<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2020 21:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2020 21:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เขมทัตต์&#039;ยันรักษาผลประโยชน์อสมทย้ำพร้อมอุทธรณ์ตัวเลขเงินเยียวยาหากได้รับแค่ 3,200 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.2563 นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจง กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักษาผลประโยชน์ให้ บมจ.อสมท ในการเยียวยาการเรียกคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ตามที่ปรากฎเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo; 1)ผมได้รับการเห็นชอบจากมติคณะกรรมการมาตั้งแต่ต้นนับจากถูกเรียกคืนคลื่น และทำตามมติอย่างเคร่งครัดในการเจรจากับ กสทช และคู่สัญญา พร้อมรายงานให้บอร์ดรับทราบมาต่อเนื่องในการเจรจาเพื่อให้อสมทได้ผลประโยชน์มากที่สุด

2)ในระหว่างการเจรจากับกสทช ได้ทราบว่า มีแนวทางเลือกเพียง2 ทาง คือ แนวทางศึกษาของคณะอนุกรรมการเยียวยา ที่กำหนดในสัดส่วนที่เท่าๆกัน และแนวทางของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กำหนดให้ อสมทได้น้อยกว่าคู่สัญญา ในนามของฝ่ายบริหาร จึงต้องเลือกแนวทางที่ดีที่สุดซึ่งอสมทได้ประโยชน์มากกว่า โดยได้นำหลักอ้างอิงมาจากคณะอนุกรรมการเยียวยา ไปร้องขอให้กสทช เร่งพิจารณาดังกล่าว การที่มีกรรมการบางคนและผู้นำพนักงานออกมาทักท้วง โดยไม่เข้าใจกระบวนการของ กสทช จึงเป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อน ส่งผลความเสียหายต่อภาพลักษณ์บริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมไม่เคยยอมรับจำนวนเงินเยียวยากว่า 3,200 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าว ซึ่งที่ผ่านมา อสมท ได้ทำการประมาณรายได้และค่าเสียโอกาสส่งให้กสทช. โดยมูลค่าที่ได้ส่งไปคือ 50,000 ล้านบาท บนระยะเวลาถือครองคลื่นความถี่ 15 ปี ซึ่งผมได้มีการไปชี้แจงกับสำนักงาน กสทช. หลายครั้ง และได้ยืนยันมูลค่าเสียโอกาส โดยมูลค่าที่เหมาะสมที่ อสมท ควรจะได้รับคือ การชดใช้และค่าตอบแทนในการเสียโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงการคำนวณจำนวนมูลค่าของเงินต้องขึ้นอยู่กับอายุที่เหลือของคลื่นด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ กสทช. ควรระบุจำนวนเงินเยียวยาให้ชัดว่า อสมท ควรได้รับเงินเยียวยาในสัดส่วนเท่าใด โดยไม่ใช่การแบ่งเงินกับคู่สัญญา ทั้งนี้ บมจ.อสมทได้ส่งประเมินรายได้รวมในการประกอบกิจการเป็นเวลา 15 ปี ให้กับ กสทช แล้ว และในการเข้าไปชี้แจงกับสำนักงานกสทช. และอนุกรรมการเยียวยาฯ ของ กสทช. นั้น ตนไม่เคยทราบเลยว่าจะได้ค่าชดเชยมูลค่าเท่าใด จนสุดท้ายในการพิจารณาของกรรมการกสทช. ตนก็ได้ไปชี้แจง แต่กรรมการ กสทช.มีความเห็นว่าการชี้แจงยังไม่ชัดเจน ขอให้ทำหนังสือชี้แจงกลับมา 2 ประเด็น คือ อำนาจของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ในการชี้แจง และการจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับคู่สัญญา ซึ่งได้เรียนชี้แจงไปแล้ว

นายเขมทัตต์ กล่าวย้ำว่า จุดยืนของเรื่องนี้ คือ กสทช. ต้องมีหน้าที่เยียวยาคืนคลื่นความถี่ โดยแบ่งการเยียวยาออกเป็นสามส่วนคือ มูลค่าที่ต้องทดแทน ชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทน ผมขอให้กสทช.เร่งพิจารณาตามสัดส่วนที่เป็นธรรมตามที่คณะอนุกรรมการเยียวยาฯ มีความเห็นอสมท จะเรียกร้องในส่วนที่ อสมท จ ะต้องได้ ขอย้ำว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยทราบวงเงินเลยว่าจะได้รับเงินเยียวยาเท่าใด หาก กสทช. ได้ส่งหนังสือมีมติเป็นทางการ และอสมท พิจารณาแล้วว่า วงเงินและวิธีการการแบ่งสัดส่วนไม่เหมาะสม หรือ เป็นธรรม ก็จะเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการโต้แย้งต่อไป&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69102</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.อสมท, วงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz, เขมทัตต์  พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ecdff1616446.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สห..ทุพพลภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิวาทะระหว่างผู้บริหารบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับสหภาพแรงงานของ อสมท อันมีเรื่องราวของ &amp;quot;ค่าเยียวยา&amp;quot; คลื่น 2600 MHz ที่ถูก กสทช.เรียกคืนตั้งแต่ปี 2562 เป็นประเด็นตั้งข้อกล่าวหาว่า กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท ไม่รักษาผลประโยชน์ขององค์กรนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากพิจารณาโดยผิวเผินแล้วต้องยอมรับว่า สหภาพฯ ทำตามหลักการและวัตถุประสงค์ที่ก่อกำเนิดเกิดขึ้นภายใต้นโยบายเป็นตัวแทนของพนักงานดูแลรักษาผลประโยชน์ของพนักงานและองค์กร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อใช้แว่นขยายส่องเข้าไปให้ลึก พิเคราะห์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผลแล้ว ออกจะน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นที่วิกพระราม 9 ซีรีส์เรื่องเดิมจึงออกมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่มีความพยายามชี้แจงเรื่องราว ความเป็นมา เหตุและผลอันเกิดจากนโยบายของ กสทช.ไม่รู้กี่หนต่อกี่ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะบอกว่าแดนสนธยาแห่งนี้ถูกสาป หรือว่าฮวงจุ้ยไม่ดี!!! จึงหาความสงบนิ่ง สมานสามัคคี สลัดพ้นจาก &amp;quot;การเมือง&amp;quot; ทั้งภายในและภายนอกไม่ได้ ...กระนั้นหรือ???&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็แปลกแต่จริงนะ ..นึกว่าองค์กรสื่อจะเข้าถึงเข้าใจวิถี New Normal ก่อนหน่วยงานหรือภาคธุรกิจอื่นๆ แล้วเริ่มต้นหันกลับมาร่วมด้วยช่วยกัน &amp;quot;วิ่งหนี&amp;quot; ดิสรัปชันของธุรกิจสื่อที่มารุนแรงและทำท่าว่ายังสาละวันเตี้ยลงต่อไป แต่กลับยัง &amp;quot;ทะเลาะ&amp;quot; กันไม่รู้จบในบ้านของตัวเอง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับ &amp;quot;บอร์ด&amp;quot; ของ อสมท ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ..การเมืองจัดให้จัดเต็มมาโดยตลอดของประวัติศาสตร์การเป็น อสมท นั้น นายเขมทัตต์ พลเดช ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และเป็นหนึ่งในบอร์ด..จะกล้าบอกไหม?? ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนจะครบวาระแล้วก็ตาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คณะบริหาร อสมท อันประกอบด้วย ศ.ปาริชาต สถาปิตานนท์, นายพิเศษ จียาศักดิ์, นายสุวิทย์ นาคพีระยุทธ, นายมนตรี แสงหิรัญ, นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง, นายบุญสน เจนชัยมหกุล, นายสมหมาย ลักขณานุรักษ์, นางรัชดาภรณ์ ราชเทวินทร์, นางภัทรพร วรทรัพย์, นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล และมี พล.ต.ท.จตุพล ปานรักษา เป็นประธานบอร์ด ..น่าจะตอบได้ดีที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะมีเสียงปิดกันให้แซ่ดว่า มีความพยายามของที่ปรึกษา รมต.นายหนึ่งทั้งชงทั้งดัน &amp;quot;สหมิตร วตท.13&amp;quot; เกือบกึ่งหนึ่งเข้าไปในบอร์ดเมื่อ รมต.ผู้กำกับดูแล อสมท มาใหม่ และที่น่ากังขาคือ ในบอร์ดชุดนี้มี วตท.13 นางหนึ่งนั่งเก้าอี้เกินวาระตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ควรจะเป็นมาแล้ว ..แต่ทำเฉย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกมต่อรองอำนาจทางการเมืองจากภายนอก &amp;quot;กดดัน&amp;quot; ให้เกมการเมืองภายในได้น้ำได้เนื้อ สุดท้าย อสมท เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เป็นเรื่อง มีดรามาจัดหนักจัดเต็มให้เห็นอยู่ร่ำไป เหมือนเจตนาอยากเปิดประตูต้อนรับ &amp;quot;การเมืองภายนอก&amp;quot; ยื่นมือเข้าไปล้วงลูกให้เจือสม ปั่นกระแส ป่วนฝ่ายบริหารของตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องร้อง...เฮ้อ!! อะไรกันนักกันหนากับแดนสนธยาแห่งนี้ ที่มองจากคนนอก ...