<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนระวังพายุเบบินคา สั่ง‘6เขื่อนใหญ่’พร่องนํ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ&amp;quot; &amp;nbsp; เตือนทั่ว ปท.รับมือฝนตกหนักจากพายุ &amp;quot;เบบินคา&amp;quot; สั่งเฝ้าระวังพิเศษระดับน้ำ &amp;quot;แม่น้ำเพชรบุรี-แม่น้ำนครนายก&amp;quot; พร้อมเร่งพร่องน้ำ 6 เขื่อนใหญ่ &amp;quot;อธิบดีกรมชลฯ&amp;quot; แจ้ง ปชช.พื้นที่ระบายน้ำชะลอการทำนาปีออกไปก่อน &amp;quot;ผู้ว่าฯ น่าน&amp;quot; กำชับทุกฝ่ายติดตามน้ำท่วม-ดินโคลนถล่มใกล้ชิด หลังระบบเตือนภัยแจ้งเตือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 ส.ค. นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) &amp;nbsp;ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญว่า &amp;nbsp;ตามที่พายุโซนร้อนเบบินคาคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนวันที่ 17 ส.ค. หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศลาว ในวันที่ 18 ส.ค. ส่งผลให้ประเทศไทยช่วงวันที่ 17-18 ส.ค.นี้ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่มได้ โดยปริมาณฝน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเกิดฝนตกปานกลางถึงหนักในภาคเหนือ สูงสุดที่ จ.น่าน ถึง 188 มม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ยังคงมี 4 แห่ง ซึ่งเป็นอ่างฯ ขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ ได้แก่ 1.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 741 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มขึ้น จากเมื่อวาน 739 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 104 ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 27.29 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายออกวันละ 19.82 ล้าน ลบ.ม. น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 68 ซม. สูงกว่าเมื่อวาน 3 ซม. ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 0.73 ม. ทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งลำน้ำบางจุดในบริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมืองฯ และ อ.บ้านแหลม ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำ 532 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 102 ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 4.45 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลออกวันละ 5.32 ล้าน ลบ.ม. โดยพื้นที่ท้ายน้ำที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร รวมถึงให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำใน จ.สกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งลำน้ำอูนและลำน้ำสงคราม ไหลผ่าน 3.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 7,817 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 88% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 100.02 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 41.40 ล้าน ลบ.ม. และ 4.เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 193 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 86 ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 6.70 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 3.87 ล้าน ลบ.ม. น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 30 ซม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจฯ กล่าวว่า ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่/กลางที่มีปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 2 แห่ง คือ 1. เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี ปริมาณน้ำ 4,880 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 87 ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 17.58 ปริมาณน้ำไหลออกวันละ 20.47 ล้าน ลบ.ม. 2.อ่างเก็บน้ำคิรีธาร จ.จันทบุรี ปริมาณน้ำ 75 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 99 ปริมาณน้ำที่ระบาย 0.66 ล้าน ลบ.ม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางศูนย์ฯ ประสานแจ้งให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมแผนรองรับและแจ้งเตือนเฝ้าระวัง 3 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากปริมาณน้ำล้นตลิ่ง ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมืองฯ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม และลำน้ำอูน แม่น้ำนครนายก ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีน้ำมากและอาจเกิดฝนตกในพื้นที่ 2.พื้นที่เฝ้าระวังน้ำหลากที่ อ.