<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อช.เขาแหลม ลุยตรวจบริษัทใหญ่สร้างที่พัก-ร้านอาหาร ริมเขื่อนวชิราลงกรณ 98 ไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค.64 - นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามนโยบายยกกำลัง 2 บวก 4 ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในปีพ.ศ.2564 ขอให้ปฏิบัติงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และช่วยเหลือประชาชนทุกมิติ ทุกด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม นายเผดิม เข็มประดับ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติงาน ภาพถ่ายทางอากาศ ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;10 นาย เดินทางเข้าตรวจสอบ บริเวณพื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำ เขื่อนวชิราลงกรณ บ้านท่าแพ หมู่ที่ 1 ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี พบมีการก่อสร้างอาคาร บ้านพัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และแปลงปลูกผลไม้ ในเนื้อที่ประมาณ 98 ไร่ โดยมีนายชาญชัย (นามสมมุติ) เป็นตัวแทนบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งถือสิทธิครอบครองที่ดิน ได้นำเอกสารหลักฐานน.ส. 3 เล่ม1หน้า112 ออกในปี พ.ศ. 2527 มาแสดง และเป็นผู้นำตรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบพื้นที่ คณะเจ้าหน้าที่ได้เดินรอบแปลง โดยใช้เครื่องมือ GPS จับจุดพิกัด รอบแปลง4 จุด นำไปคำนวนพื้นที่ และถ่ายทอดในแผนที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ที่ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ในพ.ศ.2534 อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ประกาศเมื่อปี พ.ศ.2552 และถ่ายทอดลงในแผนที่ ท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 634 ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาช้างเผือก ตำบลหนองลู ตำบลปลังเผล อำเภอสังขละบุรี ตำบลปิล็อก ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี &amp;nbsp;ประกาศ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติปีพ.ศ.2516&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่า น.ส.3 ฉบับดังกล่าว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จำนวน 36 ไร่ 2งาน79 ตารางวา อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จำนวน 6ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาช้างเผือกฯ 35 ไร่ 56 ตารางวา ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ ย้อนหลัง ปีพ.ศ.2495- 2499 ปรากฏว่าไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์ ในที่ดินแปลง น.ส.3 จำนวน 98 ไร่ ที่นำมาแสดงดังกล่าวแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางคณะเจ้าหน้าที่จะได้ทำหนังสือถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรี สาขาทองผาภูมิ เพื่อขอคัดสำเนา สาระบบที่ดินแปลง นส.3 ฉบับดังกล่าวทั้งหมด เพื่อตรวจสอบโดยละเอียดว่าออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่ผู้ใดเกี่ยวข้องในการออกน.ส. 3 ดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามระเบียบ และกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพนธ์&amp;nbsp;เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบริการและป้องกันมิให้ประชาชน ก่อเกิดการผิดกฏหมาย ขณะนี้จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงาน ภาพถ่ายทางอากาศ ไว้บริการ หากประชาชนท่านใด ต้องการคำปรึกษา หรือคำแนะนำ ก่อนจะซื้อจะขาย หรือลงทุนทำกิจการในที่ดิน ที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์นส.3 หรือโฉนดที่ดิน ที่อยู่ในป่าหรือติดป่า ในพื้นที่จังหวัด กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ว่า อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือไม่ โปรดติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการภาพถ่ายทางอากาศ สำนักบริหารอนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี รหัสไปรษณีย์ 70110 เบอร์โทร 0910599459 0989796025 ในเวลาราชการ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96691</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, จังหวัดกาญจนบุรี, เขื่อนวชิราลงกรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210320/image_big_6055c1b8afaa8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91238</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 21:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 21:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทยานฯเขาแหลม แจงน้ำเสีย &#039;ปลากดคัง&#039; ตายเป็นเบือ เกษตรกรสูญ 30 ล้านไร้เยียวยา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันเจ็บอยู่ในอก! 85&amp;nbsp;กระชังปลาน้ำตาตกใน 30 ล้านหายวับ ประมงแจงเลี้ยงในเขตอุทยานฯ&amp;nbsp;ขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้ หมดทางช่วยเหลือเยียวยา ด้านหน.