เหลือแต่เปลือก!! กับยุคดิจิทัล ผู้บริโภคไม่ง้อทีวี และไม่ได้มีแต่ข่าวจากสื่อหลักที่ครองตลาดอีกต่อไป แต่คนใน อสมท โดยเฉพาะ &amp;quot;สหภาพฯ&amp;quot; กลับไม่รู้ร้อนรู้หนาวพร้อมจุดไฟเผาบ้านตัวเองตลอด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระวังสหภาพฯ จะกลายเป็นสหทุพพลภาพ หรือไม่ก็มีชะตากรรมแบบสหภาพการบินไทยนะจะบอกให้!! หากยังคงแยกแยะไม่ออกว่า อะไรคือประโยชน์ส่วนตัว แบบไหนคือประโยชน์ส่วนรวม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลองตรึกตรองให้ถี่ถ้วน อสมท เหลืออะไรให้ &amp;quot;นักการเมือง&amp;quot; อยากเข้ามา ...ติ๊กต่อกๆๆ อย่างน้อยที่สุด จิตสำนึกขององค์กรสื่อที่ต้องมีอิสระเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานให้มีประสิทธิภาพนั้น น่าจะกระตุ้นต่อมเตือนความทรงจำได้ว่า การให้นักการเมืองเข้ามาก้าวก่ายวุ่นวายนั้น...มันใช่หรือ???. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ปิยสาร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68434</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal, กระจกไร้เงา, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), ปิยสาร์, เขมทัตต์ พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เขมทัตต์&#039;ร่อนแถลงการณ์ชี้แจงความจริงการแบ่งเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มิ.ย. 2563 นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ออกแถลงการณ์ ชี้แจงเบื้องหลังที่มา การพิจารณาเรียกเงินเยียวยาคลื่น &amp;nbsp;2600 MHz โดยมีใจความว่า &amp;nbsp;ตามที่ &amp;nbsp; ได้มีการนำเสนอข่าวพาดพิงถึงผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. อสมท &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท &amp;nbsp; ว่าไม่ได้รักษาผลประโยชน์ให้ บมจ. อสมท อย่างเต็มที่ในกรณีการเยียวยาการเรียกคืนคลื่นความถี่ของ บมจ. อสมท จนทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด และเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กร &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. อสมท ได้ทำหนังสือถึง กสทช. เรียกเงินเยียวยาจากการถูก กสทช. เรียกคืนคลื่นความถี่ในย่านความถี่ 2600 MHz ในจำนวนที่เท่ากับบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; โดยมองว่า บมจ. อสมท ควรจะได้รับเงินเยียวยาที่มากกว่านี้ ทำให้ บมจ. อสมท ได้รับความเสียหาย จนกระทั่งสหภาพแรงงาน บมจ. อสมท ต้องออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนให้มีการตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. อสมท &amp;nbsp; และต่อมา ยังได้ปรากฎข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเผยแพร่ทั่วไปอีกว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล บมจ. อสมท ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้สาธารณชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง &amp;nbsp;ไม่ใช่ได้รับข่าวสารอันเป็นเท็จที่มุ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีของ บมจ. อสมท &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ และบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในนามของ บมจ. อสมท จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ข้อกฎหมายต่างๆ &amp;nbsp;ที่เกี่ยวข้องในการที่ บมจ. อสมท ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน 2600 MHz จนนำมาซึ่งการจะต้องได้รับการเยียวยาจาก กสทช. จากการที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเริ่มต้น &amp;nbsp;จากการที่ บมจ. &amp;nbsp;อสมท เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในย่าน 2600 MHz อย่างถูกต้องจากกรมไปรษณีย์โทรเลข &amp;nbsp; ซึ่งต่อมา บมจ. อสมท ได้นำคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานดังกล่าว ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกร่วมกับบริษัทเอกชน &amp;nbsp; โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว &amp;nbsp;บมจ. อสมท ไม่ต้องลงทุนออกค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น &amp;nbsp; แต่จะได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่แน่นอนจากการดำเนินการร่วมกันตลอดระยะเวลาของสัญญา &amp;nbsp; ไม่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงจากการขาดทุนใดๆ ทั้งสิ้น บริษัทเอกชนคู่สัญญาจะเป็นผู้รับความเสี่ยงทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว &amp;nbsp; โดยได้มีการทำสัญญาร่วมดำเนินงานกับบริษัทเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา แต่ปรากฏว่าภายหลังจากการทำสัญญาร่วมดำเนินงานแล้ว บมจ. อสมท ไม่สามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกได้ &amp;nbsp;อันเนื่องมาจากเมื่อมีกฎหมายจัดตั้ง กสทช. ขึ้นภายหลังในปี พ.ศ. 2554 &amp;nbsp; และ กสทช. ได้เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบเดิม ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์มาเป็น กสทช. ทำให้เกิดข้อขัดข้องหลายครั้งในการ &amp;nbsp; ขออนุญาต กสทช. เพื่อจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ &amp;nbsp;ในการขออนุญาตเปิดให้บริการโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนทำให้ บมจ. อสมท ต้องร้องอุทธรณ์ขอให้ กสทช. พิจารณาทบทวนด้วยความเป็นธรรมหลายครั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดจึงได้รับอนุญาตจาก กสทช. &amp;nbsp;ให้สามารถเปิดให้บริการโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการดำเนินการขออนุญาต กสทช. ตามขั้นตอนต่างๆใช้เวลานานร่วม 10 ปี &amp;nbsp; ขณะที่การขออนุญาตทำนองเดียวกันโดยผู้ขออนุญาตรายอื่น &amp;nbsp; กสทช. ได้อนุญาตในระยะเวลาอันสั้น &amp;nbsp;ทำให้การดำเนินธุรกิจของ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ต้องล่าช้าไปมาก ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและไม่ทันต่อความต้องการใช้บริการอย่างรวดเร็วของประชาชนผู้ใช้บริการ ส่งผลให้สร้างความเสียหายแก่ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญาเป็นจำนวนมาก ทั้งมูลค่าเงินที่สูญเปล่าไปในการลงทุนและมูลค่าการเสียโอกาสทางธุรกิจจากความล่าช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทว่า เมื่อ บมจ. อสมท สามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2562 แล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; บมจ. อสมท จึงได้รับแจ้งจาก กสทช ว่าต้องการจะเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน2600 MHZ จาก บมจ. อสมท &amp;nbsp; เพื่อจะนำไปประมูลคลื่นความถี่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G โดยจะพิจารณาจ่ายค่าชดใช้และค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ให้แก่ บมจ. &amp;nbsp;อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา พร้อมขอให้ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญาได้ให้ความยินยอมคืนคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์ แก่ส่วนรวม บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า การคืนคลื่นความถี่ เพื่อนำ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปประมูลใช้ในกิจการโทรคมนาคมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G &amp;nbsp;จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยส่วนรวมแก่ประเทศชาติและเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp; จึงได้มีหนังสือแจ้งยินยอมคืนคลื่นความถี่ในย่าน 2600 MHz และขอให้ &amp;nbsp;กสทช. ได้พิจารณาจ่ายค่าชดใช้และค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ด้วยความเป็นธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp;กสทช. &amp;nbsp;จึงได้นำคลื่นความถี่ที่ได้เรียกคืนนี้ไปประมูล และมีผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมได้ประมูลคลื่นความถี่นี้ไปใช้งานจนหมด ได้เงินจากการประมูลคลื่นความถี่ทั้งหมดเป็นจำนวน 37,164 &amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2560 ได้กำหนดให้สิทธิเป็นพิเศษแก่ กสทช. ที่จะไม่ต้องนำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่จากการเรียกคืนในครั้งนี้ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ดังเช่นการประมูลคลื่นความถี่ทั่วไปที่ต้องส่งเงินจากการประมูลเป็นรายได้แผ่นดิน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย กสทช. สามารถเก็บเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ที่เรียกคืนไว้ได้เอง โดยให้ถือเป็นรายได้ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ กสทช ได้ดำเนินการ เสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 &amp;nbsp;แล้ว &amp;nbsp; แต่จนกระทั่งบัดนี้ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ยังมิได้รับเงินเยียวยาใดๆทั้งสิ้นจาก กสทช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่ยังมิได้รับเงินเยียวยา &amp;nbsp; เนื่องจากการพิจารณาของ กสทช. &amp;nbsp;ในการกำหนดจำนวนเงินค่าชดใช้และค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่เป็นไปด้วยความล่าช้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในระหว่างการพิจารณาของ กสทช. ที่ล่าช้านี้ &amp;nbsp; ได้มีการพยายามสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ถือหุ้นของ บมจ. อสมท และประชาชนทั่วไปว่า &amp;nbsp; ฝ่ายบริหาร ซึ่งหมายถึงกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ของ บมจ. อสมท เป็นผู้ไม่รักษาผลประโยชน์ของ บมจ. อสมท &amp;nbsp; โดยทำหนังสือแจ้ง &amp;nbsp;กสทช. &amp;nbsp;ให้พิจารณากำหนดจำนวนสัดส่วนการชดใช้หรือจ่ายค่าตอบแทนในการถูกเรียก &amp;nbsp; &amp;nbsp; คืนคลื่นความถี่ระหว่าง บมจ. อสมท กับบริษัท เพลย์เวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญา ในจำนวนเท่าๆกันทั้งสองฝ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งที่ บมจ. อสมท ควรจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าบริษัทเอกชนคู่สัญญา และมีการเรียกร้องจาก สหภาพแรงงาน &amp;nbsp;อสมท ให้มีการตรวจสอบเอาผิดแก่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่ไม่รักษาผลประโยชน์ของ บมจ. อสมท &amp;nbsp;
การเสนอข่าวเช่นนี้เป็นการเสนอข่าวด้วยข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน &amp;nbsp;ไม่นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ครบถ้วนทั้งหมด &amp;nbsp;ซึ่งหากมีการเสนอข่าวด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมดก็จะปรากฏความจริงว่า &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่มิได้ดำเนินการใดๆที่เป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ให้แก่ บมจ. อสมท โดยขอชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1) &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลื่นความถี่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp; คือ &amp;nbsp; พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และประกาศของ กสทช. ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ กสทช. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มิใช่ให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นที่จะกำหนดจำนวนเงินได้เอง &amp;nbsp;บมจ. อสมท ในฐานะเป็นผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; มีหน้าที่เพียงแจ้งข้อมูลรายละเอียดต่างๆของการลงทุนและการได้รับประโยชน์จากการใช้คลื่นความถี่ในทางธุรกิจให้ กสทช. ทราบเท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้ กสทช. ได้นำข้อมูลที่แจ้งไปประกอบการพิจารณากำหนดการจ่ายเงินชดใช้และการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเสียโอกาส &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รวมทั้งหน้าที่ในการกำหนดสัดส่วนการจ่ายเงินชดใช้และการจ่ายเงินค่าทดแทน ระหว่าง บมจ.อสมท ผู้ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ กับ บริษัทเอกชนคู่สัญญา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก็เป็นหน้าที่ของ กสทช. ในการกำหนดสัดส่วนด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) &amp;nbsp; ในการเยียวยา บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา แบ่งการเยียวยาเป็น 2 ส่วน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจ่ายค่าชดใช้&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การจ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งตามกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรม จึงได้กำหนดให้ กสทช. &amp;nbsp;ต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ จำนวน &amp;nbsp;7 หน่วยงานมาเป็นผู้พิจารณากำหนดจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายชดใช้ และ จ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาส &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งอนุกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในการพิจารณา &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่กฎหมายยินยอมให้ กสทช. มีผู้แทน 1 คนร่วมเป็นอนุกรรมการในการพิจารณาด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; และนอกจากนี้ &amp;nbsp;เพื่อความรอบคอบ กฎหมายยังกำหนด ให้ กสทช. ต้องว่าจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นของรัฐ จำนวน 3 แห่ง ทำการศึกษามูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่และการทดแทน ชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วนำผลการศึกษาของทั้ง &amp;nbsp;3 สถาบันมาประกอบการพิจารณาของ กสทช &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสุดท้าย กสทช. ได้เลือกผลการศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงสถาบันเดียวมาประกอบการพิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) &amp;nbsp; เมื่อกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ได้เข้าไปชี้แจง ในการประชุม กสทช. &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ได้ทราบในการประชุมว่า &amp;nbsp; คณะอนุกรรมการจาก 7 หน่วยงานมีความเห็นเสนอต่อ กสทช. ว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการเยียวยาให้แก่ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp; ให้จ่ายเฉพาะส่วนค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการ &amp;nbsp;ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น &amp;nbsp; โดยไม่ต้องจ่ายในส่วนของการชดใช้ และในการแบ่งสัดส่วนการ จ่ายค่าตอบแทน ให้แบ่งในสัดส่วนเท่าๆกัน แต่ในส่วนผลการศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นว่า ให้จ่ายค่าตอบแทนการถูกเรียกคืนคลื่นทั้งหมดโดยตรงต่อ บมจ. อสมท &amp;nbsp;โดยในส่วนของ บริษัท คู่สัญญาให้ได้รับ การจ่ายค่าตอบแทนจาก บมจ. อสมท ตามข้อตกลงทางธุรกิจที่ได้ทำไว้ร่วมกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก 7 หน่วยงานและ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นความเห็นที่แตกต่างกัน

4) &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ได้รับแจ้งจาก กสทช. ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ว่า &amp;nbsp;บมจ. อสมท จะต้องทำหนังสือยืนยันว่ามีความต้องการจะให้แบ่งสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทนอย่างไร &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องเลือกตามความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;หน่วยงาน &amp;nbsp;หรือตามความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในการประชุมชี้แจงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ได้แจ้งต่อ กสทช. ว่าขอให้ กสทช. เป็นผู้กำหนดส่วนแบ่งการจ่ายค่าตอบแทนเพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. &amp;nbsp; แต่ได้รับการยืนยันว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;บมจ. อสมท จะต้องทำหนังสือเสนอการแบ่งสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทนมาให้ก่อน &amp;nbsp;กสทช. จึงจะพิจารณาให้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท จำเป็นต้อง ทำหนังสือแจ้งยืนยันรายละเอียดและสัดส่วนการชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ไปยัง กสทช. &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งที่ได้มีความเห็นทักท้วงแล้วว่าเป็นหน้าที่ของ กสทช. ตามกฎหมาย ที่จะเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินและสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งต่อมา ได้มีการนำหนังสือแจ้งยืนยันดังกล่าวของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท &amp;nbsp; ไปเผยแพร่ และมีการกล่าวหาว่ากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ดำเนินการเรื่องนี้โดย &amp;nbsp; ไม่มีอำนาจหน้าที่ และทำให้ บมจ. อสมท ต้องเสียเปรียบต่อบริษัทเอกชนคู่สัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) &amp;nbsp; เมื่อได้รับแจ้งว่าจำเป็นต้องทำหนังสือยืนยันการแบ่งสัดส่วนแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท&amp;nbsp;
จึงได้ทำหนังสือยืนยันต่อ กสทช. &amp;nbsp; มีใจความว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับจำนวนสัดส่วนการชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ระหว่าง บมจ. อสมท กับ บริษัทคู่สัญญา ขอให้มีการพิจารณาแบ่งค่าตอบแทนดังกล่าวในจำนวนเท่าๆกันทั้งสองฝ่าย &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้ บมจ. อสมท ไม่เป็นการเสียเปรียบแต่อย่างใด&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การแจ้งยืนยันดังกล่าวมีเหตุผลในการพิจารณาตัดสินใจดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.1) &amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากมีความเห็นเสนอต่อ &amp;nbsp;กสทช. &amp;nbsp; ให้พิจารณาทางเลือกในการจ่ายค่าตอบแทนเป็น &amp;nbsp;2 &amp;nbsp;ทางเลือก ระหว่างความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;หน่วยงาน &amp;nbsp; ซึ่งมีความเห็นว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดใช้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ให้จ่ายเฉพาะค่าตอบแทนการเสียโอกาสและแบ่งสัดส่วนค่าตอบแทนการเสียโอกาสระหว่าง บมจ. อสมท กับ บริษัทเอกชนคู่สัญญาเท่ากัน &amp;nbsp;กับความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp; ซึ่งมีความเห็นว่า ให้จ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทางธุรกิจฯ ที่ บมจ. อสมท &amp;nbsp;ได้ทำไว้กับบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบทั้งสองความเห็นนี้แล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นว่า &amp;nbsp; ความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp; &amp;nbsp; จะทำให้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;บมจ. &amp;nbsp;อสมท ได้รับเงินส่วนแบ่งที่น้อยกว่าเป็นการเสียเปรียบบริษัทเอกชนคู่สัญญา เพราะตามสัญญาที่ทำร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้กำหนดให้ บมจ. &amp;nbsp;อสมท มีส่วนแบ่งรายได้จากรายได้รวมในอัตราร้อยละ 9 &amp;nbsp;ด้วยเงื่อนไขที่กำหนดให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงทั้งหมดในการดำเนินโครงการฯ และ บมจ. อสมท ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการขาดทุน &amp;nbsp; แต่ถึงแม้จะมีส่วนแบ่งที่น้อยกว่า &amp;nbsp;ก็ถือว่า เป็นรายได้ที่แน่นอนไม่มีความเสี่ยงจากการขาดทุน&amp;nbsp;เพราะกำหนดส่วนแบ่งจากรายได้ &amp;nbsp; มิใช่กำหนดส่วนแบ่งจากผลกำไรซึ่งไม่มีความแน่นอน แต่หากให้แบ่งสัดส่วนตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ก็จะทำให้ บมจ. อสมท ต้องได้รับส่วนแบ่งตามสัดส่วนที่กำหนดในสัญญา ซึ่งทำให้ได้รับเงินส่วนแบ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่า การเลือกส่วนแบ่งรายได้ตามความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงทำให้ บมจ. &amp;nbsp;อสมท ได้รับเงินส่วนแบ่งที่น้อยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.2) &amp;nbsp; ความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;หน่วยงานที่เสนอให้แบ่งสัดส่วนเท่าๆกัน &amp;nbsp; แต่ไม่ได้ให้จ่ายค่าชดใช้ เป็นความเห็นที่ทำให้ บมจ. อสมท ได้รับประโยชน์มากกว่า &amp;nbsp; คือได้รับเงินส่วนแบ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า เพราะแม้จะแบ่งสัดส่วนในจำนวนที่เท่ากัน แต่ บมจ. อสมท ไม่มีภาระในการจ่ายเงินลงทุน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำให้ยังเหลือเงินส่วนแบ่งที่ได้รับเต็มจำนวน &amp;nbsp; ขณะที่บริษัทคู่สัญญา มีภาระที่จ่ายเงินลงทุนไป เมื่อหักกลบเงินที่ลงทุนไปแล้ว &amp;nbsp; จึงทำให้ได้รับเงินส่วนแบ่งไม่เต็มจำนวน และมีจำนวนน้อยกว่าที่ บมจ. &amp;nbsp;อสมท ได้รับ และที่สำคัญ บมจ. อสมท ยังมีข้อผูกพันตามสัญญากับบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; จึงไม่สามารถเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการแบ่งเงินรายได้ที่ได้รับจากการเยียวยาได้ตามใจชอบ ต้องเป็นไปในกรอบของสัญญาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.3) &amp;nbsp; ด้วยเหตุผลดังกล่าว &amp;nbsp; จึงยืนยันให้ กสทช. พิจารณากำหนดแบ่งค่าตอบแทนในจำนวนเท่าๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก 7 หน่วยงานที่เสนอต่อ กสทช. จึงเป็นประโยชน์ต่อ &amp;nbsp;บมจ. &amp;nbsp;อสมท &amp;nbsp; มากกว่า &amp;nbsp;มิได้ทำให้ บมจ. อสมท เสียเปรียบต่อบริษัทเอกชนคู่สัญญาตามที่มีการกล่าวหาแต่ประการใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การดำเนินการดังกล่าว &amp;nbsp;ก็เพื่อส่งผลให้องค์กรซึ่งรอรับเงินเยียวยาชดเชยที่ล่าช้ามานาน ได้รับมติที่เสร็จสิ้นโดยเร็ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;อันเป็นประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนต่อไปจากนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;บมจ. อสมท &amp;nbsp;จักต้องรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน กสทช. &amp;nbsp; เพื่อจะพิจารณารายละเอียดอื่นๆที่จะตามมา &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp; ระยะเวลาของการเบิกจ่ายค่าเยียวยา และอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68407</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลื่น 2600 MHz, ชี้แจงเยียวยาคลื่น, เขมทัตต์ พลเดช, แบ่งเงินเยียวยาเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a659ac93ac76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 12:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เขมทัตต์ &#039;ร่อนหนังสือแจงสหภาพฯกรณีวงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2563 จากกรณีที่ นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงาน บมจ.อสมท ออกแถลงการณ์ ในประเด็นที่ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท ไม่รักษาผลประโยชน์ของ อสมท เกี่ยวกับวงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz และไม่นำเสนอให้คณะกรรมการ บมจ.อสมท ให้ทราบนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท ในฐานะที่ได้มอบหมายจากผู้ถือหุ้น ในการบริหารจัดการองค์กรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2561 อสมท ได้ต่อสู้เรียกร้องสิทธิ์ในการประกอบกิจการมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถประกอบกิจการจริงได้ เนื่องจากได้รับอนุญาตในเรื่องต่างๆ จาก กสทช. ไม่ครบถ้วน จนกระทั่งเดือนมกราคม 2562 อสมท สามารถเริ่มทำการทดลองประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ได้ โดยมี AIS และ TRUE เป็นพันธมิตรให้บริการโครงข่ายแล้ว แต่ในเดือนเมษายน 2562 กสทช.ก็ใช้อำนาจตามกฎหมายโดยมีมติเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ในกิจการโทรคมนาคมเพราะสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคมมากกว่าการใช้ในกิจการโทรทัศน์แบบเดิม&amp;nbsp;
