<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102679</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทสม.ชายแดนเวียงแหง แนวร่วมเชียงใหม่ ลด PM2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ไฟป่าปีนี้ เราจะต้องเอาจริงเอาจัง เพราะปีที่ผ่านมา สถานการณ์ไฟป่า ฝุ่นควันปี 2563 อำเภอเวียงแหง เกิดจุดความร้อน 805 จุด มากสุดในพื้นที่ตำบลเมืองแหง 584 จุด และเป็นพื้นที่อันดับต้นๆ ของโลกที่มีค่า PM 2.5 สูงสุดในรอบปี และนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่มีแนวทางที่ชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ที่สำคัญท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตั้งแต่การจัดทำแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายร่วมกัน ต้องลดจากปีที่ผ่านมาให้ได้ร้อยละ 25 ของจังหวัดเชียงใหม่ &amp;rdquo;&amp;nbsp;นายชานนท์ ดวงมณี&amp;nbsp; ปลัดอำเภอเวียงแหง&amp;nbsp; ที่ปรึกษาเครือข่ายทสม. ตำบลเมืองแหง กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อำเภอเวียงแหง&amp;nbsp; อำเภอชายแดนไทย &amp;ndash; พม่า พื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ ด้วยระยะทาง ไป &amp;ndash; กลับ&amp;nbsp; 360 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทาง&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; ชั่วโมง หลายคนอาจจะคิดว่า ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ &amp;nbsp;เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งของทุกปีเกิดปัญหาไฟป่า หรือไฟในพื้นที่เกษตรคำถามคือ ด้วยระยะทางที่ไกล ควันจากการเผาในพื้นที่อำเภอเวียงแหงจะไปปกคลุมทั่วเมืองเชียงใหม่ได้หรือไม่เช่นเดียวกับหลายๆอำเภอที่มีชุมชนอยู่ใกล้ชิดกับป่าและอยู่ในป่า แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3-4 ปีที่ผ่านมานั้นปัญหา ไฟป่า ฝุ่นควันไม่ใช่มาจากพื้นที่เกษตรหรือพื้นที่ป่าอย่างเดียวเท่านั้น แต่มาจากทุกแหล่งกำเนิด ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นตัวแปรที่ทำให้ไม่สามารถวางแผนในการบริหารจัดการไฟหรือเชื้อเพลิงได้ในหลายๆพื้นที่ แม้ว่าจะมีนโยบายหรือมาตรการจังหวัดเชียงใหม่ลงมาในระดับพื้นที่ ตั้งแต่มาตรการห้ามเผา&amp;nbsp; การจัดทำแผนการเผาโดยกำหนดโซนและช่วงเวลาการเผา ซึ่งสามารถทำได้ในระดับหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ยังมีเงื่อนไข ข้อจำกัดที่จะต้องนำมาวางแผน ออกแบบการทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลำพังหน่วยงานองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและการใช้นโยบายหรือมาตรการในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหาได้ ชุมชนและท้องถิ่น จึงเป็นฐานรากสำคัญที่เผชิญกับสถานการณ์ปัญหา ย่อมรู้ดีว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน พื้นที่แบบไหนที่ควรจะจัดการอย่างไร ใครรับผิดชอบ จะกำหนดบทบาทภารกิจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในการจัดการร่วมกันอย่างไร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่นเดียวกับที่อำเภอเวียงแหง &amp;nbsp;การขับเคลื่อนการทำงานในพื้นที่มิได้เริ่มต้นจากศูนย์แต่มีเครือข่ายองค์กรชาวบ้านที่ขับเคลื่อน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2546 โดย &amp;ldquo;เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน&amp;rdquo; จากปัญหาความขัดแย้งด้วยความเห็นต่างในแนวทางการพัฒนาโครงการของรัฐ ความไม่ชัดเจนในแนวเขตที่ดินทำกินกับแนวเขตป่าไม้&amp;nbsp; นำมาซึ่งการจัดทำฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือในการประสานการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ท้องที่&amp;nbsp; เกิดกลไกร่วมในการจัดการตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลและอำเภอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อเริ่มทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน ก็ทำให้เรามีวิธีคิดในเรื่องของการสร้างความร่วมมือ สร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นงานที่ยากที่จะให้คนทุกคนมาฟังและร่วมมือกันทำงานและเดินไปด้วยกัน อย่างชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp; การทำงานตรงนี้ก็ไม่สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ ป่าไม้ก็เหมือนกัน การที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปไล่จับชาวบ้านโดยไม่มีการพูดจากันก่อน