อุทยานฯเขาแหลม นำจนท.เร่งช่วยฝังกลบซากปลากว่า 200 ตันป้องกันโรค อาจารย์มหิดลชี้เกิดปรากฎการณ์เพราะน้ำใต้ดินรอบอ่างลดน้อยมาก ทำให้ไหลลงขอบอ่างเร็ว แรงดันน้ำใต้ดินจึงมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - จากกรณีเมื่อวันที่&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฎการณ์ &amp;quot;การพลิกกลับของชั้นน้ำในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ&amp;quot; เป็นเหตุให้น้ำในอ่างฯเกิดสีขุ่นแดง รวมทั้งส่งกลิ่นเหม็น ต่อมาอีก 2 วันปลากดคังในกระชังเลี้ยงของชาวประมง&amp;nbsp;85 กระชังตายจนหมดเสียหายกว่า 30 ล้าน สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่เลี้ยง เนื่องจากแทบหมดเนื้อหมดตัว ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานฯเขาแหลม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุปลากดคังที่เลี้ยงในกระชัง บริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ บ้านโบอ่อง หมู่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ต.ปิล็อค อ.ทองภูมิ จ.กาญจนบุรี เกิดตายเป็นจำนวนมาก จึงพร้อมด้วยนายโชคชัย อู่โภคิน ปลัดอำเภอทองผาภูมิ นายวรรณนัฑ หิรัญชุฬหะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประมงจังหวัดกาญจนบุรี นางสาวธิดาวรรณ โพธิ์เพ็ชร หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการ ด้านการประมง นายจิระพงษ์ ศิริวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาอาชีพด้านการประมง นายณรงค์ เทศธรรม ประมงอำเภอทองผาภูมิ นางสาวนันทภัค โพธิสาร นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัย และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาญจนบุรี ร่วมกับนายไพศาล รัตนา หัวหน้าหน่วยป้องกัน และ ปราบปราม ประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ ผู้แทนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี นายอภิรักษ์ ทองโต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม เดินทางโดยใช้เรือเป็นยานพาหนะ ไปยังพื้นที่ตรวจสอบรายละเอียด เพื่อหาทางช่วยเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ไปถึงบริเวณริมอ่างฯ พบชาวประมงผู้เลี้ยงปลากดคังในกระชัง กำลังช่วยกันขุดหลุมฝังซากปลา ที่กองยาวเหยียดอยู่บนพื้นริมฝั่ง บ้างก็นั่งมองซากปลาด้วยสีหน้าหมองเศร้า ที่ทรัพย์สินต้องสูญสลายหายไปในพริบตา กำลังจนท.อุทยานฯจึงเข้าช่วยชาวบ้าน ขุดหลุมฝังกลบซากปลาจำนวนมหาศาล โดยเทปูนขาวทับ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ก่อนจะทำการกลบดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า พันธุ์ปลาที่ตายเป็นปลากดคัง ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจราคาสูง ที่ตลาดต้องการ มีขนาดเฉลี่ย&amp;nbsp;1-5&amp;nbsp;กิโลกรัม รวมซากปลาที่ตายน้ำหนักประมาณ&amp;nbsp;200&amp;nbsp;ตัน จำนวนผู้เลี้ยงปลากระชังที่เสียหาย ทั้งสิ้น&amp;nbsp;22&amp;nbsp;ราย จำนวน&amp;nbsp;85&amp;nbsp;กระชัง มูลค่าความเสียหายประมาณ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนท.ได้ร่วมกันตรวจสอบสาเหตุที่ปลาตายเนื่องจากเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังที่ตั้งอยู่ในอ่าวซึ่งเป็นพื้นที่วงแคบ ทำให้น้ำหมุนเวียนได้น้อย และปริมาณน้ำในเขื่อนปีนี้มี&amp;nbsp;60%&amp;nbsp;ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำในทุกปี ที่ผ่านมา และเกิดมี&amp;nbsp;plankton bloom&amp;nbsp;จำนวนมาก ทำให้เกิดน้ำเสีย กระแสลมรุนแรงพัดเข้าหาอ่าว สีน้ำเข้มขุ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้เกิดน้ำเปลี่ยนสี จากผลการวิเคราะห์น้ำจุดที่ปลาตาย พบว่าปริมาณอ็อกซิเจนต่ำกว่ามาตรฐาน (2.7&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร) ค่า&amp;nbsp;pH&amp;nbsp;ต่ำกว่ามาตรฐาน(6.27)&amp;nbsp;แอมโมเนีย&amp;nbsp;0.2&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร อุณหภูมิ&amp;nbsp;26.5&amp;nbsp;องศาเซลเซียส ค่าไนไตรท์&amp;nbsp;0.1&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าความกระด้างของน้ำ&amp;nbsp;100&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร ความโปร่งแสง&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp;และค่าความเป็นด่าง&amp;nbsp;50&amp;nbsp;มิลลิกรัมต่อลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคณะจนท.ได้เชิญชาวบ้านที่เลี้ยงปลากระชัง ทั้งผู้เสียหายทั้งหมดและผู้เลี้ยงที่เสียหายบางกระชัง มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ว่า เกษตรกรที่ได้ความเสียหาย มีการเลี้ยงปลาในเขตอุทยานฯ จึงไม่สามารถขึ้นทะเบียน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับกรมประมงได้ เป็นเหตุทำให้ไม่สามารถ ทำเรื่องช่วยเหลือเยียวยาได้ พร้อมเสนอแนะให้เกษตรกรลากกระชังปลาไปเลี้ยงบริเวณที่เหมาะสมมีน้ำไหลเวียนสะดวก และให้ลดจำนวนปลาเลี้ยงลดความหนาแน่น ควรเลือกจับปลาขนาดใหญ่ขึ้นจำหน่าย รวมทั้งให้งดอาหาร ใช้เครื่องเพิ่มอ็อกซิเจน จนกว่าคุณภาพน้ำจะเป็นปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.ปริญญา&amp;nbsp;พุทธาภิบาล&amp;nbsp;อาจารย์ประจำสาขาวิชาธรณีศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี เผยถึงสาเหตุนี้ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากระดับน้ำบาดาลหรือ น้ำใต้ดินรอบอ่างเก็บน้ำช่วงเข้าฤดูแล้งนี้ น่าจะลดลงมาก ทำให้ความลาดชัน ของชั้นน้ำบาดาลรอบอ่างฯ และในตัวอ่างต่างกันมากขึ้นๆ น้ำใต้ดิน น้ำบาดาลไหลจากชั้นน้ำที่สูงกว่าลงไปในอ่างฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;น้ำใต้ดินจึงไหลลงมาจากขอบอ่างเร็วขึ้นมาก ตามแรงดันน้ำใต้ดินที่เพิ่มขึ้นจากระดับที่ต่างกันนั้น นี่คงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขุ่นได้ในธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกิจกรรมมนุษย์ที่เกิดจากการใช้น้ำรอบอ่าง&amp;nbsp;น้ำที่ไหลกลับลงอ่างก็ทำให้เกิดน้ำขุ่นได้ตามระดับการใช้น้ำ ผนวกกับสาเหตุอื่นๆ กล่าวคือ ใต้อ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ มีซากต้นไม้ใบไม้ฝังกลบอยู่มากมายตั้งแต่เริ่มกักเก็บน้ำ บวกกับซากต้นไม้และซากสิ่งมีชีวิตที่ถูกพัดพามาสมทบภายหลัง เมื่อน้ำที่เคยกดทับลดลง ก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และก๊าซไข่เน่าก็ละลายในน้ำเพิ่มขึ้น และลอยระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้นเป็นปรกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ปริญญา กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะ ปริมาณสัดส่วนของก๊าซอ็อกซิเจนในน้ำลดลงมาก เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มก๊าซที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิต&amp;nbsp;ที่สำคัญคือก๊าซมีเทน ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า ข้างต้น ซึ่งพบมากขึ้นในสภาพแวดล้อม ที่พร่องอ็อกซิเจนในน้ำ&amp;nbsp;ต้องตรวจสอบระดับน้ำในอ่าง ปริมาณน้ำในอ่างแต่ละช่วงที่ผ่านมา ว่าคุณภาพน้ำในช่วงต่างๆเหล่านั้นและปัจจุบัน รวมถึงสภาพตะกอน และสิ่งแปลกปลอมใต้ท้องน้ำ รวมถึงเศษอาหารปลา และมูลปลาตกค้างในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง ปัจจัยทั้งหมด เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันในธรรมชาติเป็นปกติอยู่แล้ว ยิ่งน้ำนิ่งยิ่งเพิ่มความรุนแรง เพราะขาดความสมดุลของสภาพแวดล้อม ยา ปุ๋ย และสารตกค้างที่เกิดจากกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ทั้งหมด ก็ต้องนำมาพิจารณาถึงสาเหตุการตายของปลาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการป้องกันปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียของเกษตรกรเลี้ยงปลาในอ่าง คือการประเมินศักยภาพ ทรัพยากรน้ำในอ่างในแต่ละฤดูกาล มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อให้เกิดสมดุลทางสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนิ่มนภา ตุมรสุนทร ผู้ได้รับความเสียหาย กล่าวด้วยใบหน้าเศร้าหมองน้ำตาคลอเบ้าว่า มีกระชังเลี้ยงปลากดคังจำนวน&amp;nbsp;40&amp;nbsp;กระชัง ตายไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้าน คาดหวังว่าเมื่อขายปลาชุดนี้หมด จะรวบรวมนำเงินไปซื้ออาคารพาณิชย์สัก 1 ห้อง เพื่อทำร้านขายขนมเบเกอร์รี่ ที่ทำขายอยู่ปัจจุบันด้วย แต่ก็หมดหวังเพราะไม่เหลือปลาแม้แต่ตัวเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปลากดคังที่ตาย ก็ไม่สามารถเอามาแปรรูปเป็นปลาแดดเดียว หรือปลาร้าได้เลยแม้แต่ตัวเดียว เสียดายก็ได้แต่นั่งมอง&amp;nbsp;เนื่องจากปลาที่ตายเมื่อลอยขึ้นมาก็มีสภาพเหม็น เกรงว่าถ้านำไปแปรรูปแล้ว อาจจะเกิดพิษภัยต่อผู้บริโภคได้ ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายหลังทราบว่าภาครัฐไม่สามารถช่วยเหลือเยียวยาในความสูญเสียครั้งนี้ได้ ด้วยเสียงสะอึกสะอื้นสั่นเครือ ว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;มันเจ็บอยู่ในอก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91238</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนเขาแหลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_60117aae71d03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90231</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2021 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2021 18:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวบ้านตื่น! น้ำในเขื่อนเขาแหลม ขุ่น-เหม็น จนท.