ซึ่งในกระบวนการการเรียกคืนและการคำนวณมูลค่าชดเชยเยียวยา กสทช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ อันประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ 7 แห่ง ซึ่งมีความเป็นกลาง เป็นผู้พิจารณาเรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนการเรียกคืนคลื่นความถี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อสมท ได้จัดทำและจัดส่งข้อมูลต่างๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเข้าชี้แจงเพิ่มเติมเป็นจำนวนหลายครั้ง ทั้งในชั้นการพิจารณาของที่ปรึกษาของ กสทช.และในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งหลักฐาน ข้อเท็จจริง และความเห็นของ อสมท ที่ได้เคยนำเสนอและให้การไปแล้วทั้งหมดนั้น ได้รวมถึงสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ และมูลค่าความเสียหายและเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz โดยการจัดทำและนำเสนอข้อมูลต่างๆ ของ อสมท ต่อคณะอนุกรรมการฯ ถูกดำเนินการโดยบุคลากรของ อสมท ที่มีความชำนาญและเป็นผู้รับผิดชอบต่อโครงการโดยตรง และกระทำอยู่ภายใต้อำนาจที่ได้รับมอบหมายมาจากคณะกรรมการ บมจ.อสมท ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในเรื่องมูลค่าและวิธีการชดเชยเยียวยานั้น กสทช. ยังไม่เคยแจ้งอย่างเป็นทางการให้ อสมท ทราบเลยว่า อสมท จะได้ค่าชดเชยเยียวยาเท่าใด จะมีเพียงข้อมูลตามข่าวซึ่งไม่สามารถยืนยันความถูกต้องและน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ ดังนั้น อสมท จึงยังไม่สามารถนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการ บมจ.อสมท ได้ อีกทั้งเรื่องมูลค่าการชดเชยเยียวยาดังกล่าวนั้น อสมท ไม่สามารถพิจารณาความเสียหายหรือเสียโอกาสในส่วนของคู่สัญญาแต่ละรายได้ เนื่องจากคู่สัญญาแต่ละรายมีค่าเสียหาย การลงทุน และการประเมินมูลค่าความเสียโอกาสที่เป็นของตนเอง อีกทั้งค่าชดเชยเยียวยาของ กสทช. ก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกข้อตกลงในสัญญา อสมท จึงไม่สามารถกำหนดข้อตกลงดังกล่าวแต่เพียงฝ่ายเดียวเพราะจะทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายกับคู่สัญญาได้ อสมท จึงสามารถพิจารณาได้เฉพาะมูลค่าชดเชยเยียวยาในส่วนที่เป็นของ อสมท เท่านั้น ว่ามูลค่าการชดเชยเยียวยาที่ กสทช. จะจ่ายให้กับ อสมท มีความเหมาะสมและยุติธรรมหรือไม่ และหาก กสทช.พิจารณามูลค่าชดเชยเยียวยาในส่วนของ อสมท ไม่เหมาะสมยุติธรรม อสมท ก็จะสงวนสิทธิ์อุทธรณ์หรือดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในส่วนของ อสมท ต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายบริหารได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. สัญญาทางธุรกิจระหว่าง อสมท และคู่สัญญา เป็นสัญญาที่ กสทช. ได้ตรวจสอบและรับรองความชอบของสัญญาแล้ว และเป็นสัญญาที่ถึงแม้จะมีข้อตกลงห้ามเปิดเผยสัญญา แต่ตัวแทนสหภาพฯ และคณะกรรมการ บมจ.อสมท หลายท่าน ก็ได้ขอดูและตรวจสอบสัญญามาแล้วหลายครั้ง อีกทั้ง อสมท ยังได้ตกลงกับคู่สัญญาเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปรับปรุงให้เพิ่มผลประโยชน์ในส่วนของ อสมท ไปแล้วเมื่อปี 2559 ตามมติของคณะกรรมการ บมจ.อสมท ในขณะนั้น ดังนั้นเมื่อคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสัญญาได้ถูกเรียกคืนไปแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงต้องเป็นอันสิ้นสุดลง เพราะขาดองค์ประกอบที่สำคัญของสัญญา และสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไป คือการตกลงกับคู่สัญญาเพื่อชดเชยเยียวยาค่าเสียหายหรือค่าเสียโอกาสอันเกิดจากการสิ้นสุดของสัญญาดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. โดยตรง หาก อสมท ดำเนินการเอง จะก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวายและข้อพิพาทกับคู่สัญญาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. กรณีที่มีข่าวออกไปว่า อสมท ไม่ยอมกำหนด &amp;ldquo;แบ่ง&amp;rdquo; เงินชดเชยเยียวยานั้น เนื่องจาก อสมท ไม่มีเหตุผลใดให้ไปรอนสิทธิ์ของคู่สัญญาหรือผู้เสียหายรายอื่น &amp;ldquo;อสมท ต้องมุ่งไปที่การรักษาสิทธิ์ของตนเอง โดยการต่อสู้ให้มูลค่าชดเชยเยียวยาเฉพาะในส่วนของ อสมท มีความเหมาะสมและเป็นธรรมเท่านั้น&amp;rdquo; ซึ่งหาก กสทช. กำหนดมูลค่าชดเชยเยียวยารวมของทั้ง อสมท และคู่สัญญา น้อยกว่าสิ่งที่ อสมท เพียงรายเดียวควรจะต้องได้ อสมท ก็จะต้องต่อสู้ให้ กสทช.เพิ่มมูลค่าดังกล่าวให้เพียงพอกับ อสมท ในขณะที่คู่สัญญาหรือผู้เสียหายรายอื่นก็ต้องไปดำเนินการต่อสู้กับ กสทช. ในส่วนของตนเองเช่นกัน ดังนั้นการแถลงการณ์ของประธานสหภาพแรงงาน บมจ.อสมท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องที่ว่า อสมท ไม่ยอมกำหนดส่วนแบ่ง&amp;rdquo; แล้วนำมาเป็นเหตุผลว่า อสมท &amp;ldquo;ยอมรับสิ่งที่ กสทช กำหนด&amp;rdquo; นั้น จึง &amp;ldquo;ไม่เป็นความจริง&amp;rdquo; เพราะข้อเท็จจริงคือ อสมท ไม่ได้ยอมรับตั้งแต่การที่ กสทช.กำหนดมูลค่าชดเชยเยียวยาเป็นวงเงินรวมทั้งในส่วน อสมท และคู่สัญญา และให้ อสมท ไปกำหนดส่วนแบ่งกับคู่สัญญาเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่าง อสมท กับคู่สัญญาแล้ว สิ่งที่ อสมท &amp;ldquo;ร้องขอ กสทช. มาโดยตลอดคือ ขอให้ชดเชยเยียวยา อสมท อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม และขอให้ชดเชยเยียวยาคู่สัญญาและผู้ที่ได้รับผลกระทบแยกไปเลยโดยตรง เพราะจะได้ไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่าง อสมท และคู่สัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมจึงขอยืนยันว่าทุกการกระทำของผมในเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ ทุกเรื่อง ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบอำนาจและความรับผิดชอบที่ถูกต้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักมาโดยตลอด ทั้งการพยายามลดค่าใช้จ่ายขององค์กร การปราบปรามทุจริตในองค์กร และการพยายามสร้างรายได้และกำไรเพิ่มให้องค์กรตลอดระยะเวลาที่รับภารกิจอยู่ รวมไปถึงการลดความเสี่ยงทางกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต อย่างเช่น เรื่องการรักษาผลประโยชน์เฉพาะในส่วนของ อสมท โดยไม่ไปรอนสิทธิ์ของคู่สัญญาด้วยการยอมรับวิธีการกำหนดส่วนแบ่งของ กสทช. เพราะจะนำไปสู่ข้อพิพาทในอนาคตระหว่าง อสมท และคู่สัญญา ซึ่งจะทำให้ทั้ง อสมท และคู่สัญญาไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินชดเชยเยียวยาได้ ดังนั้นกรณีประเด็นเรื่อง &amp;ldquo;การไม่กำหนดส่วนแบ่งค่าชดเชยเยียวยาจึงเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง และผิดหลักกฎหมายและการบริหารความเสี่ยง เพราะผมยืนยันเสมอว่า อสมท &amp;ldquo;ต้องได้รับการชดเชยเยียวยาเท่าที่เราเสียหาย/เสียโอกาสจริง&amp;rdquo; ส่วนคู่สัญญาหรือผู้เสียหายรายอื่น ก็เป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องไปเรียกร้องในส่วนของตัวเอง อสมท ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะไปกำหนดค่าชดเชยเยียวยาให้ผู้อื่น เพราะกฎหมายได้ให้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวแก่ กสทช.อยู่แล้ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หากดูข้อมูลตามข่าวที่ระบุว่า กสทช. อาจกำหนดมูลค่าชดเชยเยียวยาสำหรับคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz รวมทุกฝ่ายเพียงแค่ 6 พันล้านบาทนั้น ผมมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นมูลค่าที่ไม่พอแม้แต่จะเยียวยาแค่ อสมท เพียงฝ่ายเดียว ซึ่ง อสมท ต้องรอให้ กสทช. มีความชัดเจนและพิจารณาในเรื่องนี้เพราะอาจต้องไปต่อสู้กับ กสทช. ในเรื่องดังกล่าว แต่การที่สหภาพฯออกมากดดันให้ อสมท ต้องกำหนดส่วนแบ่งเงินชดเชยเยียวยาในวงเงินดังกล่าว เป็นการแสดงว่าสหภาพฯ คิดว่ามูลค่า 6 พันล้านบาท เหมาะสมแล้ว และต้องการให้ อสมท ไปต่อสู้เพื่อแบ่งแย่งผลประโยชน์กับคู่สัญญาเอง แทนที่จะให้ กสทช. ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชดเชยเยียวยาทุกฝ่ายให้เหมาะสมอยู่แล้ว เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งหาก อสมท ดำเนินการตามที่สหภาพฯ แนะนำ โดยการยอมรับมูลค่าชดเชยเยียวยา ที่ กสทช. จะกำหนด&amp;rdquo; ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ามูลค่าจริงเป็นเท่าใด และยังไปกำหนดส่วนแบ่งให้คู่สัญญา อาจจะนำไปสู่การพิพาทกับคู่สัญญาจนส่งผลให้ อสมท ไม่สามารถนำเงินชดเชยเยียวยาไปใช้ทำประโยชน์ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อพนักงาน อสมท และผู้ถือหุ้นของอสมท ในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67075</URL_LINK>