ปัว และ อ.สันติสุข จ.น่าน เนื่องจาก 24 ชม. ที่ผ่านมามีฝนตกหนักถึงหนักมาก และ 3.พื้นที่เฝ้าระวังจากการเร่งระบายน้ำ โดยเฉพาะอ่างฯ ขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนศรีนครินทร์ &amp;nbsp;เขื่อนรัชชประภา เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนน้ำอูน รวมถึงอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำร้อยละ 100 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนที่มีน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้น ซึ่งคาดว่าระดับน้ำจะขึ้นต่อเนื่องไปอีก 3-4 วัน ตามปริมาณฝนที่ตกลงมาเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้กำชับกรมชลประทานพร่องน้ำออกจากเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำเกินเกณฑ์เก็บกักมากขึ้น รวมถึงเร่งผลักดันน้ำที่ระบายออกลงสู่ทะเลเร็วที่สุด รวมทั้งพร่องเขื่อนขนาดกลางที่มีน้ำเกินร้อยละ 80 โดยให้สำนักชลประทานทุกแห่งร่วมกับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่อยู่พื้นที่รับน้ำท้ายเขื่อนให้มีผลกระทบน้อยที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีกระลอก หลังจากฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อน ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งทำแนวป้องกันการกัดเซาะ ปลายท่อกาลักน้ำให้เสร็จ ซึ่งจะสามารถเพิ่มการทำงานของกาลักน้ำได้อีก 10 ชุด รวมของเดิมเป็น 22 ชุด จะช่วยเร่งการระบายน้ำมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อน้ำไหลมาถึงเขื่อนเพชร จะผันน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเพชรเข้าระบบคลองชลประทานทั้ง 4 สาย รวม 90 ลบ.ม./วินาที และควบคุมปริมาณน้ำให้ระบายลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ในอัตราไม่เกิน 125 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเพชรบุรีบางแห่ง โดยได้รายงานสถานการณ์น้ำให้ทางจังหวัดเพชรบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์อย่างต่อเนื่องแล้ว นอกจากนี้ยังได้กำหนดพื้นที่ทางน้ำผ่านจากคลองส่งน้ำลงคลองระบายน้ำและทะเล ซึ่งได้ชี้แจงกับเกษตรกรในพื้นที่ให้ชะลอการทำนาปีออกไปก่อนเช่นกัน&amp;quot; อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยขณะนี้คลี่คลายแล้ว 26 จังหวัด ยังเหลืออุทกภัยอีก 6 จังหวัด รวม 31 อำเภอ 175 ตำบล 1,284 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 24,818 ครัวเรือน 60,502 คน ได้แก่ จ.นครพนม อุบลราชธานี บึงกาฬ กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ยโสธร และเพชรบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.น่าน นายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สั่งให้ทุกฝ่ายพร้อมรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังระบบเตือนภัยน้ำท่วมดินถล่ม กรมทรัพยากรน้ำแจ้งเตือนภัย 11 หมู่บ้าน ในอำเภอสันติสุข เข้าขั้นวิกฤติต้องอพยพ และ 68 หมู่บ้านในอำเภอปัว, ท่าวังผา และ อ.เมืองฯ เตรียมพร้อมระวังน้ำท่วมฉับพลันจากอิทธิพลพายุโซนร้อนเบบินคา ที่ส่งผลให้จังหวัดน่านเกือบทุกพื้นที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนจนถึงขณะนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะที่อำเภอปัว, สันติสุข และแม่จริม มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูง 158-200 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสาขาลำน้ำยาว อ.ปัว เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนขั้นวิกฤติ 4.50 เมตร น้ำไหลทะลักเข้าท่วม บ้านเรือนประชาชน โรงเรียนบ้านส้าน อาคารเรียนชั้นล่าง น้ำเข้าท่วมสูงกว่า 50 เซนติเมตร ทางโรงเรียนประกาศปิดการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังมีรายงานที่บ้านส้านใต้ นายสนิท เนตรทิพย์ ถูกไฟดูดเสียชีวิต ขณะเก็บข้าวของภายในบ้านหนีน้ำท่วม.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15629</URL_LINK>
                <HASHTAG>พายุเบบินคา, รับมือฝนตกหนักจากพายุ, หนังสือพิมพ์, อ่างเก็บน้ำคิรีธาร, เขื่อนขุนด่านปราการชล, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนรัชชประภา, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนแก่งกระจาน, แม่น้ำนครนายก, แม่น้ำเพชรบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b76d4e136c5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนพายุจ่อถล่มไทย14-17สค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สทนช.เตือนพายุลูก 2 จ่อถล่มไทย 14-17 ส.