<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/08/2021 16:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/08/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ช่วงล็อกดาวน์ ..ทำไม?!?เครียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;มาคาเลียส&amp;rdquo; (Makalius) สตาร์ทอัพธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย ได้จัดทำโพลสำรวจความพึงพอใจผู้บริโภค ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้อยากออกไปท่องเที่ยว พบเหตุผลหลัก มาจากความ &amp;ldquo;เครียด&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 ถือเป็นวิกฤตหนักสุดของประเทศไทย ที่มียอดผู้ติดเชื้อไม่ต่ำกว่าวันละหมื่นคน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ของประเทศไทย และที่สำคัญคือส่งผลกระทบต่อจิตใจคนไทยทำให้เกิดความเครียดสะสม โดยในแต่ละคนจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คนไทยส่วนใหญ่มักจะเลือก &amp;ldquo;การเที่ยว&amp;rdquo; มาช่วยผ่อนคลายความเครียด แต่ในสถานกาณณ์ปัจจุบัน ที่ทางภาครัฐบาลขอความร่วมมือกับประชาชนในการลดการเดินทางข้ามจังหวัด จึงทำให้รูปแบบการท่องเที่ยวปกติทำไม่ได้&amp;quot; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล่าสุดทางบริษัทฯ จึงได้จัดทำแบบสอบถามประเมินความพึ่งพอใจกลุ่มลูกค้า และได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในเพจเฟสบุ๊ค (Makalisu) รวมถึงการพูดคุยกับลูกค้าผ่าน Call Center ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้อยากออกไปท่องเที่ยวในช่วงเวลานี้มากที่สุด พบว่า สาเหตุหลักมาจากความ &amp;ldquo;เครียด&amp;rdquo;&amp;nbsp; จำแนกออกมาเป็น 7 ความเครียด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มต้นที่ &amp;ldquo;ข่าวโควิด-19&amp;rdquo; ถือเป็นความเครียดอันดับแรก ๆ ของใครหลายคน เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ โควิด-19 เป็นเรื่องใกล้ตัวเข้าไปทุกที อีกทั้งการนำเสนอข่าวที่ทำให้เห็นภาพของจำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวันที่พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าหมื่นคน ภาพความลำบากของคนตกงาน ภาพความลำบากของการเข้ารับการรักษา จึงส่งผลให้ผู้เสพสื่อเกิดความเครียดและความหดหู่เป็นจำนวนมาก เหตุผลต่อมาคือ &amp;ldquo;การบริหารงานของรัฐบาล&amp;rdquo; ที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการบริหารจัดการโควิด-19 ทั้งการตรวจเชิงรุก การรักษา การจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับประชาชน การใช้งบประมาณแผ่นดินที่ผิดพลาด รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ที่จัดทำขึ้นโดยไม่มีเหตุผลสอดคล้องกับการแก้ไขสถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนความเครียดของหนุ่มสาวออฟฟิศจะเป็นเรื่อง &amp;ldquo;Work From Home&amp;rdquo; เสียงส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าการทำงานที่บ้านนั้นมีความเครียดมากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ และเหมือนจะทำงานหนักกว่าอยู่ที่ออฟฟิศ อีกทั้งยังขาดปฏิสัมพันธ์ในสังคม ขาดการพูดคุยสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้เรื่อง &amp;ldquo;การทำยอดขาย&amp;rdquo; ก็เป็นความเครียดหลักของหนุ่มสาวแบงก์และอาชีพนักขาย เพราะต้องทำยอดขายให้ไปเป็นตามเป้าที่องค์กรตั้งเอาไว้ แต่ไม่สามารถออกไปพบลูกค้าเพื่อพูดคุยและนำเสนอสินค้าบริการได้เหมือนปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับความเครียดของเจ้าของกิจการก็หนีไม่พ้นที่เรื่อง &amp;ldquo;การทำธุรกิจ&amp;rdquo; เพราะบางธุรกิจไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เช่น สถานที่ออกกำลัง สถาบันความงาม เป็นต้น บางธุรกิจสามารถเปิดให้บริการได้แต่ก็ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ เพราะกลัวการติดเชื้อเมื่อต้องเดินทางออกนอกบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านคนที่รักการเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจปัญหาความเครียดหลัก ๆ คือ &amp;ldquo;ไม่ได้เที่ยวมานาน&amp;rdquo; เพราะนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ก็กินเวลามาเกือบ 2 ปี ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต้องหยุดเที่ยวกันแบบยาว ๆ อีกทั้งนักท่องเที่ยวบางรายยังคงเครียดเรื่อง &amp;ldquo;ธุรกิจการท่องเที่ยว&amp;rdquo; เพราะการท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาหกรรมหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย แต่มีข่าวถึงการปิดตัว ปิดกิจการด้านการท่องเที่ยวลงมากมาย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว จึงส่งผลกระทบต่อจิตใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวณีรนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า &amp;ldquo;จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าหลายคนเกิดความเครียดที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต แต่ในสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายความเครียดได้ จึงควรหา วิธีการคลายความเครียดด้านอื่น ๆ มาใช้แทน เช่น การงดเสพคอนเทนต์ข่าวสารที่มีรุนแรงหรือมีเนื้อหาเชิงลบ จัดสรรเวลาการทำงานและการพักผ่อนให้มีความพอดี เลือกเสพสื่อที่ผ่อนคลาย อย่างเช่น รีวิวการท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเก็บเป็นอินสไปเรชั่น เตรียมพร้อมวางแผนท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เป็นต้น และหาเวลาออกกำลังกายเพื่อสร้างสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113371</URL_LINK>
                <HASHTAG>Makalius, Work from Home, การทำยอดขาย, การบริหารงานของรัฐบาล, ข่าวโควิด-19, ธุรกิจการท่องเที่ยว, นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช, บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด, มาคาเลียส, สตาร์ทอัพธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์, สาเหตุที่ทำให้อยากออกไปท่องเที่ยว, เครียด, เลือกเสพสื่อที่ผ่อนคลาย, โพลสำรวจความพึงพอใจผู้บริโภค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210815/image_big_6118d8f61f585.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 12:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 12:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพล เผยเด็กนักเรียนต้องการ &#039;ฉีดวัคซีน&#039; เริ่มเครียดไม่ได้ออกจากบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้านการศึกษาช่วงวิกฤตโควิด-19 กรณีศึกษานักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครอง บุคลากรการศึกษาและประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,094 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 - 24 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามถึงความคิดเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้านการศึกษา พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของทุกกลุ่มได้แก่ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 85.5 ผู้ปกครองร้อยละ 81.2 บุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 81.8 และประชาชนทั่วไปร้อยละ 82.3 ต้องการให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยาและแก้ปัญหาด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพิ่มเติม ช่วงวิกฤตโควิด-19 นอกจากนี้ เมื่อถามถึงเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชน พบว่า กลุ่มที่ต้องการให้รัฐบาลลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนมากที่สุดได้แก่ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 87.1 รองลงมาคือผู้ปกครองร้อยละ 83.1 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 82.9 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 77.3 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงความพอใจต่อรัฐบาลที่เห็นความสำคัญด้านการศึกษาช่วงวิกฤตโควิด-19 และอนาคตของเด็กและเยาวชน พบว่า ที่มากที่สุดคือ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 67.7 รองลงมาคือ ประชาชนทั่วไปร้อยละ 63.3 และผู้ปกครองร้อยละ 62.6 ในขณะที่ บุคลากรทางการศึกษามีน้อยที่สุดคือร้อยละ 45.5 นอกจากนี้ ในเรื่องความพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ พบว่า ที่มากที่สุดคือ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 69.4 รองลงมาคือประชาชนทั่วไปร้อยละ 66.4 ผู้ปกครองร้อยละ 63.2 และน้อยที่สุดคือ บุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 45.5 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ นักเรียนนักศึกษามีสัดส่วนมากที่สุดคือร้อยละ 87.1 รองลงมาคือ ประชาชนทั่วไปร้อยละ 83.6 ผู้ปกครองร้อยละ 81.6 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 72.7 ต้องการให้รัฐบาลช่วยลดภาระของนักเรียนนักศึกษาเพิ่มเติมอีก ในการแบ่งชำระค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้านการศึกษา นอกจากนี้ นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.9 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 79.6 ผู้ปกครองร้อยละ 77.3 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 63.6 ต้องการให้จังหวัดพื้นที่สีเขียว ทำพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนนักศึกษาได้ พ่อแม่ผู้ปกครองไปทำงานประกอบอาชีพได้ด้วยการควบคุมโรคเข้มสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง ความต้องการเร่งด่วนพิเศษช่วยเหลือด้านการศึกษาพบว่า สัดส่วนมากที่สุดคือ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 85.5 รองลงมาคือ ผู้ปกครองร้อยละ 