<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2021 09:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2021 09:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์วาดฝันหนุน&#039;ร้านค้าปลีกค้าส่ง&#039;เข้าตลาดหุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.2564 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันร้านค้าปลีกค้าส่งที่อยู่ในการส่งเสริมและได้รับการพัฒนาจากกรมฯ ซึ่งปัจจุบันมีร้านต้นแบบจำนวน 213 ราย เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สามารถผลักดันเข้าไปจดทะเบียนและมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 2 ราย คือ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) ที่เชียงราย และบริษัท เคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จากัด (มหาชน) ที่หาดใหญ่ เพราะถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมฯ กำลังเข้าไปช่วยเหลือและผลักดันให้มีการเข้าไปจดทะเบียน เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเห็นแวว 2-3 ราย เพราะมีความเข้มแข็ง มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขากำลังแต่งตัวอยู่ คาดว่า อีกไม่นาน จะมีความชัดเจนมากขึ้น หากทำเสร็จอีก ก็จะแสดงให้เห็นว่าธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของคนไทยเก่ง และสามารถอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ก้าวไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะสามารถระดมเงินทุนมาใช้ในการขยายกิจการ เพิ่มจำนวนสาขา และแข่งขันกับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ได้ ทำให้ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของคนไทย มีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในปี 2564 กรมฯ มีแผนที่จะพัฒนาโชวห่วยให้มีความเข้มแข็ง โดยตั้งเป้าเข้าไปช่วยปรับวิธีการบริหารจัดการร้านค้าให้เป็นระบบ ระเบียบมากขึ้น ปรับโฉมร้านค้าให้มีความทันสมัย สินค้าต้องหาง่าย และต้องใส่ใจเรื่องสุขอนามัยที่ดี ร้านค้า สินค้า ต้องสะอาดปราศจากเชื้อโรค รวมทั้งจะผลักดันให้มีการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า เช่น ระบบการขายหน้าร้าน (Point of Sale : POS) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้แก่ธุรกิจ โดยถือเป็นสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ในยุคปัจจุบัน ตั้งเป้าจะพัฒนาให้ได้ 3,500 ราย และในจำนวนนี้ 500 ราย จะผลักดันให้นำระบบ POS มาใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ยังจะผลักดันให้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ควบคู่กับการขายสินค้าหน้าร้าน (Omni-Channel) ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ทั้งลูกค้ารายเดิมและลูกค้ารายใหม่ โดยโชวห่วยไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์เป็นของตนเอง แต่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้กันอยู่เป็นประจำ เช่น แอปพลิเคชันไลน์ หรือแมสเซนเจอร์ เป็นช่องทางการตลาดให้กับผู้บริโภคในการสั่งซื้อสินค้า เพราะผู้คนในชุมชนส่วนใหญ่จะมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวกันอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มเติม แต่เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อ และผู้ขายก็จะมียอดขายเพิ่มขึ้น โดยมีการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าแบบเดลิเวอรี่ เช่น จักรยานยนต์ หรือจักรยาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีร้านโชวห่วยทั้งประเทศประมาณ 4 แสนราย โดยตัวเลขที่ทรงตัวอยู่ในระดับนี้มานาน เพราะมีการเปิดใหม่ และปิดตัวไปเท่าๆ กัน โดยรายเดิมที่ปิดตัวไป มีทั้งทำธุรกิจมานาน และไม่มีลูกหลานมาทำกิจการต่อ จึงต้องปิดตัวไป หรือทำแล้วประสบปัญหา แข่งขันไม่ได้ ก็ปิดตัวไป แต่ก็มีรายที่ปรับตัว และอยู่รอดได้ ก็ทำธุรกิจต่อ และยังมีรายใหม่ๆ เข้ามาทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งโครงการคนละครึ่ง เราชนะ เรารักกัน ทำให้ร้านโชวห่วยมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีร้านโชวห่วยเกิดใหม่มากขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96085</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์, ร้านค้าปลีกค้าส่ง, เข้าตลาดหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604ec99210df4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2019 21:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2019 20:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อารัมโก&#039; บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งซาอุฯ ประกาศแผนไอพีโอ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อารัมโก บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกของทางการซาอุดีอาระเบีย ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทเริ่มกระบวนการขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรกแล้ว ตามแผนที่นักลงทุนเฝ้ารอมาเนิ่นนานและเป็นหมุดหมายสำคัญของแผนยกเครื่องเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันของซาอุดีอาระเบียตามพระราชดำริของมกุฎราชกุมาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อามิน นัสเซอร์ ประธานและซีอีโอของอารัมโก แถลงเมื่อวันอาทิตย์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ของบริษัทน้ำมันซาอุดีอาระเบีย (อารัมโก) อาจเป็นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดในโลกหากคำนึงมูลค่าของอารัมโก ซึ่งผลิตน้ำมันราว 10% ของทั้งโลก คำแถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2562 ยังไม่ได้เปิดเผยกรอบเวลา หรือระบุว่าบริษัทจะขายหุ้นในจำนวนเท่าใด แต่ข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อารัมโกอาจจะเสนอขายหุ้น 1-2% แก่นักลงทุนในประเทศก่อน โดยคาดว่าจะเป็นมูลค่าระหว่าง 20,000-40,000 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเอเอฟพีรายงานว่า เดิมนั้นคาดกันว่าอารัมโกจะขายหุ้น 5% โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2% เสนอไอพีโอในตลาดหลักทรัพย์ซาอุฯ ที่เหลืออีก 3% จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นอกประเทศ แต่คำแถลงเมื่อวันอาทิตย์ยืนยันแล้วว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่มีแผนจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงกล่าวว่า บริษัทจะเสนอไอพีโอแยกเป็น 2 ส่วน โดยแบ่งเป็นนักลงทุนประเภทสถาบัน กับนักลงทุนรายย่อย