<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพนดอร่าเปเปอร์ : ด้านมืดของระบบทุนนิยม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สองอาทิตย์ก่อนมีข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลกเกี่ยวกับฐานข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในพื้นที่พิเศษเสียภาษีต่ำ หรือ TAX haven ซึ่งเป็นข้อมูลลับที่หลุดออกมาเกือบ 12 ล้านชิ้น ทำให้ทราบว่าใครบ้างที่เป็นเจ้าของบริษัทเหล่านี้ และบริษัทเหล่านี้เอาเงินที่มีไปทำอะไร เป็นข้อมูลลับที่ถูกนำมาตีแผ่โดยวงการสื่อเรียกข้อมูลชุดนี้ว่า &amp;quot;แพนดอร่าเปเปอร์&amp;quot; (Pandora Papers) คล้ายกับข้อมูลปานามาเปเปอร์ที่หลุดออกมาเมื่อห้าปีก่อน แต่ใหญ่กว่ามาก วันนี้จึงอยากเขียนเรื่องนี้ให้เข้าใจว่าแพนดอร่าเปเปอร์คืออะไร เข้าใจผลกระทบที่มีต่อประเทศและประชาชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงวิธีการแก้ไขที่ควรร่วมกันผลักดัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แพนดอร่าเปเปอร์เป็นข้อมูลลับ 12 ล้านชิ้นที่หลุดออกมาจากบริษัท 14 แห่งที่บริหารดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จดทะเบียนในพื้นที่พิเศษที่เก็บภาษีต่ำ หรือที่เรียกว่า บริษัทนอกอาณาเขต ซึ่งล่าสุดพื้นที่พิเศษเหล่านี้มีกว่า 70 แห่งทั่วโลก โดยอาจเป็นเกาะหรือเป็นประเทศก็ได้ เราจึงได้ยินชื่ออย่าง British Virgin Islands,Cayman Islands,Switzerland และ Singapore เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งที่พื้นที่พิเศษเหล่านี้ให้กับบริษัทที่ไปจดทะเบียนจัดตั้งมีสองเรื่อง หนึ่ง อัตราภาษีที่ต่ำมากเทียบกับอัตราภาษีนิติบุคคลปรกติในประเทศทั่วไปที่เฉลี่ยประมาณ 22.5 เปอร์เซ็นต์ สอง ปกปิดชื่อผู้เป็นเจ้าของบริษัทเป็นความลับ คือ ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของบริษัท ข้อมูลแพนดอร่าเปเปอร์ที่หลุดออกมาคราวนี้ ปรากฎว่าเป็นข้อมูลลับของ 29,000 บริษัทนอกอาณาเขตที่บริษัท 14 แห่งนี้เป็นผู้ดูแลข้อมูล&amp;nbsp; ทำให้รู้ทั้งชื่อเจ้าของตัวจริง ธุรกรรมที่ทำและสินทรัพย์ที่มี สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้ที่มาจดทะเบียนหรือตั้งบริษัทนอกอาณาเขตจะมีสองประเภท หนึ่ง บริษัท สอง บุคคลธรรมดา สำหรับบริษัทเป้าหมายของการจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตก็เพื่อเลี่ยงภาษี คือ ต้องการลดภาระภาษีที่ต้องจ่าย โดยทำให้กำไรที่เกิดจากการทำธุรกิจปรกติถูกโอน หรือ Shift ให้เป็นกำไรของบริษัทนอกอาณาเขตที่ตั้งขึ้นเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก บริษัทจึงสามารถประหยัดรายจ่ายจากภาษีได้มากในแต่ละปี องค์กร OXFAM ในอังกฤษเมื่อปี 2016 เคยประเมินว่าบริษัทธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่ของโลกจำนวนมากใช้ประโยชน์การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเพื่อลดภาระภาษี และประเมินว่ารายได้ภาษีที่หายไปที่ประเทศต่าง ๆ ควรได้รับ ถ้ามีการเสียภาษีปรกติอาจมีมากถึง 240 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นี่คือวงเงินที่สะท้อนความสำคัญของบริษัทนอกอาณาเขตในระบบทุนนิยมโลกขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเภทที่สอง คือ บุคคลธรรมดา ซึ่งแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก คือ คนรวยและเศรษฐีที่ต้องการใช้ประโยชน์บริษัทนอกอาณาเขตเพื่อซ่อนรายได้ ซ่อนทรัพย์สิน และซ่อนตัวตนในความเป็นเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้ นอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้จากอัตราภาษีที่ต่ำมาก สิ่งที่เกิดขึ้น คือ คนกลุ่มนี้มีรายได้แต่ไม่โอนเข้าประเทศเพื่อเสียภาษีปรกติ นำมาซ่อนไว้เป็นรายได้ของบริษัทนอกอาณาเขตที่จัดตั้งขึ้น จากนั้นก็นำรายได้เหล่านี้ไปลงทุนในนามของบริษัทนอกอาณาเขต รายได้หรือผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุนก็จะเป็นรายได้ของบริษัทนอกอาณาเขตและเสียภาษีในอัตราต่ำ ที่สำคัญ รายได้และทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ในชื่อบริษัทนอกอาณาเขต ไม่ใช่ชื่อคนจึงไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ รู้แต่ชื่อบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความสะดวกดังกล่าวทำให้การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเป็นเครื่องมือสำคัญที่เศรษฐีและบุคคลร่ำรวยสามารถซ่อนความมั่งคั่งและบริหารความมั่งคั่งได้อย่างลับ ๆปลอดจากสายตาสังคมและการติดตามของทางการของประเทศที่ตนอาศัยอยู่และทำธุรกิจ เราจึงเห็นธุรกิจบริษัทนอกอาณาเขตมีการพัฒนาเติบโตคล้ายธุรกิจปรกติ มีการจัดตั้งกลุ่มบริษัท มีบริษัทแม่ บริษัทลูก มีการถือหุ้นไขว้กัน โดยเจ้าของตัวจริงของบริษัทลูก คือ ลูกหลานเศรษฐีที่เป็นเจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตที่เป็นบริษัทแม่ บริษัทลูกถูกตั้งขึ้นเพื่อดูแลทรัพย์สินที่แบ่งให้ลูก ๆ นำไปลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ ในชื่อบริษัทลูกเพื่อสร้างความมั่งคั่งต่อไป เป็นอีกโลกหนึ่งที่เป็นโลกลับขนานไปกับโลกธุรกิจจริงที่เปิดเผยปรกติในประเทศที่บุคคลเหล่านี้อาศัยและทำมาหากินอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มที่สอง คือ พวกมิจฉาชีพที่ได้เงินมาอย่างผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หรือจากการทุจริตคอร์รัปชั่น คือพวกนักการเมือง ข้าราชการประจำ และนักธุรกิจที่ฉ้อฉล จัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตเพื่อซ่อนรายได้ ซ่อนทรัพย์สิน และซ่อนตัวตนเหมือนกลุ่มแรก แต่ต่างกันที่เงินที่โอนเข้าบริษัทนอกอาณาเขตเป็นเงินผิดกฎหมาย และการลงทุนโดยบริษัทนอกอาณาเขตในทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นการฟอกเงิน คือ นำเงินที่ผิดกฎหมายมาลงทุนในระบบธุรกิจปรกติเพื่อสร้างรายได้จากธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เช่น ซื้อหุ้น ซื้อทรัพย์สิน บ้าน ตึก ที่ดิน ลงทุนสร้างศูนย์การค้า โรงแรม โดยทั้งหมดทำในชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การเติบโตของกลไกดังกล่าวคือ พื้นที่ภาษีต่ำ บริษัทนอกอาณาเขต และการลงทุนโดยบริษัทนอกอาณาเขตสร้างความเสียหายอย่างสำคัญให้กับระบบเศรษฐกิจที่เงินเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องด้วยในสามด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่ง ประเทศขาดรายได้จากภาษีเพราะเงินที่ควรนำเข้าประเทศและเสียภาษีปรกติ ถูกนำไปซ่อนไว้ในต่างประเทศ ทำให้ประเทศไม่ได้ภาษีจากเงินเหล่านี้ แต่ที่สำคัญกว่า คือ ระบบภาษีถูกบิดเบือน กล่าวคือ คนสองคนมีรายได้ที่เกิดจากธุรกิจในต่างประเทศเหมือนกัน แต่คนหนึ่งนำเงินเข้าประเทศและเสียภาษีปรกติ แต่อีกคนไม่นำรายได้เข้าประเทศ แต่นำไปซ่อนไว้ในบริษัทนอกอาณาเขต ไม่ต้องเสียภาษี เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมและระบบเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ประเทศที่เงินเหล่านี้ไปลงทุนก็จะถูกบิดเบือน ทำให้กิจกรรมในระบบเศรษฐกิจไม่สะท้อนสิ่งที่ควรเป็น และคนในประเทศเสียประโยชน์ เช่น บริษัทนอกอาณาเขตประมูลซื้อบ้านในประเทศออสเตรเลีย และชนะการประมูลเพราะให้ราคาสูง ทำให้คนออสเตรเลียที่สะสมเงินและอยากมีบ้านไม่สามารถซื้อบ้านได้เพราะสู้ราคาที่สูงไม่ไหว ทำให้ราคาบ้านสูงกว่าเป็นจริง และไม่มีใครรู้ว่าบ้านจะถูกใช้ประโยชน์อย่างที่ควรหรือไม่และเงินที่นำมาซื้อบ้านโดยบริษัทนอกอาณาเขตเป็นเงินสะอาดหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม การมีอยู่ของกลไกเหล่านี้สร้างแรงจูงใจให้คนยิ่งทำผิดกฎหมายและทุจริตคอร์รัปชั่นเพราะสามารถนำเงินที่โกงมาซ่อนได้ มีระบบรองรับ ซื้อทรัพย์สินและบริหารทรัพย์สินได้ในระบบการเงินปรกติ โดยไม่มีใครรู้ว่าเป็นเงินของใคร กลไกจึงเอื้อให้คนโกงรวยได้ต่อไปและมีที่ยืนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในเรื่องนี้นักธุรกิจที่เปิดบริษัทนอกอาณาเขตมักจะออกตัวว่า การจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายซึ่งถูกต้อง คือเหมือนบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่ใครจะเปิดก็ได้ แต่คำถามคือ เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่เพราะหน้าที่ของพลเมืองของทุกประเทศ คือ การเสียภาษี และการเลี่ยงภาษีเป็นเรื่องที่ขัดต่อจริยธรรมและขาดธรรมาภิบาล ที่สำคัญ ในทุกกรณีความไม่โปร่งใสมักจะเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ควรทำหรือผิดกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าจะถามว่าปัญหานี้แก้ไขได้ไหม มีทางไหม คำตอบคือ แก้ได้และต้องช่วยกันแก้ โดยต้องเน้นแก้ไขสองเรื่อง คือ การใช้อัตราภาษีที่ต่ำเกินในพื้นที่พิเศษและการปิดบังข้อมูลความเป็นเจ้าของ ซึ่งแนวทางแก้ไขสามารถทำได้หลายทาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่ง อย่าให้พื้นที่พิเศษกำหนดอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป เพื่อลดแรงจูงใจให้บริษัทธุรกิจทั่วไปเลี่ยงภาษี ล่าสุด OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้บรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์กับ 136 ประเทศที่รวมพื้นที่พิเศษหลายแห่ง ที่จะกำหนดอัตราภาษีจัดเก็บรายได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในปี 2023&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ให้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่มีบัญชีหรือจัดตั้งบริษัทนอกอาณาเขตต้องเปิดเผยข้อมูลนี้โดยรายงานให้ทางการของประเทศที่ตนพักอาศัยอยู่และหาเลี้ยงชีพทราบ&amp;nbsp; ซึ่งจะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอิทธิพลทางการเมืองของกลุ่มคนร่ำรวยที่ไม่อยากเปิดเผยข้อมูล แต่ก็ต้องพยายาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม สร้างแรงจูงใจให้เจ้าของบริษัทนอกอาณาเขตนำทรัพย์สินที่บริษัทนอกอาณาเขตมีกลับประเทศตนภายในเวลาที่กำหนด เช่น หนึ่งปี ซึ่งทรัพย์สินที่นำกลับจะเสียภาษีต่ำมากครั้งเดียว และไม่ถูกสอบสวน แต่เมื่อเลยเวลาที่กำหนดแล้วให้ถือว่าทรัพย์สินที่คนในประเทศมีและถือครองอยู่ในชื่อบริษัทนอกอาณาเขตเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีบางประเทศใช้วิธีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สี่ สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศที่จะผลักดันไม่ให้มีการปกปิดข้อมูล คือ ต้องเปิดเผยชื่อเจ้าของที่แท้จริงในการทำธุรกิจ เช่น ในการซื้อหุ้น ซื้อบ้าน อาคาร ที่ดิน เป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนในกิจการ และการกู้เงิน ทุกอย่างต้องใช้ชื่อจริงไม่ใช้ชื่อบริษัทนอกอาณาเขต เพื่อลดแรงจูงใจในการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคอร์รัปชั่นที่นำเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายมา &amp;quot;ฟอก&amp;quot; โดยการซื้อสินทรัพย์แบบถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือ สิ่งที่สามารถทำได้ และต้องช่วยกันผลักดัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ต้องตระหนัก คือ แพนดอร่าเปเปอร์จะไม่ใช่การหลุดของเอกสารลับแบบนี้ครั้งสุดท้าย แต่จะมีบ่อยขึ้นและมากขึ้นตราบใดที่ความไม่โปร่งใส และความไม่เป็นธรรมยังมีอยู่ จะเกิดขึ้นบ่อยจนอุตสาหกรรมบริษัทนอกอาณาเขตกลายเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยสำหรับเศรษฐีและผู้ที่ใช้ประโยชน์ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำให้ความลับเป็นสิ่งที่รักษายาก และจะไม่ลับอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในความเห็นของผม แพนดอร่าเปเปอร์ชี้ให้เห็นด้านมืดของระบบทุนนิยมที่ผู้มีอำนาจในระบบทุนนิยมทั้งนักธุรกิจและนักการเมือง พร้อมที่จะอุ้มชูและยอมให้สิ่งที่ไม่ควรทำและสิ่งที่ผิดกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะตนเองก็ได้ประโยชน์ นี่คือประเด็นที่ต้องตระหนักที่ทำให้การแก้ปัญหาทำได้ยาก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211018/image_big_616d326e6af61.