แจงเป็นปรากฏการณ์พลิกกลับของชั้นน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18&amp;nbsp;ม.ค.64 - จากกรณีชาวบ้านในพื้นที่เหนือเขื่อนวชิราลงกรณ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เกิดตื่นตระหนก และวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล&amp;nbsp;จากสาเหตุเกิดปรากฏการณ์ น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ หรือ เขื่อนเขาแหลมที่เคยใสสะอาด เกิดมีสีขุ่นและส่งกลิ่นเหม็น&amp;nbsp;สำหรับในเรื่องดังกล่าว เขื่อนวชิราลงกรณ ได้ชี้แจงว่า สาเหตุของการเกิดน้ำขุ่น และมีกลิ่นเหม็นในช่วงนี้ เป็นเพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า &amp;quot;การพลิกกลับของชั้นน้ำ&amp;quot;&amp;nbsp;ซึ่งส่งผลให้พื้นที่น้ำที่มีความกว้างใหญ่ และลึก เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดโดยธรรมชาติความหนาแน่นของน้ำ จะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ ทำให้น้ำถูกแบ่งออกเป็นชั้นๆ เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำที่แตกต่างกัน ซึ่งเรียกว่า &amp;quot;การแบ่งชั้นน้ำเนื่องจากอุณหภูมิ&amp;quot; ในช่วงหน้าร้อนน้ำชั้นบนจะมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนน้ำชั้นล่างจะมีอุณหภูมิต่ำ เนื่องจากแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ทำให้น้ำชั้นบน มีความหนาแน่น ต่ำกว่าน้ำชั้นล่าง เมื่อเข้าสู่หน้าหนาว น้ำชั้นบนจะมีอุณหภูมิต่ำลง ทำให้ความหนาแน่นเพิ่มมากขึ้น น้ำชั้นบนจึงเกิดการจมตัว และทำให้น้ำชั้นล่างที่มีตะกอน พลิกกลับขึ้นมา จึงทำให้เกิดน้ำขุ่น และมีกลิ่นเหม็น ซึ่ง &amp;quot;การพลิกกลับของชั้นน้ำ&amp;quot; นี้จะเกิดหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ตามความหนาแน่นของชั้นน้ำ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เขื่อนวชิราลงกรณได้ประสานงานกับฝ่ายเคมีของ กฟผ. เพื่อให้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำแล้ว&amp;nbsp;หากได้ผลอย่างไร จะประกาศแจ้งต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90231</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, ทองผาภูมิ, เขื่อนวชิราลงกรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210118/image_big_60057410e9561.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/02/2020 19:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/02/2020 18:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อุทยานฯเขาแหลม&#039; เก็บตัวอย่างดินจ่อฟ้องเรียกค่าเสียหาย &#039;เจ้าสัว&#039; ทำลายสิ่งแวดล้อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.พ.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการศปป.4 กอ.รมน.นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เจ้าหน้าที่ศปก.พป. นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม บ้านลิเจีย หมู่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พบมีการครอบครองผิดมติ ครม. 30 มิ.ย.41 จำนวน 6 แปลง พื้นที่ 197 ไร่เศษ โดยทั้ง 6 รายเป็นกลุ่มนายทุนจากกรุงเทพฯทั้งสิ้น จึงทำการตรวจยึด พร้อมติดป้ายประกาศ และเข้าแจ้งความดำเนินคดี สภ.สังขละบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความคืบหน้าล่าสุด นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หน.อุทยานฯเขาแหลม นายสุภาพ งามทองเหลือง ผช.อุทยานแห่งชาติเขาแหลม นำกำลังเดินทางไปยังพื้นที่ ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ บริเวณแปลงคดีจำนวน 6 แปลง&amp;nbsp;ซึ่งมีทัศนียภาพสวยงาม มีเกาะใหญ่เล็กกระจายอยู่รอบพื้นที่ อีกทั้งพื้นที่ลักษณะโค้งเว้าเป็นแหลมยื่นไปในน้ำ สวยงามเป็นอย่างมาก พื้นที่มีการปรับจนราบเรียบโล่งเตียน ซึ่งได้ทำการปักป้ายตรวจยึดไว้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างดิน วัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ เปรียบเทียบกับป่าธรรมชาติในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ประเมินมูลค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน.อุทยานฯเขาแหลม กล่าวว่า จากนี้ไปก็เป็นเรื่องคดีความ เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี ในการติดตามผู้กระทำความผิดต่อไป และทางพนักงานสอบสวนสภ.สังขละบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง อ.