ่น ยุโรปจะเข้ามาอีกเยอะ&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อันเป็นผลของ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ทำให้มีความมั่นคง เพราะกระบวนการทำเรื่องอีอีซีตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมายออกมา ทุกอย่างไม่ได้เร่งรัดทำ แต่มีกระบวนการกลั่นกรองกฎหมายที่ใช้เวลาพอสมควรร่วมสองปีกว่า ขณะที่การเตรียมนโยบายก็ร่วมสองปี รวมแล้วโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกทำมาร่วมสองปีครึ่ง ทำพร้อมกับ 10 อุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม คือ&amp;nbsp; อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ทำทั่วประเทศ แต่ต้องมีจุดที่นักลงทุนอยากจะมา เราก็ดูพื้นที่และทำโครงการอีอีซีที่เป็นนโยบายวางไว้ร่วมสองปี ตั้งแต่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ ทั้งหมดทำมาร่วมสองปีครึ่ง แล้วเริ่มจริงๆ เดือนมีนาคมปีที่แล้วทำมาตลอด หลังจากนี้มีภารกิจเพิ่มขึ้นเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...หลักๆ คือทำต่อเนื่องจากที่เคยทำ ยกตัวอย่างเช่นโครงสร้างพื้นฐานที่ก็ทำแล้ว เช่นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ผลักดันให้สนามบินอู่ตะเภาใช้ให้เต็มประโยชน์ หรือโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ เอาสามท่าเรือมาใช้ให้เป็นประโยชน์ คือ ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด&amp;nbsp; โดยสัตหีบกับมาบตาพุดก็จะมีโครงการเฟสสาม จริงๆ ของสัตหีบก็มีการทำอยู่แล้วแต่จะขยายทำให้เป็นเรื่องการท่องเที่ยวต่อ อันนี้คือส่วน infrastructure หลักๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..ส่วน infrastructure ที่เหลืออยู่ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัล ส่วนเรื่องถนนอะไรต่างๆ ก็มีการทำอยู่แล้ว โดยการเดินหน้าโครงการเช่นรถไฟความเร็วสูง ก็จะทำให้เกิดทีโออาร์ให้ได้ในช่วงนี้ ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนสนามบินก็ต้องออกทีโออาร์ให้ได้ก่อนกลางปีนี้ เช่นเดียวกับท่าเรือสองโครงการทีโออาร์ก็จะออกมาได้ในปีนี้ แล้วเราก็มีการขอทำโครงการกับทีจีและแอร์บัส ทำเรื่องโรงซ่อมเครื่องบินเป็นโครงการพิเศษ โดยโครงการทั้งหมดจะทำทีโออาร์ให้เสร็จก่อนสิ้นไตรมาสที่ 4 ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน infrastructure ที่ต้องทำต่อ ถือเป็นการสร้างพันธสัญญาของรัฐบาลว่ารัฐบาลเอาจริง&amp;nbsp; ไม่ใช่เอาแต่พูดเฉยๆ แต่โครงการพวกนี้เป็นโครงการที่ร่วมลงทุนกับเอกชน เพราะตอนนี้เราไม่อยากใช้งบประมาณ เพราะทำเรื่องโครงการที่พอจะมีรายได้บ้าง เอกชนก็มีเงินมาก ก็ให้มาร่วมลงทุนเช่นโครงการนี้ เอกชนรายใดจะร่วมลงทุนเท่าใดก็ว่ามา ผลตอบแทนเป็นอย่างไรว่ามา แล้วไปบริหารในเวลาที่กำหนดเช่น 20-30 ปี ลักษณะโครงการแบบนี้จะทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณ ทำให้นำเงินไปใช้ในส่วนอื่น เช่น การพัฒนาการศึกษา การช่วยเหลือคนจน การพัฒนาการป้องกันประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเชื่อว่าถ้าเราทำเก่งพอ โครงการต่างๆ ข้างต้นที่พูดถึงอาจไม่ต้องใช้งบประมาณเลย บางโครงการก็อาจใช้งบประมาณก็จะมีกำไร แล้วเอกชนก็จ่ายค่าต๋งให้รัฐบาล เช่นท่าเรือหรือสนามบินที่ทำอย่างไรก็ต้องได้กำไร แต่ว่าทำรถไฟความเร็วสูงอาจขาดทุน รวมๆ กันแล้วน่าจะไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินน้อยมาก อันนี้คือความตั้งใจของเรา หมายความว่าการพัฒนาอีอีซีรอบนี้เป็นภาระของรัฐบาลน้อยมาก ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาเรื่องอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณิศ-เลขาธิการสำนักงานอีอีซี ย้ำว่า 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่บอกไว้ข้างต้นเป็นภารกิจที่ประเทศต้องทำ เพราะเมื่อช่วง 2-3 ปีที่แล้วความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่ำมาก โดยผลปรากฏว่าตัวรองรับเทคโนโลยีของไทยเริ่มแพ้สิงคโปร์ มาเลเซียแล้ว และกำลังจะแพ้ฟิลิปปินส์&amp;nbsp; อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งสาเหตุเกิดจากหลายอย่าง เช่นเราลงทุนน้อยมาก ที่ลงทุนน้อยมากก็เพราะเราตีกันมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตีกันมาก เดินขบวนกันมาก เอกชนก็ไม่ลงทุน ต่างชาติก็ไม่มา ทำให้การลงทุนน้อย จีดีพีก็น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องทั้งหมดก็ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศในระยะยาวของไทยทั้งหมดแย่มาก การลงทุนไม่มี ความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ไม่มี ที่เกิดขึ้นกับเราก็คือพอเพื่อนบ้านเราเช่นพม่า&amp;nbsp; สถานการณ์ในประเทศเริ่มสงบ เริ่มเข้าระบบ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแรงงานไทยก็ไปอยู่กัมพูชา-พม่า-ลาว ก็ทำให้อุตสาหกรรมของไทยเกิดหลุมใหญ่ คือการลงทุนที่เคยมีก็ไม่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...