                <HASHTAG>วงเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz, เขมทัตต์ พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ecdff1616446.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2019 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานแฟร์สินค้าเพื่อสุขภาพ ตัวช่วยดูแลวัยเก๋ายุคเอจจิ้งโซไซตี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อากาศกระป๋องสำหรับพกพาที่เหมาะกับผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคหอบหืด เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในการช่วยหายใจ และผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้ร่างกายสดชื่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นับเป็นครั้งแรกสำหรับความร่วมของ สสว.ที่จับมือบริษัท บิสิเนส อีเว้นท์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) อสมท เจโทร และภาคธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุในทุกกลุ่มธุรกิจ จัดงาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019: International Exhibition for Quality Senior Lifestyle&amp;rdquo; โดยชูแนวคิด &amp;ldquo;งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์&amp;rdquo; ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมสู่การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย รับสังคมสูงวัย ภายในงานได้รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยี อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุเข้าร่วมงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ระหว่าง 29 ส.ค.-1 ก.ย.2562 ณ ไบเทค บางนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล&amp;rdquo; ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า &amp;ldquo;สำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในครั้งนี้ สสว.ได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019: International Exhibition for Quality Senior Lifestyle&amp;rdquo; โดยชูแนวคิด &amp;ldquo;งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์&amp;rdquo; โดยมุ่งหวังในการส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ และการหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน&amp;nbsp;
เนื่องจากแนวโน้มอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุ มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ครอบคลุม ทั้งการบริการพื้นฐานที่ดูแลด้านสุขภาพ ไปสู่การบริหารที่ครบวงจร การสร้างมาตรฐานของบุคลากรและการมีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การคาดการณ์มูลค่าตลาดและอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อผู้สูงอายุจะมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2563 และสำหรับประเทศไทยมีการเติบโต 7-8% ซึ่งในปี 2561 จะมีมูลค่าการตลาดโดยรวม 1,000 ล้านบาท และในฐานะที่เราดูแลผู้ประกอบการ SME ภายในวันงานจริงก็มีการเปิดบูธฟรี 75 บูธ โดยคัดเลือกผู้ประกอบการ SME ของเราให้เข้ามาร่วมแสดงสินค้าที่เน้นพัฒนาสินค้าเพื่อคนสูงวัย ซึ่งใช้ระบบไอทีและนวัตกรรมเด่นๆ เข้ามามีส่วนในการพัฒนาสินค้าไปสู่ผู้บริโภค นอกจากนี้ภายในงานก็จะมีให้ความรู้ในการดูแลผู้สูงวัยที่มีประสบการณ์ตรงจากญี่ปุ่นเข้ามาเป็นวิทยากร ที่คาดหวังว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 400-500 คน และประการสุดท้ายคือการตั้งเป้าว่าจะมีคนมาเยี่ยมชมสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุตลอดทั้ง 4 วัน ไม่ต่ำกว่าวันละ 20,000 ราย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชัยรัฐปฐม อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;ชัยรัฐปฐม อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา&amp;rdquo; กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิสิเนส อีเว้นท์ เซอร์วิสเซส (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;งาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019: International Exhibition for Quality Senior Lifestyle&amp;rdquo; โดยชูแนวคิด &amp;ldquo;งานแฟร์ เพื่อคนที่คุณแคร์&amp;rdquo; มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรธุรกิจชั้นนำให้การสนับสนุน ได้แก่ สสว. องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ซึ่งนำระบบเพื่อการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย (DoCare Protect) ที่มีอุปกรณ์ loT sensors และ Care Center โดยมีเครือข่ายโรงพยาบาลวิชาชีพพร้อมเข้าช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง บริษัท อาริทโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการลิฟต์บ้าน บริษัท ซี.เอ็มคอมเมอร์เชี่ยล จำกัด ผู้ให้บริการให้คำปรึกษาด้านการจัดการนวัตกรรมเก้าอี้อาบน้ำ และบริษัท เอ็กซ์ตรีม จำกัด ผู้ให้บริการอุปกรณ์ครบวงจรเพื่อรองรับการใช้งานในโรงพยาบาล ร่วมด้วยสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย สมาคมผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(เขมทัตต์ พลเดช)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;การสนับสนุนการจัดงาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019&amp;rdquo; ในฐานะที่เราเป็นสื่อสารมวลชน ประกอบกับผู้สูงอายุเป็นช่วงวัยที่สำคัญ เพราะเป็นตัวเชื่อมคำว่าครอบครัว เห็นได้จากเทศกาลสงกรานต์ พ่อแม่ก็มักจะพาลูกหลานไปหาไปไหว้ท่าน ซึ่งเป็นความผูกพันของครอบครัวในสังคมไทย ที่สำคัญทาง อสมท ของเรามีรายการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่กำลังจะเปิดตัวในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ เราก็จะมีประชาสัมพันธ์ที่หน้าจอโทรทัศน์เกี่ยวกับงาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019&amp;rdquo; นี้ และเราก็มีคลื่นวิทยุจำนวน 2 คลื่น และ 4 สถานี ก็จะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลงานให้กับผู้สูงวัยและคนรักสุขภาพที่ฟังคลื่นวิทยุของเราได้รับทราบข้อมูลเช่นกัน ส่วนในวันจัดงานจริงก็จะมีเวทีกลาง โดยให้พิธีกร เช่น คุณกำพู และคุณรัชนี ไปร่วมสร้างความบันเทิงให้กับผู้สูงอายุที่ไปร่วมงาน และสุดท้ายคือการเผยแพร่ข้อมูลการจัดงาน ตลอดจนสินค้าและบริการสำหรับคนสูงอายุลงในเว็บไซต์ของ อสมท อีกด้วยครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.สุกรีย์ สมานไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อกันที่ &amp;ldquo;นพ.สุกรีย์ สมานไทย&amp;rdquo; นายกสมาคมผู้ดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง (สสพ.) กล่าวว่า &amp;ldquo;การจัดงาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019&amp;rdquo; จะเป็นประโยชน์ต่ออาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพราะเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ เกิดการร่วมมือและการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เป็นการรองรับความต้องการในการดูแลผู้สูงอายุให้มีมาตรฐานในการให้บริการที่ถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์ต่ออาชีพของสมาชิกและต่อสังคมส่วนรวมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อุปกรณ์ดูแลติดตามความปลอดภัยของผู้สูงอายุขณะอยู่บ้านเพียงลำพัง &amp;ldquo;DoCare Protect&amp;rdquo; จากบริษัท &amp;ldquo;เอสซีจี&amp;rdquo;)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าที่จัดแสดงในงานมีทั้งหมด 5 หมวด ประกอบด้วย 1.Living Standards เกี่ยวกับมาตรฐานความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผู้พัฒนาโครงการบ้านอัจฉริยะ การตกแต่งภายใน และแนวคิดการออกแบบบ้านสำหรับผู้สูงอายุ อุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับการติดตาม 2.Food/Beverage&amp;amp;Clothing อาหาร/เครื่องดื่มและเครื่องนุ่งห่ม ทั้งอาหารคลีน/อาหารออร์แกนิก 3.Medical Care &amp;amp; Support การดูแลและการสนับสนุนทางการแพทย์ ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อุปกรณ์การแพทย์แบบที่ใช้ได้ที่บ้าน 4.Finace &amp;amp; Investment การเงินและการลงทุนด้านการให้คำปรึกษาการบริหารสินทรัพย์ สินเชื่อและที่อยู่อาศัย ประกันชีวิต โปรแกมสำหรับคนวัยเกษียณ 5.Leisure การดูแลและการสนับสนุนกิจกรรมยามว่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม/รีสอร์ต บริการรถเช่า อุปกรณ์ออกกำลังกาย เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อมองหาโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการผู้สูงอายุ รวมทั้งสร้างเครือข่ายธุรกิจร่วมกัน ให้สอดคล้องกับแผ่นการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City และการสนับสนุนนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ของรัฐบาลอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(นพ.