85.4 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 84.5 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 81.8 ต้องการให้มีการฉีดวัคซีนให้นักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา &amp;nbsp;นอกจากนี้ สัดส่วนที่มากที่สุดเช่นกันคือ นักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 88.7 รองลงมาคือ บุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 88.6 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 82.7 และผู้ปกครองร้อยละ 82.4 ต้องการให้รัฐบาลและภาคเอกชนด้านการสื่อสาร ช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาเรื่องอุปกรณ์สื่อสาร ค่าบริการ การเรียนออนไลน์ ซิมการ์ด คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต มือถือ และอื่น ๆ และเมื่อสอบถามถึงความต้องการให้ลดค่าหอพัก ค่าผ่อนชำระที่พักอาศัยและอื่น ๆ ให้เด็กนักเรียนนักศึกษา พบว่า สัดส่วนที่สูงสุดได้แก่ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 90.3 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 86.3 ผู้ปกครองร้อยละ 80.9 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 79.5 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ที่มากที่สุดได้แก่ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 87.1 บุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 77.3 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 70.4 และผู้ปกครองร้อยละ 70.0 ต้องการให้มีจิตแพทย์ ที่ปรึกษาประชาชนระบายความเครียด นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปมีสัดส่วนสูงที่สุดคือร้อยละ 85.4 รองลงมาคือ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 81.7 ผู้ปกครองร้อยละ 79.7 และบุคลากรทางการศึกษา ร้อยละ 76.7 ระบุ ขอให้ดูแลการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเด็กยากจนพิเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงความพอใจต่อการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 61.5 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 60.5 นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 55.7 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 54.5 พอใจมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่กำหนด ว่า ส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาทให้ลดค่าธรรมเนียม ค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่ง หรือ ร้อยละ 50 นอกจากนี้ ผู้ปกครองร้อยละ 56.1 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 53.5 นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 53.2 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 47.7 พอใจมาตรการที่กำหนดว่า ถ้าอยู่ระหว่าง 50,001 &amp;ndash; 100,000 บาทให้ลดร้อยละ 30 ในขณะที่ความพอใจต่อมาตรการที่กำหนดว่า ตั้งแต่ 100,001 ขึ้นไปให้ลดร้อยละ 10 ผลสำรวจพบว่า สัดส่วนของความพอใจลดลงกว่าทุกมาตรการ ได้แก่ นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 50.0 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 48.3 ผู้ปกครองร้อยละ 48.2 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 43.2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อถามถึงความพอใจต่อมาตรการที่ระบุ การศึกษาเอกชนจ่ายให้หัวละห้าพันบาทนั้น ผู้ปกครองร้อยละ 60.3 พอใจ รองลงมาคือ กลุ่มนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 58.1 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 56.2 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 45.5 อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองร้อยละ 77.0 ประชาชนทั่วไปร้อยละ 66.3 นักเรียนนักศึกษาร้อยละ 64.5 และบุคลากรทางการศึกษาร้อยละ 61.4 ระบุ ให้ลดการเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่ได้เปิดการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นจุดสำคัญในมาตรการเยียวยาแก้ปัญหาด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนหลายจุดได้แก่ ประการแรก เรื่องความพอใจต่อมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายบางรายการ ยังไม่ตรงจุดความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ที่กำหนดตั้งแต่ 100,001 ขึ้นไปให้ลดร้อยละ 10 เพราะสัดส่วนที่พอใจต่ำกว่าครึ่ง มีเพียงนักเรียนนักศึกษาที่พอใจเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็ได้รับความพึงพอใจต่ำกว่าความคาดหวังที่ต้องการ รวมถึงเรื่องการให้ลดการเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่ได้เปิดการเรียนการสอนที่ควรจะไม่ต้องจ่ายเลยจะตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากกว่าเพราะไม่มีการเปิดการเรียนการสอน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่น่าสนใจยิ่ง คือ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา มีความต้องการวัคซีนระดับสูง และเป็นกลุ่มที่เริ่มมีความเครียดจากการไม่ได้ออกนอกบ้าน และพบปะเข้าเรียนในสถาบันการศึกษา &amp;nbsp;การจัดให้มีจิตแพทย์ให้คำปรึกษากับกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงไม่ควรมองข้าม ขณะเดียวกัน การสนับสนุนเปิดโอกาสและช่องทางให้เด็กและเยาวชน ได้รวมกลุ่มช่วยเหลือสังคมผ่านการใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียสร้างสรรค์สิ่งต่างๆและดูแลกันและกัน เป็นเรื่องที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่น่าพิจารณา คือ &amp;ldquo; ความต้องการให้รัฐบาลและภาคเอกชนด้านการสื่อสาร เข้ามาช่วยเหลือเด็กนักเรียนนักศึกษา บุคลากรทางการศึกษามากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และขอให้พิจารณาพื้นที่จังหวัดสีเขียว นำร่องการศึกษาที่ปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาได้กลับมาสู่ระบบการเรียนการสอนปกติ &amp;nbsp;ทั้งนี้ การพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติในอนาคตให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้ข้อจำกัดในสถานการณ์โรคระบาด &amp;nbsp;ถือเป็นความท้าทายที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนโดยไม่ให้เสียโอกาส&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111030</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีน, ซูเปอร์โพล, มาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้านการศึกษาช่วงวิกฤตโควิด-19, เครียด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fcfc8e3021b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104634</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเผยคนไทยเครียดและสิ้นหวังในยุคโควิด19 ระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;สภาพจิตใจของคนไทยในยุค &amp;nbsp;โควิด-19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,713 คน สำรวจวันที่ 24-27 พฤษภาคม 2564 พบว่า ประชาชนรู้สึกเครียดและวิตกกังวลมากที่สุด ร้อยละ 75.35 รองลงมาคือรู้สึกแย่ สิ้นหวัง ร้อยละ 72.95 สิ่งที่ทำให้สภาพจิตใจแย่ลง คือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น ร้อยละ 88.33 สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ทำมาหากินลำบาก ร้อยละ 74.53 วิธีการดูแลสภาพจิตใจ คือ การใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง มีสติ ร้อยละ 91.03 ศึกษาวิธีป้องกันดูแลด้วยตัวเอง ร้อยละ 60.82 สิ่งที่อยากให้รัฐบาล/หน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนเข้ามาช่วยมากที่สุด คือ เร่งการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ร้อยละ 74.96% เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 60.52 จากปัญหาที่เกิดขึ้นโดยภาพรวมประชาชนพยายามอดทน แก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ได้ ร้อยละ 41.97&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลโพลที่สำคัญพบว่า ประชาชนรู้สึก&amp;ldquo;ท้อถอยที่สุด/เกินจะรับมือได้&amp;rdquo; ร้อยละ 3.79 หากเทียบเป็นประชาชน 100 คน จะมีประชาชนเกือบ 4 คน ที่รู้สึกรับมือกับปัญหาต่อไปไม่ไหว ปัญหาโควิด-19 ทำให้กระทบต่อรายได้ การทำมา หากินจนทำให้เกิดความเครียดหนัก ซึ่งตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาด อัตราการฆ่าตัวตายของประชาชนก็เพิ่มสูงขึ้นคล้ายกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งอีกด้วย สัญญาณนี้รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งเฉยควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือดูแลสภาพจิตใจของกลุ่มเปราะบางโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ผศ.พัศรินท์ ก่อเลิศวรพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า ประชาชนมีความเครียดและวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการปรับตัวอย่างมาก ทำให้เกิดภาวะสุขภาพจิตต่างๆ ตามมา ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเครียดและวิตกกังวลดังกล่าวเกิดจากปัจจัยทางด้านสังคมและสภาพแวดล้อม เช่น การแพร่ระบาดในระลอกใหม่ สภาพเศรษฐกิจและอัตราการว่างงาน ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งวิธีจัดการกับภาวะสุขภาพจิตสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้สติในการดำเนินชีวิต การผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น &amp;nbsp;โดยสิ่งที่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาช่วยมากที่สุด คือ การฉีดวัคซีนและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยภาพรวมประชาชนใช้ความอดทนและพยายามแก้ปัญหาต่างๆ อาจเพราะประชาชนยังมีความหวังว่าจะกลับมาใช้ชีวิตในสภาวะปกติได้ในเร็ววัน และยังมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตโดยหมั่นใส่ใจดูแลสุขภาพจิตของตนเองและคนรอบข้างให้มีความเข้มแข็ง มีพลังใจในการต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ถือเป็นภูมิคุ้มกันทางใจที่มีความสำคัญที่จะสามารถผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104634</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสำรวจคนไทย, สภาพจิตใจของคนไทยในยุค  โควิด-19, สวนดุสิตโพล, สิ้นหวัง, เครียด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b2ea025ce6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!