วิธีที่จะก้าวต่อไปได้ก็คือ ต้องนำอุตสาหกรรมใหม่ให้เข้ามา เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงงาน&amp;nbsp; แต่ใช้เทคโนโลยีสูงถึงจะมาสร้างประเทศได้ ทำให้ 10 อุตสาหกรรมกับอีอีซี ก็คือการนำ 10 อุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการสำหรับอนาคต นำมาลงทุนในพื้นที่อีอีซีในสามจังหวัด ทั้งระยองชลบุรี-ฉะเชิงเทราให้มากที่สุด เพราะสามจังหวัดดังกล่าวคือ เขตพัฒนาพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดมาก่อน ที่เป็นโครงการซึ่งคนเข้าใจว่าการพัฒนาแบบนี้จะมีประโยชน์แก่เขาอย่างไร อีกทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติก็เข้าใจเพราะเคยไปพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดมาแล้ว ที่โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่เลว เช่นถนนที่วิ่งไประยอง-สัตหีบ จากกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 22 เลน ไม่มีที่ไหนเยอะแบบนี้เพราะเป็นการทำเพื่อรองรับอีสเทิร์นซีบอร์ดก็กลับมาเป้าหมายเดิมที่วางไว้กับ 10 อุตสาหรรม ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยไปไหน เพราะไม่มีการบอกไว้ว่าจะให้โครงการไปอยู่ที่ไหน จึงมีการทำโครงการอีอีซี เพื่อบอกกับนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมแบบไหน หากไปลงทุนในอีอีซีแล้วจะได้สิทธิประโยชน์อะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณิศ กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในอีอีซีว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการพบว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี มีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 49 เปอร์เซ็นต์ และใน 49 เปอร์เซ็นต์พบว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งที่ยังไม่ได้ลงโครงสร้างพื้นฐานอะไร แค่ทำโครงการ แต่เพราะคนเข้าใจแล้วจนมีการปรับกระบวนการลงทุนที่จะมาร่วมลงทุนกับเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญที่สุดในปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมา โดยก็ได้บอกว่าจะช่วยกันพัฒนาพื้นที่อีอีซี จะพาการลงทุนมา ที่เห็นก็คือญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนเยอะ ก็มาต่อเนื่องเป็น Connecting Industry เขาจะทำอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ลงทุนแล้ว ให้ขยายเข้าไปสู่ออโตเมชัน เป็นการเชื่อมโยงการผลิตในระบบ Electronics เพื่อให้เข้ากับฐานการผลิตของเขาที่มีทั่วโลก นอกจากนี้อีอีซีที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปในพื้นที่จังหวัดของอีอีซี เช่นพัทยารวมแล้วปีละประมาณ 10 ล้านคน รวมถึงมีนักท่องเที่ยวไทย มีการจัดประชุมกันประมาณอีกปีละ 10 ล้านคน เราก็คิดว่านักท่องเที่ยวคงขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5เ ปอร์เซ็นต์ แต่ก็อยากเห็นมากกว่านี้ ก็เลยมีการไปลงทุนในเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่นการทำแผนโปรโมตการท่องเที่ยวอย่างเป็นหลักเป็นฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ คณิศ-เลขาธิการสำนักงานอีอีซี ยืนยันว่า การทำโครงการมุ่งเน้นในเรื่องต้องสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในพื้นที่ ที่ก็คือต้องไปดูเรื่องสาธารณูปโภค สาธารณูปการ รวมถึงการวางเมืองใหม่ เมืองน่าอยู่ให้พื้นที่ ไม่อยากให้การขยายตัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเหมือนกับกรุงเทพมหานครคือต่างคนต่างทำที่จะยุ่งเหยิงมาก ก็เลยต้องมีการวางแผนวางเมืองไว้ในอนาคต รวมถึงเรื่องการศึกษา ซึ่งเราก็ไปช่วยทำแผนการศึกษาในพื้นที่ โดยให้มีการเชื่อมโยงฐานการศึกษาในกรุงเทพฯ และที่อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดคือสิ่งที่ได้มีการสัญญาว่าจะมีการทำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และยิ่งเวลานี้กฎหมายอีอีซีประกาศใช้ ก็จะมีความเข้มข้นในการเดินหน้าเรื่องต่างๆ ข้างต้นมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณิศ-เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่เป็นอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อีอีซี ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย ชี้ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจของกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฯไว้ว่า เรื่องที่สำคัญในกฎหมายฉบับดังกล่าวก็เช่น 1.จะเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา คือให้มีกระบวนการบริหารงานที่เป็นถาวร เช่นการให้มีคณะกรรมการนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีรัฐมนตรีอีก 14 คนเป็นกรรมการ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ คณะกรรมการชุดนี้ก็จะอยู่ต่อไปภายใต้กฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ..2.มีการตั้งสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เมื่อก่อนสมัยอีสเทิร์นซีบอร์ดมีลักษณะเป็นสำนักงานเล็กๆ ในสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯ พอรัฐบาลชุดไหนไม่อยากทำก็เลิกไป อย่างสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ตั้งอยู่ในตึกนิคมอุตสาหกรรมฯ ปัจจุบัน ก็คือสำนักงานเดิมของอีสเทิร์นซีบอร์ด พอไม่มีใครสนใจก็ทิ้งร้าง แต่ปัจจุบันในการทำโครงการอีอีซีที่มีสำนักงานอย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้มีกระบวนการที่ดูแลโครงการอีอีซีตลอดไปตามกฎหมายไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล 3.ให้ไปดูแลพื้นที่ด้วย เช่น ทำแผนพัฒนาพื้นที่ ให้มีกองทุนดูแลพัฒนาพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณิศ-เลขาธิการสำนักงานอีอีซี สรุปว่าทั้ง 3 องค์ประกอบดังกล่าวจะมีความสำคัญด้วยกันหมดทั้งสิ้น เช่นในส่วนของนักลงทุนต่างประเทศ เมื่อมีการดำเนินการที่มีกฎหมาย มีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จะเป็นความสำคัญสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ขณะที่สำหรับชุมชนก็จะเป็นการการันตีว่าสิ่งไหนที่ทำกับชุมชนจะต้องมีการทำเช่น เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมและผังเมือง เมื่อมีการออกกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็จะทำให้การทำโครงการอีอีซีจะมีความแตกต่างจากสมัยอีสเทิร์นซีบอร์ด เพราะสมัยอีสเทิร์นซีบอร์ดเน้นเฉพาะการทำอุตสาหกรรม การสร้าง modern&amp;nbsp; sector ให้สาขาการผลิตใหม่ แต่อีอีซีเป็นการทำในเชิงการพัฒนาพื้นที่แบบเต็มรูปแบบ เพราะลงไปทำกับชาวบ้านด้วย เช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม ต้องดูแลให้ดี  หรือชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ต้องดูแลให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือการเดินหน้าใน 5 เรื่องทั้ง infrastructure, อุตสาหกรรมเป้าหมาย, การท่องเที่ยว, การพัฒนาเมืองใหม่และการศึกษา ก็ทำไปแบบระนาบใหญ่จุดมุ่งหมายใหญ่ของอีอีซี คือการช่วยพัฒนาประเทศไทย เพื่อสะสมทุน พัฒนาการสะสมเทคโนโลยีให้แก่เยาวชนไทยในอนาคตที่เป็นหัวใจหลัก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...เราหวังว่าเมื่อทำอีอีซีที่เป็นตัวนำแล้ว ก็จะนำไปสู่ที่อื่นต่อ สิ่งที่ประเทศไทยขาดคือขาดการลงทุน&amp;nbsp; ขาดเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องพัฒนาคนเพื่อรองรับเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกประกาศใช้ ก็ทำให้เราสามารถทำเรื่อง infrastructure ได้เร็วขึ้น และจะเห็นได้ว่านักลงทุนต่างชาติที่เป็นนักลงทุนใหม่เข้ามา จะมีนักลงทุนไทยที่กลัวๆ กล้าๆ&amp;nbsp; ไม่ยอมลงทุนก็จะเข้ามาลงทุน ทั้งหมดผมเชื่อว่าจะเห็นผลภายในปีนี้ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติจะเห็นจากหลายประเทศโดยเฉพาะจากจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สอบถามกรณีกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของต่างชาติ เช่น โทนี เฟอร์นานเดส ประธานแอร์เอเชีย บอกว่าสนใจจะเข้ามาลงทุนในอีอีซี เรื่องนี้ คณิศ-เลขาธิการสำนักงานอีอีซี เปิดเผยว่าแอร์เอเชียมาคุยกับเรา 2-3 เรื่อง เช่นเรื่องแรกเขาอยากจะมีบริษัทใหญ่ ศูนย์กลางใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองไทย อันที่สอง เขาบอกว่าหากเราจะมีการขยายสนามบินอู่ตะเภา เขาพร้อมจะร่วมมือด้วย เขาพร้อมจะหานักลงทุนเข้ามาในอีกสองปีข้างหน้าประมาณ 4 ล้านคน แล้วภายในห้าปีประมาณ 15 ล้านคน จะช่วยหาคนมา แต่ที่เขาขอและจะร่วมมือกันก็คือ เขาขอว่าจะดูเรื่องเกี่ยวกับ Terminal ตัวอาคารผู้โดยสารสำหรับโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ รวมถึงขอดูว่าจะมีโรงซ่อมของเขาไว้ซ่อมเครื่องบินของเขา ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างอื่นพอจะเห็นได้ว่าได้เดินไปแล้ว โดยใน 5 อันแรกเป็นเรื่องรถยนต์ ตอนนี้เริ่มมีการลงทุนยานยนต์สมัยใหม่แล้ว เพราะตอนนี้เริ่มมีการเปลี่ยนจากที่ผลิตรถเครื่องที่ใช้น้ำมัน ตอนนี้เริ่มเห็นอนาคตแล้วว่าจะทำรถยนต์ที่ใช้พลังไฟฟ้าให้ได้ ในที่สุดประเทศไทยต้องผลิตรถใช้พลังไฟฟ้า เช่นเดียวกับอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะก็มีการทำอยู่แล้ว เช่นที่มี Alibaba เข้ามา ก็เป็นการผลักดันอุตสาหกรรมเดิมทั้งรถยนต์ การท่องเที่ยว การเกษตรให้ขึ้นมา ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายอีก 5 อันหลัง เช่น หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ก็เป็นการเติมขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ตอนที่คุยกันเรื่อง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายก็ได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญ มีการถามกันว่าอุตสาหกรรมเดิมในไทยมีอะไรที่จะรอดได้ ปรับตัวได้ในช่วงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ก็มีการให้ข้อมูลว่ารถยนต์ไปได้ แต่ต้องไปทางรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีในประเทศ อิเล็กทรอนิกส์ไปได้แต่ต้องทำ Internet of&amp;nbsp; Things ส่วนการท่องเที่ยวก็ไปได้ แต่ต้องทำให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เช่นด้านการแพทย์ ส่วนอุตสาหกรรมที่จะเกิดในประเทศก็มีการให้ข้อมูลว่า ออโตเมชันกับโรโบติกส์เกิดแน่ โดยเมืองไทยมีโอกาสทำได้มากเพราะมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่จะเกิดในภูมิภาคอย่างมากก็คือเรื่องอุตสาหกรรมการบิน เราเลยให้ใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นเซ็นเตอร์รับเรื่องการบิน เช่นเดียวกับเศรษฐกิจชีวภาพหรือไบโออีโคโนมี ที่เอาฐานการเกษตรของเราไปทำเรื่อง เช่นเอทานอล นำสินค้าเกษตรของเรามาแปรรูปให้มีเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงการผลักดันเรื่อง Medical Hub เรื่องการแพทย์ และเรื่องดิจิทัล ที่ทั้งหมดเราไปได้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 อันหลังเป็นสิ่งที่เราต้องรีบสร้างขึ้นมา การดึงแพล็ตฟอร์มจากอาลีบาบาเข้ามา การดึงแอร์บัส แอร์เอเชียให้เข้ามาทำงานกับเรา ก็เพื่อพยายามสาน 10 อุตสาหกรรมให้เดินไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด ที่ตอนนี้ก็เริ่มทำไปแล้ว และเมื่อกฎหมายอีอีซีประกาศใช้จะเห็นแบบใหญ่โตมโหฬารมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีอีซีภาคสมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Eastern Seaboard ที่ขาดหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจความเกี่ยวเนื่องระหว่าง Eastern Seaboard กับ ECC เรื่องนี้ คณิศ-เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สรุปให้เข้าใจว่า ผมเชื่อว่า Eastern Seaboard พัฒนามาแล้วระดับหนึ่งแล้วหยุดไป แต่อีอีซีที่เราทำโครงการ เราพิจารณาจากโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น ตอนนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนหมดเลย เราไม่สามารถทำปิโตรเคมิคัลแบบเดิมได้แล้ว เพราะมีเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะ และมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามามาก เราคงไม่ผลิตรถยนต์กันแบบเดิมแล้ว เพราะเมื่อมีอีอีซีก็มีการนำเทคโนโลยีเข้ามา เราต้องรีบใช้โอกาสนี้เพื่อดึง Eastern&amp;nbsp; Seaboard ให้ไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด ด้วย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านการสร้างเมืองและกระบวนการต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ทำให้อีอีซีคือภาคสมบูรณ์ของ Eastern Seaboard เป็นการทำงานต่อเนื่องแต่เป็นภาคสมบูรณ์ Eastern Seaboard ทำมาได้ครึ่งหนึ่ง ที่ต้องทำต่อแต่การทำต่อเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามามาก ก็ถือโอกาสปรับเสียทีเดียวไปเลย ให้มีความคล่องตัว มีกฎหมายรองรับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนทำโครงการ Eastern Seaboard ผู้ใหญ่ที่เคยทำโครงการก็บอกว่าตอนนั้นก็คิดจะออกกฎหมายมารองรับโครงการ Eastern Seaboard แต่สมัยนั้นทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่ให้ทำ หน่วยราชการไม่ให้ทำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ครั้งนี้เลยเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่มีการออก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อให้เกิดความมั่นคง เพราะหากไม่มั่นคงก็จะเกิดลักษณะที่เกรงกันคือ พอเปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็จะเปลี่ยน แต่อีอีซีเปลี่ยนไม่ได้แล้ว ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็มีหน้าที่ตามกฎหมาย รัฐบาลใหม่หากเข้ามาก็มีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย ถ้าไม่ทำต่อก็ต้องตอบคำถามประชาชนในพื้นที่ ต้องตอบคำถามนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศว่าทำไมไม่ทำต่อทั้งที่มีกระบวนการอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถามถึงกรณีโครงการอีอีซี ทำไมให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เห็นมีบัญญัติไว้ในกฎหมายอีอีซีหลายมาตรา เลขาธิการสำนักงานอีอีซี แจงว่าอีอีซีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะตอนทำ Eastern Seaboard จุดหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไปกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเยอะ คือการทำอะไรใหม่ก็ต้องมีผลกระทบ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มี Eastern Seaboard จะไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ต้องบอกตรงๆ ว่าหากเราจำได้ สมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แถวจังหวัดระยองตอนนั้นก็กำลังจะแย่ เพราะตอนนั้นไม่มีธุรกิจอะไรเลยที่ระยอง อย่างตอนนั้นที่คนไปดูพื้นที่แล้วเป็นห่วงกันมากคือมีการนำเรือเก่ามาจอดไว้ที่ชายหาดริมทะเล แล้วก็ตัดเหล็ก เอาเหล็กไปหลอมขาย ที่อันตรายมาก สิ่งแวดล้อมมีปัญหามาก ระยองกำลังจะเป็นแบบนั้น แต่ดีที่มี Eastern Seaboard ขึ้นมา ก็ทำให้ธุรกิจแบบนั้นจบไป แล้วมีธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้ให้คนพื้นที่มาก จนทำให้ระยองเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวประชากรสูงสุด การว่างงานในจังหวัดแทบไม่มี ต่ำมาก คนในพื้นที่จึงเข้าใจอยู่แล้วว่าการพัฒนาในพื้นที่สร้างประโยชน์ให้กับเขา ขอเพียงเช่น เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่าทำให้มันแย่กว่าที่เคยเป็น ในอีอีซีที่มีการประกาศเขตพื้นที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม ก็จะประกาศเฉพาะพื้นที่ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้มีการทำ EIA-EHIA หมดแล้ว ที่เหลือเราจึงไม่ไปยุ่ง ไม่ไปกระตุ้น เราอยากให้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจริงๆ มีขอบเขตการดูแลโดยนิคมอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ปรากฏว่าในพื้นที่ซึ่งเราประกาศไป 23 แห่ง มีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 23,000 ไร่ ที่เพียงพอสำหรับการที่อุตสาหกรรมใหม่ๆ จะไปลง และอุตสาหกรรมที่จะไปอยู่ในอีอีซี เช่น หุ่นยนต์ ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว รวมถึงอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับอากาศยาน โรงซ่อมเครื่องบิน จะสะอาดกว่าบ้านของคนทั่วไปอีก ทั้งหมดในอีอีซีจะไม่ใช่การทำให้สิ่งแวดล้อมเสียแล้ว ไม่ใช่การไปเอาโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งแล้วมีควัน แบบนั้นหมดสมัยไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - ตอนนายสนธยา คุณปลื้ม ที่ปรึกษานายกฯ ลงพื้นที่ชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่ของตัวเอง ให้ความเห็นว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมในโครงการอีอีซี รวมถึงเป็นห่วงเรื่องราคาที่ดินจะขยับสูงขึ้นมาก?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่ดินในประเทศไทยจะไม่เหมือนประเทศอื่น เพราะที่ดินของภาครัฐมีน้อย และทุกครั้งที่มีการพัฒนามันมีการเก็งกำไร เราก็บอกว่าเรื่องที่ดิน เราไม่เกี่ยว เพราะว่าเวลาที่เราใช้ที่ดินในการทำอุตสาหกรรม เราประกาศที่ดินที่เป็นของเอกชนอยู่แล้ว เราจะไม่มีวันไปซื้อที่ดินมา หรือไปตั้งอะไรที่ทำให้เกิดการเก็งกำไร แต่การเก็งกำไรที่ดินโดยธรรมชาติ เช่น อุตสาหกรรมมันจะใหญ่ขึ้น นิคมอุตสาหกรรมจะมีธุรกิจมากขึ้น ก็ทำให้ราคาที่ดินข้างๆ ก็ต้องมีราคาขึ้นโดยธรรมชาติ แต่ก็เป็นวิธีการทำงานที่ก็ต้องเป็นแบบนั้น โดยปกติบอกตรงๆ ว่าที่ดินในประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ที่ดินราคายังค่อนข้างต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนเรื่องการร่วมมือกับชุมชน เราทำความร่วมมือกับชุมชนพอสมควร โดยทำในลักษณะการทำความเข้าใจ แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ไปทำงานร่วมกับเขา เพราะตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายออกมา แต่ต่อจากนี้ก็ต้องไปทำเรื่องแผนอะไรต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปด้วย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ที่พอท่าเรือเข้ามาก็ต้องมีความแออัด ถนนไม่พอ นำรถไฟเข้าไปก็ช่วยได้ แต่กระบวนการจัดการทั้งหลายก็ต้องทำ ทางนายกเทศมนตรีในพื้นที่ก็เห็นด้วย จึงจะมีหลายโครงการที่ลงไปทำ เราก็ทำเป็นจุดๆ ไป แต่การดูแลชาวบ้านในจังหวัด ทางจังหวัดกับหน่วยงานในพื้นที่เขาดูแลอยู่แล้ว เช่น เรื่องถนนไม่ดี ตรงนี้จังหวัดจะรับผิดชอบไม่เกี่ยวกับเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; - สถานการณ์การเมืองทั้งเรื่องการเลือกตั้ง-โรดแมป อีกทั้งมักมีการชุมนุมการเมืองเกิดขึ้นตลอด สิ่งเหล่านี้นักลงทุนต่างชาติเคยสอบถามอะไรหรือไม่กับการลงทุนในอีอีซี?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนแรกเขาก็กลัว คือนักลงทุนญี่ปุ่นไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่นักลงทุนจีนหากไม่มี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไม่มา นักลงทุนยุโรปหากไม่มี พ.ร.บ.นักลงทุนใหม่ๆ ก็ไม่มา ไม่มีความมั่นใจ แต่เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.อีอีซีแล้วก็พอจะได้ พอจะดึงนักลงทุนใหม่จากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป มาได้ แต่ก็อย่างที่บอก เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่มันก็จำเป็นต้องดูแลเรื่องนี้ต่อ เพราะเรื่องนี้เป็นความต้องการของประชาชนในพื้นที่และของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีอีซีไม่ได้ทำเรื่องเกี่ยวกับตัวเองเท่าใด แต่เป็นการเปิดประตูประเทศ อย่างของที่ส่งออก เช่นส่งไปลาว กัมพูชา ถามว่าไปที่ท่าเรือหรือไม่ ก็ไปแหลมฉบัง ดังนั้นตัวมันเองคือประตูของภูมิภาค มันจึงไม่ใช่แค่ประโยชน์กับสามจังหวัดในอีอีซีอย่างเดียว แต่เป็นประโยชน์ของประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน หรือสนามบินอู่ตะเภา หากไม่นำมาใช้ ถามว่ากรุงเทพฯ จะมีสนามบินเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างดอนเมือง ตอนนี้ก็แน่นแล้ว โดยสนามบินอู่ตะเภายังมีความสามารถในการรองรับคนได้อีกร่วม 60 ล้านคน จะช่วยแบ่งเบากรุงเทพฯ ในการรับคนอีก 15 ปีข้างหน้าได้ ก็จะช่วยด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถามว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่เข้ามาควรทำหรือไม่ ผมก็คิดว่านโยบายพวกนี้ก็คงดำเนินการต่อ เราก็พยายามบอกว่าเราสัญญาอะไรไว้กับประชาชน นักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนไทย เราก็ต้องดำเนินการตามนั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต โครงการอีอีซีจะเป็นอย่างไรต่อไป คณิศ กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า ก็ต้องเดินต่อ เพราะก็มีหลายนโยบาย เช่น อย่างนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากี่รัฐบาลก็ยังมีการทำต่อ อีอีซีก็เหมือนกัน ถ้าสมมุติว่าอีอีซีเป็นที่ต้องการของประเทศก็ทำต่อ ไม่ว่าใครจะมาก็ช่วยกันทำต่อ เพราะไม่ใช่ policy ฉาบฉวย เรื่องนี้อีอีซี เพราะอะไรที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนในอีสเทิร์นซีบอร์ด มันไม่ได้ทำต่อ นักลงทุนญี่ปุ่นเขาก็เคือง พูดง่ายๆ บอกว่าจะทำอะไรต่างๆ เยอะแยะแล้วก็ไม่ได้ทำ เราก็เลยนำมาทำอีอีซีที่เป็นภาคสมบูรณ์ของอีสเทิร์นซีบอร์ด แต่ให้มีการกำกับดูแล มีการออก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อย่างทีมที่ทำงานเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นก็เคยบอกกับนายกรัฐมนตรีไว้แต่แรกว่า ต้องขอให้ออกเป็น พ.ร.บ. เพราะไม่อย่างนั้นก็จะหายอย่างที่บางคนกังวล พอรัฐบาลไหนไม่เอาแล้วก็จะมายุบกรรมการทิ้ง ไม่ทำหรือไม่ประชุมแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;................................