กลับกลายเป็นว่ายิ่งมีการลักลอบแผ้วถางป่าเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่เจ้าหน้าที่มาจับและเราทำงานในแนวทางนี้เราลงไปหาชาวบ้านจริงๆ และเอาเจ้าหน้าที่ลงไปพร้อมๆกัน มีการพูดคุยกันจนเกิดการยอมรับและให้ความร่วมมือ มันเกิดประโยชน์มาก เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาได้ดี&amp;nbsp; &amp;quot;&amp;nbsp;แววใจ สมเตียม เลขานุการเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดำเนินงานของเครือข่ายฯ ส่งผลป่าเพิ่มขึ้นจากการคืนพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์&amp;nbsp; พื้นที่แปลงคดีและพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แปลงคดีและการจับกุมลดลง&amp;nbsp; ไฟป่าและไฟในพื้นที่เกษตรลดลง&amp;nbsp; ท้ายสุดความร่วมมือมากขึ้นเกิดการยอมรับจากหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อมีกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ รวมไปถึงไฟป่า เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบนจะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปขับเคลื่อนการทำงาน อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2560 &amp;nbsp;มีความพยายามของเครือข่ายฯที่จะทำให้สถานะความเป็นเครือข่ายเป็นทางการมากขึ้น จึงผลักดันให้สมาชิกเครือข่ายฯ เข้าไปเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ทั้งอำเภอ รวม&amp;nbsp; 14 หมู่บ้าน 3 ตำบล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทสม. ตำบลเมืองแหง หนึ่งในพื้นที่ ทสม.ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศและเป็นสมาชิกเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแม่แตงตอนบน เป็มนกลุ่มองค์กรเครือข่ายที่อาสาดูแลรักษาทรัพยากรในหมู่บ้าน&amp;nbsp;มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ไฟป่ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการปฏิบัติการร่วมกันของชุมชนทั้งปี ไม่เฉพาะช่วงฤดูที่ต้องจัดการไฟเท่านั้น&amp;nbsp; ตั้งแต่การทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; ลาดตะเวน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกป่า ทำฝายชะลอน้ำ&amp;nbsp; การเฝ้าระวังพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านจัดการเรียกว่า &amp;ldquo;ป่าชุมชน&amp;rdquo; รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากป่าที่มีระเบียบกติกา ข้อตกลงร่วมของคนในชุมชน รวม&amp;nbsp;6 หมู่บ้าน&amp;nbsp; พื้นที่ป่า&amp;nbsp; 7,002 &amp;nbsp;ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9 งาน&amp;nbsp; 276&amp;nbsp; ตารางวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปีที่ผ่านมา ภายหลังจากชุมชนได้ดำเนินกิจกรรมทั้งการจัดการป่าและปฏิบัติการจัดการกับไฟป่าและไฟในพื้นที่เกษตร ได้สรุปบทเรียน วิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาหลักๆ ร่วมกันเพื่อที่จะวางแผนในปี&amp;nbsp; 2564 ต่อไปนั้น พบว่า ไฟในพื้นที่ป่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างตำบล หมู่บ้าน รวมถึงพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ทำให้การแบ่งเขตรับผิดชอบที่โยนกันไป โยนกันมาส่วนใหญ่ที่เรียกว่า &amp;ldquo;พื้นที่สูญญากาศ&amp;rdquo; ที่ไม่มีเจ้าภาพร่วมในการจัดการ เมื่อเกิดไฟขึ้นในพื้นที่ป่า ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บางพื้นที่มีความเปราะบาง ด้วยสภาพป่าที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะป่าสน ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิง ที่ไม่สามารถควบคุมได้&amp;nbsp; บางส่วนเป็นภูเขาหน้าผาสูงชันไม่สามารถที่จะเข้าไปจัดการได้ทั่วถึง ส่วนหนึ่งมาจากการล่าสัตว์ของชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงหรือในหมู่บ้าน ทำให้เกิดการใช้ไฟโดยไม่จำเป็นเกิดขึ้นมาในพื้นที่ป่าและลุกลามกระจายไปทั่วพื้นที่ป่า และส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ไฟลุกลามจากพื้นที่เกษตรของชุมชนโดยรอบทำให้เกิดไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;&amp;nbsp;ไฟป่าเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์แล้งจัดมีนาคม &amp;ndash; เมษายน ด้วยสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าสน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงของการเกิดไฟเป็นอย่างดี และด้วยที่ตั้งหมู่บ้านและสภาพป่าเป็นพื้นที่สูงชัน&amp;nbsp;1,000 - 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีลมแรงเป็นระยะ ทำให้ไฟกระจายตัวเร็วขึ้น โดยเฉพาะลูกสนที่หล่นลงมาเมื่อเจอไฟไหม้จะกลิ้งจากที่สูงลงที่ต่ำ ทำให้เกิดการกระจายตัวของไฟไปในวงกว้างและรวดเร็วขึ้น ที่สำคัญ การใช้ Hotspot มากำหนดจุดของการควบคุมหรือเป็นพิกัดให้เจ้าหน้าที่ลงไปปฏิบัติการนั้นกลายเป็นจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เพราะส่วนหนึ่งไฟที่ลุกลามจากป่าเข้าไปในพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ชาวบ้านจะกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้จุดไฟจากพื้นที่เกษตรเข้าพื้นที่ป่า ยังเป็นประเด็นที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ปีที่ผ่านมา มีหลายหมู่บ้านในเครือข่ายฯ สามารถควบคุมไม่ให้เกิดไฟขึ้นได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายบุญ ปู่หลู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธาน ทสม.ตำบลเมืองแหง กล่าวเพิ่มเติม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนไฟในพื้นที่เกษตร&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่ามาจากความไม่ชัดเจน ในการใช้มาตรการห้ามเผาห้วง 60 วัน ทำให้การเผาในพื้นที่ของเกษตรกรไม่สามารถจัดการเผาเศษวัสดุได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้สารเคมีเข้ามาจัดการพื้นที่ ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูง&amp;nbsp; ผลผลิตที่ได้ไม่ได้คุณภาพ รวมทั้งช่วงเวลาการเผากับมาตรการห้ามเผาไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะพืชที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น ไร่ข้าวโพด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การเกิดไฟในพื้นที่เกษตร ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีปัญหามากนัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่หากจะมีส่วนหนึ่งมาจากชุมชนไม่ได้มีการวางแผนการเผา ที่ผ่านมาต่างคนต่างเผาในพื้นที่ของตนเอง และไม่มีการทำแนวกันไฟในพื้นที่เกษตร เมื่อมีมาตรการห้ามเผาจึงเกิดการลักลอบการเผาในพื้นที่เกษตร ลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่า&amp;rdquo; นายศรีดา สันนิถา คณะกรรมการ ทสม. ตำบลเมืองแหง บ้านกองลมม. 2 &amp;nbsp;กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้&amp;nbsp; 2564&amp;nbsp; เครือข่ายทสม. ตำบลเมืองแหง&amp;nbsp; ได้รวมพลังกันอีกครั้ง วางแผนการจัดการไฟทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ที่สอดคล้องกับแนวทางนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนโดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะลดการเกิดไฟให้ได้ร้อยละ 25 จากพื้นที่เผาไหม้ในปี 2563 ทั้งหมด = 1,384,078 ไร่ เป้าหมายพื้นที่เผาไหม้ในปี 2564 ทั้งหมด = 1,038,058.5 ไร่และแนวทางที่เป็นธงร่วมกันของเครือข่ายฯ คือ การขยายเครือข่ายทสม. ให้ครอบคลุมทั้งอำเภอ ในการจัดการป่าชุมชนและขึ้นทะเบียน ตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน&amp;nbsp; 2562 ให้สิทธิชุมชนชอบด้วยสิทธิตามกฎหมาย โดยมีหน่วยงานองค์กรภาครัฐ ให้การสนับสนุน และปีนี้เช่นกัน เครือข่าย ทสม.ตำบลเมืองแหง ได้รับโอกาสการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ทสม.ในการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จากกองทุนสิ่งแวดล้อมจับมือกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดรูปธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการดำเนินงานและมีบทเรียนและประสบการณ์ในปี 2563&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงนำมาสู่การวางแผนการบริหารจัดการไฟทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรในปี 2564 โดยการประสานความร่วมมือทั้งส่วนของเครือข่ายฯ &amp;nbsp;ทสม.กับส่วนท้องถิ่น อำเภอเวียงแหง ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือน มกราคม เป็นต้นมา โดย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.&amp;nbsp;การจัดเวทีทำความเข้าใจร่วมกันถึงแนวทางนโยบายจังหวัดเชียงใหม่กับแนวทางที่จะดำเนินการสอดคล้องกับพื้นที่โดยมีศูนย์สั่งการไฟป่าอำเภอเวียงแหง เป็นกลไกกลางในการประสาน การส่งต่อข้อมูลจากจังหวัดลงมาในระดับพื้นที่&amp;nbsp; รายงานสถานการณ์พื้นที่ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันทั้งการรายงานกิจกรรมแนวกันไฟ&amp;nbsp; ลาดตะเวน และบริเวณจุดที่เกิด&amp;nbsp; Hotspot&amp;nbsp; เพื่อให้หน่วยงานหรือหมู่บ้านที่ดูแลพื้นที่เข้าถึงการดับไฟได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.