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2021 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2021 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาล&#039;เปิด&#039; คือสิ่งที่ประชาชนไทยต้องการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ที่แล้วผมได้รับเชิญจากสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(กพร) ให้เป็นองค์ปาฐกในการสัมมนา เพื่อสรุปหลักการชี้แนะเพื่อการปรับระบบราชการไปสู่รัฐบาลเปิด ซึ่งลักษณะของรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลรัฐบาลเปิดเป็นเรื่องสําคัญมากต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยในอนาคต จึงยินดีมากที่ กพร มีแนวคิดที่จะผลักดันเรื่องนี้ วันนี้จึงขอแชร์ความเห็นของผมในเรื่องนี้ให้แฟนคอลัมล์ &amp;ldquo;เขียนให้คิด&amp;rdquo; ทราบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การระบาดของโควิดที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจอย่างมาก และเป็นบททดสอบสําคัญสําหรับรัฐบาลและระบบราชการของประเทศเราในการทําหน้าที่ โดยเฉพาะการทํานโยบายสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในประเด็นความเข้าใจปัญหา การออกนโยบายและมาตรการแก้ไข การนํานโยบายไปสู่การปฏิบัติ การสื่อสารกับประชาชน และในเรื่องธรรมภิบาลของการทำนโยบายคือ ความมีเหตุมีผล ความเป็นธรรม ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ เป็นการทดสอบภาครัฐในทุกขั้นตอนของการแก้วิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงฉุกเฉินที่มีการระบาดมาก ช่วงการฟื้นเศรษฐกิจ และช่วยการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศสำหรับการเติบโตในอนาคตหลังโควิดที่ยังต้องทำ ซึ่งเท่าที่ผ่านมา เห็นได้ว่าบางประเทศทําได้ดีมาก บางประเทศทําได้ไม่ดี และบางประเทศสอบตก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศเรา การระบาดของโควิดและผลที่มีต่อชีวิตและเศรษฐกิจทําให้บทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เช่น การออกกฎและระเบียบต่างๆเพื่อชะลอหรือหยุดการระบาด ได้แก่มาตรการล๊อคดาวน์ ห้ามเดินทาง ปิดประเทศให้ประชาชนรักษาระยะห่าง ล้วนเป็นการใช้อํานาจของภาครัฐจํากัดพฤติกรรมของคนในสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในแง่การใช้ทรัพยากรเศรษฐกิจก็สูงมาก วงเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทถึงขณะนี้มากกว่าวงเงินที่ประเทศไทยเคยกู้ไอเอเอฟช่วงวิกฤติปี 2540 เกือบสามเท่า นอกจากนี้รัฐก็เข้าแทรกแซงและควบคุมกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากร เช่นการนําเข้าและกระจายวัคซีนให้กับประชาชน สื่งเหล่านี้หลายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงมีคําถามถามมากเกี่ยวกับประสิทธิผลและความมีเหตุมีผลของการทํานโยบายของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศเราตอนนี้อยู่ในช่วงสองของวิกฤติคือการฟื้นตัว แต่ก็ไม่เข็มแข็งเพราะการระบาดยังมีอยู่มากและยังบอกไม่ได้ว่าการระบาดได้ผ่านจุดสูงสุดไปหรือยัง และจะมีรอบใหม่หรือไม่ แต่ถึงจุดนี้ ความรู้สึกของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการทํางานของภาครัฐก็คือ สมรรถนะของภาครัฐในการทําหน้าที่ ทั้งรัฐบาลและหน่วยราชการยังต้องปรับปรุงและยังสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกมาก และหลังโควิดคนในสังคมส่วนใหญ่ขณะนี้ไม่ต้องการให้ประเทศกลับไปจุดเดิมก่อนโควิด แต่ต้องการให้ประเทศกลับไปจุดใหม่ที่ดีกว่าเข้มแข็งกว่าหลังโควิด คือ Build Back Better ให้ประเทศมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตคนในสังคมในวงกว้างอย่างที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าปัจจุบันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์คล้ายๆกันในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น และสิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันและต้องเปลี่ยนแปลงใหญ่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือการปฏิรูปการทํางานของภาครัฐ หรือ Public Sector Reform&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป้าหมายของการปฏิรูปภาครัฐ คือ ทำให้ภาครัฐ หมายถึง นักการเมืองและข้าราชการตอบสนองต่อการแก้ปัญหาของประเทศและนำประเทศไปสู่การพัฒนาในระดับที่สูงขึ้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งคำตอบหนึ่งก็คือ รัฐบาล &amp;ldquo;เปิด&amp;rdquo; หรือ Open Government เพราะรัฐบาลเปิดสามารถเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนให้สมรรถนะในการทําหน้าที่ของภาครัฐดีขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องนี้ สิ่งแรกที่ต้องตระหนัก คือ บทบาทภาครัฐนั้นสําคัญมากต่อประเทศ นโยบายที่ทําโดยภาครัฐ คือรัฐบาลและหน่วยราชการ กระทบการตัดสินใจ แรงจูงใจ และการจัดสรรทรัพยากรในประเทศ ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการกินดีอยู่ดีของประชาชน จึงชัดเจนว่านโยบายสาธารณะที่ดีจะทําให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองตรงข้ามกับนโยบายสาธารณะที่ไม่ดีที่จะฉุดรั้งประเทศและทําลายโอกาสของคนในประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต คําถามคือทําอย่างไรเราจะได้นโยบายสาธารณะที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คําถามนี้มีคนถามกันมาก และช่วง10ปีที่ผ่านมาในระดับสากล เราก็เห็นพัฒนาการในแนวคิดเกี่ยวกับการทํานโยบายสาธารณะที่เปลี่ยนไปชัดเจน คือ ออกจากรูปแบบเดิมที่เป็นแบบ Waterfall เหมือนน้ำตก ที่การทํานโยบายเป็นจากบนสู่ล่าง ทําโดยหน่วยงานรัฐหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบ ทำทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ คือตั้งโจทย์เอง คิดเอง นําไปปฏิบัติเอง ในแง่ธรรมาภิบาลก็เน้นเฉพาะการปฏิบัติตามระเบียบมากกว่าแนวปฏิบัติที่ดีหรือที่ควรทํา และผลออกมาอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรับไป ไม่ดีก็ทําใหม่ นี่คือโมเดลการทํานโยบายสาธารณะที่หลายประเทศทําอยู่ รวมถึงประเทศเรา ทําให้ปัญหาสําคัญๆที่ประเทศมีไม่สามารถแก้ไขได้ ผลคือ ประชาชนเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความไม่พอใจต่อนโยบายสาธารณะดังกล่าวจึงเป็นแรงกดดันให้แนวคิดเกี่ยวกับการทํานโยบายสาธารณะต้องเปลี่ยน ขับเคลื่อนโดย 4 ปัจจัยหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ความเข้าใจของสังคมว่านโยบายสาธารณะมีความสําคัญ ประเทศจะไปได้ดีหรือตกอยู่ในกับดักของการไม่เติบโตก็มาจากคุณภาพของนโยบายสาธารณะ ทำให้นโยบายสาธารณะที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และนโยบายสาธารณะที่ดีก็เป็นสิทธิของคนในประเทศ ทั้งในฐานะประชาชนและในฐานะผู้เสียภาษี นอกจากนี้ประชาชนก็พรัอมมีส่วนร่วมทั้งในและนอกระบบราชการที่จะช่วยแก้ไขปัญหา เพราะปัญหาที่สังคมมีเป็นshared problem คือเป็นปัญหาร่วมกันของคนในสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ปัจจุบันความรู้ในการแก้ปัญหาและทํานโยบายไม่ได้จํากัดอยู่เฉพาะในวงราชการ คือข้าราชการไม่ได้ผูกขาดความรู้ต่างๆในการทํานโยบายและแก้ปัญหา แต่ความรู้มีอยู่มากในสังคมทั้งภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ทั้งในเรื่องความเข้าใจปัญหา อะไรเป็นสิ่งที่ควรทํา ควรทําอย่างไร และจะทําอย่างไรให้สําเร็จดังนั้น ความท้าทาย คือ สังคมที่จะมีวิธีการอย่างไรที่จะนำความรู้ที่สังคมมีมาใช้แก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม คือพัฒนาการทางดิจิตอลเทคโนโลยี่ที่มีมาก เช่น Big Data, AI, Machine Learning, Blockchain&amp;nbsp; เทคโนโลยี่เหล่านี้ใช้กันกว้างขวางในภาคธุรกิจและสามารถนํามาช่วยในการทํานโยบายสาธารณะได้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ทำนโยบายมีทางเลือกมากขึ้นในการทำนโยบายสาธารณะที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ การแก้ไขปัญหาหลายเรื่องต้องการความรู้และทักษะหลายด้านผสมกันเพราะปัญหามีหลายมิติ เป็นความรู้ที่หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอาจไม่มี จําเป็นต้องระดมความรู้มาจากภาคต่างๆเพื่อให้ได้ทางเลือกทางนโยบายที่ดีที่สุด จนมีการพูดกันว่านักนโยบายสาธารณะที่ดีต้องเป็นเหมือนคนที่มีหลายพรสวรรค์ คือ มีหัวแบบวิศรกรคือคิดเป็นระบบ มีใจแบบนักกฏหมายคือคิดในเรื่องความถูกต้องและความเป็นธรรมอยู่เสมอ มีความกระตือรือล้นแบบนักธุรกิจที่ต้องการให้สิ่งที่ทําประสพความสําเร็จ และมีมือแบบนักวิทยาศาสตร์ คือพร้อมยื่นมือและร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้งานสําเร็จ นี่คือทักษะที่ต้องมีในการทํานโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงกดดันเหล่านี้ ทําให้บทบาทของภาครัฐและหน่วยราชการจําเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่การเป็นรัฐบาลที่เปิดมากขึ้น อย่างน้อยในสามด้าน หนึ่ง เปิดในแง่การเปิดเผยขัอมูลและการสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้โดยภาคเอกชนและภาคประชาสังคม สอง เปิดในแง่การมีส่วนร่วมจากภายนอกในการทํานโยบาย และ สาม เปิดในแง่การสื่อสารและธรรมาภิบาล คือ โปร่งใสตรวจสอบได้ ทั้งหมดก็ให้เพื่อการทํานโยบายสาธารณะของประเทศเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งจะช่วยรักษาความไว้วางใจหรือ Trust ที่ประชาชนมีต่อภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ การปฏิรูประบบราชการไปสู่รัฐบาลเปิดในประเทศเราจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและจะเป็นรูปแบบการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่ตรงกับความต้องการของประชาชนและจะต่างกับรูปแบบของรัฐบาลปัจจุบันมากมาย คือเป็นรัฐบาลเปิดในสามรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง เปิดด้านข้อมูลที่ข้อมูลภาครัฐมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีมาตราฐานตามหลักสากล สามารถเชื่อมต่อในระดับหน่วยงานได้เพื่อประโยชน์ในการทํานโยบาย ขณะเดียวกันก็เปิดให้ภาคธุรกิจและประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ นําไปสู่การตัดสินใจที่ดีในภาคเอกชนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เปิดด้านการมีส่วนร่วม เพื่อระดมความรู้ความสามารถที่สังคมมีเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในลักษณะการสร้างCollective Intelligence หรือ ปัญญาสังคมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Big Data, AI มาร่วมวิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกทางนโยบายที่เหมาะสมต่อการแก้ปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม เปิดในเรื่องธรรมาภิบาลคือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยมีช่องทางให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลภาครัฐ การตัดสินใจ และเหตุผลในการทํานโยบาย ทั้งโดยการตั้งคําถามที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือขอเหตุผลในการตัดสินใจในเรื่องที่สําคัญในอดีตหลังเว้นระยะเวลาหนึ่ง เช่น นโยบายสําคัญ การประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง การตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการฟ้องร้องคดี เหล่านี้สามารถทําให้เป็นระบบได้โดยไม่ขัดกับกฏหมายหรือสิทธิส่วนบุคคล และจะช่วยให้การทํานโยบายและการตัดสินใจของภาครัฐต้องมีเหตุมีผลและระมัดระวังมากขึ้น เพราะสามารถถูกตรวจสอบได้ในอนาคต และอันนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะสร้าง trust ให้กับการทําหน้าที่ของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลเปิดที่เปิดในทั้งสามด้านนี้เป็นสี่งที่ประชาชนไทยต้องการ และตรงกับความหมายของ Open Government ในระดับสากล เช่นของ OECD &amp;nbsp;ผมจึงยินดีมากที่ กพร ได้ริเริ่มและกำลังขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญนี้ ก็อยากให้คนไทยทุกคนสนับสนุน และช่วยกันเรียกร้องผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขียนให้คิด
ดร.บัณฑิต&amp;nbsp; นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล



&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต  นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210920/image_big_61480761e5f4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจและประเทศจะเดินต่ออย่างไรหลังโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;24 ส.ค. 64- วิกฤติโควิดต้องถือรุนแรงมากสุดในแง่ผลกระทบที่มีต่อชีวิต เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนในประเทศ เป็นความท้าทายและจุดทดสอบสำคัญทั้งต่อภาคธุรกิจและรัฐบาลในการบริหารจัดการวิกฤติและผลกระทบที่เกิดขึ้น ในทุกประเทศวิกฤติโควิดได้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งและจุดอ่อนที่ประเทศมี และจุดอ่อนเหล่านี้จำเป็นต้องแก้ไข เพื่อให้ประเทศกลับอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ดีขึ้นหลังวิกฤติ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับภาคธุรกิจ วิกฤติโควิดเป็นจุดทดสอบสำคัญในเรื่องโมเดลธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และความสามารถของธุรกิจว่าจะปรับตัวและรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะผลที่จะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท เช่น ลูกค้า พนักงาน และบริษัทคู่ค้า ในขณะเดียวกัน ในแง่ธรรมาภิบาล สังคมก็มีความคาดหวังสูงว่าในวิกฤติที่เกิดขึ้นภาคธุรกิจหรือบริษัทจะแสดงตนอย่างรับผิดชอบ&amp;nbsp; เป็นบริษัทที่ดีในสังคมด้วยการปฏิบัติต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างมีเหตุมีผลและเป็นธรรม คาดหวังให้บริษัทต้องมองเลยตัวเองออกไป และให้ความสำคัญกับผลกระทบที่จะมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ลูกค้า พนักงาน บริษัทในห่วงโซ่การผลิต รวมถึงบทบาททางสังคมที่บริษัทควรมี เป็นการคาดหวังที่สูงและสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา เราเห็นภาคธุรกิจในประเทศเราโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ คือ ไม่ได้มองแต่ตัวเองเฉพาะเรื่องกำไรขาดทุน แต่ให้ความสำคัญต่อบทบาทที่บริษัทควรมี ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคมในภาวะที่ทุกคนยากลำบาก เราจึงเห็นบริษัทในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ปรับตัวในทิศทางที่ควรเป็น เช่น ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินสดและสภาพคล่อง พยายามพยุงการผลิตและรักษาการจ้างงาน ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการแก้ไขและป้องกันโรคระบาดของรัฐ สื่อสารต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำธุรกิจอย่างมีจริยธรรมไม่เอาเปรียบผู้อื่นในภาวะที่ทุกคนเดือดร้อน บางบริษัทปรับไลน์การผลิตมาผลิตสินค้าที่ขาดแคลนเพื่อช่วยแก้ปัญหา เช่น เปลี่ยนโรงแรมและสถานที่พักเป็นสถานที่รักษาหรือกักตัวผู้ป่วย นอกจากนี้เราก็เห็นบริษัทจำนวนมากบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือสังคม สิ่งเหล่านี้น่ายินดีและสอดคล้องกับการคาดหวังของสังคม แม้บริษัทขนาดเล็กและกลางจะไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้มากเท่าบริษัทใหญ่เพราะถูกกระทบมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับภาครัฐ คือ หน่วยงานราชการและรัฐบาล วิกฤติโควิดเป็นจุดทดสอบแท้จริงถึงความสามารถในการบริหารจัดการประเทศ เพราะจากผลกระทบที่เกิดขึ้นสังคมมองไปที่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่ต้องแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนตามหน้าที่ และสังคมก็พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้การระบาดและปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นสามารถควบคุมหรือบรรเทาได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;เราจึงเห็นบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในวิกฤตนี้ ทั้งในแง่การออกกฎเกณฑ์จำกัดพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชน การระดมทรัพยากรการเงินโดยกู้ยืมจากประชาชนและต่างประเทศเพื่อช่วยเศรษฐกิจ และการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ล็อคดาวน์ หรือห้ามเดินทางเพื่อป้องกันการระบาด มาตรการสาธารณสุขที่จะลดการระบาด เช่น วัคซีนและยา การดูแลระบบสาธารณะสุขของประเทศให้มีเพียงพอที่จะรักษาและช่วยชีวิตผู้ที่เจ็บป่วย มาตรการการคลังที่เยียวยาประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการการเงินที่รักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ และมาตรการด้านการเงินที่อัดฉีดและกระจายสภาพคล่องไปสู่บริษัทในภาคเศรษฐกิจจริงที่ได้รับผลกระทบ การลดภาระการชำระหนี้ของบริษัทและครัวเรือนที่เป็นหนี้ด้วยมาตรการพักหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ และลดการฟ้องร้องที่มาจากความไม่สามารถชำระหนี้ ด้วยมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สิ่งเหล่านี้เป็นการแทรกแซงระบบเศรษฐกิจในระดับที่สูงมาก และสร้างต้นทุนที่ให้กับคนทั้งประเทศ คือ วงเงินกู้เยียวยาเศรษฐกิจจำนวน 1.5 แสนล้านล้านบาทนั้นใหญ่กว่าวงเงินที่รัฐบาลเคยขอความช่วยเหลือจากกองทุนระหว่างประเทศสมัยช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เกือบสามเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และเหมือนทุกวิกฤติหรือการระบาดใหญ่ที่เคยเกิดขึ้น ทุกอย่างมีขึ้นก็ต้องมีจบ วิกฤติคราวนี้ก็เช่นกัน การระบาดใหญ่คงจะลดลงและหมดไปอย่างน้อยระยะหนึ่ง ทำให้เศรษฐกิจและประเทศกลับไปสู่ความปรกติได้ คำถามคือ เราควรจะกลับไปสู่ความปรกติแบบไหน เพราะวิกฤติคราวนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนมากมายที่ประเทศมี เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง ระบบการช่วยเหลือสังคมที่อ่อนแอและไม่ทั่วถึง ปัญหาความสามารถและสมรรถภาพของภาครัฐ คือ หน่วยราชการ ข้าราชการ รัฐบาล และนักการเมืองในการบริหารจัดการประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ความอ่อนแอและปัญหาเหล่านี้ทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่อยากให้ประเทศกลับไปสู่สิ่งที่ดีกว่าหลังโควิด ไม่ใช่กลับไปเหมือนเดิม ความคาดหวังคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;หนึ่ง ประเทศจะต้องกลับไปสู่จุดใหม่ที่ดีกว่าเดิม คือ Build Back Better เพื่อให้ประเทศมีความสามารถและมีความพร้อมมากกว่าเดิมที่จะการแก้ปัญหาที่กระทบคนทั้งประเทศเหมือนกรณีโควิดในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ประเทศและเศรษฐกิจเสื่อมถอยลงถึงปัจจุบัน ที่ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน มีปัญหาความเหลื่อมล้ำติดอันดับท็อปของโลก มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรงต่อเนื่อง และล่าสุด ความสามารถในการบริหารของภาครัฐวัดจากการแก้ไขปัญหาโควิดประเทศไทยเทียบกับอีกร้อยกว่าประเทศในโลกไทยก็อยู่ท้ายตาราง นี่คือความเสื่อมถอยของประเทศเราที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตนเองแต่เป็นพลวัตของความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ที่ประเทศมี ที่ได้สะสมจนทำลายศักยภาพเศรษฐกิจและลดต่ำความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือ การเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่จะปฏิรูปหรือผ่าตัดระบบเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม ประชาชนคาดหวังว่าภาครัฐไทย หมายถึงระบบราชการและระบบการเมือง จะมีการปฏิรูปเพื่อให้ประเทศมีความสามารถและสมรรถภาพด้านนโยบายสาธารณะดีกว่าปัจจุบัน ความอ่อนแอต่าง ๆ ที่วิกฤติโควิดแสดงให้เห็นเปรียบเหมือนการฟ้องให้เห็นถึงจุดต่ำสุดของภาครัฐไทยในการทำหน้าที่ ทำให้การปฏิรูปภาครัฐเป็นสิ่งที่ต้องทำ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้กับการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศที่จะมีตามมา และถ้าไม่ทำอนาคตของประเทศและคนในประเทศก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น จะยิ่งเสื่อมถอยลงมากไปอีกหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สามเรื่องนี้ คือ ความคาดหวังที่สังคมมี ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหลังโควิด เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการและพร้อมขับเคลื่อน และประชาชนพร้อมแสดงความต้องการเหล่านี้ออกมาให้เห็น จนเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ด้วยเหตุนี้ มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจและประเทศจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกดดันของระบบทุนนิยมที่ประเทศมีเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ อีกส่วนผลักดันโดยภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งในความเห็นของผม การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยหลังโควิดจะเกิดขึ้นในสามลักษณะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;หนึ่ง การปรับตัวของเศรษฐกิจจะนำโดยภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมไม่ใช่ภาครัฐ ส่วนหนึ่งเพราะทรัพยากรการเงินในภาคธุรกิจมีมากเห็นได้จากบริษัทขนาดใหญ่มีกำไรดีในช่วงโควิด ขณะที่ภาครัฐมีหนี้มากขึ้นและต้องใช้เวลาหลังโควิดไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ขณะเดียวกันแรงกดดันด้านการแข่งขันก็จะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว ซึ่งต้องทำเร็วรอการชี้นำหรือมาตรการจากภาครัฐไม่ทัน ผลคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังโควิดจะนำโดยภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมที่ต้องการแก้ไขปัญหาที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ภาคธุรกิจจะปรับตัวมากเพื่อความอยู่รอด เช่น ใช้นวัตกรรมและดิจิตัลเทคโนโลยี่มากขึ้น&amp;nbsp; เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีต่อภาคธุรกิจในระยะยาว รวมถึงที่จะลดโอกาสในการทำธุรกิจ เช่น ปัญหาโลกร้อน ความปลอดภัยด้านสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐต้องออกมาสนับสนุนการปรับตัวของภาคเอกชน ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นและแข่งขันได้ กล่าวคือ ภาคธุรกิจต้องการภาวะแวดล้อมในการทำธุรกิจที่เอื้อต่อการปรับตัวและการเติบโต ซึ่งต้องมาจากการสนับสนุนของระบบราชการและภาครัฐแบบ 4.0 ไม่ใช่แบบ 1.0 หรือ 2.0 เช่นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม ภาครัฐเองจะทนต่อแรงกดดันไม่ไหวและต้องปรับตัวทั้งในระดับหน่วยราชการ ข้าราชการ และนักการเมือง โดยเฉพาะคุณภาพของนักการเมือง เพื่อให้นำไปสู่การทำนโยบายที่มีคุณภาพ ที่สามารถระดมความคิดเห็นจากทุกฝ่ายมากลั่นเป็นนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างสำเร็จ ไม่ใช่การทำนโยบายแบบท็อปดาวน์ (Top down) อย่างในปัจจุบัน แต่เป็นกระบวนการทำนโยบายสาธารณะที่เปิดกว้าง นำไปสู่การตัดสินใจบนเหตุผล หลักวิชาการ และข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ รวมถึงมีการใช้วิทยาการสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ เช่น การใช้ประโยชน์ Big&amp;nbsp; Data และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นวิธีการที่หลายประเทศกำลังใช้ในการทำนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่การทำนโยบายแบบคุณพ่อรู้ดี ที่การตัดสินใจให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากกว่าเหตุผลและข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือ ทิศทางที่เศรษฐกิจและประเทศจะเปลี่ยนหลังโควิด เป็นสิ่งที่ต้องเกิดและควรต้องเกิด.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114365</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_61249ba0e9584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 13:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มองโควิดผ่านประวัติศาสตร์โรคระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถึงเดือนนี้การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกก็ยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือนหรือปีครึ่ง และไม่มีท่าทีว่าจะจบง่าย ๆ ล่าสุดจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มเฉลี่ยเจ็ดวันอยู่ที่ 373,545 คนต่อวัน (ตัวเลขวันจันทร์ที่แล้ว) ในประเทศเราทั้งตัวเลขระบาดใหม่และผู้เสียชีวิตก็อยู่ในเกณฑ์น่าเป็นห่วง ทำให้มีการวิตกกันว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือไม่ และทางการจะควบคุมการระบาดได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาเหตุที่การระบาดทั่วโลกยังมีต่อเนื่องคงเกิดจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญน่าจะเป็นสามเรื่อง หนึ่ง เชื้อไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอด ทำให้การควบคุมการระบาดทำได้ยาก สอง พฤติกรรมใช้ชีวิตของคนทั่วโลกก็สลับไปสลับมาระหว่างการมีวินัยทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาด กับการผ่อนคลายวินัย เมื่อสถานการณ์ระบาดดูดีขึ้นที่อาจเร็วเกินไป สาม ความเหลื่อมล้ำในการกระจายและฉีดวัคซีนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ จุดอ่อนเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้การระบาดกลับมาได้ง่ายและในหลายพื้นที่ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง อัฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมประเทศไทย การระบาดขณะนี้รุนแรงมากกว่าครั้งก่อน ล่าสุดองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนว่า ในหลายประเทศการระบาดรอบใหม่นี้กำลังพุ่งขึ้นเป็นเส้นตรง คำถาม คือ เราจะหยุดการระบาดได้หรือไม่ และจะหยุดอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประเด็นที่ต้องเข้าใจคือ เรากำลังอยู่ในสถานการณ์โรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก หรือ Pandemic เป็นเหตุการณ์ที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นครั้ง ครั้งสุดท้ายก็คือการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปน ปี 1918-20 ที่ใช้เวลากว่าสองปีก่อนที่การระบาดจะสงบ คร่าชีวิตผู้คนไปมาก และถ้าเราศึกษาการระบาดใหญ่อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนปี 1918 จะเห็นว่าในทุกการระบาดใหญ่ ลักษณะของผลกระทบที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจจะคล้ายกัน คือ เป็นรูปแบบ หรือ Pattern เดียวกัน เพราะเป็นผลของพฤติกรรมมนุษย์ที่มีต่อการระบาด และพฤติกรรมมนุษย์มักไม่เปลี่ยนแม้เวลาจะผ่านไปเป็นร้อยปี ทำให้จะมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่มากับการระบาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ข่าวร้ายคือการระบาดจะไม่จบเร็ว แต่จะยืดเยื้อและใช้เวลา สร้างความเสียหายต่อชีวิตและเศรษฐกิจ ส่วนข่าวดีคือ ทุกการระบาดใหญ่จะจบ และเมื่อจบแล้วสังคมก็จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมืองเกิดขึ้นตามมา นำประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ข้อสังเกตนี้มาจากงานเขียนล่าสุดของศาสตราจารย์ นิโคลัส คริสตาคิส (Niclolas Christakis) มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ในหนังสือ &amp;quot;ลูกศรของอพอลโล&amp;quot; หรือ Apollo&amp;#39;s Arrow : The Profound and Enduring Impact of Coronavirus on the Way We Live ตีพิมพ์ปี 2020 ผู้เขียนเป็นทั้งแพทย์และนักสังคมวิทยาที่ศึกษาการระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีตและวิเคราะห์รูปแบบของผลกระทบที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งน่าสนใจมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผู้เขียนวิเคราะห์การระบาดใหญ่ โดยแบ่งช่วงเวลาการระบาดเป็นสามช่วง ช่วงแรก คือ ช่วงที่การระบาดเกิดขึ้น ช่วงสอง คือ ช่วงกลางที่การระบาดลดลงและสังคมเริ่มปรับตัวกลับสู่ความเป็นปรกติ ช่วงสาม คือ ช่วงหลังการระบาดที่การระบาดสงบและโลกเข้าสู่โลกใหม่ที่ดีขึ้น ทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม ในแต่ละช่วงพฤติกรรมของคนในสังคมจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงแรกที่เกิดการระบาด ผลกระทบจะรุนแรงทั้งในเรื่องสาธารณสุขและเศรษฐกิจ การสูญเสียจะมากเพราะไม่มีวิธีแก้ไขโรคระบาด ต้องพึ่งแนวทางดั้งเดิมคือ กักตัวลดการติดต่อเพื่อหยุดการระบาด ช่วงนี้การใช้อำนาจของรัฐจะเพิ่มมากเพื่อแก้ไขปัญหา และประชาชนหวังให้รัฐทำหน้าที่ เช่น ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ออกกฏเกณฑ์ที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมเพื่อลดการระบาด รักษาระบบสาธารณสุขให้ทำงานได้ต่อไป เยียวยา และพัฒนายา หรือวัคซีน ขณะเดียวกันการระบาดก็เปิดให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ที่สังคมและเศรษฐกิจมี เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ความไม่เพียงพอของระบบประกันสังคม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับประชาชนที่ต้องกักตัวอยู่บ้านพฤติกรรมก็จะเปลี่ยน คิดถึงชีวิตตนเองและความสำคัญของครอบครัวมากขึ้น ลดการใช้จ่าย เก็บออม เข้าหาศาสนา และมองหาความหมายของชีวิต ขณะเดียวกันก็อึดอัดกับความเหลื่อมล้ำที่ทำให้ความไม่เป็นธรรมในสังคมเห็นได้ชัดเจน เช่น การเข้าถึงการรักษาพยาบาล เกิดความไม่พอใจที่รัฐควบคุมการระบาดไม่ได้ และจะปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการแสดงออกหรือประท้วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศาสตราจารย์ คริสตาคิส วิเคราะห์ว่า ช่วงการระบาดนี้จะจบเมื่อสังคมมีภูมิต้านทานหมู่มากพอที่จะชะลอพลังทางชีวภาพของไวรัสและลดการระบาด และมองการพัฒนาวัคซีนที่ทำได้สำเร็จคราวนี้เป็นความก้าวหน้าสำคัญของมนุษยชาติเทียบกับการระบาดใหญ่ในอดีตที่ไม่มีวัคซีน ทำให้เราขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงปลายของช่วงการระบาด และประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็จะเข้าสู่ช่วงที่สอง คือ ช่วงการระบาดต่ำประมาณปลายปีนี้ ถ้าสามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากกว่าร้อยละ 75 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ด้วยเหตุนี้วัคซีนจึงสำคัญมากต่อการลดการระบาด และปัญหาขณะนี้คือการผลิต และการกระจายวัคซีนให้ทั่วถึงทุกประเทศในโลกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงสอง เป็นช่วงที่การระบาดลดลงจากผลของภูมิคุ้มกันหมู่ แต่การระบาดยังมีอยู่ แต่เป็นการระบาดในระดับต่ำ ทำให้มาตรการป้องกันต่าง ๆ เริ่มผ่อนคลายได้เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปรกติ ช่วงนี้ความไม่แน่นอนยังมีมาก แต่ประชาชนและเศรษฐกิจก็เริ่มปรับตัวเข้าสู่ความเป็นปรกติ โดยประชาชนจะให้ความสำคัญกับการหารายได้ การมีงานทำ และการศึกษาเล่าเรียนของลูกหลานว่าจะชดเชยเวลาเรียนที่เสียไปอย่างไร ภาคธุรกิจก็จะปรับตัวด้วยวิธีการทำงานใหม่ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อเคลื่อนย้ายทรัพยากรและกำลังการผลิตออกจากสาขาเศรษฐกิจที่ไปต่อไม่ได้ไปสู่สาขาเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องการแนวทางว่าจะอยู่ในโลกที่โควิดมีการระบาดต่ำอย่างไรอย่างปลอดภัย ซึ่งต้องพึ่งคำชี้แนะและแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐ และขณะนี้หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ก็เริ่มวางแนวทางในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์คริสตาคิส ประเมินว่า ช่วงการระบาดต่ำนี้จะใช้เวลาสองปีก่อนที่โลกจะเข้าสู่ช่วงสาม คือ ช่วงโลกใหม่หลังโควิดในปี 2024&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ช่วงสาม คือ ช่วงที่โควิดหายไปจากโลก อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง ทำให้ชีวิตกลับมาเป็นปรกติไม่ต้องระมัดระวัง ผลคือ ในช่วงนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะพุ่งทะยาน เศรษฐกิจจะเติบโตมากจากความอึดอัดที่มีมานาน พฤติกรรมบุคคลจะเปลี่ยนตรงข้ามกับความระมัดระวังที่เคยมีในช่วงโควิด คนพร้อมที่จะผจญภัยและเสี่ยงมากขึ้น ใช้ชีวิตและสังคมกันเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ จะพรั่งพรู และเศรษฐกิจจะเติบโตมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องการเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น เป็นโลกที่ดีขึ้นหลังโควิด จะมีการผลักดันการปฏิรูปหลายอย่างให้เกิดขึ้น&amp;nbsp; เป็นการปฏิรูปใหญ่ที่ทุกคนอยากเห็นเพื่อไม่ให้ประเทศกลับไปเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นปฏิรูประบบการเมือง ระบบข้าราชการ การศึกษา ระบบประกันสังคมและสุขภาพ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ นำมาสู่เศรษฐกิจและการเมืองใหม่ที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือบริบทที่รออยู่ข้างหน้า มองผ่านประวัติศาสตร์ของโรคระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งการระบาดของโควิด-19 คราวนี้ก็คงอยู่ในแนวนี้ไม่ต่างกัน คือ มีเริ่ม มีจบ และระยะทางระหว่างเริ่มกับจบก็จะใช้เวลา ดังนั้นถ้าเราตระหนักเช่นนี้ เราจะมองสถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ด้วยความสุขุมและร่วมกันนำประเทศออกจากวิกฤติด้วยสติและปัญญา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในแง่เศรษฐกิจ ช่วงแรกที่เกิดการระบาด เศรษฐกิจจะตกต่ำมากจากผลของการระบาด อย่างที่เห็นปีที่แล้ว และเมื่อการระบาดลดลงเข้าสู่ช่วงที่สองของการระบาดต่ำ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัว ก่อนเข้าสู่ช่วงที่สามที่การระบาดสงบ เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง และเติบโตมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ที่ต้องระวังคือ การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงสามอาจเพาะเชื้อวิกฤติเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมาได้ถ้าไม่ระมัดระวัง ดูจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกร้อยปีที่แล้ว หลังการระบาดของไข้หวัดสเปนจบลงในปี 1920 จากนั้นสองปีที่เศรษฐกิจใช้เวลาปรับตัวและเศรษฐกิจโลกก็บูมมากช่วงปี 1922-29 ตลาดหุ้นบูม ทั้งจากนวัตกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและการเก็งกำไร จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นในปี 1929 นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงทั่วโลกในปี 1930 ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหนึ่งร้อยปีที่แล้ว คำถามคือ ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยได้หรือไม่ ที่การพุ่งทะยานของเศรษฐกิจโลกหลังโควิดจบลงจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกและวิกฤติเศรษฐกิจโลกตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เรื่องนี้คงยังไม่มีใครตอบได้ เป็นสิ่งที่รอพิสูจน์และสิบปีก็ไม่นานเกินรอว่าจะเป็นเหมือนที่&amp;nbsp;มาร์ค ทเวน (Mark Twain) นักเขียนชาวอเมริกัน เคยพูดไว้หรือไม่ว่า History never repeat itself, but it rhymes คือ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย แต่จะสัมผัสเหมือนบทกวี.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คอลัมน์ เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110294</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด, ดร.บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f5142260c72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107064</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 12:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเมืองทำให้เศรษฐกิจประเทศไหลยาวสู่ความมืด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาทิตย์ที่แล้วนิตยสารนิเคอิ เอเซียน รีวิว ได้เผยแพร่บทความ ขาลงยาวสู่ความมืดทางเศรษฐกิจของไทย (Thailand&amp;#39;s long descent into economic darkness) เขียนโดย นายวิลเลียม พีเซ็ค (William Pesek) ซึ่งเป็นข่าวไม่ค่อยดีสำหรับเศรษฐกิจไทยและไม่ดีมาก เพราะนิเคอิ เอเซียน รีวิว เป็นนิตยสารที่ทรงพลังและมีคนอ่านมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นายพีเซ็ค ผู้เขียนก็เป็นคอลัมนิสต์ทางเศรษฐกิจที่เป็นที่ยอมรับ รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้อ่านนิตยสารนี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ของไทยและมีอิทธิพลมากต่อการค้าและการลงทุนในบ้านเรา แต่ความเห็นที่ปรากฏในบทความก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และเราโดยเฉพาะผู้บริหารประเทศควรต้องยอมรับและพยายามแก้ไขปัญหาจริงจัง เป็นเรื่องที่ละเลยอีกไม่ได้ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เนื้อหาของบทความแบ่งได้เป็นสามประเด็น หนึ่ง ผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างรุนแรงเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะผลกระทบที่มีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากันระหว่างเศรษฐกิจด้านบน คือ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเศรษฐกิจของคนส่วนน้อย กับเศรษฐกิจด้านล่าง คือ ภาคบริการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ เป็นการฟื้นตัวแบบตัวอักษร K ที่จะใช้เวลานานในการฟื้นตัว โดยอ้างตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประเมินว่า ไทยอาจจะใช้เวลาฟื้นตัวนานถึงปี 2023 ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่มองการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นในปีหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยมีมาตั้งแต่ก่อนโควิดเป็นผลจากการทำนโยบายของทุกรัฐบาล ช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา ที่เมื่อเข้ามามีอำนาจแล้วส่วนใหญ่ก็บริหารเศรษฐกิจไปวันๆ แบบไม่มีแผน ทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ประเทศมีไม่มีการแก้ไข มีแต่คำมั่นสัญญาแต่ไม่มีผลงาน รัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ต่างกันคือ เริ่มต้นเข้มแข็งแต่จากนั้นก็ทำนโยบายเหมือนรัฐบาลในอดีต คือ แจกจ่ายเงิน ไม่แก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่สนใจเรื่องนวัตกรรม ไม่ปฏิรูปประเทศในช่วงที่ควรทำคือ ปี 2004-2020 ที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ไม่กล้าเผชิญงานหนักที่จะปฏิรูประบบราชการ ลงทุนในระบบการศึกษา และเพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ ผลคือ ประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปและตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนามที่มีการปฏิรูป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากนี้เราไม่ยอมฝึกหรือลงแส้กำลังแรงงานของประเทศให้ทำงานที่ยากขึ้นเก่งขึ้น เพื่อการเติบโตในอนาคต แต่เลือกทางออกแบบง่ายๆ เดิมๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งออกสินค้าแบบเดิมๆ ดึงเงินทุนต่างประเทศ และกระตุ้นการบริโภคของประชาชนด้วยการก่อหนี้ จนเศรษฐกิจและแรงงานของประเทศไม่มีความเข้มแข็งเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม เศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่พร้อมที่จะเดินต่อแม้วิกฤติโควิดจบลง จากที่ครัวเรือนไทยมีระดับหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย คือ ร้อยละ 89.3 ของรายได้ประชาชาติ ไม่มีพลังที่จะไปต่อ เงินที่รัฐบาลกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็หมดไปกับแจกเงินเยียวยา ซึ่งก็คือการบริโภค ไม่ใช้วางรากฐานเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจหลังโควิด และยิ่งโควิดยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยก็เหมือนเรือที่แล่นออกจากแผนที่เดินทางโดยไม่รู้ว่าจะไปจบที่ไหน และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจจะเดินถอยหลังช่วงสองปีข้างหน้า คือ รายได้ต่อหัวลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งหมดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการเมืองของประเทศที่ไม่ทำหน้าที่ (Thailand&amp;#39;s political dyfunction) ทำให้ 10-20 ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่สูญเปล่าของประเทศ (lost years) และที่น่าเจ็บปวดคือ ผู้บริหารขณะนี้เหมือนจมอยู่ในอดีต คือประเทศไทยตอนนี้ก็เหมือนประเทศไทยในปี 1997, 2006 หรือ 2014 คือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนเดิม ทำให้ไทยจะไม่ใช่ประเทศยิ่งใหญ่หลังโควิดจบลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ใครที่สนใจบทความนี้น่าจะอ่านต้นฉบับ ผมพยายามเก็บความอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของผู้เขียนที่สันทัดเรื่องเศรษฐกิจเอเชียติดตามและมองประเทศไทยมาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เป็นข้อเท็จจริงที่เราต้องเปิดใจแม้เป็นสิ่งที่เราไม่กล้าและไม่ชอบพูดกันทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ และสำหรับผู้ที่เดินทางต่างประเทศมากๆ ช่วงก่อนโควิดคงจะเห็นภาพว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเหมือนหยุดอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก้าวกระโดดจนเราเหมือนเป็นคนป่วยของเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในเรื่องนี้ต้องเข้าใจว่า ขณะที่ประเทศต่างๆ ไปได้ดีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย ปี 1997 โดยเฉพาะประเทศที่เกิดวิกฤติเหมือนเรา เช่น เกาหลีใต้ ที่ประเทศพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมระดับต้นๆ ของโลก หรืออินโดนีเซียที่มีการพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจต่อเนื่องโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารโดยทหารเลยช่วง 21 ปีที่ผ่านมา และประเทศก็ไปได้ดี และแม้ทุกประเทศในภูมิภาคจะเผชิญความผันผวนและความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกเหมือนเราช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ทุกประเทศก็ทำได้ดี ทำให้ชัดเจนว่าเราเป็นประเทศที่มีปัญหา และปัญหาของเราอยู่ที่การบริหารจัดการ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการทำหน้าที่ของนักการเมืองในฐานะผู้นำประเทศ และระบบการเมืองของเราที่ผลิตผู้นำเหล่านี้ขึ้นมาบริหารประเทศ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเราได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากทุกพรรคการเมืองใหญ่จากการปฏิวัติรัฐประหาร ได้รัฐบาลที่มาจากการผสมกันของพรรคการเมือง ข้าราชการ ทหาร และนักธุรกิจ แต่การเมืองที่ได้มาก็ไม่ทำหน้าที่เหมือนที่บทความวิเคราะห์ ทำให้ยี่สิบปีที่ผ่านมาเป็นยี่สิบปีที่สูญเปล่า ทำให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในประเทศเหมือนหยุดอยู่กับที่ไม่ไปไหน คำถามคือทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ทำไมการเมืองถึงได้กดต่ำเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศได้มากขนาดนี้ ซึ่งคำตอบน่าจะอยู่ในสามเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;หนึ่ง หลังวิกฤติปี 40 การเมืองไทยถูกแปรสภาพเป็นการเมืองแบ่งขั้วที่ห้ำหั่นกันรุนแรง ไม่ใช่เพื่ออุดมคติทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่เป็นการแบ่งขั้วเพื่อแย่งอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพื่อบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า แต่เพื่อใช้อำนาจรัฐหาประโยชน์และทำลายคู่แข่งทางการเมือง เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องโจ่งแจ้งรุนแรงจนสถาบันหลายสถาบันของประเทศต้องเลือกข้างไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสื่อ สถาบันข้าราชการ หรือบางหน่วยงานที่ดูเรื่องความมั่นคงและยุติธรรม เช่น การใช้บังคับกฎหมาย เมื่อเป็นอย่างนี้ประเทศก็ไม่มีพลัง ไม่มีความสามัคคีที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา เห็นได้ชัดกรณีวิกฤติโควิดคราวนี้ที่นักการเมืองดูจะหมกมุ่นกับเรื่องอำนาจและการทำลายคู่แข่งมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชน หรืออนาคตของประเทศที่เสื่อมถอยลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สอง ระบบข้าราชการที่เคยเป็นเกราะป้องกันสำคัญไม่ให้มีการใช้อำนาจการเมืองอย่างผิดๆ ที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศก็อ่อนแอลงไปมาก เพราะการเมืองสองขั้ว ทำให้บ้างต้องเลือกข้างหรือรับใช้นโยบายที่ไม่ได้ความเพื่อความอยู่รอด ซึ่งน่าเห็นใจมาก แต่อีกส่วนของข้าราชการที่พร้อมไปด้วยกับการเมือง ทำตัวเป็นผู้ตามที่ดี คือนักการเมืองที่เข้ามาเป็นใหญ่ในกระทรวงมักจะไม่มีความคิดหรือเตรียมแผนงานมาก่อนว่าจะทำอะไร ต้องอาศัยข้าราชการเป็นผู้แนะนำหรือเสนอ หรือช่วยทำให้ประเด็นที่หาเสียงไว้เกิดเป็นนโยบาย ข้าราชการก็พร้อมตอบสนองตราบใดที่การเมืองไม่เข้าไปแตะหรือปฏิรูประบบที่มีอยู่ โดยเฉพาะขุดคุ้ยการทำไม่ดีไม่งามต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ ผลคือ นโยบายที่ออกมาจากนักการเมืองจะเป็นแบบเบาๆ เพื่อสร้างคะแนนนิยม แต่เรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขจะไม่แตะ และการผิดพลาดใหญ่ๆ ในระบบราชการที่มีอยู่ เช่น การทุจริตคอร์รัปชันก็จะไม่แตะต้อง เราจึงเห็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูปไม่เกิดขึ้น และการทุจริตคอร์รัปชันยิ่งรุนแรงขึ้นจนเหมือนจะแก้ไขไม่ได้ ผลคือเศรษฐกิจและภาคธุรกิจกลายเป็นเชลยของระบบนี้ ทำให้ประเทศกลายเป็นเศรษฐกิจที่ไม่มีพลังทางด้านนโยบายที่จะนำพาประเทศ เป็นประเทศที่มีต้นทุนแอบแฝงสูงในการทำธุรกิจ ขาดทิศทางและไม่น่าลงทุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สาม ภาคธุรกิจก็เป็นเชลยกับระบบนี้ที่ไม่มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญที่ควรแก้ไข มีแต่ความไม่แน่นอน เพราะไม่รู้ว่านโยบายและการเมืองในระยะต่อไปจะเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะชะลอการลงทุน และเมื่อไม่ลงทุน ไม่มีนวัตกรรม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ถดถอย และเมื่อแข่งขันไม่ได้ บริษัทขนาดใหญ่ที่เคยมีชื่อติดอันดับโลกก็ถูกลดบทบาท ถูกแซงโดยบริษัทจากประเทศอื่น ทำให้บริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้หันมาทำธุรกิจในประเทศมากขึ้น ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำเพื่อหาฐานรายได้ใหม่ กระทบการแข่งขันในประเทศและโอกาสทางธุรกิจของบริษัทขนาดกลางและเล็ก ผลวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อิทธิพลทางธุรกิจและสัดส่วนทางเศรษฐกิจของบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศได้เพิ่มสูงขึ้นมาก จนทำให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจลดลง คือเศรษฐกิจเข้าข่ายมีการผูกขาดตัดตอนมากขึ้น ปิดโอกาสของบริษัทเล็กๆ ที่จะเติบโต และบางบริษัทต้องเข้าหาอำนาจรัฐ ทำธุรกิจที่ตนเองไม่เคยทำเพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐ ผลคือ ภาคธุรกิจไม่มีพลวัตที่จะขับเคลื่อนตัวเอง ไม่มีการลงทุน ไม่มีนวัตกรรม ไม่มีการจ้างงานใหม่ วนเวียนอยู่กับสิ่งเดิมๆ ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นี่คือประเทศไทยที่เป็นผลจากการเมืองของทุกพรรคช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ 20 ปีที่ผ่านมาเป็นปีสูญเปล่าของคนไทยและประเทศ เป็นข้อสรุปของบทความที่ผมเห็นด้วย และชัดเจนว่าถ้าสิ่งเหล่านี้มีอยู่และไม่แก้ไข เศรษฐกิจเราก็จะยิ่งถลำลึกไปในความมืดจากการทำไม่ทำหน้าที่ของฝ่ายการเมือง และปีสูญเปล่า หรือ lost years ก็อาจยืดเยื้อไปอีกห้าปีสิบปี ซึ่งจะกระทบอนาคตคนรุ่นหนุ่มสาวของประเทศมาก ที่น่าเสียใจคือ คนไทยรุ่นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ก็ตระหนักเรื่องนี้ แต่เลือกที่จะวุ่นวายและเอาเป็นเอาตายกับการเมืองเลือกข้าง โดยไม่สนใจความตกต่ำและความเสียหายต่อประเทศที่ได้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คอลัมน์&amp;nbsp;เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107064</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมืองทำให้เศรษฐกิจประเทศไหลยาวสู่ความมืด, บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d01cc9d03fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 13:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมตัวเตรียมใจกับโควิดที่จะอยู่ยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงเดือนนี้การระบาดของโควิดทั่วโลกก็ดำเนินมากว่าปีครึ่งแล้ว และไม่มีท่าทีว่าจะสงบหรือยุติลงง่าย ๆ เห็นได้จากในหลายประเทศ เช่น อินเดีย บราซิล สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมันนี การระบาดยังมีมากแม้มีการระดมฉีดวัคซีนเต็มที่ในหลายประเทศ ที่สำคัญ การระบาดรอบใหม่ได้ย้ายจุดศูนย์กลางจากประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ เข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่าง อินเดีย และบราซิลที่ระบบสาธารณสุขในประเทศเหล่านี้เข้มแข็งน้อยกว่าประเทศอุตสาหกรรม ทำให้ประเมินได้ว่าการแพร่ระบาดคงมีอยู่ต่อไป และจะใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าที่สถานการณ์การระบาดทั่วโลกจะสามารถควบคุมได้ คำถามคือ เราจะอยู่อย่างไรที่ภาวะที่การระบาดของโควิดจะเป็นภัยสาธารณสุขประจำวันอย่างน้อยอีกระยะหนึ่ง และรัฐควรให้ความสำคัญกับอะไรในแง่นโยบาย นี่คือ ประเด็นที่จะเขียนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมคิดว่ามีอย่างน้อยสามปัจจัย หรือสาเหตุที่ทำให้การระบาดของโควิด-19 จะอยู่กับเราต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง การระบาดเกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ และในแต่ละรอบเชื้อไวรัสก็มีการกลายพันธุ์ ทำให้การป้องกันรวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีนที่จะปกป้องคนจากการระบาดต้องปรับตัวตาม เห็นได้จากที่เรามีสายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่นประเทศจีน สายพันธุ์อังกฤษ อัฟริกาใต้ และล่าสุดอินเดีย การกลายพันธุ์เหล่านี้ทำให้วิธีการรักษาและวัคซีนป้องกันต้องปรับตาม และยังไม่สามารถดักทางการกลายพันธุ์ของไวรัสได้ ทำให้การระบาดจะมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีสมรรถภาพทางสาธารณสุขต่ำ ที่จะเป็นจุดหรือพื้นที่เสี่ยงทำให้การระบาดจะปะทุขึ้นอีก จนกว่าทุกจุดจะสามารถควบคุมได้ซึ่งจะใช้เวลามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง วัคซีนขณะนี้เป็นแนวป้องกันเดียวที่โลกมีที่จะช่วยหยุดการระบาด และนำเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนกลับสู่ภาวะปรกติ จึงได้มีการระดมฉีดวัคซีนมาก ปัญหาคือ ความสามารถในการเข้าถึงวัคซีนที่แตกต่างกันระหว่างประเทศอุตสาหกรรมที่เจริญแล้ว กับประเทศยากจน คือ ประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีพลังทางการเงินที่จะระดมฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศ ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้การระบาดจะไม่จบตราบใดที่ประเทศยากจนยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ กลายเป็นจุดเสี่ยงของโลกเพราะยังมีการระบาดและเป็นความเสี่ยงที่การระบาดอาจจะปะทุขึ้นทั่วโลกได้ จากจำนวนประชากรในประเทศกำลังพัฒนามีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม คือเหตุผลทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ต้องการเร่งให้มีการเปิดประเทศ หยุดข้อจำกัดเรื่องการเดินทางข้ามพรมแดน และข้อจำกัดที่ลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้เหมือนเดิม เห็นได้ว่าในทุกครั้งที่การระบาดรอบใหม่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมต่าง ๆ เร็วเกินไป ล่าสุดที่อินเดียจนทำให้เกิดการระบาดใหญ่ นอกจากนี้ความสะดวกของการเดินทางระหว่างประเทศก็เป็นแรงส่งให้การระบาดสามารถกระจายตัวได้เร็วและหยุดยาก เพราะการเดินทางมีอยู่ตลอดเวลาด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามปัจจัยนี้โดยเฉพาะปัจจัยที่สองเรื่องความเหลื่อมล้ำจะทำให้สถานการณ์การระบาดจะไม่จบง่าย ๆ เพราะการป้องกันการระบาดทำกันในระดับประเทศ ซึ่งประเทศยากจนเสียเปรียบไม่มีทรัพยากร ขณะที่โรคระบาดเป็นปัญหาระดับโลก ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ ดังนั้นถ้าจะหยุดการระบาดให้ได้เร็ว หรือรับมือกับการระบาดของไวรัสตัวใหม่ ๆ ในอนาคตได้จริงจัง การหยุดการระบาดต้องเป็นมาตรการหรือความพยายามระดับโลก ที่มาจากความร่วมมือของประเทศทั่วโลกไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเด็นนี้ น่าสนใจว่ารายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุด ที่ศึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ทำงานให้องค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นให้ข้อสรุปว่า การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เป็นเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ที่การระบาดใหญ่เกิดขึ้นก็เพราะมีจุดอ่อนในทุกจุดที่เกี่ยวกับการเตรียมการ (Preparedness) และการตอบโต้ (Response) นอกจากนี้ระบบเตือนภัยขององค์การอนามัยโลกก็ทำงานช้าเกินไป และเบาเกินไป คือ ไม่หนักแน่น รวมถึงขาดภาวะผู้นำระดับโลกที่จะสนองตอบกับปัญหา ทำให้การแก้ไขเกิดขึ้นช้า จนไม่สามารถหยุดการระบาดที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานได้เสนอให้มีการปฏิรูปหล่ายอย่างเพื่อการเตรียมตัวที่ดีขึ้นในระดับโลกที่จะตั้งรับสถานการณ์การระบาดในอนาคต เช่น จัดตั้งสภาสาธารณสุขโลกเป็นผู้นำความร่วมมือและความรับผิดรับชอบทางการเมืองในการป้องกันปัญหา มีระบบเฝ้าระวังที่โปร่งใสและให้อำนาจองค์การอนามัยโลกที่จะเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการระบาด รวมถึงส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบสถานการณ์ ผลักดันความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความพร้อมด้านสาธารณสุขระดับประเทศ รวมถึงสรรหาบุคคลากรและเงินทุนช่วยเหลือเมื่อเกิดการระบาด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามต่อมาคือ ประเทศเราต้องเตรียมการอะไรหรือไม่ ถ้าโควิดจะอยู่กับเราอีกนาน คือ ประชาชนต้องระวังภัยทางสาธารณสุขขณะเดียวกันก็ต้องทำมาหากิน ผมว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต้องเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นระบบ เพราะคงเกิดขึ้นแน่ ๆ และรัฐไม่ควรทำนโยบายแบบตามสถานการณ์อย่างที่เกิดขึ้น เพราะทำให้เสียเวลาและสูญเสียมาก ผมว่ามีสามเรื่องที่ต้องคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ความเข้มแข็งของระบบสาธารสุขสำคัญที่สุด เพราะต้องดูแลคนทั้งประเทศให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งรัฐต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเตรียมตัวในเรื่องอุปกรณ์ ยา บุคคลากร จำนวนเตียงคนไข้ และระบบงานต่าง ๆ ให้พร้อม ที่ผ่านมาคนไทยมีความภูมิใจมากกับความสามารถของบุคคลากรการแพทย์ และระบบสาธารณสุขของเรา สร้างความสบายใจให้กับประชาชนและประชาชนไว้วางใจ ความเข้มแข็งเหล่านี้เหล่าต้องรักษาไว้ โดยมาตรการของภาครัฐที่จะเสริมสร้างความพร้อม โยกย้ายทรัพยากรต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือ ภายใต้หลักการว่าทำมากดีกว่าทำน้อย เพราะความไม่แน่นอนมีมาก ความเข้มแข็งนี้บวกกับการช่วยเหลือแบ่งปันระหว่างประชาชนด้วยกันและโดยภาคธุรกิจจะเสริมให้สังคมมีความพร้อมและเข้มแข็งที่จะอยู่กับปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ดังนั้นรัฐต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ภาคธุรกิจและประชาชนต้องปรับตัวและยอมรับความจริงว่า โลกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิม ทำให้การใช้ชีวิตต้องเปลี่ยน ต้องระมัดระวังมากขึ้นในแง่สาธารณสุข ต้องช่วยเหลือกันมากขึ้น มองความอยู่รอดของสังคมเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งความคิดหนึ่งที่คนไทยยอมรับมากจากเหตุการณ์โควิดระบาดครั้งนี้ คือ ชีวิตจากนี้ไปโดยเฉพาะหลังโควิดจะกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้ เราต้องใช้ชีวิตให้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการมีความสุขกับสิ่งที่เรามีในชีวิตมากกว่าการแสวงหาอย่างไม่สิ้นสุด ปรับปรุงชีวิตของเราให้มีคุณค่ากับตัวเองและสังคม ศรัทธาในตัวเองและสร้างความภูมิใจกับชีวิตเราเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม บทบาทภาครัฐก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน การระบาดครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าความอ่อนแอในสังคมของเรามีมาก ที่คนจำนวนมากคือมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศไม่สามารถดูแลตัวเองได้เมื่อมีวิกฤติหรือตกงาน ขณะที่ความยุ่งยากและความสลับซับซ้อนของปัญหาก็เลยความสามารถ (Capacity) ของภาครัฐ โดยเฉพาะนักการเมือง และระบบราชการที่จะบริหารจัดการ ในหลายกรณี ช่องว่างระหว่างภาครัฐและปัญหามีมาก ทำให้การแก้ไขออกมาครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ทันการและไม่ตรงจุด เหมือนอยู่กันคนละโลก คือ โลกของภาครัฐที่เน้นการประชุมสั่งการ การปฏิบัติตามขั้นตอนตามระเบียบและพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งต่างกับภาคเอกชนและประชาชนที่อยากเห็นการทำนโยบายที่มองไปข้างหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยง ลดโอกาสของการเกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ใช่ตัดสินใจตามสถานการณ์ และขาดสำนึกหรือ sense ของความเร่งด่วน เช่น กรณีสิ่งผิดกฎหมายที่เปิดพื้นที่ให้เชื้อเข้ามาระบาดในประเทศจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะการทำหน้าที่ที่หละหลวมหรือถูกแทรกแซงด้วยเป้าหมายทางธุรกิจหรือการเมือง ทำให้การแก้ไขปัญหาอย่างที่ควรต้องทำไม่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากวิกฤติคราวนี้ เราเห็นชัดว่า ภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาลมีอำนาจมากและอาจมีอำนาจมากเกินไป ส่วนดีในเรื่องนี้ก็คือ ถ้าอำนาจถูกนำมาใช้อย่างถูกต้องเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมทุกปัญหาก็จะแก้ไขได้ เราจะได้การตัดสินใจที่ดีที่ประชาชนเห็นด้วยและพร้อมสนับสนุน แต่ถ้าการใช้อำนาจถูกบิดเบือนด้วยเหตุผลอื่น เช่น เหตุผลทางการเมือง หรือผลประโยชน์ส่วนตัว สิ่งที่ภาครัฐทำก็จะไม่ตรงจุดและแก้ปัญหาไม่ได้ เป็นการเผาผลาญทรัพยากรของประเทศโดยประชาชนไม่ได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในโลกใหม่จากนี้ไป ภาครัฐเองก็ต้องไม่กลับไปเหมือนเดิมเช่นกัน ต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานและการใช้อำนาจเพื่อสนับสนุนให้สังคมปรับตัวไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น มีคุณค่าขึ้น เพื่อให้ประเทศและคนในสังคมมีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจโลก และสามารถก้าวต่อไปได้ด้วยศักดิ์ศรีและความภูมิใจตามศักยภาพที่ประเทศมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายสุด ในระดับปัจเจกบุคคล เราเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและปรับตัวมาก เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว สำคัญที่สุดคือ หนึ่ง พยายามทำงานหรือมีงานทำเพราะการมีรายได้สำคัญมาก ต้องพร้อมปรับตัวเพื่อให้มีรายได้ และรักษางานไว้ สอง ดูแลรักษาสุขภาพ เพราะร่างกายที่แข็งแรงจะเป็นภูมิต้านทานที่ดีสุดในโลกที่การระบาดยังมีอยู่ ทำให้เราจะสามารถทำงานได้ สาม ประหยัดมากขึ้นเพราะโลกจะมีแต่ความไม่แน่นอน ถ้าเราฟุ่มเฟือยเราก็จะหมดเงินเร็วหรือไม่มีเงินออม และถ้าพลาดพลั้งไม่มีงานทำเราก็จะไม่มีเงินใช้จ่าย ทำให้ชีวิตจะลำบากมาก การประหยัดก็คือ การปรับตัวที่จะหาความสุขจากสิ่งที่เรามี โดยไม่สร้างปัญหาให้กับตนเองครอบครัวและคนอื่น ๆ เพราะถ้าทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่ได้ ชีวิตก็จะมีปัญหามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือประเด็นที่อยากฝากไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105032</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของโควิดทั่วโลก, บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b616d1bfe32.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 14:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขียนให้คิดถึงอนาคตประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนต้นเดือนวันที่ 8 เมษายน พอเริ่มมีการระบาดของโควิดรอบสาม สำนักข่าวต่างประเทศได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผมในประเด็นผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ให้ความเห็นสองเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง การระบาดรอบนี้จะรุนแรงเพราะเป็นการแพร่ระบาดในประเทศระหว่างคนในประเทศ โดยเชื้อที่สามารถแพร่ได้เร็ว ทำให้การอัตราการแพร่ระบาดจะเร่งตัวมาก และเทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้ประเทศเราก็การ์ดตกทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้การระบาดจะแพร่เร็วมาก และให้ความเห็นว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจคงมีแน่นอน และจุดสมดุลระหว่างการลดการระบาดกับการดูแลไม่ให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีมากนั้นไม่มี แต่ต้องเลือกว่าจะให้ความสำคัญอันไหนก่อนระหว่างการแก้ปัญหาสาธารณสุขคือ หยุดการระบาดกับการแก้เศรษฐกิจ ซึ่งผมให้ความเห็นว่าต้องเลือกสาธารณสุขก่อน ควรพยายามหยุดการระบาดโดยเร็ว ด้วยมาตรการที่ทำเต็มที่ และควรทำแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และถ้าดูจากปีที่แล้วประชาชนพร้อมให้ความร่วมมือในการหยุดการระบาด เพราะทุกคนไม่อยากให้ประเทศมีการระบาดรุนแรงเพราะเสี่ยงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ผมให้ความเห็นว่าการใช้จ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก การขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลง แต่จะลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่ว่าการระบาดคราวนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการที่ภาครัฐจะใช้ควบคุมการระบาดว่าจะเข้มข้นเอาจริง และมีประสิทธภาพแค่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงวันนี้ก็ชัดเจนในทั้งสองเรื่องคือ รัฐบาลเลือกที่จะประคับประคองเศรษฐกิจ ดูจากมาตรการวันที่ 16 เมษายน คือ ไม่ได้ออกมาตรการเต็มที่ ๆ จะหยุดการระบาด ไม่มีล็อคดาวน์ ไม่มีเคอร์ฟิว มีเพียงยกระดับพื้นที่ 18 จังหวัดเป็นพื้นที่สีแดง ห้ามจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ บวกกับมีการปรับเวลาเปิดปิดร้านและห้าง โดยจะใช้มาตรการเหล่านี้ 14 วัน เริ่ม 18 เมษายน จากนั้นก็เสริมด้วยมาตรการระดับจังหวัด โดยเป็นอำนาจของแต่ละจังหวัดในการออกประกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ห่วงกันขณะนี้คือมาตรการระดับนี้ไม่ใช่ยาแรงและจะหยุดการระบาดได้หรือไม่ และถ้าการระบาดยืดเยื้อเพราะมาตรการไม่เข้มพอหรือช้าเกินไป ผลต่อเศรษฐกิจจะมีมากและอาจออกมาเป็นกรณีเลวร้าย (Worst Case) สำหรับเศรษฐกิจตามที่แบงค์ชาติได้ประเมินไว้เมื่อวันที่ 9 เมษายน คือ การระบาดยืดเยื้อไปถึงครึ่งหลังของปีนี้ การฉีดวัคซีนในประเทศล่าช้าและการระบาดรอบสามทำให้เป้าหมายการเปิดประเทศของรัฐบาลต้องเลื่อน ผลคือการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้ต้องปรับลงมาก หรืออาจติดลบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเราขณะนี้มีมาก ทั้งในระยะสั้นคือ ดูแลผลกระทบของการระบาดรอบสามและรอบต่อ ๆ ไปที่จะมีต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในประเทศ และในระยะยาวคือ นำเศรษฐกิจไปสู่การฟื้นตัวเพื่อให้ประเทศและคนในประเทศมีรายได้ที่จะนำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากสามเงื่อนไขที่ต้องมีหลังโควิดจบลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง เศรษฐกิจต้องสามารถขยายตัวได้สูงพอ คือ ในอัตรามากกว่าร้อยละ 4 ต่อปี เพื่อให้ประเทศมีรายได้มากพอที่จะกระจายไปสู่คนทุกกลุ่มในสังคม และรัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีพอที่จะชำระหนี้เพราะระดับหนี้ภาครัฐได้เพิ่มขึ้นสูงมากจากการกู้ยืมของรัฐเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง กระบวนการเติบโตของเศรษฐกิจ หลังโควิดจะต้องแตกต่างไปจากเดิมคือ เป็นกระบวนการเติบโตที่ให้ประโยชน์กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง (Inclusive) เพื่อลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีและให้ความมั่นใจว่าทุกชีวิตจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหลังโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม การเติบโตต้องอาศัยบทบาทของภาคเอกชนเป็นตัวนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ต้องมาจากทุกส่วนของภาคเอกชน ไม่ใช่เฉพาะแต่บริษัทใหญ่ ที่ต้องเป็นเช่นนี้เพราะภาคเอกชนมีทรัพยากรมาก ขณะที่ภาครัฐมีภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้นมากและต้องบริหารการชำระหนี้ ทำให้จะไม่มีทรัพยากรการเงินมาใช้จ่ายมากเหมือนเดิม และรัฐควรใช้เวลาและอำนาจที่มีแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศมี เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น การแข่งขันที่มีน้อยลง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนและเติบโต และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือการบ้านที่รออยู่ที่ต้องการแก้ไข คำถามคือ เราจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้หรือไม่ภายใต้ความเป็นจริงที่มีอยู่ขณะนี้ไม่ว่าในภาครัฐและภาคเอกชน และถ้าไม่ได้อะไรจะเป็นสิ่งใหม่ที่ต้องเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบในเรื่องนี้อยู่ที่บทบาทใหม่ที่ต้องมีทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ที่ต้องช่วยกันลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เป็นสาเหตุที่กำลังฉุดรั้งประเทศ เปลี่ยนเป็นความคิดใหม่พลังใหม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้า ไม่จมปลักอยู่กับปัญหาและความไม่ถูกต้องอย่างในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาครัฐ ซึ่งรวมถึงนักการเมืองและข้าราชการประจำ ปัญหาหลักของภาครัฐคือ การตัดสินใจและทำหน้าที่ไม่แก้ไขปัญหาที่ประเทศมี แต่กลับสร้างปัญหามากขึ้นจากการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ทำตามหน้าที่ ทำให้ภาครัฐเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ เห็นได้ชัดจากวิกฤติคราวนี้ ที่การระบาดทั้งสามรอบมาจากความหละหลวมในการทำหน้าที่ของภาครัฐทั้งสิ้น ทำให้สิ่งที่ผิดกฎหมายมีอำนาจเหนือระบบราชการจนสร้างปัญหาให้กับคนทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ปัญหาภาครัฐคือ ปฏิรูปการทำงานภาครัฐในสามเรื่อง หนึ่ง วิสัยทัศน์ของผู้นำต้องอยู่การสร้างประเทศ และการสร้างชาติให้เข้มแข็งเพื่ออนาคตของคนไทยรุ่นต่อ ๆ ไป สอง ประสิทธิภาพของระบบราชการที่ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนด้วยระบบงานที่ทันสมัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำนโยบายที่มองยาวเพื่อประโยชน์ของประเทศและของประชาชนทุกส่วนอย่างเป็นธรรม สาม ทัศนคติของข้าราชการที่ทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่ใช้อำนาจหน้าที่หาประโยชน์ให้ตัวเองหรือนักการเมือง จนประเทศเดินถอยหลังด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาคธุรกิจปัญหาหลัก ๆ มีสองเรื่อง หนึ่ง ธุรกิจไทยแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้เพราะระดับของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในภาคธุรกิจของเราต่ำมาก จนอาจเป็นอันดับท้าย ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก วัดจากการใช้จ่ายในเรื่อง R&amp;amp;D การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีต่างประเทศแบบมีใบอนุญาติ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการกระบวนการผลิต ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาล่าสุดของธนาคารโลก และสะท้อนการที่ภาคธุรกิจไทยไม่ได้ลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลากว่ายี่สิบปี ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเสื่อมถอยลง สอง การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเรามีน้อยลงจากบทบาทของบริษัทใหญ่ที่มีมากขึ้น จนเข้าข่ายเป็นเศรษฐกิจกึ่งผูกขาด หรือมีการแข่งขันน้อยราย ลักษณะของเศรษฐกิจที่มีการผูกขาดมากขึ้นแบบนี้ ทำให้บริษัทใหญ่ไม่จำเป็นต้องพัฒนาเรื่องนวัตกรรมเพราะไม่ได้แข่งขันกับใครในต่างประเทศ ตรงข้ามเมื่อไม่ไปแข่งขันนอกประเทศหรือแข่งขันไม่ได้ก็ขยายธุรกิจในประเทศแทน โดยเข้าไปทำธุรกิจในสาขาอื่น ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนเพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ผลคือประเทศไม่มีการลงทุนในภาคธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง เศรษฐกิจเติบโตลดลง และความเหลื่อมล้ำมีมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจที่พูดถึงนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะกระทบหลายฝ่าย ที่สำคัญคนที่มีอำนาจในปัจจุบันทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจก็ใกล้ชิดกันและคงปกป้องและรักษาสิ่งที่มีอยู่มากกว่าจะแก้ไขปัญหา เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้บ้านเมืองไม่ค่อยมีไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่แย่ลง เพราะกลุ่มผลประโยชน์ไม่ต้องการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะกระทบสถานะของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศจึงเหมือนอยู่บนทางสองแพร่ง ทางแรก คือ ทางที่เรากำลังเดินขณะนี้ที่รัฐบาลคงจะไม่ทำอะไรจริงจังในการแก้ปัญหาโครงสร้าง และผู้นำภาคเอกชนก็ไม่ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ผลคือ ประเทศไม่เติบโต ไม่มีการพัฒนา และปัญหาต่าง ๆ จะยิ่งสะสมและรุนแรงมากขึ้น อีกทางคือ มีการเปลี่ยนแปลง มีการเริ่มทำอะไรจริงจังที่จะแก้ปัญหา เป็นจุดเริ่มต้นที่ให้ความหวังกับคนทั้งประเทศว่าประเทศและอนาคตของตนกำลังจะดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีการตั้งข้อสังเกตุว่าทางแพร่งที่สองนี้เกิดได้ยากมากภายใต้การนำของนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการที่มีอำนาจและได้ประโยชน์จากปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการบรรจบกันของคนสองรุ่นที่ได้รับผลกระทบขณะนี้ที่จะเป็นความคิดใหม่ เป็นพลังใหม่ที่ต้องการสร้างชาติ สร้างประเทศให้ดีขึ้น เพื่ออนาคตของตนเองและคนรุ่นต่อไป ไม่ใช่เพื่อรักษาอำนาจและไม่แก้ปัญหาอย่างปัจจุบัน คนสองรุ่นนี้คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่นแรก เยาวชนและคนหนุ่มสาว อายุตั้งแต่ 15-30 ปี ที่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น แต่ไม่มีพลังที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ในฐานะผู้นำ มีแต่พลังและความตั้งใจสูงที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อน เพื่ออนาคตของประเทศและของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รุ่นที่สอง คือ รุ่นที่เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นป้า เป็นน้าของคนรุ่นแรก อายุ 30-54 ปี ที่เข้าใจ ห่วงใย และผิดหวังกับสถานะและการใช้อำนาจปัจจุบัน ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประเทศดีขึ้น มีความรู้และมองเห็นชัดเจนถึงสิ่งที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาที่ประเทศมี เข้าใจในสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ประเทศดีขึ้นอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีประสบการณ์ และมองเลยประโยชน์ของตัวเอง มองและห่วงอนาคตของประเทศ พร้อมที่จะเสียสละเป็นผู้นำเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การผนึกกำลังของคนทั้งสองรุ่นที่พูดถึงคือ ประชาชนรุ่น Gen-X,Gen-Y และบางส่วนของ Gen-Z ที่อายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป รวมแล้วประมาณ 58.7% ของประชากรทั้งประเทศ คือพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ไม่ใช่รุ่นสูงวัย หรือรุ่น Baby Boomer ที่อายุ 54 ปีขึ้นไป ประมาณ 24.8% ของประชากรทั้งหมด คนรุ่นสูงวัยนี้คือรุ่นที่ทำให้ประเทศมีปัญหามากขณะนี้ เพราะผู้มีอำนาจทั้งในภาครัฐและเอกชนก็อยู่ในรุ่นนี้ ที่ทะเลาะกันมาก ไม่ยอมวางมือ ไม่ยอมหยุด แย่งอำนาจกันจนประเทศเสียหาย ข้อดีคือคนรุ่นอาวุโสนี้นับวันจำนวนจะลดลงและสัดส่วนในประชากรประเทศจะน้อยลงมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า เปิดทางให้คนรุ่นใหม่คือ Gen-X ถึง Z เข้ามาสร้างชาติสร้างประเทศให้ดีขึ้น ซึ่งทำได้แน่นอน ดูตัวอย่างจีน 40 ปีที่ผ่านมาที่จีนเปลี่ยนประเทศได้แบบพลิกฝ่ามือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือความหวังและอนาคตที่ต้องพูดถึงและคงเกิดขึ้น เห็นได้ว่าคนทุกรุ่นมีหน้าที่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ดังนั้นจึงยังไม่สายที่จะช่วยกันสร้างประเทศให้กลับมาเข้มแข็ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์. เขียนให้คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.บัณฑิต นิจถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101613</URL_LINK>
                <HASHTAG>บัณฑิต นิจถาวร, เขียนให้คิด, เขียนให้คิดถึงอนาคตประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608fa4d2293b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
