<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 19:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 19:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชาวเลอันดามัน&#039; อ่วมเจอพิษโควิดไร้นักท่องเที่ยว เข้าไม่ถึงเยียวยา วอนรัฐผ่อนปรนจับปลาแลกข้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ม.ค.64 - นายวิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานเครือข่ายชาวเลอันดามัน เปิดเผยว่า ชุมชนชาวเลมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ อ.คุระบุรี จ.พังงา กำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ประกาศปิดการท่องเที่ยว ทำให้ชาวบ้านขาดรายได้จากการขายของที่ระลึก ที่ถือเป็นรายได้หลักในระยะหลัง ส่วนชาวบ้านที่ออกไปทำงานข้างนอกก็ถูกเลิกจ้าง ทำให้ต้องกลับมาอยู่บ้านในสภาพตกงาน ขณะที่การหาปลาที่เคยเป็นอาชีพหลัก ตอนนี้ชาวบ้านไม่สามารถจับปลาขายได้ เพราะอุทยานฯ อนุญาตให้จับปลาเพื่อกินในครัวเรือนเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านบางคนต้องเสี่ยงตายออกไปดำน้ำจับปลาในทะเลลึก ซึ่งต้องเสี่ยงกับโรคน้ำหนีบอันตรายอาจพิการหรือเสียชีวิต จึงต้องการให้อุทยานฯ ผ่อนปรนให้สามารถจับปลาขายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านยังไม่ฟื้นจากเหตุไฟไหม้ใหญ่เมื่อปีก่อน พวกเขาต้องสร้างบ้านใหม่ทั้งชุมชน เจอสถานการณ์โควิดครั้งแรก แทบไม่มีนักท่องเที่ยว ออกไปจับปลามาขายก็ไม่ได้ อุทยานฯส่งเสริมให้ชาวบ้านทำสร้อยที่ระลึกขายนักท่องเที่ยว ลงทุนไปรายละ 5,000- 10,000 บาท จำนวน 87 ราย เป็นเงินมากกว่า 5 แสนบาท พอมาเจอโควิดรอบสองก็ไม่มีนักท่องเที่ยวอีก ต้องขาดทุนทั้งหมด ความเดือดร้อนเร่งด่วนตอนนี้คือ นมผงเด็ก กับข้าวสาร ที่ต้องช่วยชาวบ้านก่อน&amp;rdquo; นายวิทวัส กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทวัส กล่าวต่อว่า ตอนนี้เครือข่ายชาวเลอันดามันกำลังทำโครงการข้าวแลกปลา เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 รอบสอง แต่ชาวเลเกาะสุรินทร์ไม่สามารถหาปลามาร่วมแลกได้ จึงเตรียมนำสร้อยที่ระลึก เรือกาบางจำลอง ออกมาขายหรือร่วมโครงการแลกข้าวสารให้ชาวบ้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน เพราะคิดว่าต้องอยู่ในสถานการณ์นี้ในระยะยาว นอกจากนี้ชาวบ้านที่มีบัตรประชาชน 170 ราย อาจจะไม่ได้รับเงินเยียวยารอบ 2 จากรัฐบาล จำนวน 7,000 บาท เพราะในรอบแรกก็ไม่ได้รับการเยียวยา เนื่องจากไม่ได้รับข่าวสารและไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนเกาะ ดังนั้นอยากให้รัฐบาลพิจารณาเงินเยียวยากรณีพิเศษสำหรับกลุ่มชาวเลเกาะสุรินทร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89954</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้าวแลกปลา, จังหวัดพังงา, หมู่เกาะสุรินทร์, เครือข่ายชาวเลอันดามัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210115/image_big_6001889e55970.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 18:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกะเหรี่ยงทำพิธี &#039;เรียกขวัญข้าว&#039; ก่อนส่งมอบชาวเลราไวย์ เผยไม่ใช่ความโรแมนติกแต่เป็นการต่อสู้เอาตัวรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกะเหรี่ยงลำเลียงข้าว 7 ตันแลกปลาชาวเล เผยไม่เน้นมูลค่าแต่แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล ชาวเกาะพีพีหาปลาร่วมแลก &amp;ldquo;หมอโกมาตร&amp;rdquo; แนะขยายกว้างแนวทาง เป็นทางเลือกของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - ที่เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการนำข้าวที่รวบรวมได้จากชาวบ้านบนดอยต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก จำนวน 7 ตันขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปมอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะถึงในวันที่ 27 เมษายน โดยก่อนเคลื่อนย้ายข้าว ชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเรียกขวัญข้าว