สังขละบุรี ก็ได้เข้าไปตรวจพยานหลักฐาน ในพื้นที่เป็นจำนวน 6 แปลง 197 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา ที่มีการปักป้ายตรวจยึดในพื้นที่ทั้ง 6 แปลง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน รายละเอียดให้ครบถ้วน โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน จะออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้อง มาสอบสวนให้ปากคำเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.อ.พงษ์เพชร กล่าวอีกว่า พื้นที่ซึ่งทำการตรวจยึดนี้ นายมนตรี มังกรกนก ภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ&amp;nbsp;เป็นกรรมการบริษัท เอเชียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท วงศ์ช่าง จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 1 พันล้านบาท กับพวกรวม 6 คน ประกอบไปด้วย ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก นางสาวศิริกุล มังกรกนก นางสาวศิริวรรณ มังกรกนก นายภูริพงศ์ มังกรกนก นายไพรัชญ์ ปัญจรันต์มนตรี โดยมอบหมายให้นายศักดิ์ชัย บัณติอินทร์ และนายวันชัย นวลขำดีแท้ ภูมิลำเนาอยู่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวแทน นำชี้ตรวจสอบรังวัดแปลงที่ดิน ตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากเข้าครอบครอง เปลี่ยนชื่อมาเป็นของตัวเอง เจ้าสัวมนตรีกับพวกได้นำรายชื่อดังกล่าวเข้าคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของราษฎรในพื้นที่อนุรักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี แต่คณะกรรมการฯมีมติไม่รับรอง เพราะที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ให้ช่วยเหลือราษฎรเดิม ผ่อนปรนให้อยู่อาศัยและทำกินอยู่ในที่เดิม ก่อนหรือหลังประกาศเขตสงวนหวงห้ามครั้งแรก และต้องทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้มีรายชื่อการครอบครองพื้นที่ดังกล่าว ที่เจ้าหน้าที่ตรวจยึด ประกอบด้วย 1.นายมนตรี มังกรกนก ตรวจยึดรังวัดแปลงที่ดินได้จำนวน 45 ไร่ 31 ตารางวา 2.ดร.นางปัญจรัตน์ มังกรกนก ตรวจยึดรังวัดแปลงที่ดินได้ 47 ไร่ 3 งาน 72 ตารางวา 3.นางสาวศิริกุล มังกรกนก ตรวจยึดรังวัดแปลงที่ดินได้ 26 ไร่ 2 งาน 91 ตารางวา 4.นางสาวศิริวรรณ มังกรกนก ตรวจยึดรังวัดแปลงที่ดินได้46 ไร่ 96 ตารางวา 5.นายไพรัชญ์ ปัญจรันต์มนตรี ตรวจยึดรังวัดแปลงที่ดินได้ 25 ไร่ 2 งาน 75 ตาราวา 6.นายภูมิพงษ์ มังกรกนก 5ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา &amp;nbsp;รวมทั้งหมด 197ไร่ 1งาน 75 ตาราวา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสภ.สังขละบุรี ประกอบด้วย ดำเนินคดีตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (1) ฐานยึดถือ ครอบครอง ในที่ดินในอุทยานแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี ปรับตั้งแต่ 4 แสนถึง 2 ล้านบาท และคณะเจ้าหน้าที่อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 (1) กฎหมายอุทยานแห่งชาติ 2562 ได้ติดป้ายประกาศ ห้ามมินายมนตรี มังกรกนก กับพวกหรือบุคคลใด กระทำการใดๆในที่ดินแปลงดังกล่าว จนกว่าคดีถึงที่สุด หากฝ่าฝืนประกาศต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ และ ค่าปรับรายวันอีกวันละ 1 หมื่นบาท จนกว่าจะยุติการกระทำนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่หน่วยงานแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า รายการหมดเม็ดการออกเอกสารหลักฐาน น่าจะมีเจ้าหน้าที่บางหน่วยงานให้การช่วยเหลือกลุ่มนายทุน จนถึงกระบวนการออกเอกสารหลักฐานครอบครองพื้นที่อย่างถูกต้องจนเป็นโฉนด ซึ่งขณะนี้มีหลายรายและเจ้าหน้าที่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57643</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, สภ.สังขละบุรี, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), อุทยานแห่งชาติเขาแหลม, เขื่อนวชิราลงกรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200219/image_big_5e4d1dc421150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56065</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2020 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2020 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปักหมุดเขื่อนวชิราลงกรณ เนรมิตสะพานกระจกเขาแหลมสกายวอล์คสัมผัสธรรมชาติเช้าถึง3ทุ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.