<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94849</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับการพัฒนาประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเวลากว่า 4 ปีที่นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ย่อมาจาก &amp;ldquo;Eastern Economic Corridor&amp;rdquo; ได้ถูกขับเคลื่อนภายใต้ความคาดหวังจากหลายๆ ฝ่ายให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ติดเทอร์โบผลักดันให้ประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในขณะที่ประเทศ (ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด 19) ยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก โดยจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ได้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นําร่องเป้าหมายสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศขาดการลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันมาอย่างยาวนาน โครงการอีอีซีก็ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับ การสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ (S Curve) ในหลายประเภท เช่น การบินและโลจิสติกส์ หุ่นยนต์ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ&amp;nbsp;เป็นต้น โดยได้มีการประมูลโครงการขนาดใหญ่ไปแล้วหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) &amp;nbsp;โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก &amp;nbsp;โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อเกิดภาวะโรคระบาดโควิด 19 ทั่วโลกนั้น การลงทุนของต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เกิดชะงักงัน และหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือในกลุ่มอาเซียนต่างก็ปรับเปลี่ยนนโยบายการค้าการลงทุน โดยเน้นการสนับสนุนการผลิตและบริโภคในประเทศเป็นหลักในยุคของ the Next Normal ที่หลายๆ ประเภทธุรกิจและการค้าถูกกระทบอย่างรุนแรง (severely disrupted) จนไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการผลักดันการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในระหว่างที่ประเทศกำลังปรับตัวเพื่อรับ the Next Normal ได้นั้น ขอเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการคิด นโยบายและวิธีการอย่างน้อยใน 4 เรื่องหลัก คือ
1)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ การลดขั้นตอนดำเนินการและธรรมาภิบาล
2)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาฝีมือแรงงาน (Skilled Labor Improvement)
3)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้ platform ใหม่ๆ รวมถึง e-government และ
4)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การบูรณาการและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นแรก ประเทศไทยมีกฎหมายเกินหนึ่งแสนฉบับซึ่งน่าจะติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งในการลงทุนนั้น ผู้ลงทุนหรือผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามกฎหมายหลายฉบับมากจนทำให้เกิดความล่าช้าและนำไปสู่การคอรัปชั่นในที่สุด ไม่นับรวมถึงธรรมาภิบาลที่หลายๆ คนในหน่วยงานหรือภาคเอกชนยังไม่ทราบถึงความหมายหรือแนวปฏิบัติที่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราจะเพิ่มศักยภาพของแรงงานมีฝีมือเพื่อการสื่อสารสากลในประเด็นที่สองนั้น พบว่าผลการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ&amp;nbsp;EF English Proficiency Index (EF EPI) ของประเทศไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาที่อันดับ 64, 74 &amp;nbsp;และ 89 ของแต่ละปีตามลำดับซึ่งหมายถึงว่าขีดความสามารถของเราตกลงถึง 15 อันดับ (ในขณะที่เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 65 และกัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 84 ในปี 2020) โดยเราได้รับการเลื่อนจากกลุ่ม&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำ&amp;rdquo;&amp;nbsp;ลงสู่กลุ่ม&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความสามารถทางภาษาอังกฤษต่ำมาก&amp;rdquo; ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องหาทางแก้ไข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นที่สามเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบราชการยังพบว่ามีอุปสรรคในการนำระบบต่างๆ มาใช้ประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานหรือกับประชาชนเพราะในแต่ละระบบยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายนี้เป็นอย่างมาก คือ สาธารณรัฐเอสโตเนีย ที่มีการใช้ระบบ e-government ได้ถึงเกือบ 100% โดยไม่มีคำว่า &amp;ldquo;Digital Divide&amp;rdquo; หมายถึงประชาชนในประเทศ 100% มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประเทศก็ตาม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ภาพของการยืนรอ นั่งรอของประชาชนหน้าธนาคารกรุงไทยเพื่อลงระบบการรับเงินช่วยเหลือแบบ manual เป็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลต้องนำไปคิดต่อในขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ใช้ระบบ &amp;ldquo;Cloud&amp;rdquo; ในการเก็บข้อมูลการค้า หรือการใช้ &amp;ldquo;Clubhouse&amp;rdquo; ในการพูดคุยในหลากหลายหัวข้อภายใต้ Digital Transformation ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นสุดท้ายเรื่องการบูรณาการและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการนั้น ขอยกเพียงตัวอย่างของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ &amp;ldquo;BOI&amp;rdquo; (Board of Investment และสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ &amp;ldquo;EECO&amp;rdquo; ที่ทั้งสองหน่วยงานต่างมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมการลงทุนแต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นเสมอจากนักลงทุนว่าทั้งสองหน่วยงานมีการทำงานเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและมีการการบูรณาการและการประสานงานหรือการเชื่อมโยงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกันอย่างไรบ้างที่เป็นข้อมูลเปิดเผยและครบถ้วน
ขอภาวนาให้เครื่องยนต์ชุดนี้สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงและเร่งเครื่องฝ่าพายุเศรษฐกิจของ the Next Normal ได้อย่างประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เทวัญ &amp;nbsp; อุทัยวัฒน์&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94849</URL_LINK>
                <HASHTAG>อีอีซี, เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับการพัฒนาประเทศ, เทวัญ   อุทัยวัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f000de13d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