เพื่อขอบคุณข้าว และขอเทพแห่งข้าวให้ดูแลและส่งข้าวให้ถึงพี่น้องชาวเลอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ &amp;nbsp;หรือ &amp;ldquo;ชิ สุวิชาน&amp;rdquo; ศิลปินปกาเกอะญอ หนึ่งในทีมงานที่รวบรวมข้าวเพื่อนำไปแลกปลาครั้งนี้ กล่าวว่าความเชื่อของคนกะเหรี่ยงคือข้าวมีความสำคัญกว่าเงิน และการส่งข้าวไปที่อื่นคนปกาเกอะญอเชื่อว่าแม้เม็ดข้าวส่งไปแต่ขวัญข้าวยังต้องอยู่กับเรา ซึ่งระหว่างที่ระดมข้าวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ย้ำเตือนว่า ก่อนส่งข้าวไปควรทำพิธีเรียกขวัญข้าวก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งข้าวครั้งนี้เราไม่ได้มองกันเรื่องมูลค่า แต่เป็นการส่งความดี ส่งชีวิตไป เพื่อให้ทุกคนได้กินอิ่ม ชาวบ้านที่มอบข้าวครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกดีใจ เขารู้สึกว่าข้าวที่ตัวเองปลูกได้ทำหน้าที่ให้ชาวเล โดยข้าวจำนวนมากมาจากการทำไร่หมุนเวียน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ไร่หมุนเวียนไม่ใช่แค่ปลูกข้าวสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อแบ่งปันด้วย การนำข้าวมารวมกันครั้งนี้เหมือนเอาข้าวสารหลายๆ เม็ดมารวมกันแล้วไปเต็มหม้อที่ชุมชนราไวย์&amp;rdquo; นายสุวิชาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร กล่าวว่าขอบคุณข้าวทุกเม็ด คนทุกคนที่รวบรวมข้าวครั้งนี้ กิจกรรมนี้จะส่งถึงพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากหลายพื้นที่ ข้าวจะเป็นสื่อกลางมิตรภาพระหว่างชาวเลและชาวดอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะได้กินข้าวจากภาคเหนือ โดยชาวเลได้เตรียมปลาแห้งไว้กว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งนี้ข้าวที่ได้มานอกจากเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้านราไวย์แล้ว จะนำไปแจกจ่ายให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ตามเกาะต่างๆ ซึ่งกำลังประสบความลำบาก เช่น เกาะพีพี เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลา เกาะช้าง เกาะสุรินทร์ เกาะลันตา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราชาวเลต่างร่วมกันลงแรงลงขันกันหาปลา รวมๆ แล้วเราหาปลามาได้หลายตัน ปลาตัวใหญ่เราเอาเป็นปลาสดไปขาย ส่วนปลาเนื้อบางเราก็เอามาทำปลาเค็ม เรากำลังคิดกันอยู่ว่าอนาคตจะอยู่กันได้อย่างไร หากไม่ใช้เงินตรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ไม่ใช้เงิน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปที่ไหนกะเอาปลาไปแลกผัก-ผลไม้-ข้าว&amp;rdquo; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า ชาวเลแหลมตง เกาะพีพีได้รับข้าวจากเครือข่ายชาวเลราไวย์ และมีการลำเลียงกันทางทะเลโดยขนส่งกันคนละครึ่งทาง เนื่องด้วยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของทั้ง 2 จังหวัด ที่ไม่สามารถข้ามเขตระหว่างจังหวัดได้ โดยพวกเราได้เดินทางไปรับข้าวกันกลางทะเล และเมื่อข้าวถึงเกาะพีพี ได้มีการนำไปแจกจ่ายให้ครอบครัว 38 ครอบครัวๆละ 10 กิโลกรัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้พวกเราได้ออกเรือหาปลา และนำมารวบรวมกัน ช่วยกันผ่าปลาเพื่อทำเค็ม วันนี้ฟ้าเปิด ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การตากปลา โดยปลาที่แหลมตง ส่วนใหญ่ก็จะได้จากการตกเบ็ด และการลากปลา จึงได้ปลาไม่มากเท่าที่ราไวย์&amp;rdquo; น.ส.พรสุดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการแลกข้าวกับปลาระหว่างชาวเลกับชาวกะเหรี่ยง ว่าท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ที่มนุษย์เจอเป็นผลผลิตของทุนนิยมที่บริโภคนิยมกันเกินแล้ว นอกจากทำให้ทุนนิยมโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกด้านหนึ่งก็ได้เบียดเบียนและทำลายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เมื่อมนุษย์ได้ไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้น จนเกิดเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมทั้งเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากมาย ระบบของโลกยังมีการแลกเปลี่ยนอยู่ระบบเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบของการแลกเปลี่ยนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนนิยมอย่างเดียว บางคนเสนอให้ใช้เงินตราท้องถิ่น หรือเครดิตของชุมชน ซึ่งข้าวแลกปลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โกมาตร กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ระบบเงินตราไม่สามารถใช้ได้ เช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค หรือกรณีเกิดน้ำท่วมใหญ่ เราเห็นได้ว่าร้านดังๆ ซุปเปอร์เก็ตต่างๆ ปิดกันหมด เหลือแต่ร้านของคนท้องถิ่นที่ยังเปิดอยู่ และร้านเหล่านี้กลายเป็นที่พึ่งพายามยากและช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ที่เดือดร้อน เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีมิติเรื่องทุนเอย่างเดียว เช่นเดียวกับการน้ำข้าวไปแลกปลา เป็นตัวอย่างของกระบวนการที่ชุมชนใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือการสร้างระบบเครดิตของชุมชนขึ้น และสามารถโอนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือชาวบ้านภาคต่างๆ ที่มีผลผลิต ขยายระบบเครดิตเหล่านี้ให้มีทางเลือก จะได้ไม่ต้องไปฝากได้กับระบบทุนนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มะม่วงออกเต็ม ทุเรียนก็เยอะ ชาวสวนต้องเอามาขายราคาถูก ราคาถูกแบบนี้พวกเขาอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องหาทางออก&amp;nbsp;เช่นเดียวการการนำข้าวไปแลกกับปลา มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ แต่เป็นเรื่องของการการท้าทายวิธีคิด เพราะระบบเดิมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเวลาที่เอาข้าวไปแลก มันไม่ใช่แค่ข้าว แต่ข้าวที่นำไปแลกเปลี่ยนมันมีตัวตันของเราติดตัวไปด้วย คนที่ได้รับก็ไม่ใช่ได้รับแค่ข้าวหรือแค่กินแล้วอิ่ม ไม่ใช่แค่ยาไส้ แต่มันเป็นการยาใจด้วย เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามลำบาก ผมเชื่อว่าวิธีการนำข้าวไปแลกปลาแบบนี้ มันทดแทนระบบการกระจายแบบทุนนิยมได้ ผมว่าควรขยายความคิดแบบนี้ออกไปมากๆ&amp;rdquo; นพ.โกมาตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีการนำข้าวไปแลกกับปลาถูกบางคนมองว่าโรแมนติกเกินไปหรือไม่ นพ.โกมาตร กล่าวว่า ชีวิตคนเราบางทีก็ต้องมีความโรแมนติกกันบ้าง แต่การแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล่นสนุก แบบชนชั้นกลางที่ประคองตัวเองอยู่รอดได้ แต่ในโลกของประชาชนชาติพันธุ์ เช่น ชาวเล &amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยง พวกเขาไม่ได้มีทุนสะสม หรือมีทางเลือกอื่น การนำข้าวแลกปลาเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับเรื่องการดับไฟป่าโดยชุมชน แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนมองว่าโรแมนติก แต่เป็นโรแมนติกที่น่าเศร้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64229</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ชาวเลราไวย์, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ, โครงการข้าวแลกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea4193d12131.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2020 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2020 18:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวกะเหรี่ยงทำพิธี &#039;เรียกขวัญข้าว&#039; ก่อนส่งมอบชาวเลราไวย์ เผยไม่ใช่ความโรแมนติกแต่เป็นการต่อสู้เอาตัวรอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวกะเหรี่ยงลำเลียงข้าว 7 ตันแลกปลาชาวเล เผยไม่เน้นมูลค่าแต่แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล ชาวเกาะพีพีหาปลาร่วมแลก &amp;ldquo;หมอโกมาตร&amp;rdquo; แนะขยายกว้างแนวทาง เป็นทางเลือกของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เม.