พ.63 - เขื่อนวชิราลงกรณ ตำบลท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ไอเดียเก๋เปิดจุดท่องเที่ยวขึ้นมาใหม่ &amp;nbsp;โดยการจัดทำสะพานกระจก Khao Laem Skywalk (เขาแหลมสกายวอล์ค) ถือเป็นแลนมาร์ค และจุดเช็คอินแห่งใหม่ของเขื่อนวชิราลงกรณ โดยที่ตั้งของสะพานกระจกอยู่บริเวณเดียวกันกับร้านอาหารเรือนเขาแหลม จึงได้รับการตั้งชื่อว่า Khao Laem Skywalk (เขาแหลมสกายวอล์ค) เพื่อให้เป็นจุดที่จดจำได้ง่าย นอกจากนี้บริเวณปลายสะพานยังมีม่านน้ำตก พร้อมด้วยแสงสี ที่สร้างความตระการตาในยามค่ำคืน บริเวณด้านข้างเขาแหลมสกายวอล์คยังมีสไลเดอร์เนินหญ้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวในการเข้าใช้บริการ ทางเขื่อนวชิราลงกรณ มีข้อปฏิบัติในการใช้บริการเขาแหลมสกายวอล์ค ดังนี้คือ 1.ต้องเปลี่ยนรองเท้าของตนเอง และสวมใส่รองเท้าที่ทางจุดบริการเตรียมไว้ให้เปลี่ยน 2.ในแต่ละรอบจะมีการจำกัดการเข้าชมสูงสุดรอบละ 20 คน 3.ควรดูแลบุตรหลานของท่านด้วยการใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างดี &amp;nbsp;4.ห้ามนำสัมภาระขนาดใหญ่เข้า 5.ห้ามวิ่งกระโดดหรือปีนป่าย 6.ห้ามพกของมีคมทุกชนิด 7.ห้ามพกร่มและงดใช้สะพานระหว่างฝนตก 8.ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทาน 9.ห้ามสูบบุหรี่ 10.ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจจะมาเที่ยวเขาแหลมสกายวอล์ค เปิดบริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00น. ซึ่งนักท่องเที่ยวที่อยากจะได้วิวทิวทัศน์หุบเขาอันสวยงาม ก่อนพระอาทิตย์ตกดินก็ควรมาเวลาตั้งแต่เปิดถึงเวลาประมาณ 18:00น. และหลังจากนั้นเวลา 18.00น.เป็นต้นไปทางKhao Laem Skywalk (เขาแหลมสกายวอล์ค) ก็จะมีการเปิดแสงไฟที่จัดตกแต่งไว้ที่มีความสวยงามตระการตาอีกแบบหนึ่ง ก็สามารถเลือกมาใช้บริการความสวยงามกับ 2 ช่วงเวลา และความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56065</URL_LINK>
                <HASHTAG>สกายวอร์คเขาแหลม, เขื่อนวชิราลงกรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200202/image_big_5e367c9f7abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2019 15:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2019 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งจำคุก 10 ปี นายทุนฮุบเกาะกลางเขื่อนเขาแหลม ยกฟ้องคนงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มี.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อ่านคำพิพากษาแก้คดีบุกรุกเกาะมะพร้าวกะทิ ตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) เขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีจำเลย 3 คนคือ จำเลยที่ 1 นายตาแหล่ ไม่มีนามสกุล อายุ 36 ปี มีคำสั่งยกฟ้อง จำเลยที่ 2 นายโจติน ไม่มีนามสกุล อายุ 48 ปี มีคำสั่งยกฟ้อง และจำเลยที่ 3 นายจิตติ รัตนเพียรชัย อายุ 77 ปี นักธุรกิจด้านการเกษตรชาวสุราษฎร์ธานี และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1-2 ศาลอุทธรณ์ลดโทษเหลือจำคุก 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคดีบุกรุกเกาะปาล์มน้ำมัน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้นายจิตติ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 เหลือโทษจำคุก 5 ปี รวมคดีบุกรุกเกาะมะพร้าวกะทิ และคดีบุกรุกเกาะปาล์มน้ำมัน นายจิตติ ถูกจำคุกรวม 10 ปี ส่วนจำเลยที่เป็นคนงานของนายจิตติ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตัดสินยกฟ้องคดีบุกรุกทั้งสองเกาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากช่วงเดือนเมษายน 2559 นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ พร้อมทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สภ.สังขละบุรี เจ้าหน้าที่กอ.รมน.กาญจนบุรี และตชด.ที่ 134 เข้าตรวจค้นเกาะมะพร้าวกะทิ เนื้อที่ 339 ไร่ ตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม จับกุมคนงาน 2 คน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี ต่อมานายจิตติเข้ามอบตัวสู้คดี โดยยอมรับเป็นเจ้าของเกาะมะพร้าวกะทิ เพื่อปลูกมะพร้าวกะทิทั้งเกาะจำนวนหลายพันต้น และเป็นนายจ้างของคนงานที่ถูกจับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้น &amp;ldquo;เกาะปาล์มน้ำมัน&amp;rdquo; เนื้อที่ 230 ไร่ ตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม แล้วจับกุมคนงาน 4 คน ส่งให้ตำรวจ สภ.สังขละบุรี หลังจากนั้นนายจิตติเข้ามามอบตัวสู้คดี โดยยอมรับว่าเป็นเจ้าของเกาะปาล์มน้ำมัน เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน และเป็นนายจ้างของคนงานที่ถูกจับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุกจำเลยทั้งหมดคนละ 30 ปี จนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องคนงานทั้งหมด ส่วนนายจิตติลดโทษจำคุกเหลือ 10 ปี