&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;สัตหีบโมเดล&amp;nbsp;รองรับอุตสาหกรรม Robotics&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณิศ-เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวย้ำว่า การเดินหน้าโครงการอีอีซี หัวใจสำคัญจริงๆ ก็คือต้องการพัฒนาคนและศักยภาพของคนในประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่กำลังเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ ที่ยังขาดแคลนแรงงาน-คนทำงานจำนวนมากในประเทศไทย อีอีซีจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง ทุนมนุษย์ อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้สำคัญมาก ในอดีตจะเห็นได้ว่าเมื่อไทยมีการทำโครงการ Eastern Seaboard ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เร็ว ประมาณ 7-8 เปอร์เซ็นต์ บางปีเฉลี่ยออกมา 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบบนั้นได้สักระยะ ประมาณ 5 ปี จากนั้นก็เริ่มตก ที่ตกเพราะอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาไม่เชื่อมโยงกับคนในประเทศ คนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากตรงนั้นได้ หรือใช้ได้ก็แค่แรงงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่อีอีซีทำเราจุดประกายเรื่อง 10 อุตสาหกรรม เช่น เรื่อง Automation แรงงานในโรงงานก็ต้องเปลี่ยน แรงงานเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา-ลาว ก็กลับบ้านแล้ว หากมีชีวิตที่ดีกว่า ก็มีบางส่วนเดินทางกลับออกไป ทำให้กระบวนการผลิต-กระบวนการภาคบริการ หากจะทำต่อก็ต้องมีระบบมาใช้ ระยะแรกเราก็ต้องให้ต่างชาติมาช่วยลงทุนทำกับคนไทย แต่เมื่อต้องทำต่อในอนาคต ต้องมีคนไทยที่รู้เรื่อง พอพ้นจากการลงทุนครั้งนี้ประมาณสัก 4-5 ปีข้างหน้า คนไทยต้องพร้อม เช่น ทำระบบอัตโนมัติใหม่ ทำ Robotics วิทยาการหุ่นยนต์คนไทยต้องเก่งแล้วเป็นระดับ World Class ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ต้องเร่งสร้างคนขึ้นมา สำคัญมาก เพราะหากไม่มีคนที่เราวางไว้ก็ทำให้ธุรกิจต่างๆ จะหมุนอีกรอบหนึ่งไม่ได้ หมุนไปเรื่อยๆ เราต้องใช้คน ซึ่งจะพึ่งต่างชาติไม่ได้ เราต้องมีคนไทยที่รู้เรื่องมาทำ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่การพัฒนาเทคโนโลยีในช่วงนี้จะต้องพัฒนาคนไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเรามาดูกันก็พบว่าเรื่องนี้หนักมาก เพราะระบบการศึกษาของไทยเป็นระบบการศึกษาที่ผลิตตามใจฉัน คือผลิตอะไรก็ได้ ที่แค่ให้ได้ปริญญาตรีแล้วหวังว่าจะได้งาน แต่ตัวเลขที่เราเจอ เช่น ช่างฝีมือในพื้นที่ในสามจังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี เราทำประมาณการจากบีโอไอพบว่า ตอนนี้ขาดแรงงานถึง 5 หมื่นคน ขนาดที่ยังไม่ได้ทำอุตสาหกรรมใหม่เลย ส่วนปริญญาตรีที่จบมาว่างงานหรือทำงานต่างระดับที่เรียนจบมาถึง 30 เปอร์เซ็นต์คือ 100 คน พบว่ามีถึง 30 คน ไม่ได้ทำงานอย่างที่ตัวเองเรียนมา เช่นจบรัฐศาสตร์มาแต่ไม่สามารถทำงานในสายงานได้แล้วต้องรองาน ระหว่างรองานก็ทำงานต่างระดับ คือไปขายโทรศัพท์มือถือบ้าง ขายของอะไรบ้าง จึงไม่ได้ทำงานอย่างที่เรียนมา อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มากของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราก็เลยเริ่มต้นใหม่ด้วยการทำอาชีวะก่อน ซึ่งเมื่อไปดูในพื้นที่พบว่ามีโครงการที่ดีอยู่โครงการหนึ่งเรียกว่า สัตหีบโมเดล ที่เริ่มต้นด้วยการนำระบบของออสเตรียมาใช้ โดยทำงานกับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม โดยต้นปี โรงเรียนอาชีวะสัตหีบเขารับเด็กเข้ามา สมมุติว่าพันคน เขาก็ให้ผู้จัดการโรงงานกับบริษัทเอกชนมาสัมภาษณ์คนพันคนที่รับมา เพื่อดูว่าคนไหนที่คิดว่าสามารถเป็นบุคลากรทางด้านเทคนิค เทคโนโลยีในโรงงานได้ ก็มีโรงงานใหม่ๆ เข้ามาแล้วมาพิจารณาเลือกดูว่าคนไหนที่ความรู้ความสามารถพื้นฐานพอไปได้ เสร็จแล้วก็ให้ทุน โดยทุนนี้กำหนดว่าต้องทำหลักสูตรร่วมกันกับโรงงาน เช่น เด็กคนนี้ต้องไปทำเรื่อง Robotics ก็ให้สอนเรื่อง Robotics มากหน่อย และพอศึกษาจบในปีแรก พอขึ้นปีที่สองก็นำเด็กคนนั้นไปฝึกงาน โดยตอนที่เรียนก็จ่ายเงินค่าเรียนให้หมด แล้วยังให้เงินอีกเดือนละประมาณ 4 พันบาทเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ก็ทำให้เด็กก็ดีใจ ไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ พอปีที่สอง เมื่อไปทำงานโรงงาน โรงงานให้ค่าแรงวันละ 300 บาท เด็กก็ดูแลตัวเองได้ หลังจากจบมาแล้วสองปี โรงงานก็รับไปทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบวนการแบบนี้มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าที่จะใช้วิธีแบบเดิมคือจ้างคน แล้วนำคนไปเทรนใหม่ ต้องมานั่งทำงานด้วยกันใหม่สองปี เราก็เลยทำหลักสูตรระยะสั้นให้เด็กที่กำลังจะจบ ให้เรียนต่ออีกหกเดือน