ค. เฝ้าระวังเขื่อนแก่งกระจานน้ำล้นสปิลเวย์ 60 ซม. กรมชลฯ เตรียมแผนพร่องน้ำ ลดภาวะล้นตลิ่ง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; &amp;nbsp; ย้ำอย่าตื่นตระหนก โทษสื่อเสนอข่าวเกินจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลุ่มน้ำเพชรบุรี ยังคงมีปริมาณน้ำหลากไหลต่อเนื่องลงเขื่อนแก่งกระจานและน้ำล้นสปิลเวย์ (Spillway) ลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณ อ.ท่ายาง ส่วนแม่น้ำโขง ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่ง ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ 4 แห่ง คือ เขื่อนแก่งกระจาน มีน้ำไหลเข้า 20.83 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน ระบายออก 18.20 ล้านลบ.ม.วัน น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 60 เซนติเมตร และสภาพท้ายน้ำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนที่สถานี B.3A อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ระดับน้ำ 3.66 เมตร ระดับตลิ่งอยู่ที่ 4.40 เมตร ถือว่ายังต่ำกว่าตลิ่ง 0.76 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 183.70 ลบ.ม.วินาที ซึ่งปริมาณน้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบให้มีน้ำท่วมพื้นที่ริม 2 ฝั่งลำน้ำบริเวณอำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอเมืองฯ และอำเภอบ้านแหลม แล้วจะไหลลงทะเลต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังคงเร่งพร่องระบายน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีและในระบบชลประทาน ทำให้ระดับน้ำที่อำเภอเมืองเพชรบุรี มีระดับขึ้นช้าลงและต่ำกว่าตลิ่ง 55 เซนติเมตร ยังคงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ด้านเขื่อนน้ำอูน มีน้ำไหลเข้า 4.84 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะเพิ่มการระบายน้ำออกเป็น 4.15 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สภาพท้ายน้ำยังปกติ คาดว่า จะไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีน้ำล้นตลิ่ง โดยควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อน 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และเพิ่มการระบายน้ำด้วยวิธีกาลักน้ำและเครื่องสูบน้ำอีก 0.60 ลบ.ม.ต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีน้ำไหลเข้า 68.80 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ระบายออก 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สภาพท้ายน้ำปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มไม่ล้นตลิ่ง แต่อาจส่งผลกระทบต่อรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย และสุดท้าย เขื่อนปราณบุรี มีน้ำไหลเข้า 14.95 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระบายออก 100 ลบ.ม.ต่อวินาที สภาพท้ายน้ำระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีค่อยๆสูงขึ้น ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำจากอัตราการระบายที่เพิ่มขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สทนช.คาดการณ์ด้วยว่า จะมีพายุดีเปรสชันเคลื่อนจากเกาะไหหลำในวันที่ 14 ส.ค. ผ่านตอนเหนือของเวียดนาม ผ่านประเทศลาวในวันที่ 15 ส.ค. และอาจพาดผ่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 16 ส.ค. และเข้าประเทศเมียนมา ในวันที่ 17 ส.ค. ซึ่งจะทำให้มรสุมกำลังแรงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ด้านตะวันตกของไทย ติดกับประเทศเมียนมา ตั้งแต่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน, &amp;nbsp;อ.แม่สอด อ.พบพระ จ.ตาก, จ.กาญจนบุรี, จ.ราชบุรี, จ.เพชรบุรี, จ.ประจวบคีรีขันธ์, จ.ระนอง จะมีความชื้น-ฝนมาก จากทะเลอันดามัน ทำให้มีฝนตกในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไปถึง 17 ส.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ได้ไปตรวจเยี่ยมน้ำท่วมที่เพชรบุรี ไม่อยากให้ทุกคนตื่นตระหนก แต่อยากให้มีการเตรียมตัว รัฐบาลไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่ท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ การจะดำเนินโครงการอะไร จะต้องทำประชาพิจารณ์ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น คลอง D9 รัฐบาลให้งบไปกว่า 300 ล้าน เพื่อการระบายน้ำอีกเส้นทาง ซึ่งยังมีแผนดำเนินการอีก 2 เส้น แต่ต้องการทำประชาพิจารณ์จากประชาชน จึงต้องสร้างความเข้าใจกันให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีมาตรการดูแล แต่ไม่มีการพูดถึง พูดกันแต่ว่าน้ำล้นอยู่นั่นแหละ สื่อบางสื่อไปยืนถ่ายภาพอยู่ในน้ำ ทั้งนี้น้ำมันไม่ท่วมก็ไปยืนที่น้ำท่วม แล้วก็ถ่ายกันออกมา ผมไม่เข้าใจว่าสื่อแบบนี้มันคืออะไร เขียนอะไรที่มันเกินไป ผมไม่ได้หมายความว่ามันไม่ท่วม แต่อย่าบิดเบือนได้ไหม มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ผมเข้าใจว่าเมื่อสื่อเริ่มมา อีกสื่อก็ต้องเขียนให้มากกว่าเดิม ก็จะกลายเป็นข่าวมากไปเรื่อยๆ เกิดการตื่นตระหนก วุ่นวาย สับสน การทำงานยากลำบากมากขึ้น&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการใช้แบบจำลองทางวิศวกรรม คาดว่าปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานจะเพิ่มขึ้นสูงสุดในวันที่ 10 ส.