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31815</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกาญจนบุรี, จำคุกนายทุนฮุบเกาะ, ศาลอุทธรณ์ภาค 7, สภ.สังขละบุรี, อุทยานแห่งชาติเขาแหลม, เกาะปาล์มน้ำมัน, เกาะมะพร้าวกะทิ, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนเขาแหลม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190320/image_big_5c91fb3f047df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16927</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กฉัตรห่วง2เขื่อนใหญ่ 38จังหวัดเสี่ยงฝนถล่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์วิกฤติน้ำคาดฝนยังกระหน่ำทุกภูมิภาคจนถึง 10 ก.ย. พร้อมเฝ้าระวังน้ำน่านและน้ำโขงที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ปภ.รายงาน 9 จังหวัดยังอ่วม &amp;nbsp; &amp;ldquo;บิ๊กฉัตร&amp;rdquo; นัดประชุมใหญ่ 14 ก.ย. ส่องภาพรวมทั้งหมด &amp;ldquo;กระทรวงเกษตรฯ&amp;rdquo; เตรียมชดเชยให้ชาวบ้านที่เสียสละพื้นที่รับน้ำเป็นกรณีพิเศษ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงว่า ไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ, &amp;nbsp;ตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือ, กลาง และใต้ จนถึงวันที่ 10 ก.ย. โดยมีพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักใน 38 จังหวัด และในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักถึงหนักมากแทบทุกภูมิภาค
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงยังกล่าวถึงภาพรวมแม่น้ำว่า ในภาคเหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยต้องเฝ้าระวังแม่น้ำน่านที่มีฝนตกหนัก 2 วันที่ผ่านมา รวมทั้งแม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขงและแม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี เพราะขณะนี้แม่น้ำโขงมีแนวโน้มน้ำสูงขึ้น และมีระดับน้ำสูงกว่าตลิ่งที่ จ.นครพนม และมุกดาหาร และต้องเฝ้าระวังบริเวณบึงกาฬ และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อนเบบินคา และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.-5 ก.ย.2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 19 จังหวัด 103 อำเภอ 447 ตำบล 2,496 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 58,793 ครัวเรือน 171,018 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย สถานการณ์คลี่คลาย 10 จังหวัดแล้ว ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 9 จังหวัด รวม 41 อำเภอ 191 ตำบล 1,250 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 27,323 ครัวเรือน 68,023 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำใน จ.กาญจนบุรี ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง และฝนที่ตกลงมาจากเทือกเขาตะนาวศรี บริเวณชายแดนประเทศเมียนมา ทำให้มีปริมาณน้ำเยอะ การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนทั้ง 2 แห่งจึงต้องประสานงานกันให้ดี เนื่องจากน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่จะไหลมารวมกันที่ตัวเมืองกาญจนบุรี รวมทั้งน้ำจากเขื่อนแม่กลอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่อยากให้การระบายน้ำมีผลกระทบต่อตัวจังหวัด โดย 3 จังหวัดที่จะได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำคือ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม จึงจะเชิญผู้ว่าฯ ทั้ง 3 จังหวัดมาประชุมรับทราบการบริหารจัดการน้ำ ว่าเมื่อปล่อยน้ำลงมาแล้วจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในเส้นทางน้ำผ่านอย่างไร เพื่อให้ผู้ว่าฯ ไปแจ้งกับประชาชนล่วงหน้า จะได้เตรียมป้องกันได้ทัน ในกรณีที่จะได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบมาก&amp;rdquo; พล.อ.ฉัตรชัยระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยยืนยันว่า ได้ติดตามสถานการณ์ตลอด โดยสถานการณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือดีขึ้น ระดับน้ำในแม่น้ำโขงบางช่วงเวลาลดลงต่ำกว่าตลิ่ง ส่วนที่ภาคเหนือ พยากรณ์อากาศคาดว่าหลังจากกลางเดือน ก.ย.นี้จะหมดฝน จึงต้องเริ่มคิดด้วยว่าปริมาณน้ำในส่วนไหนที่ต้องเริ่มกักเก็บ โดยจะประชุมคณะใหญ่เพื่อติดตามสถานการณ์ทั้งหมดในวันที่ 14 ก.ย. เพราะกรมอุตุฯ แจ้งว่าทุกอย่างจะชัดเจนตอนกลางเดือน ก.ย.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งมีความจุอ่าง 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อน 8,408 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 95% มากกว่าเกณฑ์ควบคุม 2.07 ม. โดยเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2561 มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ 90.62 ล้านลูกบาศก์เมตร และได้มีการระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 55.74 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ 13.95 ล้าน ลบ.ม.แล้ว ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 452 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 5.1%