ฆนัท ครุธกูล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปิดท้ายที่ &amp;ldquo;นพ.ฆนัท ครุธกูล&amp;rdquo; นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุไทย บอกว่า &amp;ldquo;จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อบ้านเราสู่สังคมผู้สูงอายุ อาจจะไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพของผู้สูงวัย แต่นั่นหมายถึงการเติบโตทางด้านธุรกิจเช่นกัน จากสินค้าและบริการเพื่อผู้สูงวัย เห็นได้จากประเทศญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงวัยมากขึ้น ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้สูงวัยของเราเป็นวัยเก๋าที่แอคทีฟ มีสุขภาพที่ดีและสามารถทำงานได้ ที่สำคัญงาน &amp;ldquo;CARE EXPO Thailand 2019&amp;rdquo; นี้เป็นการนำเสนอสินค้าใหม่ที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้กลุ่มคนสูงวัยที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ สามารถเดินเยี่ยมชมและใช้บริการสินค้าดังกล่าวได้ในชีวิตประจำวัน&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43286</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยรัฐปฐม อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา, นพ.ฆนัท ครุธกูล, นพ.สุกรีย์ สมานไทย, สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล, เขมทัตต์ พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d516025c04f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2019 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2019 08:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสมท เริ่มฟื้นขาดทุนลดลงกว่า 85%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2562 นายเขมทัตต์ พลเดช &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า&amp;ldquo;อสมท รายงานงบการเงิน ปี 2561 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,562 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายรวมของ อสมท ในปี 2561 มีจำนวน 2,892 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 48 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 &amp;nbsp;เนื่องจากในปี 2560 บริษัทบันทึกการด้อยค่าใบอนุญาตดิจิทัล อุปกรณ์โครงข่าย และสิ่งอำนวยความสะดวก จำนวน 2,087 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมค่าใช้จ่ายดังกล่าว ค่าใช้จ่ายรวมในปี 2561 ยังคงต่ำกว่าค่าใช้จ่ายกรณีไม่รวมการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ฯ ของปี 2560 คิดเป็นร้อยละ 17 ทำให้ อสมท มีผลการดำเนินงานปี 2561 ขาดทุนสุทธิ 378 ล้านบาทซึ่งมีอัตราขาดทุนลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 85&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2561 ธุรกิจโทรทัศน์ และ ธุรกิจวิทยุ ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สามารถสร้างรายได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ บมจ.อสมท มากที่สุด ด้วยร้อยละ 30 และร้อยละ 29 ตามลำดับ โครงสร้างธุรกิจร่วมดำเนินกิจการ (สัมปทาน) ร้อยละ 17 รายได้จากการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล (BNO) ร้อยละ 17ธุรกิจสื่อใหม่ (สื่อออนไลน์ต่าง ๆ ของ อสมท และโทรทัศน์ดาวเทียม MCOT Satellite Network) ร้อยละ 4 รายได้อื่นๆ &amp;nbsp;ร้อยละ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับช่อง 9 MCOT HD หมายเลข 30 ในเดือนมีนาคมนี้ จะเห็นการเปลี่ยนของผังรายการใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นครั้งแรกที่ได้นำรายการระดับพรีเมียมจาก BBC First และ Discovery Science มาออกอากาศ อาทิ Luther นักสืบพันธุ์ดุ,Race to Escape รหัสลับ รหัสรอด, CryWolf ไขปริศนาซ่อนเงื่อน สร้างจากคดีจริง &amp;nbsp; &amp;nbsp; พร้อมเตรียมปรับ Positioning ผังรายการของช่อง 14 MCOT Family ที่มุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ชม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่เป็นครอบครัวและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โดยนำเสนอรายการรูปแบบใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และเป็นที่สนใจของผู้สูงอายุ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงให้เกิดกิจกรรมระหว่างครอบครัวได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจวิทยุ มีรายได้จำนวน 741 ล้านบาท รายได้ลดลงจากปี 2560 เพียงเล็กน้อย โดยรายได้หลักมาจากรายได้การขายโฆษณาจากวิทยุในส่วนกลางทั้ง 6 คลื่น สำหรับคลื่นวิทยุที่มีผลงานโดดเด่น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีอัตราการเติบโตของรายได้สูงสุดในปี 2561 ได้แก่ MET 107 MHz ซึ่งมีอัตราเติบโตร้อยละ 43 เมื่อเทียบกับ &amp;nbsp; ปี 2560 แต่คลื่นที่สร้างรายได้สูงสุด ได้แก่ คลื่นลูกทุ่งมหานคร FM 95 MHz ตามด้วย MET 107 MHz, &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลื่น FM 100.5 MHz News Network, คลื่นความคิด FM 96.5 MHz, Active radio FM 99 MHz และ Mellow 97.5 MHz ตามลำดับ คลื่นลูกทุ่งมหานคร FM 95 MHz ยังครองความนิยมอันดับหนึ่งของเพลงลูกทุ่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ส่วนคลื่นอื่นๆ ยังคงติดอันดับความนิยมในลำดับต้นๆ ของแต่ละ Segment&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนงานในปี 2562 ทางบริษัทฯ จะมุ่งเน้นธุรกิจใหม่ๆ ผ่านยุทธศาสตร์ 3 ด้านคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร ยุทธศาสตร์ที่ 2 บริหารจัดการเสถียรภาพทางการเงิน และยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างมูลค่าและรายได้จากธุรกิจใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อสมท ได้เร่งรัดสร้างมูลค่าเพิ่มจากที่ดินที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่ดิน 50 ไร่ และที่ดินที่เป็นที่ตั้งสำนักงานปัจจุบันของ อสมท 20 ไร่ ที่มีศักยภาพในย่านถนนรัชดา-พระราม 9 ซึ่งใกล้เคียงกับสถานที่สำคัญๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, ศูนย์วัฒนธรรม, สถานทูตจีนและเกาหลี, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่สามารถลงทุนและต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยเฉพาะศักยภาพของที่ดิน 50 ไร่ ที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีน้ำเงิน ซึ่งสะดวกสบายต่อการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ และขณะนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ได้ผ่านการทำ Market Sounding กับกลุ่มนักลงทุนชั้นนำ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจ (Public Hearing ครั้งที่ 1) ถึงความเหมาะสม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และความเป็นไปได้ในการพัฒนาที่ดินทั้งสองแปลง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ และ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสมท จะมุ่งเน้นทำโครงการร่วมกับภาครัฐเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กร