ย.63 - ที่เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการนำข้าวที่รวบรวมได้จากชาวบ้านบนดอยต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตาก จำนวน 7 ตันขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปมอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะถึงในวันที่ 27 เมษายน โดยก่อนเคลื่อนย้ายข้าว ชาวกะเหรี่ยงได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเรียกขวัญข้าว เพื่อขอบคุณข้าว และขอเทพแห่งข้าวให้ดูแลและส่งข้าวให้ถึงพี่น้องชาวเลอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ &amp;nbsp;หรือ &amp;ldquo;ชิ สุวิชาน&amp;rdquo; ศิลปินปกาเกอะญอ หนึ่งในทีมงานที่รวบรวมข้าวเพื่อนำไปแลกปลาครั้งนี้ กล่าวว่าความเชื่อของคนกะเหรี่ยงคือข้าวมีความสำคัญกว่าเงิน และการส่งข้าวไปที่อื่นคนปกาเกอะญอเชื่อว่าแม้เม็ดข้าวส่งไปแต่ขวัญข้าวยังต้องอยู่กับเรา ซึ่งระหว่างที่ระดมข้าวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ได้ย้ำเตือนว่า ก่อนส่งข้าวไปควรทำพิธีเรียกขวัญข้าวก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งข้าวครั้งนี้เราไม่ได้มองกันเรื่องมูลค่า แต่เป็นการส่งความดี ส่งชีวิตไป เพื่อให้ทุกคนได้กินอิ่ม ชาวบ้านที่มอบข้าวครั้งนี้ทุกคนต่างรู้สึกดีใจ เขารู้สึกว่าข้าวที่ตัวเองปลูกได้ทำหน้าที่ให้ชาวเล โดยข้าวจำนวนมากมาจากการทำไร่หมุนเวียน ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า ไร่หมุนเวียนไม่ใช่แค่ปลูกข้าวสำหรับตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อแบ่งปันด้วย การนำข้าวมารวมกันครั้งนี้เหมือนเอาข้าวสารหลายๆ เม็ดมารวมกันแล้วไปเต็มหม้อที่ชุมชนราไวย์&amp;rdquo; นายสุวิชาญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร กล่าวว่าขอบคุณข้าวทุกเม็ด คนทุกคนที่รวบรวมข้าวครั้งนี้ กิจกรรมนี้จะส่งถึงพี่น้องที่ตกทุกข์ได้ยากหลายพื้นที่ ข้าวจะเป็นสื่อกลางมิตรภาพระหว่างชาวเลและชาวดอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสนิท แซ่ซั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่จะได้กินข้าวจากภาคเหนือ โดยชาวเลได้เตรียมปลาแห้งไว้กว่า 1,000 กิโลกรัม ทั้งนี้ข้าวที่ได้มานอกจากเอามาแจกจ่ายให้ชาวบ้านราไวย์แล้ว จะนำไปแจกจ่ายให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ตามเกาะต่างๆ ซึ่งกำลังประสบความลำบาก เช่น เกาะพีพี เกาะหลีเป๊ะ เกาะเหลา เกาะช้าง เกาะสุรินทร์ เกาะลันตา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พวกเราชาวเลต่างร่วมกันลงแรงลงขันกันหาปลา รวมๆ แล้วเราหาปลามาได้หลายตัน ปลาตัวใหญ่เราเอาเป็นปลาสดไปขาย ส่วนปลาเนื้อบางเราก็เอามาทำปลาเค็ม เรากำลังคิดกันอยู่ว่าอนาคตจะอยู่กันได้อย่างไร หากไม่ใช้เงินตรา ในอดีตบรรพบุรุษของเราก็ไม่ใช้เงิน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปที่ไหนกะเอาปลาไปแลกผัก-ผลไม้-ข้าว&amp;rdquo; นายสนิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านน.ส.พรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า ชาวเลแหลมตง เกาะพีพีได้รับข้าวจากเครือข่ายชาวเลราไวย์ และมีการลำเลียงกันทางทะเลโดยขนส่งกันคนละครึ่งทาง เนื่องด้วยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของทั้ง 2 จังหวัด ที่ไม่สามารถข้ามเขตระหว่างจังหวัดได้ โดยพวกเราได้เดินทางไปรับข้าวกันกลางทะเล และเมื่อข้าวถึงเกาะพีพี ได้มีการนำไปแจกจ่ายให้ครอบครัว 38 ครอบครัวๆละ 10 กิโลกรัม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้พวกเราได้ออกเรือหาปลา และนำมารวบรวมกัน ช่วยกันผ่าปลาเพื่อทำเค็ม วันนี้ฟ้าเปิด ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การตากปลา โดยปลาที่แหลมตง ส่วนใหญ่ก็จะได้จากการตกเบ็ด และการลากปลา จึงได้ปลาไม่มากเท่าที่ราไวย์&amp;rdquo; น.ส.พรสุดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการแลกข้าวกับปลาระหว่างชาวเลกับชาวกะเหรี่ยง ว่าท่ามกลางวิกฤติต่างๆ ที่มนุษย์เจอเป็นผลผลิตของทุนนิยมที่บริโภคนิยมกันเกินแล้ว นอกจากทำให้ทุนนิยมโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว อีกด้านหนึ่งก็ได้เบียดเบียนและทำลายสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เมื่อมนุษย์ได้ไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้น จนเกิดเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ รวมทั้งเกิดภัยพิบัติต่างๆ มากมาย ระบบของโลกยังมีการแลกเปลี่ยนอยู่ระบบเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบของการแลกเปลี่ยนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนนิยมอย่างเดียว บางคนเสนอให้ใช้เงินตราท้องถิ่น หรือเครดิตของชุมชน ซึ่งข้าวแลกปลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทางเลือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.โกมาตร กล่าวว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ระบบเงินตราไม่สามารถใช้ได้ เช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรค หรือกรณีเกิดน้ำท่วมใหญ่ เราเห็นได้ว่าร้านดังๆ ซุปเปอร์เก็ตต่างๆ ปิดกันหมด เหลือแต่ร้านของคนท้องถิ่นที่ยังเปิดอยู่ และร้านเหล่านี้กลายเป็นที่พึ่งพายามยากและช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ที่เดือดร้อน เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีมิติเรื่องทุนเอย่างเดียว เช่นเดียวกับการน้ำข้าวไปแลกปลา เป็นตัวอย่างของกระบวนการที่ชุมชนใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือการสร้างระบบเครดิตของชุมชนขึ้น และสามารถโอนให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือชาวบ้านภาคต่างๆ ที่มีผลผลิต ขยายระบบเครดิตเหล่านี้ให้มีทางเลือก จะได้ไม่ต้องไปฝากได้กับระบบทุนนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้มะม่วงออกเต็ม ทุเรียนก็เยอะ ชาวสวนต้องเอามาขายราคาถูก ราคาถูกแบบนี้พวกเขาอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องหาทางออก&amp;nbsp;เช่นเดียวการการนำข้าวไปแลกกับปลา มันไม่ใช่แค่แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ แต่เป็นเรื่องของการการท้าทายวิธีคิด เพราะระบบเดิมที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเวลาที่เอาข้าวไปแลก มันไม่ใช่แค่ข้าว แต่ข้าวที่นำไปแลกเปลี่ยนมันมีตัวตันของเราติดตัวไปด้วย คนที่ได้รับก็ไม่ใช่ได้รับแค่ข้าวหรือแค่กินแล้วอิ่ม ไม่ใช่แค่ยาไส้ แต่มันเป็นการยาใจด้วย เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามลำบาก ผมเชื่อว่าวิธีการนำข้าวไปแลกปลาแบบนี้ มันทดแทนระบบการกระจายแบบทุนนิยมได้ ผมว่าควรขยายความคิดแบบนี้ออกไปมากๆ&amp;rdquo; นพ.โกมาตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีการนำข้าวไปแลกกับปลาถูกบางคนมองว่าโรแมนติกเกินไปหรือไม่ นพ.โกมาตร กล่าวว่า ชีวิตคนเราบางทีก็ต้องมีความโรแมนติกกันบ้าง แต่การแลกเปลี่ยนไม่ใช่เป็นแค่เรื่องเล่นสนุก แบบชนชั้นกลางที่ประคองตัวเองอยู่รอดได้ แต่ในโลกของประชาชนชาติพันธุ์ เช่น ชาวเล &amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยง พวกเขาไม่ได้มีทุนสะสม หรือมีทางเลือกอื่น การนำข้าวแลกปลาเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เช่นเดียวกับเรื่องการดับไฟป่าโดยชุมชน แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนมองว่าโรแมนติก แต่เป็นโรแมนติกที่น่าเศร้า &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64228</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ชาวเลราไวย์, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, เครือข่ายชุมชนกะเหรี่ยงภาคเหนือ, โครงการข้าวแลกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200425/image_big_5ea4193d12131.