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมทันทีที่น้ำลด โดยกรมส่งเสริมการเกษตรต้องให้เกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดเข้าไปสำรวจความเสียหาย โดยเกษตรกรที่ยอมรับน้ำนองเข้าไปในเรือกสวนไร่นาถือว่าเป็นผู้เสียสละ กระทรวงจะกำหนดมาตรการเยียวยาเป็นพิเศษ นอกเหนือจากค่าชดเชยกรณีที่เกิดภัยพิบัติตามระเบียบของกระทรวงการคลังแบบถ้ำหลวงโมเดล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้เขื่อนแก่งกระจานยังคงมีน้ำเกินความจุอ่างและไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสปิลเวย์ลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี โดยใน 3-4 วันที่ผ่านมา มีฝนตกหนัก ทำให้น้ำท่าไหลหลากลงมาสมทบทำให้ปริมาตรน้ำในลำน้ำเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 190 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่กรมชลฯ จำเป็นต้องควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรไม่ให้เกิน 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่ตัวเมืองเพชรบุรีรับได้ จึงได้ตัดยอดน้ำแล้วผันเข้าคลองในระบบชลประทาน 4 สาย และคลอง D9 เพื่อไปออกทะเลที่ ต.ปึกเตียน อ.ท่ายาง ทางหนึ่ง แล้วจึงระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรในอัตราประมาณ 120-130 ลบ.ม.ต่อวินาที
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การตัดยอดน้ำดังกล่าวทำให้มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เกษตรซึ่งอยู่ติดคลองในระบบชลประทาน อีกทั้งยังมีพื้นที่ลุ่มต่ำมากริมแม่น้ำเพชรบุรี อย่างที่ ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง ซึ่งหากอัตราการระบายน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานมากกว่า 80 ลบ.ม.ต่อวินาที จะเกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วม จึงมีการประชุมระหว่างหน่วยราชการกับเกษตรกรเพื่อชี้แจงมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น ส่วนของกรมชลฯ จะเร่งระบายน้ำออกทะเลทั้ง 2 ทางคือ ที่ อ.ท่ายางและบ้านแหลม&amp;rdquo; นายทองเปลวกล่าว และว่า ขณะนี้มีอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุนสูง จึงได้สั่งการให้ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขัง รวมทั้งเพิ่มเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีและคลองสายต่างๆ เพื่อสูบน้ำที่ท่วมขังลงสู่ลำน้ำแล้วเร่งผลักดันออกอ่าวไทย โดยกรมชลฯ และทุกหน่วยงานจะดำเนินการให้เข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สทนช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ประสานและบริหารจัดการบึงราชนก จ.พิษณุโลก โดยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการศึกษาจัดทำแผนแม่บทและฟื้นฟูบึงราชนก ซึ่งอยู่ใน 606 โครงการฟื้นฟูพัฒนาแหล่งน้ำ โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านต่างๆ ได้สำรวจและเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลในด้านต่างๆ เช่น สภาพภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า ปริมาณตะกอน ทรัพยากรดิน ระบบนิเวศทางน้ำและบนบก การใช้ประโยชน์พื้นที่ สภาพเศรษฐกิจและสังคม และการท่องเที่ยว เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดที่จำเป็นต่อการปรับปรุงและฟื้นฟู รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคอื่นๆ เพื่อนำมาผนวกกับการวิเคราะห์ระบบบริหารจัดการน้ำในบึงราชนก&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หน่วยงานที่จะทำหน้าที่กำกับดูแลบึงราชนกภายหลังพัฒนาฟื้นฟูแล้วเสร็จนั้น จากข้อเสนอในเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาสังคมนั้น ได้เสนอให้ดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการโดยมีหน่วยงานราชการทั้งระดับส่วนกลาง ระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนภาคธุรกิจเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของบึงราชนก เป็นหน่วยงานบริหารจัดการ โดยมี สทนช.เป็นหน่วยงานกำกับและให้การสนับสนุนด้านวิชาการ&amp;rdquo; นายสมเกียรติกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16927</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษฎา บุญราช, ชยพล ธิติศักดิ์, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, สมเกียรติ ประจำวงษ์, สำเริง แสงภู่วงค์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขื่อนวชิราลงกรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180905/image_big_5b8fe7775ff64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
