<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้น!อีกระลอก &#039;ดีเปรสชัน&#039;เข้า โพลเชื่อเอาอยู่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; สรุปสถานการณ์น้ำ &amp;nbsp; ระบุเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนเพชรพร่องน้ำได้ผล &amp;nbsp;ตัวเมืองเพชรบุรีไม่มีน้ำท่วม แถมระดับน้ำแม่น้ำเพชรบุรีแนวโน้มลดลง ส่วนพื้นที่ปลายน้ำสูงเพียง 10-40 ซม. ระทึก! 13-14 ส.ค. &amp;quot;ดีเปรสชัน&amp;quot; เข้าเวียดนาม &amp;nbsp;ส่งผลภาคเหนือ-อีสานฝนตกหนักถึงหนักมาก &amp;nbsp;&amp;quot;ปภ.&amp;quot; ประสาน จว.เสี่ยงเร่งระบายน้ำ โพลชี้ ปชช.ส่วนใหญ่เชื่อมั่นเขื่อนเมืองไทยแข็งแรง แนะรัฐบริหารจัดการระบายน้ำทุกเขื่อนสม่ำเสมอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2561 ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 12-17 ส.ค.นี้ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก และในช่วงวันที่ 13-14 ส.ค.61 พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนมีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำ ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจาน และไหลผ่านทางระบายน้ำล้น (สปิลเวย์) ลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีมีแนวโน้มลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน แต่ยังคงมีระดับสูง ส่วนแม่น้ำสายสำคัญ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีระดับน้ำน้อย ภาคกลางและใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก แม่น้ำระหว่างประเทศแม่น้ำโขง ระดับน้ำลดลงปัจจุบันระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์ในอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ มีจำนวน 4 แห่ง ดังนี้ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำ 728 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 102% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 12.77 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายออกวันละ 15.20 &amp;nbsp;ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานได้ติดตั้งกาลักน้ำ จำนวน 15 ชุด เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากอ่างฯ น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 41 ซม. (เมื่อวาน 49 ซม.) แนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง และจากการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ อาจมีฝนตกมากขึ้นส่งผลให้น้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ระดับน้ำท้ายเขื่อน บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 1.03 ม. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 156.15 ลบ.ม./วินาที (เมื่อวาน 162.80 ลบ.ม./วินาที) ทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งลำน้ำในบริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมืองฯ และ อ.บ้านแหลม ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมมีแนวโน้มทรงตัว การบริหารจัดการน้ำ มีการตัดยอดน้ำก่อนผ่านเขื่อนเพชรโดยเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทาน และคลอง D9 ทำให้ระดับน้ำที่ อ.เมืองเพชรบุรี มีระดับลดลง ต่ำกว่าตลิ่ง 0.52 ม. (เมื่อวาน 0.50 ม.) แต่ยังต้องเฝ้าระวัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมพื้นที่และชุมชน จำนวน 31 เครื่อง (สำรอง 5 เครื่อง) ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่มีการระบายน้ำได้ช้า จำนวน 38 เครื่อง (สำรอง 8 เครื่อง) เตรียมพร้อมยานพาหนะและเครื่องจักรกล เช่น รถขุดตัก จำนวน 20 คัน ประจำในพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้ออกประกาศฉบับที่ 3/2561 (10 ส.ค.61) เรื่องสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี&amp;nbsp;
เอาอยู่เพชรบุรีไม่ท่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำ 534 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 103% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 4.40 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 5.26 ล้าน ลบ.ม. &amp;nbsp;สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง การบริหารจัดการน้ำ ติดตั้งกาลักน้ำ 22 ชุด เพื่อช่วยเร่งระบาย การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดสกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งลำน้ำอูนและลำน้ำสงครามไหลผ่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 7,555 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 85% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 50.66 &amp;nbsp;ล้าน ลบ.