‘ร.ต.อ.’เครียดติดโควิดผูกคอเสียชีวิตคาห้องน้ำ รพ.ตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;21 เม.ย.64 - ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. ร่วมกับ พล.ต.ท.พรชัย สุธีรคุณ นายแพทย์ (สบ.8) รพ.ตำรวจ พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผผบก.น.6 และ พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ปทุมวัน ร่วมกันแถลงชี้แจงกรณีการเสียชีวิตของ ร.ต.อ.บุญชู พรรณกลิ่น รอง สวป.บก.รฟ. ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ฆ่าตัวตายด้วยการใช้เข็มขัดผูกคอเสียชีวิตภายในห้องน้ำ ขณะรักษาตัวที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ตำรวจ เหตุเกิดวันที่ 20 เม.ย.เวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.พรชัยเปิดเผยว่าก่อนที่ ร.ต.อ.บุญชู จะมารักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ได้ไปตรวจที่ รพ.พระมงกุฎวัฒนะ พบว่าติดเชื้อโควิด-19 จึงได้ประสานมาที่ รพ.ตำรวจเพื่อรับมามาดูแล ช่วงแรกที่มาถึง รพ.ตำรวจ วันที่ 18 เม.ย.ผู้ป่วยยังไม่มีอาการจึงให้พัก รพ.สนาม ของ รพ.ตำรวจ อยู่ได้ประมาณวันเศษมีอาการหายใจติดขัดจึงได้ย้ายผู้ป่วยเข้ารักษาที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดอาการยังไม่เข้าขั้นวิกฤติ และทราบว่าผู้ป่วยมีประวัติการักษาโรคเบาหวานอยู่และความดันโลหิต วันที่เกิดเหตุผู้ป่วยได้ไปเข้าห้องน้ำแล้วหายไปพยาบาลสงสัยหายตัวไปนานจึงตามไปดูก็พบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจแล้วจึงพยายามให้ทีมแพทย์ทำการกูชีพแต่สุดท้ายไม่สามารถช่วยเหลือชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.เมธีเผยว่า หลังจากได้รับแจ้งจากททาง รพ.ตำรวจว่า มีผู้เสียชีวิตจึงได้แจ้งให้ สน.ปทุมวัน ร่วมกับแพทย์เข้าทำการชันสูตร การเข้าชันสูตรเจ้าหน้าที่มีการสวมชุดป้องกันเชื้อโควิด-19 ตามมาตรฐานที่สาธารณะสุขได้กำหนด เราได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน พ.ต.อ.พันษากล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้รับแจ้ง พนักงานสอบสวนได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมแพทย์ เบื้องต้นที่คุยกับแพทย์สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการขาดอาหกาศหายใจไม่ได้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด -19 จึงได้ดำเนินการขั้นตอนและส่งศพไปยังนิติเวช รพ.ตำรวจ ส่วนมูลเหตุจูงใจจากการสอบสวนพบว่าผู้เสียชีวิตมีความเครียดจากการที่จะทำให้แม่ ภรรยา ลูกมีความเสี่ยงการติดเชื้อ โดยทั้งแม่ ภรรยาและลูกได้เข้าตรวที่ รพ.พระมงกุฎวัฒนะ เช่นเดียวกันต่ตัวผู้ตายยังไม่ทราบผล และตัวเขาเองมีปัญหาสุขภาพที่รักษา รพ.รามา คือ เบาหวานและความดันโลหิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนไม่กล้าโทรศัพท์ไปคุยกับแม่และภรรยาเพราะรักและห่วงรู้สึกละอายใจ แต่ได้โทรศัพท์ไปหาน้องบ่นว่า ทำไมต้องมีโรคนี้ด้วย สอดคล้องกับที่พูดคุยกับเพื่อนตำรวจที่รักษาอยู่ รพ.ตำรวจเช่นเดียวกันว่าฝากแม่และครอบครัวด้วย พูดแบบทีเล่นทีจริง กระทั่งถึงวันเกิดเหตุได้เข้าห้องน้ำตั้งแต่เวลา 15.00 น.จนถึงเวลา 16.00 มีโทรศัพท์ดังขึ้นหลายครั้งไม่มีคนรับ เพื่อนที่เป็นผู้ป่วยข้างเคียงได้เรียกหลายครั้งไม่มีการตอบรับจึงไปตามแพทย์และพยาบาลตรวจสอบก็พบว่าเสียชีวิตแล้ว และจากการสอบสวนยาติไม่ติดใจการเสียชีวิตในครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการสอบสวนต้องดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.พรชัย กล่าวถึงมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยทั้งที่ รพ.สนามและอาคาร รพ.ตำรวจ ว่า รพ.ตำรวจได้มีการยกระดับดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างดี มีการเตรียมการสำหรับห้องผู้ป่วยปกติเราแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการให้ผู้ป่วยรักษาที่ รพ.สนามก่อน ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากขึ้นจึงจะย้ายไปยังหอผู้ป่วยเพื่อดูแลใกล้ชิดมากขึ้น เรามีเครื่องมือพร้อม แต่เตียงผู้ป่วยมีจำกัดเราไม่สามารถรับได้ทั้งหมด แต่ว่าเรามีปริมาณที่รับและดูแลได้ทุกรายมีมาตรฐานในการักษาดูแลเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนและข้าราชการตำรวจมีความเครียด รพ.