<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 19:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบถอนร่าง พรบ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ &#039;คกก.กฤษฎีกา&#039; ชี้ยังไม่จำเป็น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23​ ก.พ.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบถอนร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ยังไม่มีความจำเป็นในการตรา พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ เนื่องจากการจัดทำร่างพ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ที่หวังจะใช้บังคับในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจทั่วไปท่ามกลางระบบเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นทำได้ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นการให้สิทธิประโยชน์บางประการแก่ผู้ประกอบการเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีความแตกต่างไปจากเดิม ประกอบกับ มีร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ที่ผ่านความเห็นชอบจากครม. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 เป็นกลไกการบริหารจัดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะเริ่มต้น สำหรับในระยะยาวจะให้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ให้ครอบคลุมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษอื่นๆ นอกจาก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC), พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC), พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) &amp;nbsp;เพื่อให้ขับเคลื่อนพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษทั้งหมดเป็นไปอย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94009</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอนุชา บูรพชัยศรี, เขตเศรษฐกิจพิเศษ, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034f37e9f19f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดดับฝันเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในเมียนมาร์จนมีการประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์คุมเข้มเป็นเวลา 21 วันนั้น ได้ทำให้ฝ่ายไทยต้องเฝ้าระวังเขตพื้นที่ของจังหวัดชายแดนทางด้านตะวันตกทั้ง 10 จังหวัดด้วย คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้ระบุในข่าวถึงความกังวลของบรรดาหมอในพื้นที่จุดเสี่ยงบริเวณชายแดนแม่สอดซึ่งมีความยาวกว่า 600 กิโลเมตรว่า แม่สอดมีประชากรรวม 600,000 คน โดยที่กว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรรวมของแม่สอดเป็นคนต่างชาติ แม้ทางการไทยจะมีมาตรการเข้มงวดในการสกัดแรงงานลักลอบเข้าเมือง แต่ก็ยังมีแรงงานเมียนมาร์อีกจำนวนมากที่พยายามลักลอบเข้ามาด้วยเหตุผลเรื่องโอกาส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเศรษฐกิจ แม้ไทยจะได้พยายามขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย และให้สิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพและการคัดกรองโรคระบาดแก่แรงงานเหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องจำนวนหมอและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศักยภาพทางเศรษฐกิจของแม่สอด สามารถดูได้ง่าย ๆ จากตัวเลขมูลค่าการค้าผ่านชายแดนที่ด่านศุลกากรแม่สอดในระหว่าง พ.ศ. 2559-2561 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 8.4, 7.9 และ 7.8 หมื่นล้านบาทตามลำดับ ล่าสุดกรมการค้าต่างประเทศได้เผยยอดตัวเลขการค้าชายแดนเมียนมาร์ทุกด่านรวมกันในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2563 ว่ามีมูลค่าเท่ากับ 60,194 ล้านบาท โดยลดลง 7.08% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอันเป็นผลจากโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ที่ผ่านมา ความต้องการที่จะขยายโอกาสทางเศรษฐกิจของแม่สอดให้มีมากขึ้นนั้น ได้ทำให้ทางการไทยคิดผลักดันให้แม่สอดกลายเป็นประตูเศรษฐกิจของไทยและเมียนมาร์ภายหลังจากการลงนามในสัญญาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลเมียนมาร์และกองกำลังทหารกะเหรี่ยง (KNU) ในปี พ.ศ. 2555 หลังจากนั้นรัฐบาลไทยก็ได้เริ่มคิดเรื่องการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ในพื้นที่แม่สอด เพื่อดึงดูดการลงทุนของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจากเมียนมาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการผลิตของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็ได้ส่งผลทำให้เกิดการขยายตัวของภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในแม่สอดด้วย จนทำให้ราคาที่ดินขยับสูงขึ้นหลายเท่าตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้ริเริ่มโครงการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคมระดับภูมิภาคที่มีความยาวถึง 1,320 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างชายแดนแม่สอดไปยังประเทศกัมพูชา โดยมีปลายทางที่ท่าเรือดานังของเวียดนาม (ดูภาพประกอบ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่จากรายงานข่าวของ Insight Thai PBS เมื่อเดือนมกราคมของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้าที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทย (https://news.thaipbs.or.th/content/288281) ได้ระบุถึงปัญหาของพื้นที่เขตเศรษฐกิจแม่สอดตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมาว่า ขาดความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการและขาดความชัดเจนในเรื่องระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ทางฝั่งของเมียนมาร์ตรงข้ามแม่สอดกลับเริ่มมีการลงทุนขนาดใหญ่ของทุนจีนกว่า 4.5 แสนล้านบาทเพื่อสร้างเมืองใหม่และพื้นที่อุตสาหกรรมในบริเวณพื้นที่เช่ากว่า 7.5 หมื่นไร่ โดยที่ฝั่งเมียนมาร์จะมีความได้เปรียบในเรื่องการมีแรงงานราคาถูกจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิด-19 ล่าสุดในเมียนมาร์ ก็ได้เพิ่มความเสี่ยงในเรื่องปัญหาการขาดแรงงานราคาถูกในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากให้สูงขึ้นด้วย และเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตากก็ได้มีคำสั่งปิดด่านถาวรจำนวน 2 ด่าน ส่วนด่านธรรมชาตินั้นก็ได้ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและฝ่ายปกครองเข้มงวดเรื่องการตรวจลาดตระเวนช่องทางธรรมชาติตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังแรงงานที่จะลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด-19 จากเมียนมาร์เข้าสู่ไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเรื่องความเสี่ยงของโควิด-19 จากเมียนมาร์ในครั้งนี้ เป็นเสมือนการเปิดให้เห็นฝุ่นที่ตลบอยู่ใต้พรมที่เราใช้รองรับความฝันเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมากว่า 5 ปีในกรณีของแม่สอด ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้พวกเราต้องเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังถึงความผิดถูก ของความเชื่อและความฝันในนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งแต่จะดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติและชาวไทยให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ เพียงเพราะหวังว่านักลงทุนเอกชนเหล่านั้นจะสามารถใช้แรงงานราคาถูกจากเพื่อนบ้านมาลดต้นทุนการผลิตเพื่อส่งออกให้ได้มากขึ้น โดยที่ได้ละเลยถึงเรื่องการขาดความพร้อมของภาครัฐและท้องถิ่นในการบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เราก็ยังละเลยถึงต้นทุนรวมที่แท้จริง ที่จะตกอยู่กับสังคมไทยโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเป็นอยู่และสังคมของแรงงานต่างชาติ และปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโรคติดต่อที่มากับแรงงานต่างชาติ ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้เกิดจากข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอในการให้บริการสาธารณสุขเพื่อสร้างความปลอดภัยสำหรับประชาชนไทยและแรงงานต่างชาติในพื้นที่ ซึ่งในที่สุดแล้ว ปัญหาทั้งหมดนี้ก็จะย้อนกลับมาสั่นคลอนความอยู่รอดของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเอง แม้ที่ผ่านมา พวกเราจะเห็นปัญหาเหล่านี้อย่างเลือนรางบ้างแล้วก็ตาม แต่โควิด-19 ก็ได้ทำให้ปัญหาทั้งหมดนี้ กลับมาปรากฎเด่นชัดขึ้นในทุกวันนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร. อารยะ&amp;nbsp; ปรีชาเมตตา
กนิษฐา หลิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77594</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารโควิด 19, ค้าชายแดนไทย-เมียนมา, อ.แม่สอด จ.ตาก, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f5427586476c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุริยะ&#039;เร่งเขตเศรษฐกิจพิเศษยกระดับศก.ชุมชนกระตุ้นลงทุนจ้างงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มิ.ย. 2563 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอครม.เห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ....ว่า &amp;nbsp;กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมรองรับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน การจ้างงานในพื้นที่ &amp;nbsp;เช่น นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว จ.สระแก้ว นิคมอุตสาหกรรมสงขลา อ.สะเดา จ.สงขลา และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา จ.สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้เน้นให้การตั้งนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ตามนโยบายรัฐบาล เช่น นิคมอุตสาหกรรมยางพารา ช่วยรองรับผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 7,000 อัตรา และเกิดมูลค่าการลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมมีความพร้อมที่จะร่วมสานต่อภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยประสบผลสำเร็จ พร้อมตั้งเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับร่างระเบียบดังกล่าว หากประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จะช่วยเป็นกลไกในระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ในการบริหารจัดการ ติดตามสนับสนุนการดำเนินงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อเนื่อง เช่น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง และพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติม เช่น &amp;nbsp;พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ &amp;nbsp;และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง - ตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมการขาย เช่าที่ดินต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ และลดกระทบจากโควิด -19 เช่น นิคมอุตสาหกรรมยางพารา จะได้รับส่วนลด 5% &amp;nbsp;ของอัตราราคาขายที่ดิน ยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาจะซื้อจะขาย/สัญญาซื้อขายที่ดิน และสามารถแบ่งชำระการซื้อที่ดินในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินได้ภายใน 6 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย , การเช่าที่ดิน จะได้รับยกเว้นค่าเช่าที่ดินในปีแรก นับจากวันที่ทำสัญญาเช่าที่ดิน และยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกในปีแรก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69998</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8895120f41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดแหลก รัฐบาลหั่นภาษีชวนเอกชนลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 2563 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ.... หรือมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการขยายเวลาการจดแจ้งการขอใช้สิทธิลดดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการประกอบกิจการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตั้งแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ใช้บังคับ จนถึงวันที่ 30 ธ.ค.63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำหนดให้มีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% ลงเหลือ 10% เป็นเวลา 10 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสำหรับกำไรสุทธิจากรายได้ที่เกิดจากการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ และมีการใช้บริการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ได้จดแจ้งการขอใช้สิทธิการเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังได้มีการพิจารณาการสูญเสียรายได้ของรัฐจากการบังคับใช้ร่าง พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้เพียง 4 ล้านบาท แต่จะเป็นการส่งเสริมให้มีการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้มีการผลิตสินค้าและบริการในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น&amp;rdquo; นางนฤมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบมาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเป็นการจูงใจให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลบริจาคทรัพย์สินที่ใช้สำหรับประกอบอุตสาหกรรม 4.0 อาทิ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ระบบ AI Automation Robotic ให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0ที่จัดตั้งโดยสถานศึกษาของรัฐ หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน แต่ไม่รวมถึงโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคทรัพย์สินที่ใช้สำหรับการประกอบอุตสาหกรรม 4.0 จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นจำนวน 3 เท่าของที่จ่ายจริง และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์สำหรับส่วนที่จ่ายไปเพื่อทรัพย์สินที่บริจาคให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรสำหรับออุตสาหกรรม 4.0 โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการบริจาคทรัพย์สินได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีการประเมินว่า มาตรการภาษีสนับสนุนการพัฒนาบุคคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นแรงจูงให้เกิดการบริจาคทรัพย์สินให้แก่ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ประมาณ 600 ล้านบาท และกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่ามาตรการภาษีดังกล่าว จะมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีลดลงประมาณ 120 ล้านบาท แต่จะเกิดการส่งเสริมการพัฒนาบุคคลากรของประเทศให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56960</URL_LINK>
                <HASHTAG>นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, ลดภาษี, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e428bc50d6cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55364</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2020 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรือรั่วต้องรีบอุด&#039;ไพศาล&#039;แนะออกพรก.ใช้งบลงทุน5แสนล้านตามร่างพรบ.งบฯ63ไปพลางก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24ม.ค.63-นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กPaisal Puechmongkol มีเนื้อหาดังนี้