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชาวเลอันดามัน&#039; ตื่นตัวร่วม &#039;ข้าวแลกปลา&#039; เตรียมทำปลาตากแห้ง 1 ตันส่งให้ชาวกะเหรี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าในวันนี้ชาวเลจากชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ได้นำข้าวสารจำนวน 375 กิโลกรัมที่ได้จากโครงการข้าวแลกปลา บรรทุกใส่เรือนำไปมอบให้ชาวเลจากเกาะพีพี โดยมีจุดนัดพบริมเกาะแห่งหนึ่งกลางทะเลริมน่านน้ำจังหวัดภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการข้าวแลกปลามีจุดเริ่มต้นจากการขาดแคลนข้าวของชาวเลชุมชนราไวย์ เนื่องจากผลกระทบในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวหายไป แต่ชาวเลยังคงหาปลาได้จำนวนมากแต่ไม่มีที่ขาย ขณะเดียวกันในภาคเหนือของไทยโดยเฉพาะบนดอยต่างๆ ชาวกะเหรี่ยงมีความมั่งคั่งเรื่องข้าว แต่ปลาทะเลกลับเป็นอาหารที่หายาก ซึ่งทั้งชาวเลและชาวกะเหรี่ยงต่างเคยทำงานเชื่อมโยงกันอยู่เสมอ ดังนั้นจึงมีแนวคิดแลกเปลี่ยนทรัพยากรกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเดือดร้อนของชาวเลราไวย์ที่ขาดแคลนข้าวเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ชาวนาจากจังหวัดยโสธรจึงได้ร่วมโครงการข้าวแลกปลาด้วยเช่นกันโดยได้นำข้าวสารจำนวน 9 ตันมามอบให้ชาวเลในชุมชนราไวย์ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ขณะที่ชาวเลได้มอบปลา 1.5 ตันกลับคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวสารล็อตแรกถูกนำไปแบ่งปันให้ครอบครัวชาวเลในชุมชนราไวย์ และบางส่วนได้นำไปมอบให้กับชาวเลในพื้นที่อื่นๆ ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวพรสุดา ประโมงกิจ ชาวเลบนเกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่าปัจจุบันบนเกาะพีพีไม่มีนักท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่เลย ทำให้เรือที่เคยเป็นเรือท่องเที่ยวทุกลำต้องหันกลับมาทำประมงตกปลา เพราะที่นี่ไม่มีเครื่องมือหาปลา เช่น ลอบ หรือไซดักปลาเหมือนที่อื่น เพราะไม่มีใครกล้าตัดไม้ในเขตอุทยานฯมา ทำ เราจึงจับปลาได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรามีปลากิน ไม่อดแน่ แต่ที่ลำบากคือข้าวสารเพราะต้องใช้เงินซื้อ แต่ทุกวันนี้พวกเราไม่มีรายได้เลย เดือนนี้ยังประคับประคองเอาเงินที่พอเหลือเก็บไปซื้อข้าวได้ แต่เดือนหน้าลำบากแน่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรสุดา กล่าวว่าโครงการข้าวแลกปลามีประโยชน์สำหรับชาวเล ตอนนี้บางบ้านไม่มีเรือ ผู้หญิงก็มาช่วยกันทำปลา ผู้ชายก็ไปลงเรือช่วยคนที่มีเรือหาปลา เพื่อเอามาทำเค็มแลกข้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันชาวเลชุมบนเกาะพีพีมีด้วยกันประมาณ 130 คน และมีเรือประมาณ 35 ลำ โดยกว่า 20 ลำช่วยกันออกหาปลา นอกจากชาวเลที่ชุมชนราไวย์และบนเกาะพีพีแล้ว ยังมีชาวเลในอันดามันพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ต่างตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากไม่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูแสงโสม หาญทะเล ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล กล่าวว่าเมื่อถูกปิดเกาะป้องกันไว้รัสโควิดแพร่ระบาด ทำให้อาชีพต่างๆซึ่งส่วนใหญ่ต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวต้องหยุดหมด ชาวเลผู้ชายที่เคยพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำ หรือชาวเลผู้หญิงที่มีอาชีพแม่บ้านทำความสะอาด ต่างตกงาน ทำให้ไม่มีรายได้และต้องหันกลับไปประกอบอาชีพเดิมคือหาปลาและจับหอย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนแรกๆก็ยังมีเถ้าแก่จากปากบารามารับซื้อปลา แต่เมื่อเขารับซื้อไปก็ส่งขายใครไม่ได้ เขาจึงชะลอการรับซื้อ ที่นี่เรามีทรัพยากรอยู่เยอะ แต่ขายไม่ได้ ตอนนี้ปลาเลยราคาตกต่ำมากกว่า 50 % ปลาบางชนิดเคยขายได้กิโลกรัมละ 100 บาทตอนนี้เหลือ 20 บาท เราจึงต้องหาปลาแค่เท่าที่ขายได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูแสงโสม กล่าวว่าได้รับการประสานงานให้ร่วมโครงการข้าวแลกปลา ซึ่งชาวบ้านต่างให้ความสนใจ เพราะเป็นทางเลือกในการได้ข้าวมากิน เพราะในอนาคตหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป ตอนนี้ยังมีข้าวสารขายบนเกาะ แต่ชาวบ้านจะหาเงินมาซื้อได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดือนนี้ทุกครอบครัวอยู่กันอย่างประหยัดก็ยังพอถูๆไถๆไปได้ แต่เดือนหน้าคงลำบาก ถ้ามีโครงการข้าวแลกปลามาเราก็อยากทำ เพียงแต่ยังห่วงเรื่องการขนส่งเพราะที่นี่มันไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกาะหลีเป๊ะมีชาวเลประมาณ 1,200 คน ซึ่งขณะนี้มีการรวมกลุ่มกันหาปลาประมาณ 30 กลุ่มๆละประมาณ 5-15 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ กล่าวว่าโครงการข้าวแลกปลาได้สร้างความคึกคักให้กับชุมชนในหลายพื้นที่ที่ทราบข่าว แม้ขณะนี้ชาวบ้านยังรับรู้ไม่ทั่วถึง แต่ก็ได้สอบถามกันเข้ามามาก คาดว่าภายในกำหนดส่งมอบข้าว จะได้รับข้าวตามเป้าหมายกว่า 4 ตัน ซึ่งมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนและตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรายังเข้าไม่ถึงอีกหลายพื้นที่เพราะอยู่ในช่วงปิดหมู่บ้านป้องกันไวรัสโควิด แต่โครงการนี้เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งผู้อาวุโสได้บอกกับพวกเราว่าไม่เน้นเรื่องมูลค่าหรือการแลกเปลี่ยน แต่ให้เน้นในเรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะมีสถานการณ์อะไรอีก ดังนั้นการผูกมิตรกันไว้ดีที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้าวสารชุดแรกของชาวบ้านจากบนดอยจะขนใส่รถบรรทุกมาจากเชียงใหม่ในวันที่ 25 เมษายน โดยจะถึงชุมชนราไวย์ในช่วยสายๆของวันที่ 26 และจะบรรทุกปลากว่า 1,000 กิโลกรัมกลับไปให้ชาวดอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63955</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดภูเก็ต, ชาวเลราไวย์, เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, โครงการข้าวแลกปลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5ea02dad51ae7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28834</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2019 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2019 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายชาวเลร้องชะลอสร้างบ้านใหม่ให้มอแกน เหตุคับแคบไม่สอดรับวิถีดั้งเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายชาวเลยื่นหนังสือชะลอสร้างบ้านหลังใหม่ให้มอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เหตุคับแคบ-เสนอขยายพื้นที่บนหาดเดิม-ปลัดทส.รับลูกนำเข้าที่ประชุม นักวิชาการแนะหน่วยราชการมุ่งช่วยชุมชนมากกว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.62 -&amp;nbsp;ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เครือข่ายชาวเลอันดามันนำโดยนายวิทวัส เทพสง ได้ยื่นหนังสือต่อนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวง ทส.ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลและชาวกะเหรี่ยง เพื่อขอให้ชะลอการสร้างบ้านชาวเลชนเผ่ามอแกน หมู่เกาะสุรินทร์และขยายพื้นที่เพียงพอต่อการดำรงวิถีชีวิต โดยนายวิจารย์รับปากว่าจะรีบนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือที่ยื่นระบุว่าชาวมอแกนเกาะสุรินทร์ บุกเบิกตั้งถิ่นฐานมามากกว่า 150 ปี โดยหลังจากมีการแบ่งเส้นขอบแดนและแบ่งน่านน้ำของแต่ละประเทศ ทำให้ชาวเลมอแกนในอันดามันถูกจำกัดพื้นที่การไปมาหาสู่และออกหากิน ขาดสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งๆที่ชาวเลมอแกนมีวิถีชีวิตหากินกับทะเลและชายฝั่ง พึ่งพาธรรมชาติ โดยอาศัยเครื่องมือจับปลาดั้งเดิมที่ไม่ทำลายล้างทรัพยากร เหตุการณ์ไฟไหม้หมู่บ้านมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ 61 หลังคาเรือน ทำให้มอแกนกว่า 70 ครอบครัว กว่า 273 คน ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าว ของ เครื่องใช้ เครื่องมือหากิน โดยเฉพาะเงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหนังสือระบุว่าหลังไฟไหม้แล้ว ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาช่วยเหลือ เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ก็ต้องเริ่มสร้างบ้าน กลับไม่มีทางเลือกให้สร้างบ้านได้เหมือนเก่า ทั้งๆที่มีการบริจาคมากพอที่จะสร้างบ้านมอแกนให้พออยู่เหมือนก่อนถูกไฟไหม้ เมื่อแบบบ้านออกมาก็มีคำถามว่าคน 12 คน จะอยู่ในบ้านขนาด 3X6.5 อย่างไร โดยข้อเสนอของชาวเลมีดังนี้ 1.