ม. (แนวโน้มลดลง) มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 42.77 ล้าน ลบ.ม. สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ จากการติดตามสภาพน้ำด้านท้ายน้ำไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ การบริหารจัดการน้ำ แผนการระบายน้ำอยู่ที่วันละ 43 ล้าน ลบ.ม. ตลอดเดือน ส.ค.และ ก.ย. 2561 การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลำน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 312 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 80% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 5.35 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออกวันละ 9.92 ล้าน ลบ.ม. สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีจะมีระดับค่อยๆ สูงขึ้น ทั้งนี้ ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำจากอัตราการระบายที่เพิ่มขึ้น การบริหารจัดการน้ำ มีการเพิ่มการระบายน้ำขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม ริมแม่น้ำโขง ตั้งแต่ จ.เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี ริมน้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมืองฯ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี พื้นที่เฝ้าระวังจากการเร่งระบายน้ำ อ่างฯ ขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม 8 แห่ง และอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนน้ำอูน รวมถึงอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำ 100% ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องจัดทำแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ จัดทำมาตรการเตรียมความพร้อมลดความเสี่ยงอุทกภัย&amp;quot; ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยว่า ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 22 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 9 จังหวัด รวม 37 อำเภอ 190 ตำบล 1,326 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 25,977 ครัวเรือน 64,799 คน ได้แก่ นครพนม อุบลราชธานี บึงกาฬ สกลนคร กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ยโสธร เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และชุมพร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว&amp;quot; อธิบดี ปภ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เพชรบุรี หลังจากที่ทางกรมชลประทานคาดการณ์ในวันที่ 12 ส.ค.นี้ น้ำที่ระบายจากเขื่อนเพชรจะทำให้หลายพื้นที่ รวมถึงตัวเมืองเพชรบุรีเกิดน้ำท่วม &amp;nbsp;แต่ปรากฏว่าตลอดทั้งวันไม่มีน้ำท่วมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง โดยล่าสุดเขื่อนเพชรได้ลดการระบายน้ำเหลือ 101 ลบ.ม.ต่อวินาที ลดลงจากเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 105 ลบ.ม.ต่อวินาที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรด็ตาม บริเวณพื้นที่ปลายน้ำเพชรบุรี ที่บ้านบางลำพู ต.บางครก อ.บ้านแหลม ซึ่งน้ำจะไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทย มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ชายคลอง โดยขณะนี้อยู่ในสภาวะปกติที่น้ำทะเลยังไม่ได้หนุนขึ้นมา ในพื้นที่มีระดับน้ำล้นตลิ่งอยู่ที่ประมาณ 10-40 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นช่วงเย็นน้ำทะเลหนุนสูง ก็จะดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำสูงขึ้นอีก&amp;nbsp;
ปชช.เชื่อเขื่อนแข็งแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากเหตุอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัด จึงสั่งให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สถาบันเครือข่าย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมมาตรการป้องกัน ฟื้นฟู และเยียวยาสถานประกอบกิจการโรงงาน เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เบื้องต้นได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ รวมทั้งเตรียมการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย และยังได้ส่งเจ้าหน้าที่สำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและพื้นที่เฝ้าระวัง พร้อมแจกจ่ายคู่มือการป้องกันเครื่องจักร อุปกรณ์ที่จะได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมออกมาตรการฟื้นฟูสถานประกอบการภายหลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัย&amp;quot; นายพสุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,260 ตัวอย่าง เรื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย ระหว่างวันที่ 8-10 ส.ค. พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.14 ระบุไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2561 มีเพียงร้อยละ 12.86 ระบุได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่ระบุว่าได้รับผลกระทบ ร้อยละ 23.46 ระบุว่าได้รับผลกระทบมากที่สุด, ร้อยละ 25.31 ระบุได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก, ร้อยละ 38.27 ระบุได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย และร้อยละ 12.96 ระบุว่าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมของประเทศไทยในทุกๆปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.63 ระบุว่ามีปริมาณน้ำฝนมากเนื่องจากฝนตกหนัก รองลงมาร้อยละ 43.17 ระบุการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและการบุกรุกพื้นที่ป่า, ร้อยละ 37.30 ระบุการขยายตัวของเขตชุมชน และการทำลายระบบระบายน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, ร้อยละ 28.10 ระบุการบริหารจัดการของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ, ร้อยละ 12.94 ระบุ ภูมิประเทศของประเทศไทยเป็นที่ลุ่มน้ำ ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำหลายสาย, ร้อยละ 0.79 ระบุอื่นๆ ได้แก่ เขื่อนไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้หมด ขณะที่บางส่วนระบุว่าเป็นภัยธรรมชาติ และร้อยละ 0.56 ไม่ระบุหรือไม่แน่ใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเชื่อมั่นต่อโครงสร้าง ความมั่นคง ความแข็งแรงของเขื่อนในประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.73 ระบุมีความเชื่อมั่น เพราะวิศวกรมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง ออกแบบมาอย่างดี มีความแข็งแรง คงทน และจากสถานการณ์ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น รองลงมา ร้อยละ 17.30 ระบุไม่มีความเชื่อมั่น เพราะสร้างมาเป็นเวลานาน โครงสร้างต่างๆ ก็เสื่อมลงตามกาลเวลา ไม่ค่อยได้ลงไปตรวจสอบคุณภาพความแข็งแรงของเขื่อนเท่าที่ควร ขณะที่บางส่วนระบุว่าภัยธรรมชาติเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แน่นอน และไม่สามารถควบคุมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำท่วมของหน่วยงานรัฐ พบว่า ประชาชนร้อยละ 14.28 ระบุว่ามีประสิทธิภาพมาก, ร้อยละ 49.36 ระบุว่ามีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก, ร้อยละ 29.05 ระบุว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ, ร้อยละ 4.29 ระบุว่าไม่มีประสิทธิภาพเลย โดยผู้ที่ระบุว่ามีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก-มาก ได้ให้เหตุผลว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเร่งดำเนินงานอย่างเต็มที่ และหาแนวทางการป้องกันอย่างจริงจัง ส่วนผู้ที่ระบุว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ-ไม่มีประสิทธิภาพเลย ให้เหตุผลว่าไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ช่วงหน้าฝน หรือการผันน้ำที่ดี อุปกรณ์ไม่เพียงพอ การทำงานล่าช้า และแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมของประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.37 ระบุให้มีการบริหารจัดการเรื่องการระบายน้ำกับทุกเขื่อนในประเทศไทยสม่ำเสมอ รองลงมา ร้อยละ 35.40 ระบุหน่วยงานรัฐมีการบริหารจัดการน้ำที่มีระบบและมีประสิทธิภาพ, ร้อยละ 30.87 ระบุว่าติดตั้งสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วมทุกจังหวัดที่ประสบภัยทุกปี, ร้อยละ 28.41 ระบุตรวจสอบความแข็งแรงของเขื่อนทุกเขื่อนสม่ำเสมอ, ร้อยละ 21.67 ระบุจัดตั้งหน่วยงานช่วยเหลือด้านน้ำท่วมโดยเฉพาะ, ร้อยละ 14.84 ระบุจัดเวรยามเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง, ร้อยละ 3.41 ระบุอื่นๆ ได้แก่ รณรงค์ปลูกต้นไม้ทดแทน ลดการตัดไม้ทำลายป่า มีมาตรการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ขณะที่บางส่วนระบุว่าการบริหารจัดการตอนนี้ดีอยู่แล้ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15260</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, ดีเปรสชัน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขื่อนปราณบุรี, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180812/image_big_5b705db15c727.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนพายุจ่อถล่มไทย14-17สค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สทนช.เตือนพายุลูก 2 จ่อถล่มไทย 14-17 ส.