ตำรวจมีกลุ่มงานจิตเวชดูแลอยู่ ถ้ามีความเครียดหรือซึมเศร้าสามารถโทรมาได้ตลอดเวลา แต่ตำรวจที่เสียชีวิตเราไม่ทราบว่ามีความเครียดเพราะพึ่งเข้ามารักษาตัวที่ รพ.ได้แค่ 2-3 วัน โดยช่วงแรกแพทย์ระมัดระวังคืออาการเจ็บป่วย จึงไม่ทันระวังเรื่องความเครียด อย่างไรก็ตามเราได้มีการเพิ่มมาตรการในการประเมิณความเครียดของผู้ป่วยมากขึ้น ที่จริงแล้วเรื่องความเครียดได้ดำเนินการมาตั้งแต่ระยะแรก แต่เนื่องจากช่วงหลังมีผู้ป่วยเข้ามาจำนวนมากเร็วกว่าที่เราคาดคิดไว้ จึงไม่สามารกรองทุกอย่างได้อย่างครบถ้วน และในปัจจุบันสังคมมีการเสพข่าวทางโซเชี่ยลมากในเชิงลบอาจจะกระทบต่อจิตใจเรื่องนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ขอให้สื่อมวลชนเสนอข่าวในแง่บวกบ้างเพื่อส่งเสริมให้คนมั่นใจในระบบการดูแลที่ดี ส่งเสริมให้ทุกคนดูแลตัวเองจะดีมากกว่า แต่ถ้าเครียดมาก รพ.ตำรวจก็พร้อมให้คำปรึกษา หมายเลขโทรศัพท์ 0819320000&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ยิ่งยศ กล่าวเสริมว่า ยืนยันว่าการชันสูตรของตำรวจพื้นที่และพยานแวดล้อม ผู้เสียชีวิตไม่ได้เสียชีวิตเพราะ โควิด แต่เสียชีวิตเพราะการทำให้ตัวเองเสียชีวิตเพราะความเครียดส่วนตัว ตำรวจ สน.ท้องที่ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชันสูตรตามระเบียบทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.มีความเป็นห่วงกำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัสโควิด จึงได้สั่งการไปยังแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ระดมสรรกำลังอุปกรณ์และบุคคลากรทางการแพทย์ให้มาช่วยดูแลประชาชนข้าราชการตำรวจไม่ให้มีการแพร่ระบาดไปมากกว่านี้ อีกอย่างที่ ผบ.ตร.มีข้อห่วงใย การป้องกันตัวของตำรวจที่ออกพบปะปฏิบัติหน้าที่กับประชาชน และสถานที่ราชการกำชับต้องดูแลตัวเองตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค เพื่อไม่ให้ตำรวจรับเชื้อเข้ามาและไม่หตำรวจแพร่เชื้อสู่ประชาชน พร้อมกันนี้ ผบ.ตร.ได้กำชับตำรวจไม่ให้เข้าไปอยู่ในแหล่งที่อาจมีความเสี่ยงเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคเพื่อเซฟกำลังพลให้ตำรวจสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;ขณะนี้ตัวเลขเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สรุปตัวเลขวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา 412 คน ทั้งรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ และตาม รพ.ต่างๆตามภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียนไปแล้วได้รับการดูเรื่องวัคซีนทั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นกลุ่มเสี่ยงยังไม่ได้รับการฉีดวัคซียน &amp;nbsp;พล.ต.ท.พรชัย ตอบว่า รพ.ตำรวจ ดำเนินการตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขตามปกติ ถ้าเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง อายุเกิน 60 มีโรคแทรกซ็อน เบาหวาน ความดัน เราดูแลฉีดวัคซีนให้ตามปกติ ตำรวจเกษียนก็เป็นประชาชนคนหนึ่งและเป็นคนไข้ของ รพ.ตำรวจ ถ้ามีความเสี่ยงก็ต้องฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ขณะนี้การรักษาผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 มีเข้ามามากเกินกว่าที่กำหนดไว้ เราได้เพิ่มเตียงจากห้องที่มี 1 เตียงต้องเพิ่มเป็น2 หรือ 3 เตียง เพื่อรองรับให้ได้มากที่สุด ถ้าถามว่าเต็มหรือยังต้องบอกว่าเกือบเต็มแล้ว เราพยายามรักษาให้เต็มที่เคลีบร์เตียงให้เร็วเพื่อรองรับคนอื่นให้ได้มากขึ้น ส่วนตัวเลขความเสี่ยงของพยาบาล แพทย์ติดไวรัสโควิดมีนิดหน่อย แต่ไม่อยากให้ไปโฟกัสเรื่องนี้ เพราะเดียวไปกระทบเรื่องอื่น ตอนนี้เราเน้นดูแลทั้งหมด ทั้งผูป่วยและบุคลากรของเราเอง รพ.ตำรวจดูแลตัวเองอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100198</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนง, เครียด, โควิด-19, โฆษก ตร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fc6d16c4a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73917</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2020 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2020 20:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาวเคอรี่เครียดทะเลาะกับแฟน ดิ่งคอนโดชั้น8ดับ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ส.ค. 63 - ร.ต.ท.ศิริชัย ชัยวุฒิ รอง สว. (สอบสวน) สน.ท่าข้าม ได้รับแจ้งเหตุมีผู้พลัดตกจากที่สูงเสียชีวิต ภายในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง อยู่ในซอยพระราม 2 ซอย 54 (ซอยพรหมวัฒน์) แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ. ศิริราช และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุเป็นอาคารบี สูง 8 ชั้น บริเวณถนนทางเชื่อมระหว่างลานจอดรถใต้อาคารและทางออก พบศพผู้เสียชีวิตทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.เหมือนขวัญ กรุดเพ็ชร์ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 104/2 หมู่ 4 ต.ดอนปรู อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี สภาพนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด สวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้น สีขาว นุ่งกางเกงยีนขาสั้น มีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณศีรษะ ใต้คางฉีกขาด แขนและขาขวาหักผิดรูป เบื้องต้นทราบว่าผู้เสียชีวิตพักอาศัยในห้องพักเลขที่ 453 บริเวณชั้นที่ 8 จากการตรวจสอบห้องพักถูกปิดล็อกจากด้านใน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานให้นิติบุคคลใช้กุญแจสำรองมาเปิดออก จากการตรวจสอบสภาพภายในห้องไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือรื้อค้นทรัพย์สินแม้แต่อย่างใด พบเพียงเก้าที่ตั้งอยู่ที่บริเวณระเบียงห้องเท่านั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนายเฉลิมพล โกศลจิตร อายุ 38 ปี แฟนผู้เสียชีวิต ให้การว่า ตนกับแฟนสาวคบหาดูใจกันมา 2 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ด้วยกัน 2 คน ภายในห้องพักของอาคารดังกล่าว ปกติตนประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ส่วนแฟนสาวเป็นพนักงานส่งพัสดุเคอรี่&amp;nbsp; ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทะเลาะกันประเด็นเรื่องหึงหวงกันเรื่อยมา โดยเมื่อช่วงเช้าตนออกจากห้องพักไปทำงานตามปกติ แต่พอช่วงบ่ายๆ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อหาแฟนสาว แต่ไม่มีการรับสาย ด้วยความกังวลใจจึงรีบกลับมาที่ห้องพัก จนกระทั่งมาทราบข่าวร้ายดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้เสียชีวิตอาจเกิดความเครียดเรื่องปัญหาส่วนตัว ก่อนตัดสินใจก่อเหตุสลด โดยหลังจากนี้จะนำศพไปผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง ก่อนส่งมอบให้ทางญาตินำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73917</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิ่งคอนโด, สน.ท่าข้าม, สาวเคอรี่, เครียด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200809/image_big_5f2ff65447d1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 15:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมสุขภาพจิตพบบุคลากรทางการแพทย์-ปชช.เครียดลดลงหลังคลายล็อก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 63 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต&amp;nbsp; กล่าวถึงสถานการณ์สุขภาพจิตในช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ว่า&amp;nbsp; ผลกระทบระยะยาวจากโรคโควิด-19 จะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ คลื่นลูกที่หนึ่ง ตั้งแต่ช่วง1-3 เดือนแรกที่มีโรคระบาด เป็นช่วงที่สร้างผลกระทบกับสุขภาพของคนและขีดความสามารถของโรงพยาบาล เพราะพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง คลื่นลูกที่ 2 ช่วง 2-4 เดือนหลังเริ่มมีการระบาด โดยเป็นช่วงที่ผู้ป่วยเร่งด่วนที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 มาใช้บริการ ซึ่งอาจทำให้เกิดการล้นทะลักเพราะไม่สามารถให้บริการได้เพียงพอ คลื่นลูกที่ 3 ช่วง4-9 เดือนหลังเริ่มมีโรคระบาด เป็นช่วงที่ผู้ผ่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ต้องกลับมาโรงพยาบาล​เพื่อพบแพทย์หรือรับการรักษา และคลื่นลูกที่ 4 ช่วง2 เดือน ถึง 3 ปี หลังมีโรคระบาด ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต คนมีความเครียด ซึมเศร้า หรือฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ การให้บริการในภาวะวิกฤตมาอย่างยาวนานยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งอาจมีภาวะเหนื่อยล้าและหมดไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการประเมินระดับความเครียดของบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปนั้น ในเดือน พ.ค.มีความเครียดที่ลดอย่างเห็นได้ชัด โดยการสำรวจในช่วง 30 มี.ค.-5 เม.ย.63 บุคลากรทางการแพทย์มีความเครียดมาก คิดเป็นร้อยละ 9.4&amp;nbsp; &amp;nbsp;และประชาชนมีความเครียดมาก คิดเป็นร้อยละ 8.1 โดยเมื่อดูผลสำรวจในช่วง 27 เม.ย.-3 พ.ค.63 จะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเครียดมาก มีเปอร์เซ็นต์ลดลงกว่า 5.6 เปอร์เซ็นต์ และประชาชนที่มีความเครียดมาก มีเปอร์เซ็นต์ลดลงกว่า 2.9 เปอร์เซ็นต์ โดยสาเหตุที่ความเครียดลดลงเพราะรัฐบาลได้มีการประกาศผ่อนคลายมาตรการ&amp;quot; นพ.