เรือรั่ว น้ำทะลักเข้าเรือแล้ว
ต้องรีบอุด
และต้องอุดให้ถูกจุดเสียด้วย
1 เร่งตราพระราชกำหนด ให้อำนาจรัฐบาล ใช้งบลงทุน 500,000 ล้านบาท ตามร่างกฎหมายงบประมาณ 2563 ไปพลางก่อน เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันที
2 เร่งผันเงิน เข้าสู่หมู่บ้านต่างๆ โดยวิธีการจ้างงาน
3 รีบตั้งผู้แทนการค้าในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 5 คนแล้วรีบรับภาระ ไปขายและส่งออกสินค้าไทยทุกประเภท ให้ได้วงเงิน 500,000 ล้านบาทโดยเร็วที่สุด
4 ฟื้นโครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 9 แห่ง ที่ลุงตู่เคยตั้งเอาไว้เอง ระดมการลงทุน 9 ล้านล้านบาท เข้าประเทศโดยเร็วที่สุด
5 ห้ามนำขยะพิษเข้าประเภทเด็ดขาด และเร่งส่งขยะพิษ ที่จะเอามาเผาในประเทศไทย คืนกลับประเทศผู้ส่งและให้ปิดโรงงานที่ปล่อยควันพิษ ในทันที 6เตรียมทำพิธีแก้เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ขอฝนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน เพื่อให้ประชาชนค่อนประเทศ มีน้ำใช้ทางการเกษตรตามสมควรก่อนที่ฤดูฝนจะมาถึงหลังช่วงการพระราชพิธีพืชมงคล
6 จำเริญมงคล38 ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนสัก 2 ข้อก่อน คือ
อเสวนาจะพาลานัง และบัณฑิตานันจะเสวนา
7 ประกาศนโยบาย ทำคลองไทยและการพัฒนา 3 จังหวัดรอบลุ่มทะเลสาบสงขลา ตามแนวคิดยุทธศาสตร์ของป๋าเปรม ระดมเงินลงทุน 10 ล้านล้านบาทเข้าประเทศ
กล้าเด็ดขาดลองสักตั้งไหมล่ะครับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55364</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายไพศาล พืชมงคล, ร่างพรบ.งบปี2563, ออกพรก.ใช้งบลงทุน, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180126/image_big_5a6a78f7680ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15956</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 18:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวเชียงของค้านรัฐนำพื้นที่ป่าชุ่มน้ำสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ส.ค. 61 -&amp;nbsp;ที่บริเวณหอประชุมหมู่บ้านทุ่งงิ้ว ตำบลสถาน อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นายทัศนัย สุธาพจน์ นายอำเภอเชียงของได้เดินทางมาประชุมร่วมกับชาวบ้านทุ่งงิ้ว เพื่อหารือถึงกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายใช้พื้นที่ป่าชุ่มน้ำบ้านทุ่งงิ้วประมาณ 500 ไร่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างแสดงความคิดเห็นคัดค้านการนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทัศนัย กล่าวว่า ทุกคนก็มีสิทธิที่จะไปใช้ประโยชน์พื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไหนก็ตามซึ่งตนพูดตามหลักการ เพียงแต่ว่าเรามาหารือกันว่าจะช่วยกันพัฒนาพื้นที่ได้อย่างไรเพื่อจะได้ประโยชน์หรืออยากจะให้เกิดวิถีการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่อยากจะฟังความคิดเห็นของชาวบ้านทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียงใจ ทะกัน ชาวบ้านทุ่งงิ้ว กล่าวว่ารัฐมีความชัดเจนหรือยังที่จะทำอะไรในพื้นที่ และมีช่องทางอื่นหรือไม่ที่จะใช้พื้นที่อื่น พื้นที่ป่าชุ่มน้ำแห่งนี้มีต้นไม้ขนาดหลายคนโอบซึ่งที่อื่นไม่ค่อยจะพบเห็นแล้ว หลายประเทศจัดทัวร์เที่ยวป่าและดูต้นไม้ เช่น ที่สิบสองปันนาในจีนที่เรียกว่า ป่าอรัญญา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนตื่นเต้นเพราะป่าที่นั่นมีต้นไม้ใหญ่และมีต้นไม้ที่ใกล้จะสูญหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.เพียงใจ กล่าวว่า เรื่องของการจ้างงานถึงแม้ว่าโรงงานจะไม่ได้ปล่อยมลภาวะทางอากาศ แต่เราจะมั่นได้อย่างไรว่าโรงงานจะจ้างคนในชุมชน ทุกวันนี้โรงงานสมัยใหม่เขาใช้หุ่นยนต์กันหมดแล้ว อยากให้หน่วยงานภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้น เราสามารถพัฒนาชุมชนของเราให้มีรายได้ในทางอื่นได้หรือไม่ เช่นเรื่องการท่องเที่ยวโดยอีก &amp;nbsp;30 ปี ข้างหน้า ใครที่อยากได้อากาศบริสุทธ์ก็ต้องมาที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคงฤทธิ์ ตันกายา ชาวบ้านทุ่งงิ้ว กล่าวว่า เคยได้ฟังชาวบ้านพูดว่า เอาไปเลยขอแลกกับเงินเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งการทำแบบนี้ไม่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ เพราะไม่ใช่วิสัยทัศน์ของพ่อแม่พี่น้องในชุมชน &amp;nbsp;หรือพ่อเฒ่าแม่หม่อน ซึ่งท่านได้เสียไปแล้วอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าและได้รักษาพื้นที่ไว้ให้กับส่วนรวมเป็นประโยชน์ของคนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่เอานิคม เราจะขอรักษาที่ดินชุ่มน้ำผืนนี้ไว้ให้เป็นผืนป่า เท่าที่พ่อแม่พี่น้องพูดมา เรามารักษาไว้ให้เป็นปอด ยิ่งต่อไปจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นนิคมอุตสาหกรรม มันมีแต่ควันพิษ มีแต่สิ่งแปลกปลอม เรารักษาพื้นที่ตรงนี้ไว้เป็นปอด รักษากันไว้หลายชั่วอายุคนแล้ว เราจะปล่อยให้นิคมอุตสาหกรรมตัดต้นไม้ของเราไปหรือไร พ่อเฒ่าแม่เฒ่าขอไว้ อย่ารุกราน