ค. เฝ้าระวังเขื่อนแก่งกระจานน้ำล้นสปิลเวย์ 60 ซม. กรมชลฯ เตรียมแผนพร่องน้ำ ลดภาวะล้นตลิ่ง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; &amp;nbsp; ย้ำอย่าตื่นตระหนก โทษสื่อเสนอข่าวเกินจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลุ่มน้ำเพชรบุรี ยังคงมีปริมาณน้ำหลากไหลต่อเนื่องลงเขื่อนแก่งกระจานและน้ำล้นสปิลเวย์ (Spillway) ลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณ อ.ท่ายาง ส่วนแม่น้ำโขง ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่ง ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ 4 แห่ง คือ เขื่อนแก่งกระจาน มีน้ำไหลเข้า 20.83 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วัน ระบายออก 18.20 ล้านลบ.ม.วัน น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 60 เซนติเมตร และสภาพท้ายน้ำอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยระดับน้ำท้ายเขื่อนที่สถานี B.3A อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ระดับน้ำ 3.66 เมตร ระดับตลิ่งอยู่ที่ 4.40 เมตร ถือว่ายังต่ำกว่าตลิ่ง 0.76 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 183.70 ลบ.ม.วินาที ซึ่งปริมาณน้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบให้มีน้ำท่วมพื้นที่ริม 2 ฝั่งลำน้ำบริเวณอำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด อำเภอเมืองฯ และอำเภอบ้านแหลม แล้วจะไหลลงทะเลต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยังคงเร่งพร่องระบายน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีและในระบบชลประทาน ทำให้ระดับน้ำที่อำเภอเมืองเพชรบุรี มีระดับขึ้นช้าลงและต่ำกว่าตลิ่ง 55 เซนติเมตร ยังคงต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ด้านเขื่อนน้ำอูน มีน้ำไหลเข้า 4.84 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะเพิ่มการระบายน้ำออกเป็น 4.15 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สภาพท้ายน้ำยังปกติ คาดว่า จะไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีน้ำล้นตลิ่ง โดยควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อน 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และเพิ่มการระบายน้ำด้วยวิธีกาลักน้ำและเครื่องสูบน้ำอีก 0.60 ลบ.ม.ต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีน้ำไหลเข้า 68.80 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ระบายออก 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน สภาพท้ายน้ำปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มไม่ล้นตลิ่ง แต่อาจส่งผลกระทบต่อรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย และสุดท้าย เขื่อนปราณบุรี มีน้ำไหลเข้า 14.95 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระบายออก 100 ลบ.ม.ต่อวินาที สภาพท้ายน้ำระดับน้ำในแม่น้ำปราณบุรีค่อยๆสูงขึ้น ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำจากอัตราการระบายที่เพิ่มขึ้นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สทนช.คาดการณ์ด้วยว่า จะมีพายุดีเปรสชันเคลื่อนจากเกาะไหหลำในวันที่ 14 ส.ค. ผ่านตอนเหนือของเวียดนาม ผ่านประเทศลาวในวันที่ 15 ส.ค. และอาจพาดผ่าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 16 ส.ค. และเข้าประเทศเมียนมา ในวันที่ 17 ส.ค. ซึ่งจะทำให้มรสุมกำลังแรงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ด้านตะวันตกของไทย ติดกับประเทศเมียนมา ตั้งแต่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน, &amp;nbsp;อ.แม่สอด อ.พบพระ จ.ตาก, จ.กาญจนบุรี, จ.ราชบุรี, จ.เพชรบุรี, จ.ประจวบคีรีขันธ์, จ.ระนอง จะมีความชื้น-ฝนมาก จากทะเลอันดามัน ทำให้มีฝนตกในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไปถึง 17 ส.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ได้ไปตรวจเยี่ยมน้ำท่วมที่เพชรบุรี ไม่อยากให้ทุกคนตื่นตระหนก แต่อยากให้มีการเตรียมตัว รัฐบาลไม่สามารถบอกได้ว่าจะไม่ท่วมร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ การจะดำเนินโครงการอะไร จะต้องทำประชาพิจารณ์ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น คลอง D9 รัฐบาลให้งบไปกว่า 300 ล้าน เพื่อการระบายน้ำอีกเส้นทาง ซึ่งยังมีแผนดำเนินการอีก 2 เส้น แต่ต้องการทำประชาพิจารณ์จากประชาชน จึงต้องสร้างความเข้าใจกันให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องมีมาตรการดูแล แต่ไม่มีการพูดถึง พูดกันแต่ว่าน้ำล้นอยู่นั่นแหละ สื่อบางสื่อไปยืนถ่ายภาพอยู่ในน้ำ ทั้งนี้น้ำมันไม่ท่วมก็ไปยืนที่น้ำท่วม แล้วก็ถ่ายกันออกมา ผมไม่เข้าใจว่าสื่อแบบนี้มันคืออะไร เขียนอะไรที่มันเกินไป ผมไม่ได้หมายความว่ามันไม่ท่วม แต่อย่าบิดเบือนได้ไหม มันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ผมเข้าใจว่าเมื่อสื่อเริ่มมา อีกสื่อก็ต้องเขียนให้มากกว่าเดิม ก็จะกลายเป็นข่าวมากไปเรื่อยๆ เกิดการตื่นตระหนก วุ่นวาย สับสน การทำงานยากลำบากมากขึ้น&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการใช้แบบจำลองทางวิศวกรรม คาดว่าปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานจะเพิ่มขึ้นสูงสุดในวันที่ 10 ส.