เปอร์เซ็นต์ของหุ้นที่จะขายและราคาขายจะกำหนดภายหลังการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (book-building) แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การยืนยันนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นของอารัมโกเกิดขึ้นราว 7 สัปดาห์หลังจากโรงงานน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งของอารัมโกถูกโจมตีเมื่อวันที่ 14 กันยายน ทำให้ต้องระงับการผลิตน้ำมันชั่วคราววันละ 5.7 ล้านบาร์เรล หรือมากกว่า 5% ของโลก ครั้งนั้นอารัมโกยืนยันว่าไม่มีผลกระทบสำคัญต่อธุรกิจ, การดำเนินงานและสภาพการเงินของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทน้ำมันที่มีผลกำไรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นหมุดหมายสำคัญของวาระการปฏิรูปเศรษฐกิจของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย โดยมุ่งหวังระดมเงินลงทุนเพื่อสร้างความหลากหลายแก่เศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี 2561 อารัมโกมีกำไรสุทธิถึง 111,100 ล้านดอลลาร์ มากกว่ากำไรของแอปเปิล, กูเกิล และเอ็กซอนโมบิลรวมกัน ส่วนปีนี้ผลกำไรสุทธิของอารัมโก 9 เดือนแรกถึงวันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 68,000 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อามิน นัสเซอร์ ประธานและซีอีโอของอารัมโก แถลงที่เมืองดาห์ราน ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทว่า บริษัทวางแผนจะออกหนังสือชี้ชวนไอพีโอในวันที่ 9 พฤศจิกายน ส่วนยาซีร์ อัลรูเมย์ยาน ประธานบริษัท กล่าวว่า การประเมินราคาของบริษัทจะตัดสินใจภายหลังการโรดโชว์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าชายซัลมาน ซึ่งเป็นองค์ประมุขโดยพฤตินัย เคยมีพระราชดำริเมื่อปี 2559 ว่าทรงต้องการนำอารัมโกเข้าตลาดหุ้น แต่การไอพีโอถูกเลื่อนมาหลายครั้ง โดยมีรายงานว่าเป็นเพราะพระองค์ไม่พอพระทัยการประเมินมูลค่าของบริษัท ซึ่งพระองค์ทรงหวังว่าจะมีมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัท เอเนอร์จีอินเทลลิเจนซ์ อ้างแหล่งข่าวหลายรายที่ระบุว่า พวกเขาคาดคะเนว่าซาอุฯ จะกำหนดมูลค่าของบริษัทไว้ที่ 1.6-1.7 ล้านล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า หากมูลค่าของอารัมโกอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ การเสนอขายหุ้น 1% จะระดมทุนได้แค่ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าไอพีโอของบริษัทอาลีบาบาเมื่อปี 2557 ซึ่งระดมทุนได้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ เป็นสถิติโลก แต่หากอารัมโกขายหุ้น 2% ก็จะทำให้เป็นไอพีโอที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกแทนที่อาลีบาบาได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49447</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทน้ำมันซาอุดีอาระเบีย, อารัมโก, เข้าตลาดหุ้น, ไอพีโอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbedbaf7c5f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลูกสาวเสี่ยเจริญเตรียมนำ AWC เข้าตลาดหุ้นระดมเงินขยายธุรกิจโรงแรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย. 2562 นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นไฟลิ่งเพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) ในเมื่อเช้าวันนี้ ซึ่งจะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 22.47% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ออกและจำหน่ายแล้วของบริษัท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท/หุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ เพื่อรองรับหากมีผู้จองซื้อหุ้นมากกว่าหุ้นที่เสนอขาย หรือใช้เป็นหุ้น Green Shoes&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์ของการเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ของบริษัทเพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกลุ่ม 3 และใช้ในการลงทุน พัฒนา และ/หรือ ปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัท และ/หรือ บริษัทย่อย โดยที่บริษัทมีแผนลงทุนธุรกิจโรงแรมเพิ่มอีก 12 โรงแรม ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการลงทุน พร้อมกับชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร และ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทและ/หรือ บริษัทย่อย และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC จะมุ่งเน้นด้วยกันสองกลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และ 2. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2562 ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและบริการ บริษัทเป็นเจ้าของโรงแรมทั้งสิ้น 15 แห่ง ดำเนินงานแล้ว 10 แห่ง อยู่ระหว่างการพัฒนา 5 แห่ง โดยกระจายตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในปี 2561 ที่ผ่านมามีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยกว่า 38 ล้านคน โดยในอดีตจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี นอกจากนี้ยังเป็นจุดหมายปลายทางของการทำกิจกรรมสันทนาการ การพักผ่อน และการใช้ชีวิต ทำให้อุตสาหกรรม การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตสูงอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวัลลภา กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า รวมทั้งสิ้น 10 แห่ง ดำเนินงานแล้ว 8 แห่ง และอยู่ระหว่างการพัฒนา 2 แห่ง รวมทั้งมีโครงการในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อกิจการค้าปลีกอีก 2 แห่ง และ 2. กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงาน จำนวน 4 แห่ง โดยที่ดินส่วนใหญ่ AWC เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (Freehold)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในปี 2561 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจหลักรวม 10,998.64 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจาก 2 กลุ่มธุรกิจ แบ่งเป็นรายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและบริการ 60% และรายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ป 40%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38339</URL_LINK>
                <HASHTAG>AWC, บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป, วัลลภา ไตรโสรัส, เข้าตลาดหุ้น, เสนอขายหุ้น IPO</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190612/image_big_5d00620f77d23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