ค. และจะระบายออกในอัตรา 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้เวลา 15 ชั่วโมงถึงเขื่อนเพชร ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนปฏิบัติการทั้งการพร่องน้ำ วางแผนตัดยอดน้ำสู่คลองในระบบชลประทานฝั่งซ้ายและฝั่งขวา รวมทั้งผันเข้าคลอง D9 ซึ่งจะไม่เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งใน อ.บ้านลาดและท่ายาง แต่ในตัวเมืองเพชรบุรี แม่น้ำเพชรบุรีแคบ รับน้ำได้ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อน้ำไหลไปถึงในวันที่ 12 ส.ค. จะล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำสูง 30-50 เซนติเมตร แต่จะต่ำกว่า 2 ปีที่ผ่านมา จากนั้นเมื่อไหลไปที่อำเภอบ้านแหลม ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำกว่า ระดับน้ำจะท่วมสูง 50-80 เซนติเมตร แล้วจะไหลออกทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ขณะนี้หย่อมความกดอากาศต่ำแถบประเทศฟิลิปปินส์ กำลังก่อตัวเป็นพายุดีเปรสชัน ซึ่งจะเคลื่อนตัวช้ากว่าพายุโซนร้อน โดยแนวพายุลูกใหม่นี้จะไปเกาะไหหลำ ส่งผลต่อไทยวันที่ 14-15 ส.ค.นี้ อีกทั้งมีอิทธิมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทางฝั่งอันดามัน มาเพิ่มกำลังแรงขึ้นด้วย จะทำให้ฝนมากตลอดทั้งเดือน ส.ค.ในแถบภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ดังนั้นภายใน 1 สัปดาห์ ต้องเร่งพร่องน้ำเขื่อนใหญ่ และเขื่อนขนาดกลาง ที่เต็มความจุเขื่อน โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีเขื่อนขนาดกลางจำนวนมาก รวมทั้งเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ เขื่อนแก่งกระจาน, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนศรีนครินทร์ ที่มีน้ำเกินความจุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดือนนี้ฝนมากทั้งเดือน ยังมีลมมรสุมกำลังแรงมาเสริม พอเกิดพายุฝั่งตะวันออกแปซิฟิก เพิ่มให้แรงขึ้น แนวร่องฝนยังอยู่ภาคเหนือ อีสาน ตะวันตก ตะวันออก พอปลายเดือน ส.ค.ต่อต้นเดือน ก.ย.ร่องฝนลงมาตรงภาคกลาง ช่วงนั้นมีแนวโน้มเข้าสู่ปีแล้งปลายปี เพราะมีฝนมากเดือน ส.ค.ตั้งแต่เดือน ก.ย.ถึงปลายปีฝนมีแนวโน้มฝนจะลดลง ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยที่จะน้ำท่วมใหญ่แบบปี 54 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพายุที่จะเข้ามาตรงๆ หรือไม่ด้วย&amp;quot; นายเสรีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ &amp;quot;คลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ และฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย&amp;quot; ฉบับที่ 21 ว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี, ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ : จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.จันทบุรี ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจเขื่อนคิรีธาร ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง หลังจากในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนคิรีธาร ที่เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ใน 2 จังหวัด คือ ตราด และจันทบุรี พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีความจุ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีน้ำอยู่ในเขื่อนกว่า 59 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียงอีก 50 เซนติเมตร จะล้นสปิลเวย์ออกมา ในเบื้องต้น นายสุเทพ มีกระโดน กำนันตำบลบ่อเวฬุ ประสานองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี และกระทรวงพลังงาน ขอรับการสนับสนุนท่อยางมาติดตั้งกับเครื่องสูบน้ำเพื่อทำเป็นกาลักน้ำเร่งสูบน้ำระบายน้ำออกจากเขื่อนคิรีธาร เพื่อไม่ให้ไหลเข้าท่วมสวนผลไม้ และบ้านเรือนของชาวบ้านใน 2 จังหวัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15094</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนปราณบุรี, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนศรีนครินทร์, เขื่อนแก่งกระจาน, เสรี ศุภราทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c4f29d480d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สทนช.ประชุมแผนระบายน้ำ3เขื่อนใหญ่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.61- นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ในวันนี้(6 ส.