ค. และจะระบายออกในอัตรา 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้เวลา 15 ชั่วโมงถึงเขื่อนเพชร ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนปฏิบัติการทั้งการพร่องน้ำ วางแผนตัดยอดน้ำสู่คลองในระบบชลประทานฝั่งซ้ายและฝั่งขวา รวมทั้งผันเข้าคลอง D9 ซึ่งจะไม่เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งใน อ.บ้านลาดและท่ายาง แต่ในตัวเมืองเพชรบุรี แม่น้ำเพชรบุรีแคบ รับน้ำได้ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อน้ำไหลไปถึงในวันที่ 12 ส.ค. จะล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำสูง 30-50 เซนติเมตร แต่จะต่ำกว่า 2 ปีที่ผ่านมา จากนั้นเมื่อไหลไปที่อำเภอบ้านแหลม ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำกว่า ระดับน้ำจะท่วมสูง 50-80 เซนติเมตร แล้วจะไหลออกทะเล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ขณะนี้หย่อมความกดอากาศต่ำแถบประเทศฟิลิปปินส์ กำลังก่อตัวเป็นพายุดีเปรสชัน ซึ่งจะเคลื่อนตัวช้ากว่าพายุโซนร้อน โดยแนวพายุลูกใหม่นี้จะไปเกาะไหหลำ ส่งผลต่อไทยวันที่ 14-15 ส.ค.นี้ อีกทั้งมีอิทธิมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ทางฝั่งอันดามัน มาเพิ่มกำลังแรงขึ้นด้วย จะทำให้ฝนมากตลอดทั้งเดือน ส.ค.ในแถบภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก ดังนั้นภายใน 1 สัปดาห์ ต้องเร่งพร่องน้ำเขื่อนใหญ่ และเขื่อนขนาดกลาง ที่เต็มความจุเขื่อน โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีเขื่อนขนาดกลางจำนวนมาก รวมทั้งเขื่อนขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ เขื่อนแก่งกระจาน, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนศรีนครินทร์ ที่มีน้ำเกินความจุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดือนนี้ฝนมากทั้งเดือน ยังมีลมมรสุมกำลังแรงมาเสริม พอเกิดพายุฝั่งตะวันออกแปซิฟิก เพิ่มให้แรงขึ้น แนวร่องฝนยังอยู่ภาคเหนือ อีสาน ตะวันตก ตะวันออก พอปลายเดือน ส.ค.ต่อต้นเดือน ก.ย.ร่องฝนลงมาตรงภาคกลาง ช่วงนั้นมีแนวโน้มเข้าสู่ปีแล้งปลายปี เพราะมีฝนมากเดือน ส.ค.ตั้งแต่เดือน ก.ย.ถึงปลายปีฝนมีแนวโน้มฝนจะลดลง ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยที่จะน้ำท่วมใหญ่แบบปี 54 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพายุที่จะเข้ามาตรงๆ หรือไม่ด้วย&amp;quot; นายเสรีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ &amp;quot;คลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ และฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย&amp;quot; ฉบับที่ 21 ว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี, ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ : จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.จันทบุรี ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสำรวจเขื่อนคิรีธาร ต.บ่อเวฬุ อ.ขลุง หลังจากในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนคิรีธาร ที่เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ใน 2 จังหวัด คือ ตราด และจันทบุรี พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนที่มีความจุ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีน้ำอยู่ในเขื่อนกว่า 59 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือเพียงอีก 50 เซนติเมตร จะล้นสปิลเวย์ออกมา ในเบื้องต้น นายสุเทพ มีกระโดน กำนันตำบลบ่อเวฬุ ประสานองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี และกระทรวงพลังงาน ขอรับการสนับสนุนท่อยางมาติดตั้งกับเครื่องสูบน้ำเพื่อทำเป็นกาลักน้ำเร่งสูบน้ำระบายน้ำออกจากเขื่อนคิรีธาร เพื่อไม่ให้ไหลเข้าท่วมสวนผลไม้ และบ้านเรือนของชาวบ้านใน 2 จังหวัด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15094</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนปราณบุรี, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนศรีนครินทร์, เขื่อนแก่งกระจาน, เสรี ศุภราทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180809/image_big_5b6c4f29d480d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