พวกเราจงกล้าหาญสู้ ให้ป่าเป็นป่าสืบต่อไป&amp;rdquo;นายคงฤทธิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายอำเภอเชียงของได้สรุปในตอนท้ายว่าจะนำความคิดเห็นของชาวบ้านนำเสนอไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งผู้ว่าฯจะเสนอไปยังรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยต่อไป เพื่อนำสู่ที่ประชุมในวันที่ 24 สิงหาคม ที่จะมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนที่ผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15956</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงราย, ป่าชุ่มน้ำบ้านทุ่งงิ้ว, หมู่บ้านทุ่งงิ้ว, อำเภอเชียงของ, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180822/image_big_5b7d46380321f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อชง ครม.สัญจรผุดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ่อชง ครม.สัญจร ผุดแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ยึด EEC เป็นต้นแบบ โยงอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชู &amp;ldquo;ประมง-ท่องเที่ยว&amp;rdquo; เด่น พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมหวังช่วยบูมเศรษฐกิจภาคใต้คึกคัก


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า&amp;nbsp;จะมีการเสนอแนวคิดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) พิจารณาเรื่องการจัดทำแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งจะคล้ายกันแผนพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเบื้องต้นทราบว่าเป็นแนวคิดและความร่วมมือของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนรายละเอียดเรื่องอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่คงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง


ทั้งนี้ การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ SEC จะต้องดูความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ในพื้นที่ อาจไม่ใช่ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดำเนินการในพื้นที่ EEC เพราะภูมิประเทศของภาคใต้ส่วนใหญ่เน้นไปเรื่องประมง และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง การท่องเที่ยว ก็ต้องมาพิจารณาถึงความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย


&amp;ldquo;เข้าใจว่าเรื่อง SEC นั้นภาคเอกชน นำโดย ส.อ.ท. ในพื้นที่จะมีการเสนอให้ ครม.สัญจรพิจารณา เป็นแนวความคิดเดียวกับ EEC แต่เรื่องนี้ต้องเริ่มจากนับ 1 ก่อน ดูความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และโอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ เพราะเราไม่ต้องการให้ใครมาพูดว่า มีการจับยัดอุตสาหกรรมทั้งหมดเข้าไปใน SEC แต่ต้องมาพิจารณาดูเหตุและผลว่าควรสนับสนุนอะไรที่จะเหมาะสมกับพื้นที่และภูมิภาคมากกว่า ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ครม.สัญจรจะพิจารณา&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว


อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า

&amp;nbsp;สศช.เตรียมเสนอแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ในลักษณะแผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ให้ที่ประชุมครม.สัญจรนอกสถานที่จังหวัดระนอง-ชุมพรพิจารณา เพื่อต่อยอดศักยภาพเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ โดยจะขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ ชุมพร-ระนอง เพิ่มการเดินทางเชื่อมต่อไปยังเมียนมาร์ พัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่มีอยู่ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง และมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายด้าน


รวมถึงการพัฒนาต่อยอดโดยใช้นวัตกรรมการนำวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น นำน้ำมันปาล์มมาสกัดวิตามิน E ผลิตฉนวนป้องกันความร้อน เนื่องจากภาคใต้ผลิตน้ำมันปาล์มได้มากถึง 12 ล้านตันต่อปี รวมถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ที่จะต้องชูจุดเด่นมาเป็นจุดขาย


โดย สศช.เตรียมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)เพื่อให้สิทธิ์ประโยชน์ดึงดูการลงทุนตามพื้นที่ตามศักยภาพเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; จากนั้นจะส่งเสริมภาคอีนสานให้มีศักยภาพพัฒนาอุตสากรรมราง เพราะระบบรางมีทั้งตู้สินค้า อาณัตสัญญาณ การขนส่งสินค้าจะเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านเพิ่มอีกจำนวนมาก เมื่อทุกภาคของไทยมีจุดเด่นสำคัญมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้แต่ละภาคเผชิญปัจจัยลบเข้ามากระทบหลายด้านก็จะช่วยรองรับปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนกันได้

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15752</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.สัญจร, ครม.สัญจรภาคใต้, เขตเศรษฐกิจพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180614/image_big_5b227f659d4ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