ดังจะเห็นได้จากธุรกิจโทรทัศน์ไตรมาสสุดท้ายที่มีรายได้จากโครงการภาครัฐเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับหน่วยธุรกิจภายใน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จาก &amp;nbsp;in-house production เป็น Content Provider ด้วยการจับมือกับพันธมิตรใหม่ทั้งไทยและต่างประเทศ &amp;nbsp; ในการผลิตรายการ การบริหารกิจกรรมพิเศษ(Event &amp;amp; Organizer) ซึ่งไนน์เอ็นเตอร์เทน ได้สร้างปรากฎการณ์ด้วยการจับมือผลิตรายการบันเทิง &amp;ldquo;วันเอ็นเตอร์เทน&amp;rdquo; ให้กับสถานีโทรทัศน์ช่องวันสามสิบเอ็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่องค์กร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขาดทุนลดลง, ผลประกอบการ, อสมท, เขมทัตต์ พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c773d482240f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29456</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2019 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2019 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสมท ดิ้นพาพาร์ทเนอร์พัฒนาที่ดิน 70ไร่ สนใจสร้าง “ดิจิตอลมีเดีย ซิตี้”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ. 2562 นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท (MCOT) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในส่วนของแผนการพัฒนาที่ดินเปล่าของบริษัทจำนวน 50 ไร่ ซึ่งเป็นบริเวณติดกับถนนเทียมร่วมมิตร รวมถึงศูนย์วัฒนธรรมฯ และยังมีที่ดินในส่วนของสำนักงานใหญ่ของบริษัทปัจจุบัน 20 ไร่ โดยให้ให้สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สำนักงานศูนย์วิจัยฯ) ดำเนินการศึกษา ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการพัฒนาที่ดินทั้ง 2 แปลง โดยที่ความเป็นไปได้ของการพัฒนาที่ดินเปล่า 50 ไร่ ที่มีมูลค่าที่ดินราว 5,000 ล้านบาทนั้น จะพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสภายใต้รูปแบบดิจิตอลมีเดียซิตี้ &amp;nbsp;ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโครงการที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมได้สูงถึง 460,000 ตารางเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแบ่งพื้นที่ของที่ดินเปล่า 50 ไร่ ในการพัฒนาจะแบ่งออกเป็น 3 โซนตามข้อกำหนดของผังเมือง ได้แก่ โซน A ซึ่งเป็นโซนที่ไม่มีข้อจำกัดด้านผังเมือง สามารถนำมาพัฒนาเป็นสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่ คาดว่าในพื้นที่ส่วนนี้จะนำมาสร้างเป็นสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ และยังสามารถพัฒนาเป็นอาคารสำนักงานให้เช่าและพื้นที่ค้าปลีกได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโซน B มีข้อจำกัดของสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์จะต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร ทำให้การพัฒนาในพื้นที่ส่วนนี้จะนำไปพัฒนาเป็นโรงแรม และพื้นที่ศูนย์การแสดงและจัดกิจกรรมที่มีเนื้อที่ 4,000-5,000 ตารางเมตร ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่ารอยัล พารากอน ฮอลล์ และในโซน C ที่ติดกับศูนย์วัฒนธรรมฯ ที่มีข้อจำกัดของผังเมืองอยู่มาก และห้ามไม่ให้สร้างอาคารสูงและสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงและกิจกรรมต่างๆ คาดว่าจะใช้นำมาเป็นพื้นที่สีเขียว หรืออาจจะแบ่งขายให้กับเอกชนเพื่อการพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับบนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเขมทัตต์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ดิน 20 ไร่ ที่เป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทในปัจจุบันได้มีการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินดังกล่าว นับว่าว่าเป็นที่ดินที่มีศักยภาพสูง เพราะอยู่ใกล้กับทำเลย่านพระราม 9 และใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่ปัจจุบันราคาซื้อขายที่ดินในย่านถนนรัชดา-พระราม 9 เฉลี่ยพุ่งขึ้นไปสูงแตะ 1 ล้านบาท/ตารางวา ซี่งปัจจุบันโครงการคอนโดมิเนียมเปิดการขายเป็นจำนวนมากในพื้นที่บริเวณโดยรอบ และมีความต้องการซื้อที่อยู่อาสัยในย่านรัชดา-พระราม 9 เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ดินผืนดังกล่าว ไม่มีข้อจำกัดด้านผังเมือง ทำให้บริษัทมองถึงโอกาสในการที่อาจจะตัดขายที่ดินที่เป็นสำนักงานใหญ่ในปัจจุบันให้กับผู้ประกอบการ ที่มีความสนใจมาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยแนวสูง หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งอาจจะเป็นการขายทั้งแปลงหรือแบ่งขาย ซึ่งการขายที่ดินดังกล่าวออกไปจะต้องขายหลังจากที่มีการอนุมัติให้บริษัทลงทุนโครงการก่อสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนที่ดินเปล่า 50 ไร่ก่อน ซึ่งการขายที่ดิน 20 ไร่ออกไปนั้นจะเป็นการช่วยเพิ่มกระแสเงินสดของบริษัท ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น เพราะปัจจุบันกระแสเงินสดของบริษัทมีอยู่ไม่มากนัก และการที่มีสภาพคล่องมาก จะช่วยรองรับการดำเนินธุรกิจสื่อที่ปัจจุบันเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ วันนี้ (18 ก.พ. 62) บริษัทได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนโดยรอบ และผู้เชี่ยงชาญในแต่ละกลุ่มธุรกิจ (Public Hearing ครั้งที่ 1) แล้ว ซึ่งมีแนวทางของการพัฒนาที่ดินเปล่า 50 ไร่ ที่จะเป็นเป็นการเปิดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา และการพัฒนาที่ดิน 20 ไร่ ที่เป็นที่ดินสำนักงานใหญ่ของบริษัทในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวทาง 2 รูปแบบ คือ การเปิดประมูลให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม และการขายที่ดินให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชนที่สนใจไปพัฒนา และในอีก 1 เดือน หรือหลังวันที่ 18 มี.ค. 62 จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน (Public Hearing ครั้งที่ 2) และจะนำเสนอผลการศึกษาต่อคณะกรรมการบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ย. 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคาดว่าจะเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุนได้ภายในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 62 หากการประมูลดังกล่าวไม่เข้าข่ายพระราบัญญัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) แต่หากเข้าข่ายพ.ร.บ.PPP จะต้องรอการพิจารณาจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้การเปิดประมูลเลื่อนออกไปอีก 1 ปี หรือภายในปลายปี 63 และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างอย่างเร็วได้ภายในปี 66&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมโดยรวมของที่ดินทั้งสองแปลงเป็นพื้นที่ Prime area อยู่ติดกับสถานที่สำคัญๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, ศูนย์วัฒนธรรม, สถานทูตจีนและเกาหลี, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่สามารถลงทุนและต่อยอดทางธุรกิจได้ โดยเฉพาะศักยภาพของที่ดิน 50 ไร่ ที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีน้ำเงิน บริเวณดังกล่าวยังสามารถทำ skywalk หรือ cover walkway จากสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้ม มายังที่ดินทั้งสองแปลงได้ ซึ่งสะดวกสบายต่อการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ และล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.......(PPP) ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการประกาศบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะมีผลให้การดำเนินโครงการดังกล่าวของบริษัทเป็นไปอย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29456</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิตอลมีเดียซิตี้, บมจ.อสมท, พัฒนาที่ดิน 70 ไร่, เขมทัตต์ พลเดช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180228/image_big_5a962c42bead6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