ค.) คณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จะประชุมสรุปข้อเสนอแผนระบายน้ำและแผนรองรับผลกระทบที่ให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กลับไปปรับปรุงแผนการระบายน้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปัญหาน้ำเกินระดับการบริหารจัดการร้อยละ 90-100 จนปริมาณน้ำทางน้ำล้น(Spillway) คือ เขื่อนน้ำอูน จังหวัดสกลนคร เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี โดยให้เร่งระบายน้ำหรือพร่องน้ำออกจากเขื่อนภายใน 10 วัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนใหม่และมีพื้นที่อาจกระทบต่อประชาชนที่อยู่ท้ายน้ำและริมน้ำบางพื้นที่ ที่กรมชลประทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ กล่าวว่า ในส่วนแผนระบายน้ำเขื่อนแก่นกระจานจะยังใช้ 2 ทาง คือ ระบายลงเขื่อนเพชรและระบายลงแม่น้ำเพชรบุรี มีพื้นที่ได้รับผลกระทบบริเวณ อำเภอท่ายาง แก่งกระจาน บ้านลาด อำเภอเมืองและ อำเภอบ้านแหลม โดยคาดการณ์ปริมาณน้ำจะไหลเข้าพื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรีจะยืดเวลาออกไปเช่นกัน หลังระดมระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานออกไปได้มากขึ้น ในเบื้องต้นยังคงเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเพชร เพื่อเตรียมรับน้ำใหม่ที่จะล้นจากเขื่อนแก่งกระจาน โดยประเมินว่าในปีนี้ตั้งแต่เขื่อนแก่งกระจานถึงเขื่อนเพชรจะเกิดน้ำท่วมประมาณ 1-2 เดือน เพราะปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์เดียวกับปี 2560
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14769</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., กรมชลประทาน, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b67abb48a2a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ระบุว่า สถานการณ์น้ำ ในเพชรบุรีน่าห่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ รายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เพชรบุรีน่าห่วง คาดระดับน้ำสูงถึงสันทางระบายน้ำล้นคืนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เวลา 07.00 น.ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ว่า ช่วงวันที่ 5-9 ส.ค. ประเทศไทยจะกลับมามีฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยลุ่มน้ำเพชรบุรี ยังคงมีปริมาณน้ำหลากไหลลงเขื่อนแก่งกระจานต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มว่าจะเกิดน้ำไหลล้นทาง ระบายน้ำล้นลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ด้านแม่น้ำสายหลัก มีระดับน้ำลดลงเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกน้อยลงแต่ยังมีน้ำล้นตลิ่งใน ลําน้ำยังบริเวณจังหวัด ร้อยเอ็ด ลําเซบาย บริเวณจังหวัดยโสธร และลําน้ำสงคราม บริเวณจังหวัดนครพนม ส่วนแม่น้าโขง มีระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณ นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ฝน ในช่วงวันที่ 5-9 ส.ค. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น รวมทั้งร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนัก ในบริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา และภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ที่เขื่อนแก่งกระจาน สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 61 เวลา 06.00 น. มีปริมาณน้ำ 701.36 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100 % ปริมาณ น้ำไหลเข้า 21.04 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 9.61 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านทาง ระบายน้ำล้นลงแม่น้ำเพชรบุรี ในวันนี้ (5 ส.ค. 61) ยังคงมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างอย่างต่อเนื่อง คาดว่าระดับน้ำจะสูงถึงสันทางระบายน้ำล้นคืนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ และยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ระบายได้ การบริหารจัดการน้ำ เร่งพร่องระบายน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีและในระบบชลประทาน รวมถึงการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำโดยาลักน้ำ/เครื่องสูบน้ำการแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งเตือนจากจังหวัดเพชรบุรี เรื่องน้ำล้นทางระบายน้ำ โดยให้เตรียมรับ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนเพชร บริเวณอําเภอแก่งกระจาน อําเภอท่ายาง อําเภอบ้านลาด และ อําเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรี ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรีได้แจ้งขอรับการสนับสนุนเรือยนต์ผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 20 ลำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 648 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101 % ปริมาณน้ำไหลเข้า 6.39 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 3.80 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง และจะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 4.15 ล้าน ลบ.