แต่เรียนเรื่องใหม่แล้วไปทำงานเลย กับอีกแบบคือ เรียนสองปี แต่ให้ทำหลักสูตรใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ทำแบบนี้เพราะกระบวนการทำงานเพื่อส่งเสริมด้านการลงทุนด้านเทคโนโลยีรอบนี้ ใครที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่บีโอไอ หรือใครที่ได้รับการช่วยเหลือ เราให้เขาต้องไปทำงานกับสถาบันการศึกษาของเราด้วยเพื่อเป็นการสร้างคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่าง BMW ต้องสร้างคนขึ้นมา 20 คน เขาบอกไม่เป็นไร หากสร้างคนมา 20 คนแล้วมาทำงาน แต่จะสร้างให้เลย 100 คน เมื่อกระบวนการขึ้นมาแบบนี้มันก็สร้างขึ้นมาเป็นวงจรใหญ่ได้ แทนที่จะมีแค่ที่เดียว เราก็เลยทำเอ็มโอยูกับ 14 วิทยาลัย เพื่อจะสร้างคนให้ได้สักปีละ 1 พันคน ก็เป็นการการันตีว่าเขาก็จะมีงานทำ อีกทั้งระหว่างที่เรียนก็มีรายได้ พอเรียนจบก็ทำงานในโรงงานก็มีรายได้ที่ดี ทั้งหมดเป็นโครงการที่เราลงไปทำ ก็เสร็จแล้ว เอางบประมาณอะไรลงไปทำแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้เราก็พบว่าคนที่จบช่าง จบวิศวะมาแล้วจำนวนมาก แต่ความรู้ความสามารถยังไม่พอที่จะทำในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น จบวิศวะมา แต่ไม่เคยเรียนเรื่องหุ่นยนต์ ก็จับนำมาเทรน ตั้งหลักสูตรขึ้นมา ให้เทรนสัก 3-6 เดือน พอเทรนแล้วเขาก็จะมีงาน ก็ทำให้มีรายได้มากขึ้น ซึ่งมีคนกลุ่มนี้อยู่พอสมควร เดิมมหาวิทยาลัยอยากผลิตนักศึกษาอะไรก็ผลิต เด็กจบมาว่างงาน แต่ต่อไปเมื่อเป็นแบบ Demand size ที่เมื่อมี 10 อุตสาหกรรมใหม่ เราต้องการคนแบบนี้ เราก็พยายามช่วยกันทำโดยการันตีได้ว่าเรียนแล้วมีงานทำแน่นอน โดยต้องค่อยๆ ชี้ให้เห็นว่าอะไรที่จะมีงานทำแน่นอน เช่น เรื่องอุตสาหกรรมหุ่นยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ จะมีเยอะแน่ เพราะธุรกิจต่างๆ ต้องเปลี่ยนหมด หรือธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบิน เช่น การซ่อมเครื่องบิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้กำลังจะทำอีกโครงการคือการผลิตกัปตัน ที่สามารถดูแลเครื่องบินได้ อย่างผมเป็นประธานกรรมการบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ทางบริษัทมีการจ่ายเงินเดือน-ค่าเบี้ยเลี้ยงกัปตันที่จบมาใหม่เดือนละสองแสน ทำไมเราไม่สร้างเยอะๆ เพราะทั่วโลกมีความต้องการหมด แต่เราผลิตน้อย ก็ต้องผลิตให้มาก ให้คนมีความสามารถ รับเด็กมา เมืองไทยก็มีงานเยอะแยะ หรือหากไม่ทำเมืองไทยก็ไปที่เมืองนอกก็ได้ ก็มีรายได้ แต่ที่สำคัญต้องชี้ให้เห็น ไม่ใช่แค่บอกต้องผลิตให้จบปริญญาตรี แต่จบมาแล้วจะไปทำอะไรก็ไม่รู้ นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่อง 10 อุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เรื่องนำคนมาลงทุนในอีอีซี เพราะเรื่องมาลงทุนมันง่าย ประเทศไทยพร้อมอยู่แล้ว มาเลย คนก็มากันเยอะแยะ แต่การเทรนคนขึ้นมาดูแลเทคโนโลยี มาทำงานวิจัย เป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องใช้เวลา เราก็ต้องพยายามช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวปิดท้ายว่า การลงทุนในอีอีซี จากที่เดิมรัฐบาลตั้งเป้าต้องการให้มีเงินลงทุนในอีอีซีปีนี้ 3 แสนล้านบาท จนถึงขณะนี้ดูแล้วน่าจะเกิน เพราะปีที่แล้วในพื้นที่อีอีซีมีการลงทุนแล้วประมาณ 2 แสนล้านบาท ปีที่แล้วมีการขอการลงทุนประมาณ 290,000 ล้านบาท ก็ถึง 3 แสนอยู่แล้ว ก็ตั้งใจว่าจะให้ถึง 350,000 ล้านบาท ก็คิดว่าจะเกิน หากมีการส่งเสริม มีการโปรโมต พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็จะเกิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:-90.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่ต้องรีบดึงนักลงทุนเข้ามา ไม่ใช่แค่นักลงทุนต่างชาติ แต่ต้องคนไทยด้วย เพราะเราอยากเห็นคนไทยเป็นเจ้าของ เมื่อ 30 ปีที่แล้วตอนทำอีสเทิร์นซีบอร์ด เรายังไม่มีเงินกัน นักอุตสาหกรรมคนไทยก็ยังมีน้อย แต่ตอนนี้คนไทยก็มีเงิน มีความสามารถ ก็ต้องทำอย่างไรให้คนไทยกับต่างชาติร่วมกันลงทุน คนไทยช่วงที่ผ่านมาก็ยังกลัวๆ กล้าๆ แต่ตอนนี้กฎหมายอีอีซีออกมาแล้ว และเข็นกันดีๆ ก็จะเห็นคนไทยเข้าไปลงทุนมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11483</URL_LINK>
                <HASHTAG>EEC, คณิศ แสงสุพรรณ, พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, แทบลอยด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180616/image_big_5b2520d152788.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