จัดทำแผนการบริหารจัดการเชื้อเพลิง (ชิงเผา) โดยโซนเหนือกำหนดให้ดำเนินการเผาในช่วงเดือน มีนาคม &amp;ndash; เมษายน ผ่านระบบ app จองการเผาและผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการจังหวัดที่จะอนุญาตให้เผาในช่วงวันและเวลา&amp;nbsp; เมื่อถึงช่วงเวลาการจัดการเชื้อเพลิง (มีนาคม &amp;ndash; เมษายน)ดังกล่าว จะมีคณะกรรมการหมู่บ้าน&amp;nbsp; เจ้าของพื้นที่ (หากเป็นการดำเนินการในที่ดินทำกิน) เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในพื้นที่ร่วมในการเฝ้าระวังในขณะที่ดำเนินการจัดการเชื้อเพลิงเพื่อป้องกันไฟลุกลาม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.&amp;nbsp;ลาดตะเวน เฝ้าระวังไฟโดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่เป็นรอยต่อระหว่างหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ&amp;nbsp; โดยมีการวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ เขตรับผิดชอบของ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.ปฏิบัติการดับไฟ เมื่อเกิดไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่า โดยมีทสม. และหน่วยงานองค์กรในพื้นที่ร่วมกันของแต่ละหมู่บ้านเข้าดำเนินการ สับเปลี่ยนหมุนเวียนดับไฟทั้งกลางวันและกลางคืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายสุดการปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจากการวางแผนตั้งแต่ต้นทางและความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้ไฟในปี 2564 ลดลงจาก 708 จุด&amp;nbsp; ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 1 มกราคม - 30 เมษายน 2564 เหลือเพียง &amp;nbsp;176 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 24.97 % &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;Default&quot; style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถือเป็นพลังขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม.ตำบลเมืองแหงจากนี้ไป โดยมีเป้าหมายร่วมกันทำให้ผืนป่าที่ชุมชนจัดการ ดูแลรักษานั้น ได้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ป่าที่เราดูแลรักษาทุกวันนี้&amp;nbsp; พื้นที่รวม&amp;nbsp; 600 กว่าไร่ แต่ก็ร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้ไฟเข้าพื้นที่ป่า เนื่องจากป่าชุมชนเป็นแหล่งต้นน้ำที่หมู่บ้านเราต้องอาศัยน้ำจากห้วยเมี่ยง ทำเป็นระบบประปาภูเขาดึงน้ำเข้ามาใช้เพื่อการอุปโภค บริโภคในชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นแหล่งอาหาร โดยเฉพาะเห็ด หน่อไม้ ที่ชุมชนนำมาบริโภคในครัวเรือน บางครอบครัวเก็บหาเพื่อนำมาจำหน่ายแต่ต้องอยู่ในระเบียบของชุมชน เพราะบ้านป่าไผ่ของเรานั้น&amp;nbsp; ทุกคนที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า จะต้องเป็นสมาชิกป่าชุมชน โดยเสียค่าธรรมเนียมปีละ 100 บาทเข้ากองทุนป่าชุมชนและหากมีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับป่าชุมชนหรือด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน หากสมาชิกคนใดที่เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับคูปอง ธนาคารความดี 1 กิจกรรมต่อหนึ่งใบ สะสมมากสิ้นปีคณะกรรมการจะมีการมอบรางวัลให้เป็นขวัญและกำลังใจ &amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นางเฉลิมชัย&amp;nbsp; โปธา&amp;nbsp; ประธานป่าชุมชนบ้านป่าไผ่ และคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. ตำบลเมืองแหง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานป่าชุมชนคนเดิมย้ำด้วยว่า ป่าชุมชนบ้านป่าไผ่มีแผนที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งศึกษาธรรมชาติเนื่องจากภายในพื้นที่ป่ามีจุดสำคัญๆ อาทิเช่น&amp;nbsp; ดงมะกอก&amp;nbsp; ดงกล้วยไม้ โดยเฉพาะกระเช้าสีดา มีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ป่า ดงสมุนไพร&amp;nbsp; และดงที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ฉะนั้นทุกปีสมาชิกทุกคนในชุมชน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าระวังไฟเพื่อไม่ให้ไฟเข้า และร่วมกิจกรรมการจัดการป่าทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102679</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทสม. ตำบลเมืองแหง, อำเภอเวียงแหง, เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำแตงตอนบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609ba0ebc1895.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