ม. ต่อวันสภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง การบริหารจัดการน้ำ ควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อน 3.50 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มการระบายน้ำโดยวิธีกาลักน้ำ และเครื่องสูบน้ำอีก 0.3 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งและให้ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดสกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งลําน้ำอูน และลําน้ำสงคราม ไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 7,403 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84 % ปริมาณน้ำไหลเข้า 89.29 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 36.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมีแนวโน้มลดลงสภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ายังคงปกติ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มไม่ล้นตลิ่ง แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริเวณ รีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย โดยการบริหารจัดการน้ำ ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำให้เป็น 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ภายในวันที่ 6 ส.ค. การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลําน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำ ของอ่างเก็บน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำ/ลำน้ำ &amp;nbsp;โดยแม่น้ำสายสำคัญ ที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย ลําน้ำน่าน อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้เฝ้าระวัง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลําน้ำสายใหญ่ เริ่มมีระดับน้ำลดลง แต่ยังมีน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง ในลําน้ำยัง บริเวณจังหวัดร้อยเอ็ด ลําเซบาย บริเวณจังหวัดยโสธร และลําน้ำสงคราม บริเวณจังหวัดนครพนม, ภาคกลางและภาคใต้ ปริมาณน้ำในลําน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนแม่น้ำระหว่างประเทศคือ แม่น้ำโขง ปริมาณน้ำในแม่น้ำที่ไหลจากประเทศจีนยังคงที่ แต่ฝนที่ตกสะสมในประเทศลาว ทำให้ยังมีมวลน้ำไหลลงมายังแม่น้ำโขงส่งผลให้ระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณจังหวัดนครพนม สูง 34 ซม. มุกดาหาร 36 ซม. และ อุบลราชธานี 45 ซม. ทั้งนี้ ระดับน้ำในลําน้ำโขง มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้เฝ้าระวังในบริเวณดังกล่าวเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14727</URL_LINK>
                <HASHTAG>จระเข้แม่น้ำเพชรบุรี, ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ, สถานการณ์น้ำในเขื่อน, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b667ddc722cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14617</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาน้ำเขื่อนใหญ่ทะลัก! ศูนย์เฉพาะกิจเฝ้า24ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เลขาฯ น้ำรับปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่บางแห่งมากกว่าปี 54 จริง แต่ยังคุมได้ เผยเตรียมเปิดศูนย์เฉพาะกิจร่วมเฝ้าระวังใกล้ชิด 24 ชม. &amp;quot;ฉัตรชัย&amp;quot; &amp;nbsp;สั่งเลขาฯ สทนช.ประจำศูนย์ฯ ตลอดเวลาและรายงานทุกวัน หารือมหาดไทย-ผู้ว่าฯ แจ้งประชาชนให้ชัดเจน &amp;nbsp; ส่วนที่ริมแม่น้ำโขงหลายจังหวัดระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง มท.