เกียรติภูมิ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตได้มีการเก็บสถิติอัตราการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ในช่วงปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่มีปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นพบว่า มีอัตราการฆ่าตัวตาย&amp;nbsp; 8.59 ต่อหนึ่งแสนประชากร หลังจากนั้นในช่วง 10 ปี หลังมีอัตราการฆ่าตัวตายลดลงมาโดยตลอด โดยปัจจุบันมีการฆ่าตัวตายกว่า 6.6 ต่อหนึ่งแสนประชากร โดยแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปีนี้ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็อาจจะมีการฆ่าตัวตายกว่า 8.8 ต่อหนึ่งแสนประชากร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมสุขภาพจิตจะดูแลทั้งหมด 4 กลุ่มคือ บุคลากรทางการแพทย์&amp;nbsp; ผู้กักกัน ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิต แม้ว่าขณะนี้ยังต้องรอวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แต่วัคซีนใจสามารถสร้างได้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นในบุคคล ครอบครัว ที่ครอบครัวต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว มองบวกมองเห็นทางออกในทุกปัญหา เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66256</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, คลายล็อก, นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต, เครียด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec24c086f08c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62968</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 09:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 09:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!ผู้กักกันโควิดเครียดโดดตึกชั้น8รพ.พระประแดงดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 เม.ย. 63 - เมื่อเวลา 02.30 น.&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ รับแจ้งมีผู้ถูกกักกันต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกกักตัวสังเกตอาการอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในย่านท่าน้ำพระประแดง ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ กระโดดลงมาจากชั้น 8 ลงมาเสียชีวิตอยู่ที่บริเวณชั้นที่ 2 ของโรงพยาบาล หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและมูลนิธิร่วมกตัญญูชุดเผชิญโควิด พร้อมอุปกรณ์ในการป้องกันการติดเชื้อเดินทางไปตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่เกิดเหตุพบศพชายชาวจังหวัดนราธิวาส&amp;nbsp; อายุ&amp;nbsp; 51 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกส่งมากักตัวสังเกตอาการการรับเชื้อโรคโควิด-19 นอนจมกองเลือดคว่ำหน้าอยู่ที่ระเบียงชั้น 2 นอกอาคารในสภาพสวมกางเกงยีนส์เพียงตัวเดียวไม่สวมเสื้อ&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังทีมแพทย์ได้ร่วมชันสูตรพลิกศพเป็นที่เรียบร้อยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูทีมเผชิญโควิด ได้ใช้ถุงพลาสติกทำการห่อศพ 2 ชั้นและทำการปิดซีนอย่างดีป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค นำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนทราบว่า&amp;nbsp; ผู้ตายเป็นผู้ถูกกักตัวที่เดินทางกลับมาจากการประกอบกิจกรรมทางศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย เข้ามายังประเทศไทย ผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ และถูกส่งตัวมากักตัว สังเกตการรับเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งผู้ตายเข้ามากักตัวตรวจหาเชื้อโควิดได้ 13 วันแล้ว เหลืออีกเพียงวันเดียวก็จะถูกปล่อยตัวกลับบ้านเกิดที่จังหวัดนราธิวาสแล้ว เนื่องจากผลการตรวจออกมาเป็นลบ&amp;nbsp; ไม่มีการติดเชื้อแต่อย่างใด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระหว่างที่ผู้ตายถูกส่งตัวมาสังเกตอาการทางโรงพยาบาลได้จัดให้อยู่ในห้องปลอดเชื้อ ที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ ซึ่งจะมีผู้ที่ถูกกักกันทั้งหมด 4 ราย&amp;nbsp; ระหว่างนั้น ผู้ตายได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดขึ้นจนถูกผู้ที่ถูกกักกันรายอื่นไล่ออกมาจากห้อง จากนั้นผู้กักกันที่เหลือได้ล็อกประตูจากด้านในไม่ให้ผู้เสียชีวิตเข้าห้อง&amp;nbsp; จึงทำให้ผู้ตายเกิดความเครียดและทุบทำลายข้าวของ พยาบาลที่เข้าเวรได้พยายามเข้ามาห้าม แต่เอาไม่อยู่ เนื่องจากมีแต่พยาบาลผู้หญิง จนต้องเรียกเจ้าหน้าที่ รปภ. ขึ้นมาช่วย โดยเจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้สงบสติอารมณ์และพูดคุยปลอบใจผู้ตาย เนื่องจากกำลังจะได้กลับบ้านเช้าวันนี้ แต่ผู้ตายกลับปีนออกไปทางหน้าต่างและกระโดดลงมาจากชั้น&amp;nbsp; 8 ตกลงมาที่ระเบียงชั้น 2 ของอีกอาคารข้างๆ กัน เสียชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นหลังทำการเคลื่อนย้ายศพของผู้ตายออกจากที่เกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ใส่ชุดป้องกันและนำยาฆ่าเชื้อมาทำการฉีดพ่นในจุดที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62968</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิ่งชั้น8, ผู้กักกัน, ผู้ถูกกักตัว, สมุทรปราการ, เครียด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e93c6cf907a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