ชะลอกระบวนการสร้างบ้านที่มีแบบบ้านคับแคบ ไม่พออยู่อาศัยสำหรับมอแกนบางหลัง ซึ่งเดิมอาศัยรวม 2-3 ครอบครัวในหลังใหญ่ 2.ให้นำเรื่องการสร้างบ้านของชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตาม มติ ครม.2 มิถุนายน 2553 เพื่อให้หน่วยงาน ชาวเล และทุกภาคส่วนในระดับที่พอจะตัดสินใจได้หารือเพื่อหามติ 3.ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯชาวเล เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเลชนเผ่ามอแกนเกาะสุรินทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางนฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ลงพื้นที่ชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เมื่อวันที่ &amp;nbsp;9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กล่าวว่าขณะนี้ข้าวของบริจาคบางชนิดมากเกินความจำเป็น เช่น เสื้อผ้าที่วางกองไว้มากมาย ท้ายสุดเกรงว่าจะกลายเป็นขยะ เสื้อผ้าที่รับบริจาคเป็นเสื้อผ้าทั่วไป แต่หญิงชาวมอแกนส่วนใหญ่ใส่ผ้าถุงและเสื้อชั้นใน ส่วนผู้ชายมักจะใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่สำคัญคือการจัดกระบวนการสำหรับการแจกจ่ายข้าวของ ซึ่งควรให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม และมีบุคคลที่คอยประสานงานระหว่างภายนอกและภายใน เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่ามีอะไรที่ได้รับบริจาคครบแล้ว และยังมีสิ่งใดที่ขาดแคลนบ้าง จะได้รับบริจาคข้าวของเครื่องใช้ เครื่องมือที่ชาวมอแกนได้ใช้ประโยชน์จริงและมีความทนทานในการใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จริงๆ แล้วการฟื้นฟูควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างชุมชนและการประสานงานร่วมกันทั้งหน่วยงานและชุมชน ไม่ควรเน้นเชิงกายภาพ หรือเน้นการปฎิบัติภารกิจของหน่วยราชการและหน่วยที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จอย่างรวบรัด เพราะจะเกิดการนำเอาเป้าหมายของหน่วยงานเป็นตัวตั้งแต่ละเลยการสร้างความเป็นชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา ความเจริญที่เข้ามาภายหลังเหตุการณ์สึนามิทำให้ชาวมอแกนต่างคนต่างอยู่ &amp;nbsp;วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ชุมชนหันมารวมตัวกันและเรียนรู้วิถีที่จะอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ได้ แต่เข้าใจว่าหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลืออาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวิถีวัฒนธรรม จึงเข้าใจเพียงบางเสี้ยวและได้ข้อมูลไม่รอบด้าน อยากให้รับฟังมุมมองจากชุมชน ชวนชาวบ้านมาหารือ โดยเริ่มสร้างกลุ่มบนพื้นฐานระบบเครือญาติที่มีอยู่ ไม่ใช่แต่งตั้งผู้นำเดี่ยวหรือเรียกใครคนใดคนหนึ่งมาสอบถาม และควรจะให้เวลาชาวบ้านได้มีเวลาคิดร่วมกัน พูดคุยปรึกษาหารือกันเพื่อวางแผนอนาคต ซึ่งชุมชนบ้านน้ำเค็มเป็นตัวอย่างของการฟื้นฟูตนเองจากภัยพิบัติสึนามิ&amp;rdquo; นางนฤมล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับชาวมอแกนนั้น เจ้าหน้าที่อุทยานฯเน้นให้สร้างบ้านในพื้นที่เดิมไปก่อน หากครอบครัวใดมีความจำเป็นก็ค่อยต่อเติมเอาภายหลัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในผังแบบบ้านครั้งนี้มีพื้นที่โล่งสำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชนอยู่น้อย ขณะเดียวกันชาวมอแกนก็เสนอว่าควรขยับขยายพื้นที่ไปยังที่ดินอีกด้านหนึ่งของโรงเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งจะทำให้ลดความแออัดของชุมชนได้มาก และจะมีแนวกันไฟเพื่อป้องกันอุบัติเหตุอัคคีภัยในอนาคตได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28834</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวเลหมู่เกาะสุรินทร์, สร้างบ้านใหม่ให้ชาวมอแกน, อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์, เครือข่ายชาวเล, เครือข่ายชาวเลอันดามัน, ไฟไหม้ชาวเลมอแกน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190211/image_big_5c613acf4bcc0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