สั่งเฝ้าระวัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;วันที่ 2 สิงหาคม นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่า &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำเชิงลึก ซึ่งต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 11 แห่ง ที่คาดการณ์ว่าอีก 1 เดือนข้างหน้าปริมาณน้ำอาจจะสูงมากกว่านี้ จึงต้องมีมาตรการพร่องน้ำ โดยอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์มี 2 แห่งคือ ที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเราให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษให้มีการระบายน้ำมากกว่านี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ได้สั่งการให้ดำเนินการภายใน 5 วันให้ได้ โดยก่อนระบายน้ำให้แจ้งผู้ว่าฯ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก่อน 3 วัน เพื่อให้ภาคประชาชนรับรู้ และจัดทำรายงานผลกระทบท้ายน้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และหากระดับน้ำอยู่ในะดับวิกฤติ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้สั่งการ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำโดยรวมขณะนี้อยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือในระดับเตรียมการเท่านั้น&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า ในวันที่ 3 ส.ค. เวลา 08.00 น. จะมีการเปิดศูนย์เฉพาะกิจร่วมที่กรมชลประทาน โดยศูนย์ดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมงอย่างใกล้ชิด มีเจ้าหน้าที่ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลชุดเดียวกัน แม้ปริมาณฝนในช่วงต้นเดือน ส.ค.อาจจะไม่มาก ซึ่งในภาคกลางและภาคเหนือ สถานการณ์ยังไม่น่าเป็นกังวล แต่ในภาคอีสาน ปริมาณน้ำในเขื่อนที่มากกว่าความจุร้อยเปอร์เซ็นต์ในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีจำนวนมากกว่า 50 แห่ง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จึงต้องวิเคราะห์ความสมดุลในการรับน้ำและระบายน้ำ นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กกว่า 1,000 แห่ง ก็ได้มอบหมายให้ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดูแลในเบื้องต้นก่อน หากจำเป็นต้องระบายน้ำฉุกเฉินจะต้องดำเนินการแห่งใดบ้าง ซึ่งยังมีเวลาเตรียมการ 1-2 สัปดาห์ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสถานการณ์ใด ณ วันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปริมาณน้ำเมื่อวันที่1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยรวมถือว่าสูงกว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ใช่ แต่มีปริมาณสูงกว่าในเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพียงบางแห่งเท่านั้น เช่น ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยในภาคกลางได้มีการเฝ้าระวังเรื่องแผนบริหารจัดการน้ำ และเราไม่ประมาท ตามที่มีพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่าพายุจะเข้ามาช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ ขณะที่สถานการณ์น้ำริมฝั่งแม่น้ำโขงมีการเร่งสูบน้ำระบายออก โดยที่ จ.อุบลราชธานี ปริมาณน้ำลดลงแล้ว แต่ที่ จ.เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ปริมาณน้ำมแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 70 เซนติเมตรถึง 1 เมตร เนื่องจากมวลน้ำอาจถูกปล่อยมาจากจีนและ สปป.ลาว จึงประสานกับสองประเทศว่าจะมีปริมาณน้ำปล่อยลงมาจำนวนเท่าใด ซึ่งผู้ว่าฯ ได้รับทราบและแจ้งเตือนประชาชนแล้ว&amp;quot; นายสมเกียรติกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 54&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้สั่งการเรื่องการระบายน้ำของเขื่อนทั้งหมดล่วงหน้ามาเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว โดยใช้หลักเกณฑ์ว่าระดับน้ำต้องไม่เกินเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน หมายถึงให้น้ำอยู่ในเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำและให้ระบายน้ำออกเป็นระยะ แต่หลายเขื่อนที่มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นผิดปกตินั้น เกิดจากพายุที่เข้ามาในระยะเวลาค่อนข้างสั้น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำเข้าไปในบางเขื่อนภายในวันเดียวมากถึง 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ระบายออกได้เพียง 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เขื่อนเหล่านั้นมีปริมาณกักเก็บน้ำในเกณฑ์สูง เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ผมได้กำชับนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ว่าให้ทุกเขื่อนตรวจสอบเรื่องการระบายน้ำให้มากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีอาจมีพายุลูกใหม่เข้ามาในวันที่ 5 ส.ค.นี้ รองนายกฯ กล่าวว่า ต้องดูกรมอุตุนิยมวิทยา ขณะนี้ สทนช.จะเป็นหน่วยงานหลัก มีเลขาธิการ สทนช.เป็นผู้ติดตามสถานการณ์ภาพรวม โดยใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะของกรมชลประทานเป็นศูนย์ติดตาม และได้ทราบว่าสถานการณ์น้ำบางพื้นที่เริ่มดีขึ้น เพราะมีการระบายน้ำ โดยตนสั่งการให้เลขาธิการ สทนช.ประจำการที่ศูนย์ฯ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำตลอดเวลา และรายงานให้ตนทราบทุกวัน และได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องแจ้งประชาชนเรื่องการระบายน้ำให้ชัดเจนว่าระดับน้ำจะสูงขึ้นจากเดิมเท่าไร และจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่กว้างแค่ไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ให้ความมั่นใจได้หรือไม่ว่าระดับน้ำในกรุงเทพฯ จะไม่สูงเช่นเดียวกับปี 2554 พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ในส่วนกรุงเทพฯ ต้องดูปริมาณน้ำจากตอนเหนือเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ทราบว่าบริเวณที่มีปริมาณน้ำมากจะอยู่บริเวณขอบของประเทศ เช่น จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดแม่น้ำโขง หรือจังหวัดที่ติดกับชายแดนของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งปริมาณน้ำส่วนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่า โดยเฉพาะบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง กำลังประสบปัญหาปริมาณน้ำที่ขึ้นสูง ทำให้หลายจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับบริเวณดังกล่าวมีน้ำเอ่อท่วมสูงขึ้นมา ส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่มีน้ำท่วมขังจากฝนที่ตกลงมา ก็กำลังเร่งระบายน้ำกันอยู่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเฝ้าระวัง รวมถึงแจ้งเตือนประชาชน เพราะว่ายังมีฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบเงินจากเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุ น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ผ่านทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 8 ราย รายละ 50,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาคของคนไทยทั่วประเทศ ที่จะนำออกมาใช้ในทุกเหตุฉุกเฉินของประเทศไทย สำหรับกรณีที่ประสบภัยบ้านพังทั้งหลัง กองทุนจะจ่ายค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน หลังละไม่เกิน 230,000 บาท หากบ้านเสียหายมาก หลังละไม่เกิน 70,000 บาท และเสียหายเล็กน้อยหลังละไม่เกิน 15,000 บาท &amp;nbsp;โดยขณะนี้มีเงินคงเหลือในบัญชีกองทุนประมาน 800 ล้านบาท และรัฐบาลยังคงรับบริจาคเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สามารถสมทบทุนได้ที่ กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกฯรัฐมนตรี บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 0670068950
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปิยะ วงศ์ลือชา รองอธิบดี ปภ. กล่าวว่า ศูนย์ ปภ.ทั้ง 18 จุดทั่วประเทศ สามารถใช้งานได้ดีและมีการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบในทันที โดยขณะนี้ได้เร่งสำรวจความสูญเสียในเหตุการณ์ที่ จ.น่าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ หากเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดนครพนม ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นรายชั่วโมง เนื่องจากน้ำโขงหนุนสูง ประกอบกับน้ำทางเทือกเขาภูพานจังหวัดสกลนครไหลลงมาสมทบ ทำให้พื้นที่หลายอำเภอถูกมวลน้ำไหลท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการชลประทานนครพนมรายงานระดับน้ำในแม่น้ำโขง ที่สถานีตรวจวัดชุมชนหนองแสง เขตเทศบาลเมืองนครพนม เวลา 13.00 น. ระดับน้ำ &amp;nbsp;12.26 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 0.74 เมตร ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะน้ำโขงทรงตัวมากว่า 3 ชั่วโมง แต่ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ นายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผวจ.นครพนม สั่งให้เฝ้าระวังและติดตามพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับที่ จ.มุกดาหาร ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากน้ำเหนือและเขื่อนจาก สปป.ลาวระบายน้ำออกจากเขื่อนแล้วไหลลงมาสมทบในแม่น้ำโขง ล่าสุดอยู่ที่ 12.79 เมตร ระดับวิกฤติอยู่ที่ 12.50 เมตร เกินระดับวิกฤติแล้ว 29 เซนติเมตร ทำให้น้ำในแม่น้ำโขงเอ่อเข้าท่วมชั้นใต้ดิน ตลาดอินโดจีน ระดับสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ผู้ประกอบการค้าในตลาดชั้นใต้ดินได้ขนย้ายสิ่งของขึ้นมาขายที่จุดผ่อนปรนที่ทางเทศบาลเมืองมุกดาหารจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ บริเวณถนน และบริเวณซอยต่างๆ จำนวน 135 ล็อก. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14617</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปริมาณน้ำอาจจะสูงมากกว่านี้, ผวาน้ำเขื่อนใหญ่ทะลัก, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนแก่งกระจาน, เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b6317f48f0df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
